Tags:
Facebook

ในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์คบูม บรรดาแบรนด์ต่างๆ ก็แห่กันมาลงโฆษณากันบน Facebook อย่างที่เราเห็นโพสต์โฆษณาเยอะจนเป็นเรื่องปกติ คำถามต่อมาคือเม็ดเงินที่ลงทุนโฆษณาในโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ นั้นคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับการโฆษณาออนไลน์แบบเดิม

จากผลการศึกษาของ Baynote ที่สำรวจการซื้อขายในช่วงคริสต์มาสปรากฏว่าการโฆษณาบนโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้นจูงใจให้คนซื้อของได้ผลน้อยกว่าใบปลิว หรือแคตาล็อกที่แจกให้ด้วยซ้ำ (22% ต่อ 15%) ตอกย้ำอีกด้วยผลศึกษาของ Kenshoo บริษัทการตลาดดิจิทัล ที่ระบุว่าการโฆษณาออนไลน์โมเดลเดิม เช่น AdWords ที่จูงใจให้คนคลิกซื้อยังโตต่อเนื่อง 23% จากปีก่อน

ดูเหมือนสิ่งเดียวที่การโฆษณาบนโซเชียลเน็ตเวิร์คทำได้ดีกว่าคือการสร้าง และรักษาแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ ทางเลือกของผู้นำในตลาดอย่าง Facebook คงหนีไม่พ้นการทำให้ค่าโฆษณาคุ้มค่าขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

ที่มา - PandoDaily

Tags:
Android

IBM เผยผลสำรวจการซื้อสินค้าออนไลน์ช่วงเทศกาลลดราคาประจำปีในอเมริกาหรือ Black Friday พบว่าอัตราการซื้อสินค้าออนไลน์นั้นเพิ่มขึ้น 17.4% จากปีก่อน โดยทราฟฟิกในการซื้อสินค้าออนไลน์นี้ 24% มาจากอุปกรณ์พกพา ซึ่งสูงขึ้นจากปีก่อนที่มีอัตราส่วน 14.3% ตัวเลขนี้ช่วยชี้ให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปนั่นเองครับ

บริษัทวิจัย Asymco ได้เจาะตัวเลข 24% ในส่วนทราฟฟิกการซื้อสินค้าออนไลน์บนอุปกรณ์พกพาพบว่า 13% มาจากสมาร์ทโฟน ขณะที่ 11% มาจากแท็บเล็ต เมื่อแยกย่อยที่ส่วนสมาร์ทโฟนพบว่า 2 ใน 3 มาจาก iOS ที่เหลือเป็น Android ส่วนบนแท็บเล็ตนั้น iPad กินส่วนแบ่งถึง 88% ทำให้ภาพรวมแล้วทราฟฟิกการซื้อสินค้าจากอุปกรณ์พกพามาจาก iOS ถึง 77% ขณะที่ Android คิดเป็น 23%

Horace Dediu นักวิเคราะห์จาก Asymco ให้ความเห็นว่าแม้ยอดขายสมาร์ทโฟน Android จะชนะขนาด และ iPad สูญเสียส่วนแบ่งในตลาดแท็บเล็ตไปมาก แต่ในแง่การให้ผู้ใช้งานสร้างทราฟฟิกตลอดจนซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์เหล่านี้นั้น iOS กลับชนะขาด จึงเป็นข้อสงสัยว่าพฤติกรรมของการใช้อุปกรณ์ของผู้ใช้ Android กับ iOS นั้นคงมีความแตกต่างกันอยู่มาก และสร้างคำถามต่อไปยังนักพัฒนาถึงรูปแบบการหารายได้บนแต่ละแพลตฟอร์มที่ไม่เหมือนกันอีกด้วยครับ

ที่มา: IBM และ Asymco

Tags:

Disney Research เผยวิดีโอการทดลองควบคุมหุ่นยนต์ให้โต้ตอบโยน-รับลูกบอลกับมนุษย์ได้สำเร็จ โดยใช้ Kinect และกล้องถ่ายภาพของ Asus เป็นตัวตรวจสอบตำแหน่งของมนุษย์และลูกบอล

