Tags:
Android

สำนักวิจัยอีกแห่งที่ออกสำรวจด้านเทคโนโลยีตลอดมา คือ Pew Research Center ได้ออกรายงานสำรวจการใช้งานแท็บเล็ต พบว่าการใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 11% เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2011 มาเป็น 18% เมื่อมกราคมที่ผ่านมา ส่วนช่วงสิงหาคมที่ผ่านมาตัวเลขเพิ่มเป็น 25% แล้ว

ส่วนแบ่งตลาดก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ปีที่แล้วผู้ตอบแบบสำรวจที่ใช้แท็บเล็ตใช้ไอแพดมากถึง 81% แต่การสำรวจล่าสุดเหลือเพียง 52% ส่วนแอนดรอยด์นั้นเพิ่มจาก 15% ในปีที่แล้วมาเป็น 48% ในปีนี้ และอื่นๆ 4% ในปีที่แล้วหายไปหมด

ในบรรดาผู้ใช้แท็บเล็ตแอนดรอยด์นั้น Kindle Fire นำมาอันดับหนึ่ง 21% ตามด้วย Samsung Galaxy 8% ที่เหลือเป็นยี่ห้ออื่นๆ

สำหรับสมาร์ตโฟนผลสำรวจพบว่า 44% ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถามมีสมาร์ตโฟน และในบรรดาผู้มีสมาร์ตโฟน 46% ใช้สมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ อีก 38% ใช้ไอโฟน และอีก 10% ใช้แบล็คเบอร์รี่ อีกมุมหนึ่งการสำรวจแสดงให้เห็นถึงการแบ่งฝั่ง โดยผู้ที่มีไอแพดจะมีไอโฟนมากถึง 57% ส่วนผู้มีแท็บเล็ตแอนดรอยด์จะมีสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์มากถึง 66%

งานวิจัยของ Pew จะอาศัยการสอบถามด้วยการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์เพื่อสัมภาษณ์ ไม่ใช่การสำรวจตลาดเหมือนสำนักอื่นๆ ที่ Blognone นำเสนอบ่อยกว่า การที่ตัวเลขจึงต่างกันค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับตัวเลขบางสำนักที่ใช้มาตรวัดอื่นๆ เช่น ปริมาณการเข้าใช้เว็บ ตัวเลขก็จะต่างออกไปเช่นกัน

ที่มา - Journalism.org

Tags:
Google

Jerry Brown ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียไปที่สำนักงานใหญ่ของ Google เพื่อเซ็นร่างกฏหมาย SB 1298 ว่าด้วยการอนุญาตให้รถยนต์แบบไร้คนขับวิ่งบนท้องถนนจริงได้

ร่างกฏหมายนี้ว่าด้วยเรื่องข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ของรถยนต์แบบไร้คนขับ โดยหลังจากกฏหมายฉบับนี้บังคับใช้งาน ผู้ผลิตรถยนต์สามารถนำรถแบบไร้คนขับออกทดสอบจริงบนท้องถนนได้ ตราบใดที่มีผู้ขับรถที่มีใบขับขี่นั่งประจำตำแหน่งผู้ขับเพื่อควบคุมรถในกรณีฉุกเฉิน

Brown กล่าวว่าร่างกฏหมายนี้จะช่วยผลักดันให้เทคโนโลยีในนิยายไซ-ไฟกลายเป็นจริง และเป็นก้าวใหม่ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของรัฐแคลิฟอร์เนีย และโลกทั้งใบ

Sergery Brin กล่าวในงานแถลงข่าวว่ารถยนต์แบบไร้คนขับนั้นสามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และหวังว่าจะเห็นรถต้นแบบที่ปลอดภัยกว่ารถแบบมนุษย์ขับ

ถ้ายังจำกันได้ในปี 2010 Google เคยทดลองขับรถแบบไร้คนขับเป็นระยะทางรวมประมาณ 140,000 ไมล์ครับ

ที่มา - AllThingsD

Tags:
Google

ฐานข้อมูลแบบกระจาย (distributed database) ไม่ใช่แนวคิดใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่การกระจายฐานข้อมูลออกไปไกลระดับครอบคลุมทั้งโลก (ห่างกันหนึ่งซีกโลก) กลับมีปัญหาเรื่อง latency ทำให้การอ่าน-เขียนข้อมูลบนฐานข้อมูลแต่ละชุด (ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลซ้ำกันหรือเป็น replication) ทำได้ไม่พร้อมกัน