หุ่นยนต์ดังกล่าว รับสัญญาณจาก Kinect และกล้อง Asus Xtion Pro Live เพื่อระบุตำแหน่งศีรษะของมนุษย์ และตำแหน่งของลูกบอล จากนั้นจึงขยับแขนกลและส่วนต่างๆ เพื่อเคลื่อนไหวตอบโต้กับตำแหน่งของมนุษย์และลูกบอลที่ตรวจจับได้

จากวิดีโอทดสอบการทำงาน หุ่นยนต์สามารถตอบสนองได้ฉับไวพอที่จะเคลื่อนไหวเพื่อรับลูกบอลซึ่งโยนจากมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม หากหุ่นยนต์ไม่สามารถรับลูกบอลได้ ก็สามารถรับรู้และแสดงอากัปกิริยาต่างๆ ตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้เช่นกัน โดย Disney Research ได้เปิดให้นักเล่น Juggling มาร่วมทดสอบโยน-รับลูกบอลกับหุ่นยนต์ด้วย ซึ่งก็สามารถทำได้สำเร็จ

คาดว่าหากทีมพัฒนาระบบจนนำไปใช้การได้ คงนำไปสู่การใช้งานจริงในสวนสนุกเป็นลำดับแรกๆ

Tags:
Wi-Fi

ประสิทธิภาพของการรับส่งข้อมูลของ Wi-Fi จะแย่ลงเมื่อมีผู้ใช้ access point ตัวเดียวกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากช่องความถี่ที่ใช้มีอยู่ช่องเดียว หากผู้ใช้จำนวนมากร้องขอข้อมูลพร้อมกัน ตัว access point จะส่งข้อมูลที่ร้องขอกลับไปลำบาก ในทางกลับกัน ถ้าตั้งความสำคัญให้ access point ส่งข้อมูลออกไปได้ก่อน ผู้ใช้จะมีปัญหาในการร้องขอข้อมูลแทน

นักวิจัยจาก North Carolina State University จึงสร้าง WiFox ซึ่งทำหน้าที่เหมือนตำรวจจราจร คอยมอนิเตอร์ปริมาณข้อมูลที่ค้างอยู่ในตัว access point หากข้อมูลค้างอยู่มาก ก็จะปรับระดับความสำคัญในการส่งข้อมูลออกไปจากตัว access point ให้สูงขึ้น การไหลของข้อมูลก็จะคล่องตัวทั้งสองทาง

นักวิจัยได้ทดลองใช้ WiFox กับระบบ Wi-Fi ที่ใช้งานจริง ๆ ในห้องทดลอง พบว่า โปรแกรมทำให้ประสิทธิภาพการใช้งาน WiFi เพิ่มขึ้น คือ เมื่อมีผู้ใช้ 25 คน ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้น 400% และเมื่อมีผู้ใช้ 45 คน ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้น 700% เมื่อเทียบกับระบบที่ไม่ใช้ WiFox

ข้อดีอีกอย่างคือ ซอฟแวร์ตัวนี้สามารถทำเป็นแพกเก็จ แล้วอัพเดทให้กับระบบ Wi-Fi ที่มีอยู่แล้วได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบ Wi-Fi ใหม่

ที่มา: Phys.org, NCSU

Tags:
Kinect

ไมโครซอฟท์โชว์ "Kinect Fusion" ฟีเจอร์ใหม่ของ Kinect for Windows ที่ใช้ในงานวิจัย ความสามารถของมันคือใช้กล้องของ Kinect จับภาพวัตถุหรือสภาพแวดล้อมภายในห้อง แล้วสร้างเป็นโมเดล 3 มิติให้อัตโนมัติ

เทคนิคนี้ใช้ภาพในทางลึก (depth data) จากกล้องของ Kinect โดยการสแกนหลายๆ ครั้งจากหลายมุม (หลักร้อยหรือพันครั้ง) นำมาสร้างพื้นผิว 3 มิติของวัตถุหรือสภาพแวดล้อม

ฟีเจอร์นี้จะถูกรวมเข้ามาใน Kinect for Windows ในอนาคต ตอนนี้ยังเป็นแค่ของโชว์เฉยๆ ครับ หน้าตาเป็นอย่างไรดูกันเองตามลิงก์