กูเกิลแก้ปัญหานี้ด้วยซอฟต์แวร์ชื่อ Spanner ที่ใช้เทคนิคช่วยให้การวัด "เวลา" แม่นยำขึ้น ผ่านทั้งตัวรับสัญญาณ GPS และนาฬิกาอะตอม (atomic clock) ที่ติดตั้งไว้ในศูนย์ข้อมูลของกูเกิล แทนการส่งข้อมูลข้ามไปถามศูนย์ข้อมูลอื่นๆ ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่อง latency ได้

Tags:
iPad

แม้ว่าในตลาดเกมช่วงหลัง การมาของอุปกรณ์ iOS จะสั่นคลอนตลาดนี้ได้พอสมควร จากความนิยมของทั้ง iPhone และ iPad แต่ถ้าลองเจาะไปตามวัยแล้ว อาจจะยังสรุปไม่ได้ว่าทุกคนชอบเล่นเกมบน iPad หรือ iPhone มากที่สุดแล้ว

โดยจากผลการศึกษาของ NPD Group ระบุว่าเด็กอายุตั้งแต่ 4-14 ปีไม่ได้ใช้เวลากับในการเล่นเกมกับ iPad มากที่สุด แต่เป็นกับเครื่องเกมพกพา (เช่น PS Vita หรือ 3DS) มากกว่า ส่วนเด็กที่อายุมากกว่านี้ก็เล่นเกมบนพีซี หรือเครื่องคอนโซลมากกว่า

อย่างไรก็ตามสัดส่วนของเด็กที่เล่นเกมบน iPad เพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัวจากเมื่อปีก่อนที่มีเพียง 3% เพิ่มขึ้นเป็น 13% แล้วในปีนี้

แม้ว่าผลการศึกษาจะไม่ได้ระบุว่าทำไมเด็กถึงชอบเล่นเครื่องเกมพกพามากกว่า แต่ก็คาดกันว่าด้วยขนาด และน้ำหนักของ iPad ไม่เอื้อต่อการใช้งานของเด็กนัก ถ้าหากแอปเปิลเปิดตัว iPad รุ่นที่จอเล็กลงมาอาจช่วยลดช่องว่างระหว่างเครื่องเกมได้เช่นกัน

ที่มา - VentureBeat

Tags:
Microsoft

เว็บไซต์ Technology Review ของสถาบัน MIT เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์กำลังพัฒนาสไตลัส (stylus) ที่สามารถใช้ได้กับหน้าจอใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าจอที่รองรับการสัมผัสเพียงอย่างเดียว

หลักการทำงานของสไตลัสนี้คล้ายกับเมาส์ดิจิทัลแบบไร้สาย แต่จะใช้กล้องขนาดจิ๋วอ่านจำนวนกลุ่มพิกเซลบนหน้าจอแล้วส่งต่อให้คอมพิวเตอร์เพื่อติดตามการเคลื่อนที่ของไสตัสผ่านเครือข่ายไร้สายแทน

สำหรับการรับรู้ตำแหน่งของสไตลัสเมื่อเทียบกับจอภาพนั้น ทีมวิจัยได้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะสร้างจุดสีน้ำเงินบนหน้าจอ ทำให้เกิดรูปแบบของความสว่างที่เมื่อกล้องของสไตลัสอ่านและส่งต่อข้อมูลให้คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ก็จะทราบตำแหน่งที่แน่ชัดบนจอภาพได้ ทีมวิจัยกล่าวว่าที่เลือกใช้สีน้ำเงินเพราะตาของมนุษย์มีเซลล์รูปกรวยสีน้ำเงิน (blue cone) ไม่มาก (ทำให้ตาของมนุษย์รับรู้สีดังกล่าวได้ไม่ชัดเจน ดังนั้นจุดสีน้ำเงินบนหน้าจอก็จะไม่รบกวนสายตามนุษย์มากนัก -- ผู้เขียนลง Blognone)

ปัญหาที่สำคัญที่สุดของโครงการนี้คือการพัฒนาเซ็นเซอร์รับภาพที่จำเป็นสำหรับสไตลัส ซึ่งจะต้องรองรับความละเอียดสูงถึง 512x512 พิกเซล เพื่อให้สามารถจับภาพที่มีความละเอียดสูงมาก เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดตามการเคลื่อนที่ได้อย่างนุ่มนวล (เมาส์ดิจิทัลแบบไร้สายปัจจุบันมีเซ็นเซอร์รับภาพที่มีความละเอียดเพียง 30x30 พิกเซลเท่านั้น)

ท้ายสุด ทีมวิจัยกล่าวว่ายังไม่มีการตัดสินใจว่าสไตลัสนี้จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ตามท้องตลาดหรือไม่

ที่มา: Technology Review ผ่าน Neowin.net

Tags:

นโยบายให้พนักงานนำอุปกรณ์ไอทีของตนเองมาใช้งานในองค์กร (BYOD - bring your own devices) กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่นั่นอาจทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการเกี่ยวกับไอทีสูงขึ้นด้วย โดยบริษัทวิจัย Osterman เผยผลการวิจัยในองค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ 117 แห่ง พบว่าผลจากการที่องค์กรให้พนักงานนำอุปกรณ์พกพาเข้ามาใช้ในที่ทำงานมากขึ้นนั้น ในปีที่แล้วจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ไอทีสนับสนุนเฉลี่ย 2.9 คนต่ออุปกรณ์ 1,000 เครื่อง แต่ตัวเลขในปี 2012 นี้เพิ่มสูงเป็น 3.6 คนต่ออุปกรณ์ 1,000 เครื่อง และคาดว่าปีหน้า 2013 จะเพิ่มเป็น 4 คน

Michael Osterman ประธานของบริษัทวิจัย Osterman มองว่าเหตุที่องค์กรมีต้นทุนในการดูแลมากขึ้นก็เพราะบริษัทต้องเพิ่มการดูแลความปลอดภัย และควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ของพนักงานเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง อีกทั้งองค์กรหลายแห่งก็ยังไม่มีซอฟต์แวร์ช่วยบริหารจัดการอุปกรณ์เหล่านี้ที่ดีพอ

อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Azaleos ซึ่งจำหน่ายซอฟต์แวร์บริหารจัดการอุปกรณ์พกพาในองค์กร จึงอาจต้องพิจารณาเนื้อหาดีๆ ครับ

ที่มา: Computerworld และรูปประกอบจาก Cult of Mac

Tags:
Facebook

การสำรวจจากมหาวิทยาลัยซัลฟอร์ดในประเทศอังกฤษ ที่สำรวจผู้ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คกลุ่มเล็กๆ จำนวน 298 คน ได้ผลน่าตกใจว่าโซเชียลเน็ตเวิร์คทำให้ความมั่นใจในตัวเองลดลง และยังพักผ่อนยากขึ้นอีกด้วย

กว่าครึ่งของการสำรวจที่ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างทวิตเตอร์ หรือเฟซบุ๊กบอกว่าทำให้ชีวิตของเขาแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความมั่นใจในตัวเอง เมื่อไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จของบรรดาเพื่อนๆ ในโลกออนไลน์

นอกจากนี้ สองในสามยังบอกว่าไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เนื่องจากใช้เวลากับโซเชียลเน็ตเวิร์คมากไป และกังวลกับมันมากจนทำให้นอนไม่หลับ และกว่าครึ่งยังบอกว่ารู้สึกไม่สบายใจถ้าหากเข้าเฟซบุ๊ก หรืออีเมลไม่ได้อีกด้วย

แถวนี้มีใครเข้าข่ายแบบนี้บ้างไหมครับ ?

ที่มา - Mashable

Tags:
Mac

เว็บจองที่พักและตั๋วเครื่องบินสำหรับการเดินทาง Orbitz เผยว่าจากข้อมูลการจองห้องพักในอดีตโดยแยกกลุ่มผู้ใช้งานเป็นผู้ใช้แมคกับพีซี พบว่าผู้ใช้แมคมากกว่า 40% มีแนวโน้มจะจองห้องพักในโรงแรมระดับ 4-5 ดาวมากกว่าผู้ใช้พีซี และแม้เป็นการจองในโรงแรมเดียวกัน ผู้ใช้แมคก็มักเลือกพักห้องที่มีราคาแพงกว่าเมื่อเทียบกับผู้ใช้พีซี

จากข้อมูลข้างต้นนี้ทำให้ Orbitz ปรับเงื่อนไขการแสดงผลการค้นหาห้องพัก โดยเลือกนำเสนอห้องพักแนะนำที่มีราคาสูงกว่าในกรณีเป็นผู้ใช้แมค ซึ่ง Orbitz ยืนยันว่านี่ไม่ใช่การตั้งราคาห้องพักเป็นสองระดับ เพราะผู้ใช้พีซีกับแมคสามารถจองห้องพักประเภทเดียวกันในโรงแรมเดียวกันได้ในราคาที่เท่ากัน ส่วนแตกต่างคือผลการค้นหาแนะนำเท่านั้น ซึ่งเป็นความพยายามของ Orbitz ที่จะปรับการนำเสนอห้องพักให้เหมาะสมกับประเภทลูกค้ามากที่สุดนั่นเอง