ที่มา - Kinect for Windows

Tags:
Intel

ทีมนักวิจัยของ Intel Labs ในบาร์เซโลนา กำลังวิจัยเรื่องการพัฒนาซีพียูที่มีคอร์จำนวนมากๆ บนอุปกรณ์พกพา

ตอนนี้นักวิจัยของอินเทลยังไม่ได้ข้อยุติว่าจำนวนคอร์ที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร แต่ชิปตัวอย่างที่กำลังพัฒนากันอยู่มี 48 คอร์ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับงานบางประเภท (เช่น การถอดรหัสวิดีโอแบบขนาน) และช่วยลดพลังงานในภาพรวมด้วย (เพราะเฉลี่ยงานกันจึงไม่มีคอร์ที่กินไฟสูงๆ)

นักวิจัยคาดว่าเราจะได้เห็นมือถือ 48 คอร์วางขายในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ Justin Rattner ซึ่งเป็น CTO ของอินเทลประเมินว่าระยะเวลาจะสั้นกว่านั้นมาก โดยมีแรงผลักดันมาจากความต้องการใช้งาน natural interface ที่มากขึ้น ทำให้ต้องการอุปกรณ์พกพาที่มีสมรรถนะมากขึ้นตามไปด้วย

นักวิเคราะห์จากบริษัท Moor Insights ประเมินว่าระยะเวลาน่าจะอยู่ราว 5-10 ปีครับ

ที่มา - Computerworld

Tags:
SSL

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ครับว่า SSL คือเทคโนโลยีหนึ่งที่สำคัญมากแบบขาดเสียไม่ได้ ทั้งในด้านธุรกรรมการเงิน การส่งต่อข้อมูลความลับต่างๆ ซึ่งเหตุผลหลักคือเพื่อป้องกันการโจมตีจากเหล่าบรรดาแฮกเกอร์ แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเปิดเผยว่า SSL เมื่อถูกใช้งานในบางสถานการณ์นั้นอาจไม่ปลอดภัยอย่างที่เคยคิดกัน

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีงานประชุม ACM Conference on Computer and Communications Security (CCS2012) ที่จัดเสร็จสิ้นในวันที่ 16-18 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานรวมตัวของนักพัฒนาโปรแกรม ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทั้งจากภาครัฐ สถานศึกษา และเอกชน ได้เข้ามานำเสนอถึงทฤษฎีหรืองานวิจัยต่างๆ โดยหลังจากจบงานและเปเปอร์งานวิจัยต่างๆ ได้ขึ้นเว็บแล้วที่เว็บของ CCS 2012

Tags:
Bitcoin

ระบบเงิน BitCoin นั้นการโอนเงินทั้งหมดจะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะจากระบบป้องกันการโอนเงินซ้ำซ้อน ระบบเช่นนี้ทำให้คนตั้งคำถามว่าเราจะวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินได้มากอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงธนาคารขนาดใหญ่หรือธนาคารชาติเท่านั้นที่จะมีข้อมูลเช่นนี้ ตอนนี้งานวิจัยการไหลเวียนของ BitCoin ก็ตีพิมพ์มีงานประชุมวิชาการ Financial Cryptography and Data Security 2013 แล้ว

งานวิจัย Quantitative Analysis of the Full Bitcoin
Transaction Graph วิเคราะห์การโอนเงินก้อนใหญ่ในระบบ BitCoin และพบความจริงที่น่าประหลาดใจว่าเงินก้อนใหญ่ๆ ทั้งหมดนั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเงินก้อนหนึ่งที่ถูกโอนในช่วงปลายปี 2010 แม้จะมีความพยายามปิดบังความสัมพันธ์ไว้ด้วยกระบวนการต่างๆ

Tags:

ผลงานวิจัยจาก Disney Research นี้มีชื่อว่า Capacitive Fingerprinting ซึ่งเป็นระบบจำแนกบุคคลสำหรับอุปกรณ์ที่มีหน้าจอสัมผัส แม้จะใช้ชื่อดังกล่าวแต่งานนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวกับลายนิ้วมือเลย

เทคโนโลยีใหม่นี้พัฒนาจากความสามารถของระบบ Touché โดยอาศัยการปล่อยคลื่นแรงดันไฟฟ้าหลายความถี่จากหน้าจอสัมผัสและจดจำการตอบสนองของสัญญาณไฟฟ้าดังกล่าวซึ่งจะแตกต่างกันไปในขณะที่ผู้ใช้แต่ละคนสัมผัสหน้าจอ