เพื่อให้เรื่องนี้เป็นความจริงมากกว่าความเชื่อขึ้นไปอีก WSJ ก็ได้อ้างผลสำรวจของ Forrester Research ซึ่งพบว่ารายได้เฉลี่ยของผู้ใช้แมคอยู่ที่ 98,560 ดอลลาร์ต่อปี เทียบกับพีซีอยู่ที่ 74,452 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งช่วยยืนยันได้อีกระดับหนึ่งว่าผู้ใช้แมคมีความสามารถในการจับจ่ายที่สูงกว่านั่นเอง

ที่มา: WSJ (ต้องเป็นสมาชิก) via MacRumors

Tags:
Android

มอร์แกน สแตนเลย์เปิดเผยผลสำรวจผู้ที่ต้องการซื้อแท็บเล็ตใหม่ โดยพบว่าผู้คนร้อยละ 25 มีแผนจะซื้อแท็บเล็ตรัน Windows 8 ซึ่งสูงกว่าผู้คนที่รอซื้อแท็บเล็ตรัน Android ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 22 ส่วนแพลตฟอร์มที่ผู้คนมีแผนจะซื้อมากที่สุดแบบไม่ต้องสงสัยคือแท็บเล็ตรัน iOS ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 46

ผลสำรวจยังพบว่า การใช้แอพ Microsoft Office ได้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของผู้ที่ต้องการจะซื้อแท็บเล็ต (โดยเฉพาะผู้ที่จะซื้อแท็บเล็ตเป็นครั้งแรก) รองลงมาเป็นความสามารถในการซิงค์คอนเทนต์ที่ผู้ใช้ซื้อมาระหว่างเครื่องอื่นได้ และ จำนวนคอนเทนต์ที่ให้ผู้ใช้เลือกซื้อได้ ตามลำดับ แต่สำหรับผู้ที่ซื้อแท็บเล็ตไปแล้วนั้นจะต้องการความสามารถในการซิงค์คอนเทนต์ที่ผู้ใช้ซื้อมาระหว่างเครื่องอื่นได้เป็นอันดับแรก โดยที่การใช้แอพ Microsoft Office อยู่อันดับที่สี่

ไม่รู้ว่านี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่กูเกิลใช้เพื่อซื้อ QuickOffice หรือไม่ และก็ไม่รู้ว่านี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไมโครซอฟท์ออกชุด Office สำหรับ iPad และ Android ช้าหรือไม่

ที่มา: All Things Digital

Tags:

แม้ว่าวัยรุ่นในยุคนี้จะมีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือจากโลกดิจิทัลมากกว่าคนสมัยก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็มีบางเรื่องที่ถูกละเลยไปเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือการตั้งรหัสผ่าน

การวิจัยครั้งใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับการตั้งรหัสผ่านของนาย Joseph Bonneau จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่วิเคราะห์ข้อมูลรหัสผ่านจากผู้ใช้งาน Yahoo! กว่า 70 ล้านบัญชี ผลคือผู้ใช้ที่อายุมากกว่า 55 ปีมักจะตั้งรหัสผ่านที่มีความปลอดภัยสูงกว่าผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปีถึงสองเท่าตัว

เมื่อวัดจากข้อมูลทั้งหมด Bonneau สรุปว่าความยากของรหัสผ่านจะเพิ่มขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้น นอกจากเรื่องอายุแล้ว ภาษาที่ใช้ก็เป็นอีกตัวแปรที่ทำให้การตั้งรหัสผ่านยากง่ายแตกต่างกันไปด้วย Bonneau บอกว่าผู้ใช้ภาษาอินโดนีเซียตั้งรหัสผ่านง่ายที่สุด ส่วนเยอรมัน และเกาหลีจะตั้งรหัสผ่านยากที่สุด

แน่นอนว่าคนกลุ่มที่ตั้งรหัสผ่านได้ยากที่สุดคือกลุ่มที่มักจะเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ นั่นเอง

ใครที่สนใจอ่านรายงานฉบับเต็มเข้าไปได้ที่นี่ครับ (เป็นไฟล์ PDF)

ที่มาา - Mashable

Tags:
Japan

ทีมวิจัยจากญี่ปุ่นสร้างเครื่องส่งวิทยุความถี่ย่านความถี่สูงถึง 542GHz เป็นผลสำเร็จ และความสำเร็จนี้อาจจะเปิดให้เราใช้คลื่นย่านใหม่ๆ ได้ หลังจากที่การใช้งานทุกวันนี้มักจำกัดอยู่ที่เพดาน 300GHz เท่านั้น

การทะลุเพดาน 300GHz ทำให้เราสามารถเข้าใช้งานคลื่นในย่านที่เรียกว่า THF (Tremendously high frequency) โดยก่อนหน้านี้คลื่นที่เราใช้ประโยชน์เพื่อการสื่อสารสูงสุดนั้น คือ คลื่นในย่าน EHF (Extremely high frequency) ที่แม้จะมีการใช้งานอยู่บ้างแต่ก็เป็นการติดต่อระหว่างดาวเทียมนอกโลก โดยมันเป็นคลื่นย่านสุดท้ายก่อนจะเริ่มเป็นแสงอินฟราเรด

ทีมวิจัยสามารถจาก Tokyo Institute of Technology ที่ทำงานวิจัยชิ้นนี้สามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 2Gb/s และ 5Gb/s โดยมีอัตราข้อมูลผิดลาด (Bit Error Rate - BER) อยู่ที่ 2×10^−8 and 3×10^−5 ตามสำดับ

สำหรับคลื่นที่จะมาเป็นสินค้าให้เราใช้งานได้ในเร็วๆ นี้คงไม่เกิน 60GHz ที่กลายกลุ่มกำลังพัฒนามาตรฐานการสื่อสารระยะสั้นที่มาใช้แทน USB ในอนาคต

ที่มา - BBC

Tags:

ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ การถูกจำกัดปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตก็เป็นเรื่องที่หลายคนไม่อยากประสบกับตัวเอง ที่น่าสนใจคือผลสำรวจจาก Marshini Chetty นักวิจัยจาก Georgia Tech’s School of Interactive Computing ได้เผยว่าการจำกัดปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตจะทำให้ผู้ใช้เกิดประสบการณ์ใช้งานที่ไม่ง่ายขึ้นมา

Chetty ศึกษาเกี่ยวกับการจำกัดปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างฝึกงานอยู่กับ Microsoft Reseach ด้วยการสัมภาษณ์ครอบครัวชาวแอฟริกันทั้งสิ้น 12 ครอบครัว ซึ่งในแอฟริกานั้นโดยมากแล้วจะถูกจำกัดให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ประมาณ 9GB ต่อเดือน แต่บางรายก็น้อยเพียง 1GB ต่อเดือน ทำให้คนกลุ่มนั้นต้องพยายามที่จะไม่ใช้งานอินเทอร์เน็ตจนถึงจุดที่จะถูกจำกัด ด้วยการไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต หรือเปลี่ยนไปต่ออินเทอร์เน็ตผ่านมือถือแทน

Chetty บอกว่าพฤติกรรมของคนจะไม่เปลี่ยนหากว่าไม่มีข้อจำกัด โดยเปรียบเทียบเคสนี้กับกรณีการจำกัดปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ (เพราะคลื่นมีจำกัด) ที่หลายคนเอาแต่บ่นเรื่องคิดเงินตามปริมาณการใช้งาน แต่กลับไม่มีใครสนใจว่าพฤติกรรมการใช้งานแบบนั้นส่งผลอย่างไรกลับมาบ้าง หลายครั้งที่บางคนประหยัดแบนด์วิดท์ทั้งเดือนเพื่อมาผลาญให้หมดก่อนวันครบรอบบิล

สุดท้ายนี้ Chetty บอกว่าการจำกัดปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ ยังสูงเกินไป แต่ก็ยังมีผู้ใช้หลายรายที่ใช้เกิน ซึ่ง Chetty แนะนำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตควรลดเพดานลงมา และให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้งานเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตได้แล้ว