ข้อจำกัดเพียงเล็กน้อยของ Capacitive Fingerprinting ในตอนนี้คือ ยังไม่สามารถจดจำบุคคลได้นานนัก ทั้งนี้เพราะเมื่อเวลาผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง ร่างกายผู้ใช้ก็จะตอบสนองต่อคลื่นสัญญาณไฟฟ้าไม่เหมือนเดิม ทำให้ก่อนการใช้งานแต่ละครั้ง ผู้ใช้แต่ละคนจำเป็นต้องสัมผัสหน้าจอเพื่อให้อุปกรณ์ทำการจดจำบุคคลเสียใหม่

หลังจากที่เราเห็นการใช้ต้นไม้เป็นเซ็นเซอร์รับการสัมผัส และระบบจำแนกบุคคลนี้ ก็ยิ่งน่าสนใจว่าต่อไปจะสามารถประยุกต์ระบบ Touché ใช้ทำอะไรได้อีกบ้าง

ที่มา - Disney Research

Tags:
Microsoft

ในงาน UIST 2012 ที่เพิ่งจบไปในสัปดาห์นี้ ทาง Microsoft เองได้โชว์ต้นแบบอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบใหม่ที่ชื่อว่า Digits

อุปกรณ์ใหม่ที่ว่านี้ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับ Kinect มีลักษณะเป็นสายรัดข้อมือพร้อมกล้องอินฟราเรดและเซ็นเซอร์วัดความเฉื่อย ทำหน้าที่ตรวจจับตำแหน่งและรูปแบบการเคลื่อนที่ของนิ้วมือผู้สวมใส่ รวมไปถึงการเคลื่อนที่ของมือ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งการอุปกรณ์ต่างๆ หรือเล่นเกมได้ด้วยมือเปล่าๆ เพียงข้างเดียว ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาเรียกได้ว่าอาจจะเหนือกว่าแนวคิดเรื่องถุงมือของกูเกิลด้วยซ้ำ

แม้ว่าหน้าตาของ Digits รุ่นต้นแบบนี้ออกจะดูเทอะทะอยู่ไม่น้อย แต่ทางไมโครซอฟท์เองก็เห็นถึงเรื่องนี้และตั้งใจจะพัฒนาให้อุปกรณ์มีขนาดเล็กลง รวมทั้งรูปลักษณ์ที่ดูดีขึ้นด้วย เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งานจริงในอนาคต

ดูวิดีโอสาธิตการประยุกต์ใช้เจ้า Digits ได้ท้ายข่าวครับ

ที่มา - Microsoft Research via The Verge

Tags:

UIST หรือชื่อเต็มๆ คือ User Interface Software and Technology ซึ่งเป็นการสัมมนาว่าด้วยเรื่องซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีสำหรับส่วนติดต่อผู้ใช้งาน โดยปีนี้เพิ่งจัดงานไปเมื่อ 7-10 ตุลาคมที่ผ่านมา มีผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจหลายรายการ ซึ่งรวมถึงผลงานจาก University of Bristol ที่มีชื่อว่า PiVOT: Personalized View-Overlays for Tabletops

อุปกรณ์ PiVOT นี้คล้ายๆ กับ PixelSense คือเป็นหน้าจอขนาดใหญ่วางราบเป็นโต๊ะที่ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถรับชมสื่อได้พร้อมกัน โดยตอบสนองต่อวัตถุและการสัมผัสจากผู้ใช้ ทว่าสิ่งที่พิเศษสำหรับ PiVOT คือ ผู้ใช้ที่มองหน้าจอจากมุมมองที่ต่างกัน จะเห็นภาพที่แตกต่างกันไป

หลักการทำงาน คือ อุปกรณ์มีการแสดงภาพจาก 2 หน่วยย่อย โดยภาพของมุมมองรวมนั้นมาจากการฉายภาพลงบน lumisty film ซึ่งเป็นฟิล์มชนิดพิเศษที่ผู้ใช้จะมองทะลุผ่านได้เมื่อแนวการมองอยู่ในองศาที่ถูกต้องเท่านั้น ส่วนภาพของมุมมองส่วนบุคคลซึ่งจะเห็นได้จากการมองหน้าจอด้านบนตรงๆ นั้น จะฉายผ่านชั้น liquid crystal sandwich ที่ติดตั้งอยู่ใต้ lumisty film โดยภาพของมุมมองส่วนบุคคลนี้ ยังปรับใช้ได้หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการเรนเดอร์ภาพ 3D ที่ปรับการแสดงผลตามองศาการมองด้วย

ดูวิดีโอท้ายข่าวแล้วคงเข้าใจความพิเศษของมันได้ง่ายขึ้นครับ

ที่มา - Bristol Interaction and Graphics via Overcloclkers Club

Tags:

Disney Research พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ชื่อว่า Botanicus Interacticus ซึ่งใช้ต้นไม้ทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์จับการสัมผัสของผู้ใช้ และส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์ที่ต่ออยู่เพื่อแสดงผลตอบโต้การใช้งาน

เทคโนโลยีใหม่อันน่าทึ่งนี้เป็นการต่อยอดมาจากเทคโนโลยี Touché ซึ่งอาศัยการตรวจจับคลื่นแรงดันไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะการสัมผัสเซ็นเซอร์ของผู้ใช้งาน โดยอยู่บนหลักการที่ว่าร่างกายมนุษย์ผู้ใช้งานเป็นตัวนำไฟฟ้าอย่างหนึ่ง ซึ่งจะตอบสนองต่อคลื่นแรงดันไฟฟ้าที่ความถี่แต่ละระดับแตกต่างกันไปตามท่าทางผู้ใช้งานขณะนั้น

ด้วยหลักการเดียวกัน จึงสามารถใช้ต้นไม้ (ซึ่งถือเป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน) มาเป็นส่วนหนึ่งของเซ็นเซอร์ตรวจจับการสัมผัสของผู้ใช้ ทั้งนี้การเชื่อมต่ออาศัยเพียงการปักแผ่นเซ็นเซอร์ของ Touché ลงในดินที่ปลูกต้นไม้นั้นไว้ ผลที่ได้คืออุปกรณ์สามารถแยกแยะตำแหน่งที่ผู้ใช้สัมผัสต้นไม้ได้, รองรับ multi-touch และการสั่งงานด้วย gesture (ดูวิดีโอประกอบท้ายข่าวครับ)

ใครสนใจเข้าไปดูเปเปอร์เต็มได้ที่นี่ครับ

ที่มา - Disney Research

Tags:
Android

สำนักวิจัยอีกแห่งที่ออกสำรวจด้านเทคโนโลยีตลอดมา คือ Pew Research Center ได้ออกรายงานสำรวจการใช้งานแท็บเล็ต พบว่าการใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 11% เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2011 มาเป็น 18% เมื่อมกราคมที่ผ่านมา ส่วนช่วงสิงหาคมที่ผ่านมาตัวเลขเพิ่มเป็น 25% แล้ว

ส่วนแบ่งตลาดก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ปีที่แล้วผู้ตอบแบบสำรวจที่ใช้แท็บเล็ตใช้ไอแพดมากถึง 81% แต่การสำรวจล่าสุดเหลือเพียง 52% ส่วนแอนดรอยด์นั้นเพิ่มจาก 15% ในปีที่แล้วมาเป็น 48% ในปีนี้ และอื่นๆ 4% ในปีที่แล้วหายไปหมด

ในบรรดาผู้ใช้แท็บเล็ตแอนดรอยด์นั้น Kindle Fire นำมาอันดับหนึ่ง 21% ตามด้วย Samsung Galaxy 8% ที่เหลือเป็นยี่ห้ออื่นๆ

สำหรับสมาร์ตโฟนผลสำรวจพบว่า 44% ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถามมีสมาร์ตโฟน และในบรรดาผู้มีสมาร์ตโฟน 46% ใช้สมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ อีก 38% ใช้ไอโฟน และอีก 10% ใช้แบล็คเบอร์รี่ อีกมุมหนึ่งการสำรวจแสดงให้เห็นถึงการแบ่งฝั่ง โดยผู้ที่มีไอแพดจะมีไอโฟนมากถึง 57% ส่วนผู้มีแท็บเล็ตแอนดรอยด์จะมีสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์มากถึง 66%