ที่มา - Neowin

Tags:
Microsoft

ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ชได้เผยงานวิจัยที่เป็นการประยุกต์ใช้จอแอลซีดีเดิมเพื่อการแสดงผลแบบสามมิติ (stereo 3D display) โดยผู้ใช้ไม่ต้องใส่แว่นตาพิเศษเพื่อการรับชม และสามารถแสดงผลในสองมุมมองที่แตกต่างกันได้ เช่น ผู้เล่นเกมไพ่สองคนดูหน้าจอแท็บเล็ตเดียวกันโดยที่อีกฝ่ายมองไม่เห็นไพ่ของคู่แข่ง ใครนึกภาพไม่ออกลองคลิปวีดีโอนำเสนอได้ที่ท้ายข่าว

ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ชได้เผยงานวิจัยนี้ที่งาน TechVista ประเทศอินเดีย ถัดจากจะนำไปโชว์ที่งาน CHI 2012 ต่อไป

ที่มา: Next at Microsoft

Tags:

ก่อนหน้านี้เราได้เห็น TapSense จอสัมผัสที่สามารถแยกแยะได้ว่าวัตถุไหนที่มาสัมผัสกับหน้าจอ โดยใช้เสียงเพื่อช่วยแยกประเภท วันนี้ Disney Reseach ได้ออกมาโชว์ Touché (อ่านว่า "ทู-เช") เซนเซอร์รับสัมผัสที่เหนือขึ้นไปอีกว่านอกจากจะบอกได้ว่าเราใช้อะไรสัมผัส ยังบอกละเอียดขึ้นไปว่าใช้นิ้วกี่นิ้ว ท่าที่สัมผัส (จีบนิ้ว หรือกุมทั้งมือ) แถมยังใช้ได้กับวัตถุอย่างอื่นนอกเหนือจากจอสัมผัส แม้แต่ในน้ำ หรือกระทั่งร่างกายของเราก็ได้ด้วย

หลักการทำงานของ Touché คือแทนที่จะจับความดันไฟฟ้าแค่จุดเดียวเพื่อบอกว่ากำลังสัมผัส หรือไม่สัมผัสอยู่ แต่เปลี่ยนเป็นจับคลื่นแรงดันไฟฟ้าเป็นช่วงๆ แทน ซึ่งสามารถบอกข้อมูลสิ่งที่มาสัมผัสได้ละเอียดขึ้น (ดูรายละเอียดได้ในวิดีโอท้ายข่าว)

ช่วงท้ายของวิดีโอมีโชว์วิธีการนำเซนเซอร์ตัวนี้ไปใช้ร่วมกับการทำงานของอุปกรณ์อื่น เช่นการใช้ gesture กับมือของตัวเอง เพื่อสั่งการสมาร์ทโฟน หรือโซฟาที่เมื่อนั่งแล้วจะสั่งให้ทีวีจะเปิดเอง และปิดเองเมื่อหลับ เป็นต้น

ใครสนใจเปเปอร์เต็มเข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ

ที่มา - Disney Research

Tags:

ในช่วงปีที่ผ่านมานี้มีบริการจ่ายเงินด้วยมือถือเกิดขึ้นในสหรัฐฯ กันบ้างแล้วทั้งรายใหญ่รายเล็กไม่ว่าจะเป็น Square, Google Wallet หรือ PayPal Here แต่ว่าจากผลการสำรวจของ Chris Hoofnagle และ Jennifer Urban สองนักศึกษาจาก University of California, Berkeley กลับพบว่าผู้คนในสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมกับระบบจ่ายเงินด้วยมือถือเท่าไรนัก

จากการสำรวจทั้งสิ้น 1,203 คน มี 74% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่ายังไม่มีแผนจะเปลี่ยนไปใช้ระบบจ่ายเงินด้วยมือถือใดๆ ด้วยเหตุผลหลักทางด้านความเป็นส่วนตัว และอีกเกือบทั้งหมดระบุว่าไม่ต้องการแชร์ข้อมูลว่ามาที่ร้านนี้ (ประมาณว่าซื้อของในร้าน แล้วเด้งขึ้น Facebook)

ส่วนที่หลายคนกังวลกันคือผู้ให้บริการจ่ายเงินด้วยมือถือนั้นใช้ข้อมูลส่วนตัวอะไรของเราไว้บ้าง และมีความปลอดภัยแค่ไหน ซึ่งก็ยังไม่มีการออกมาประกาศอย่างชัดเจนจากแต่ละค่ายนัก ส่วนซึ่งสองนักวิจัยที่ทำโครงการนี้ทิ้งท้ายไว้ว่าการจ่ายเงินผ่านมือถือน่าจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายในเร็วๆ นี้ แต่อาจใช้เวลาถึงสิบปีก็เป็นได้

ใครสนใจอ่านเปเปอร์ฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ

ที่มา - Bits Blog (NYT)

Tags:

ปัญหาเรื่องเว็บไซต์ร้านอาหารที่ไม่มี usability แล้วแถมยังทำหน้าเว็บด้วยแฟลชทั้งหมดยังคงตามหลอกหลอนเราทุกครั้งที่ต้องใช้งานอยู่เรื่อยไป จนมาถึงในขณะนี้ที่สมาร์ทโฟนได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของโลกเว็บไซต์แล้ว ร้านอาหารได้มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่ ?