งานวิจัยของ Pew จะอาศัยการสอบถามด้วยการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์เพื่อสัมภาษณ์ ไม่ใช่การสำรวจตลาดเหมือนสำนักอื่นๆ ที่ Blognone นำเสนอบ่อยกว่า การที่ตัวเลขจึงต่างกันค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับตัวเลขบางสำนักที่ใช้มาตรวัดอื่นๆ เช่น ปริมาณการเข้าใช้เว็บ ตัวเลขก็จะต่างออกไปเช่นกัน

ที่มา - Journalism.org

Tags:
Google

Jerry Brown ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียไปที่สำนักงานใหญ่ของ Google เพื่อเซ็นร่างกฏหมาย SB 1298 ว่าด้วยการอนุญาตให้รถยนต์แบบไร้คนขับวิ่งบนท้องถนนจริงได้

ร่างกฏหมายนี้ว่าด้วยเรื่องข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ของรถยนต์แบบไร้คนขับ โดยหลังจากกฏหมายฉบับนี้บังคับใช้งาน ผู้ผลิตรถยนต์สามารถนำรถแบบไร้คนขับออกทดสอบจริงบนท้องถนนได้ ตราบใดที่มีผู้ขับรถที่มีใบขับขี่นั่งประจำตำแหน่งผู้ขับเพื่อควบคุมรถในกรณีฉุกเฉิน

Brown กล่าวว่าร่างกฏหมายนี้จะช่วยผลักดันให้เทคโนโลยีในนิยายไซ-ไฟกลายเป็นจริง และเป็นก้าวใหม่ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของรัฐแคลิฟอร์เนีย และโลกทั้งใบ

Sergery Brin กล่าวในงานแถลงข่าวว่ารถยนต์แบบไร้คนขับนั้นสามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และหวังว่าจะเห็นรถต้นแบบที่ปลอดภัยกว่ารถแบบมนุษย์ขับ

ถ้ายังจำกันได้ในปี 2010 Google เคยทดลองขับรถแบบไร้คนขับเป็นระยะทางรวมประมาณ 140,000 ไมล์ครับ

ที่มา - AllThingsD

Tags:
Google

ฐานข้อมูลแบบกระจาย (distributed database) ไม่ใช่แนวคิดใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่การกระจายฐานข้อมูลออกไปไกลระดับครอบคลุมทั้งโลก (ห่างกันหนึ่งซีกโลก) กลับมีปัญหาเรื่อง latency ทำให้การอ่าน-เขียนข้อมูลบนฐานข้อมูลแต่ละชุด (ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลซ้ำกันหรือเป็น replication) ทำได้ไม่พร้อมกัน

กูเกิลแก้ปัญหานี้ด้วยซอฟต์แวร์ชื่อ Spanner ที่ใช้เทคนิคช่วยให้การวัด "เวลา" แม่นยำขึ้น ผ่านทั้งตัวรับสัญญาณ GPS และนาฬิกาอะตอม (atomic clock) ที่ติดตั้งไว้ในศูนย์ข้อมูลของกูเกิล แทนการส่งข้อมูลข้ามไปถามศูนย์ข้อมูลอื่นๆ ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่อง latency ได้

Tags:
iPad

แม้ว่าในตลาดเกมช่วงหลัง การมาของอุปกรณ์ iOS จะสั่นคลอนตลาดนี้ได้พอสมควร จากความนิยมของทั้ง iPhone และ iPad แต่ถ้าลองเจาะไปตามวัยแล้ว อาจจะยังสรุปไม่ได้ว่าทุกคนชอบเล่นเกมบน iPad หรือ iPhone มากที่สุดแล้ว

โดยจากผลการศึกษาของ NPD Group ระบุว่าเด็กอายุตั้งแต่ 4-14 ปีไม่ได้ใช้เวลากับในการเล่นเกมกับ iPad มากที่สุด แต่เป็นกับเครื่องเกมพกพา (เช่น PS Vita หรือ 3DS) มากกว่า ส่วนเด็กที่อายุมากกว่านี้ก็เล่นเกมบนพีซี หรือเครื่องคอนโซลมากกว่า