จากผลการศึกษาของ Restaurant Science บริษัทวิจัย และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมร้านอาหารได้เผยว่ามีผู้เข้าเว็บไซต์ร้านอาหารจากมือถือมากถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมด แต่มีเพียงหนึ่งในแปดของแบรนด์อาหารแฟรนไชส์ และมีเพียงหนึ่งจากในสิบสองร้านอาหารส่วนตัวเท่านั้นที่มีหน้าเว็บไซต์มือถือของร้าน

ที่แย่ขึ้นไปอีกคือผลการศึกษาได้พบว่ามีเว็บไซต์ร้านอาหารเพียง 40% เท่านั้นที่แสดงรายการอาหารของร้านบนเว็บไซต์ (แล้วเขาให้เราเข้าไปดูอะไรเนี่ย!) เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นแล้ว ร้านอาหารนับว่าปรับตัวเข้ากับโลกอินเทอร์เน็ต และมือถือได้ช้ามาก ใครที่มีร้านอาหารอยู่ลองตัดสินใจสองเรื่องนี้ดีๆ นะครับ

ที่มา - TechCrunch

Tags:

ในยุคที่มือถือครองเมือง และเรายังหาวิธีการทำให้ใช้งานแบตเตอรี่ได้นานขึ้นไม่ได้ดีไปกว่าการเพิ่มความจุเข้าไป สิ่งที่ช่วยได้ดีคือการใช้วิธีอื่นที่ทำให้ใช้แบตเตอรี่ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

นอกจากการเชื่อมต่อ 3G หน้าจอของมือถือ และอีกสารพัดอย่างที่มีผลต่ออายุการใช้งานแบตเตอรี่ ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนไม่ทราบ คือการใช้งานหน้าเบราว์เซอร์บนมือถือแต่ละเว็บไซต์กินพลังงานไม่เท่ากัน ซึ่งทางทีมศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ทำการสำรวจหน้าเว็บแบบมือถือของแต่ละเว็บไซต์ว่าเว็บไหนที่กินพลังงานในการเปิดหน้าเว็บมาก/น้อยอย่างไร

เว็บไซต์ที่ได้รับคำนิยมว่าเยี่ยมที่สุดตกเป็นของ Gmail ที่ทางทีมศึกษาให้เหตุผลว่ากินพลังงานน้อยเนื่องจากการใช้ HTML5 ในการขับเคลื่อนบริการ ส่วนเว็บไซต์ที่เข้าขั้นแย่ และควรปรับปรุงได้แก่ Wikipedia และ Apple โดยเฉพาะรายแรก ทีมศึกษาระบุว่าสามารถปรับแต่งเพื่อให้ใช้พลังงานได้น้อยลงราว 30% โดยไม่กระทบกับการใช้งานด้วยซ้ำ

สำหรับคนที่ทำหน้าเว็บไซต์มือถืออยู่ ทีมศึกษาแนะนำให้ใช้ภาพสกุลไฟล์ .jpeg จะดีกว่า .gif หรือ .png ครับ

ที่มา - BBC

Tags:

ปรกติแล้ว QR code สามารถรับความคลาดเคลื่อนได้ในระดับหนึ่ง ทำให้เราสามารถวางรูปภาพหรือข้อความ "ทับ" ลงไปบนตัว QR code เพื่อช่วยให้มนุษย์สามารถแยกแยะ QR code ในขั้นต้นได้

แต่นี่คงไม่ทำให้ Russ Cox โปรแกรมเมอร์จาก Bell Labs พอใจ เขาจึงได้สร้างโปรแกรม QArt code ที่สามารถ "ฝัง" รูปภาพไปกับ QR code โดยไม่ทำให้มันเกิดความคลาดเคลื่อน และส่งผลให้ตัว QR code สามารถแนบรูปได้ใหญ่ขึ้นกว่าการวางรูปทับลงไปธรรมดาครับ