อย่างไรก็ตามสัดส่วนของเด็กที่เล่นเกมบน iPad เพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัวจากเมื่อปีก่อนที่มีเพียง 3% เพิ่มขึ้นเป็น 13% แล้วในปีนี้

แม้ว่าผลการศึกษาจะไม่ได้ระบุว่าทำไมเด็กถึงชอบเล่นเครื่องเกมพกพามากกว่า แต่ก็คาดกันว่าด้วยขนาด และน้ำหนักของ iPad ไม่เอื้อต่อการใช้งานของเด็กนัก ถ้าหากแอปเปิลเปิดตัว iPad รุ่นที่จอเล็กลงมาอาจช่วยลดช่องว่างระหว่างเครื่องเกมได้เช่นกัน

ที่มา - VentureBeat

Tags:
Microsoft

เว็บไซต์ Technology Review ของสถาบัน MIT เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์กำลังพัฒนาสไตลัส (stylus) ที่สามารถใช้ได้กับหน้าจอใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าจอที่รองรับการสัมผัสเพียงอย่างเดียว

หลักการทำงานของสไตลัสนี้คล้ายกับเมาส์ดิจิทัลแบบไร้สาย แต่จะใช้กล้องขนาดจิ๋วอ่านจำนวนกลุ่มพิกเซลบนหน้าจอแล้วส่งต่อให้คอมพิวเตอร์เพื่อติดตามการเคลื่อนที่ของไสตัสผ่านเครือข่ายไร้สายแทน

สำหรับการรับรู้ตำแหน่งของสไตลัสเมื่อเทียบกับจอภาพนั้น ทีมวิจัยได้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะสร้างจุดสีน้ำเงินบนหน้าจอ ทำให้เกิดรูปแบบของความสว่างที่เมื่อกล้องของสไตลัสอ่านและส่งต่อข้อมูลให้คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ก็จะทราบตำแหน่งที่แน่ชัดบนจอภาพได้ ทีมวิจัยกล่าวว่าที่เลือกใช้สีน้ำเงินเพราะตาของมนุษย์มีเซลล์รูปกรวยสีน้ำเงิน (blue cone) ไม่มาก (ทำให้ตาของมนุษย์รับรู้สีดังกล่าวได้ไม่ชัดเจน ดังนั้นจุดสีน้ำเงินบนหน้าจอก็จะไม่รบกวนสายตามนุษย์มากนัก -- ผู้เขียนลง Blognone)

ปัญหาที่สำคัญที่สุดของโครงการนี้คือการพัฒนาเซ็นเซอร์รับภาพที่จำเป็นสำหรับสไตลัส ซึ่งจะต้องรองรับความละเอียดสูงถึง 512x512 พิกเซล เพื่อให้สามารถจับภาพที่มีความละเอียดสูงมาก เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดตามการเคลื่อนที่ได้อย่างนุ่มนวล (เมาส์ดิจิทัลแบบไร้สายปัจจุบันมีเซ็นเซอร์รับภาพที่มีความละเอียดเพียง 30x30 พิกเซลเท่านั้น)

ท้ายสุด ทีมวิจัยกล่าวว่ายังไม่มีการตัดสินใจว่าสไตลัสนี้จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ตามท้องตลาดหรือไม่

ที่มา: Technology Review ผ่าน Neowin.net

Tags:

นโยบายให้พนักงานนำอุปกรณ์ไอทีของตนเองมาใช้งานในองค์กร (BYOD - bring your own devices) กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่นั่นอาจทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการเกี่ยวกับไอทีสูงขึ้นด้วย โดยบริษัทวิจัย Osterman เผยผลการวิจัยในองค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ 117 แห่ง พบว่าผลจากการที่องค์กรให้พนักงานนำอุปกรณ์พกพาเข้ามาใช้ในที่ทำงานมากขึ้นนั้น ในปีที่แล้วจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ไอทีสนับสนุนเฉลี่ย 2.9 คนต่ออุปกรณ์ 1,000 เครื่อง แต่ตัวเลขในปี 2012 นี้เพิ่มสูงเป็น 3.6 คนต่ออุปกรณ์ 1,000 เครื่อง และคาดว่าปีหน้า 2013 จะเพิ่มเป็น 4 คน