รายละเอียดทางคณิตศาสตร์และวิศวกรรมค่อนข้างเยอะพอสมควร ผู้สนใจสามารถอ่านบทความเต็มได้ที่บล็อกของ Russ Cox หรือจะอ่านซอร์สโปรแกรม (ภาษา Go) ก็ย่อมได้ ส่วนผู้สนใจทั่วไปสามารถแวะไปสร้าง QR code เล่นได้ที่หน้านี้เลยครับ

ที่มา: โพสของ Russ Cox บน Google+

Tags:
OLPC

มีผลวิจัยจาก Inter-American Development Bank (IDB) ซึ่งได้ศึกษานักเรียนจาก 319 โรงเรียนเป็นเวลา 15 เดือน พบว่าไม่ปรากฎชัดว่านักเรียนที่ได้รับแล็ปท็อปหรือแท็บเล็ตในโครงการ One Laptop per Child (OLPC) มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์และวิชาทางด้านภาษาดีขึ้นกว่าเดิมแต่อย่างไร นอกจากนั้นผลวิจัยยังแสดงให้เห็นว่านักเรียนไม่ได้ให้เวลากับการบ้านและการอ่านหนังสือมากขึ้นอีกด้วย ทาง IDB ได้สรุปว่าทางโครงการ OLPC ไม่ได้แนะนำคุณครูว่าควรใช้แล็ปท็อปหรือแท็บเล็ตอย่างไรให้้เกิดประสิทธิผลต่อการเรียนในแต่ละวิชา

ผู้อ่านอย่าเพิ่งคิดไปว่าโครงการ OLPC นี้ไม่ประสบผลสำเร็จเลย เพราะ IDB กล่าวโดยอิงผลวิจัยว่า โครงการนี้ทำให้อัตราส่วนระหว่างคอมพิวเตอร์และนักเรียนนั้นเพิ่มสูงจาก 0.28 เป็น 1.18 นอกจากนั้นนักเรียนยังใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานอย่างการพิมพ์เอกสารได้คล่องขึ้นและมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้น แต่กลับมีทักษะการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่จำกัดเนื่องจากเกือบทั้งหมดไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ IDB ยังระบุว่าคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยเพิ่มประสบการณ์ทางการเรียนให้ดีขึ้นได้ หากแต่ต้องอาศัยการบูรณาการเข้ากับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสมที่สุดอีกด้วย

ประเทศไทยกำลังเพิ่งแจกเลย น่าจะลองศึกษาดูผลลัพธ์บ้างครับ

ที่มา: Inter-American Development Bank (IDB) (ไฟล์ PDF), The Economist ผ่าน Slashdot ผ่าน The Verge

Tags:

รายงานนี้เป็นผลสำรวจกลุ่มนักอ่านหนังสือชาวอเมริกัน (ที่เป็นผู้ใหญ่) จัดทำโดย Pew Research Center พบว่านักอ่าน eBook จะอ่านหนังสือเฉลี่ย 24 เล่มในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับนักอ่านหนังสือธรรมดาทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 17 เล่ม

แต่ก็ใช่ว่า eBook จะครองตลาดเพราะแท้จริงจากผลสำรวจเดือนธันวาคมปีที่แล้วยังมีนักอ่านหนังสือธรรมดาอยู่ถึง 72% เทียบกับนักอ่าน eBook ที่เป็นชนกลุ่มน้อยเพียง 17% เท่านั้น (อีก 11% เป็นกลุ่มที่ฟัง Audio Book)

รายงานยังให้ข้อมูลน่าสนใจถึงอัตราการเติบโตของจำนวนนักอ่านที่มีเครื่องอ่าน eBook ไว้ในครอบครองว่ามีถึง 19% จากกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ เทียบกับจำนวนเพียง 10% ในการสำรวจเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

รายงานฉบับเต็มมีรายละเอียดแยกสถิติอุปกรณ์อ่าน eBook แต่ละประเภทเทียบกันด้วย ดูได้จากที่มาท้ายข่าวครับ

ที่มา - Engadget, Pew Research Center

ถึงจำนวนกลุ่มคนอ่าน eBook ดูจะน้อยแต่อัตราการเติบโตก็น่ากลัวมากครับ เมื่อดูจากยอดขายอุปกรณ์ประเภทเครื่องอ่าน eBook และ Tablet ที่เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา คาดว่าเราจะได้เห็นผลสำรวจที่น่าทึ่งกว่านี้ในอนาคต