Michael Osterman ประธานของบริษัทวิจัย Osterman มองว่าเหตุที่องค์กรมีต้นทุนในการดูแลมากขึ้นก็เพราะบริษัทต้องเพิ่มการดูแลความปลอดภัย และควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ของพนักงานเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง อีกทั้งองค์กรหลายแห่งก็ยังไม่มีซอฟต์แวร์ช่วยบริหารจัดการอุปกรณ์เหล่านี้ที่ดีพอ

อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Azaleos ซึ่งจำหน่ายซอฟต์แวร์บริหารจัดการอุปกรณ์พกพาในองค์กร จึงอาจต้องพิจารณาเนื้อหาดีๆ ครับ

ที่มา: Computerworld และรูปประกอบจาก Cult of Mac

Tags:
Facebook

การสำรวจจากมหาวิทยาลัยซัลฟอร์ดในประเทศอังกฤษ ที่สำรวจผู้ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คกลุ่มเล็กๆ จำนวน 298 คน ได้ผลน่าตกใจว่าโซเชียลเน็ตเวิร์คทำให้ความมั่นใจในตัวเองลดลง และยังพักผ่อนยากขึ้นอีกด้วย

กว่าครึ่งของการสำรวจที่ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างทวิตเตอร์ หรือเฟซบุ๊กบอกว่าทำให้ชีวิตของเขาแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความมั่นใจในตัวเอง เมื่อไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จของบรรดาเพื่อนๆ ในโลกออนไลน์

นอกจากนี้ สองในสามยังบอกว่าไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เนื่องจากใช้เวลากับโซเชียลเน็ตเวิร์คมากไป และกังวลกับมันมากจนทำให้นอนไม่หลับ และกว่าครึ่งยังบอกว่ารู้สึกไม่สบายใจถ้าหากเข้าเฟซบุ๊ก หรืออีเมลไม่ได้อีกด้วย

แถวนี้มีใครเข้าข่ายแบบนี้บ้างไหมครับ ?

ที่มา - Mashable

Tags:
Mac

เว็บจองที่พักและตั๋วเครื่องบินสำหรับการเดินทาง Orbitz เผยว่าจากข้อมูลการจองห้องพักในอดีตโดยแยกกลุ่มผู้ใช้งานเป็นผู้ใช้แมคกับพีซี พบว่าผู้ใช้แมคมากกว่า 40% มีแนวโน้มจะจองห้องพักในโรงแรมระดับ 4-5 ดาวมากกว่าผู้ใช้พีซี และแม้เป็นการจองในโรงแรมเดียวกัน ผู้ใช้แมคก็มักเลือกพักห้องที่มีราคาแพงกว่าเมื่อเทียบกับผู้ใช้พีซี

จากข้อมูลข้างต้นนี้ทำให้ Orbitz ปรับเงื่อนไขการแสดงผลการค้นหาห้องพัก โดยเลือกนำเสนอห้องพักแนะนำที่มีราคาสูงกว่าในกรณีเป็นผู้ใช้แมค ซึ่ง Orbitz ยืนยันว่านี่ไม่ใช่การตั้งราคาห้องพักเป็นสองระดับ เพราะผู้ใช้พีซีกับแมคสามารถจองห้องพักประเภทเดียวกันในโรงแรมเดียวกันได้ในราคาที่เท่ากัน ส่วนแตกต่างคือผลการค้นหาแนะนำเท่านั้น ซึ่งเป็นความพยายามของ Orbitz ที่จะปรับการนำเสนอห้องพักให้เหมาะสมกับประเภทลูกค้ามากที่สุดนั่นเอง

เพื่อให้เรื่องนี้เป็นความจริงมากกว่าความเชื่อขึ้นไปอีก WSJ ก็ได้อ้างผลสำรวจของ Forrester Research ซึ่งพบว่ารายได้เฉลี่ยของผู้ใช้แมคอยู่ที่ 98,560 ดอลลาร์ต่อปี เทียบกับพีซีอยู่ที่ 74,452 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งช่วยยืนยันได้อีกระดับหนึ่งว่าผู้ใช้แมคมีความสามารถในการจับจ่ายที่สูงกว่านั่นเอง

ที่มา: WSJ (ต้องเป็นสมาชิก) via MacRumors