Tags:
F8

Facebook โชว์ผลงานวิจัยล่าสุดจากทีมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) สองอย่างดังนี้

  • พัฒนา AI ที่สามารถแยกแยะวิดีโอการเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ว่าเป็นกีฬาประเภทใด ใช้งานได้แม้เป็นกีฬาที่ไม่ค่อยดัง (ดูวิดีโอประกอบ)
  • Memory Networks สามารถอ่านข้อความสั้นๆ เล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน แล้วตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในข้อความเหล่านี้ได้แล้ว ในวิดีโอตัวอย่าง ทีมงานป้อน "เรื่องย่อ" ของ Lord of the Rings ประมาณ 12 บรรทัด ประกอบด้วยประโยคง่ายๆ เหมือนการเล่าเรื่องทั่วไป เช่น "Frodo journeyed to Mount Doom" และ "Frodo doppred the ring there" โดย AI สามารถตอบคำถามที่ต้องใช้การเชื่อมโยงข้อมูลอย่าง "Where is the ring?" ออกมาเป็น "Mount Doom" ได้แล้ว
Tags:
USA

เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ DARPA (Defense Advance Research Project Agency) หรือองค์กรโครงการวิจัยทางความมั่นคงระดับสูง สังกัดกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่าได้จัดตั้งโครงการ Brandeis เพื่อวิจัยเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น

DARPA ระบุว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้การปกป้องข้อมูลส่วนตัวนั้นไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งฝั่งผู้บริโภคที่ไม่มีกลไกที่ดีพอ และฝั่งผู้ให้บริการที่อาจจะไม่ได้ออกมาตรการคุ้มครองที่ดีพอ ซึ่งทาง DARPA ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยทำให้ความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ดีขึ้น และทุกคนจะได้ใช้เทคโนโลยีนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา บริษัท หรือหน่วยงานรัฐของสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ชื่อของโครงการดังกล่าวมาจากชื่อของ Louis Dembitz Brandeis ที่เป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาของรัฐบาลกลางสหรัฐ ที่เป็นหนึ่งในคนเริ่มต้นวางหลักการของ "สิทธิความเป็นส่วนตัว" (The Right to Privacy) ของสหรัฐฯ

ที่มา - DARPA ผ่าน Engadget

Tags:
ResearchKit

เมื่อคืนนี้ Apple ได้เปิดตัว Research Kit โดยโฆษณาว่ามันเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยนักวิจัยด้านการแพทย์ (Medical Research -- บางทีเราจะใช้คำว่า Clinical Research ในกรณีที่เก็บคนไข้ที่เป็นคนจริงๆ เพราะ Medical Research นี่รวมทดลองทางการแพทย์ที่ทำในห้องทดลองและสัตว์ทดลองด้วย) เพื่อนำไปในการเก็บข้อมูล และเพิ่มจำนวนคนไข้ที่สมัครใจเข้าร่วมงานวิจัย ผมในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับวงการวิจัยทางการแพทย์ ขอแสดงความเห็นส่วนตัวจากคนที่เคยทำงานวิจัยมาบ้างเล็กน้อยดังนี้ครับ

Tags:
Google

หนังสือพิมพ์ The New York Times มีบทสัมภาษณ์ Astro Teller หัวหน้าห้องวิจัย Google X ของกูเกิล

  • Teller นิยาม Google X ว่า "Moonshot Factory" หรือโรงงานผลิตความฝันที่ยิ่งใหญ่ระดับยิงจรวดไปดวงจันทร์
  • ภารกิจของ Google X คือตามหา "ปัญหา" ใหม่ๆ ในอนาคตที่กูเกิลควรเข้าไปแก้ไข โดยต้องคำนึงว่ามันจะกลายเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนกลับมาในระดับสูงมากพอด้วย
  • ตอนนี้โครงการ Google Brain หรือชื่อปัจจุบันคือ Neural Network Project ถูกผลักมาช่วยเสริมงานด้าน AI ของกูเกิลที่ใช้กับบริการจริงๆ แล้ว และเฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว สามารถตีมูลค่าเป็นเงินจนคุ้มกับเงินที่ลงไปใน Google X ทุกโครงการแล้ว ส่วน Project Loon โครงการบอลลูนสื่อสารก็อยู่ระหว่างการเจรจาทางธุรกิจกับพาร์ทเนอร์
  • เขาพูดถึง Google Glass ที่ถูกมองว่าล้มเหลว ว่าในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีคนจำนวนหนึ่งที่บริโภคข้อมูลผ่านแว่นแบบ Glass ซึ่งอาจไม่ใช่สินค้าของกูเกิลก็ได้
  • แนวทางการทำงานของ Google X คือสร้างสิ่งใหม่อย่างเสมอและต่อเนื่อง (a pipeline of new things)

ที่มา - The New York Times

Tags:
Microsoft

จำได้ไหม? พวกเราจำได้ใช่ไหม? ปีที่แล้ว Google เผยแพร่งานวิจัยการใช้โครงข่ายประสาทเทียมที่เรียนรู้จนสามารถแยกแยะวัตถุที่เห็นในภาพต่างๆ ได้ ล่าสุด Microsoft ก็โชว์ผลงานลักษณะเดียวกันนี้ให้เห็นบ้าง โดย Microsoft อ้างว่านี่เป็นครั้งแรกที่ระบบซอฟต์แวร์สามารถเอาชนะมนุษย์ได้สำเร็จในการแยกแยะวัตถุในภาพ

Microsoft อ้างอิงจากการแยกแยะวัตถุในภาพจากคลังภาพของ ImageNet (เจ้าเดียวกับที่จัดการแข่งขันซอฟต์แวร์แยกแยะวัตถุในภาพชื่อ ILSVRC ที่ Google ได้แชมป์บางประเภทในปีก่อน) โดยระบุว่าผลงานของ Microsoft ระบุข้อมูลวัตถุในภาพผิดไปเพียง 4.94% ต่ำกว่าค่าประมาณอัตราการผิดพลาดจากการแยกแยะด้วยสายตามนุษย์ซึ่งอยู่ที่ 5.1%

Tags:

นักวิจัยจาก Swiss Federal Institute of Technology ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ University of California จากสหรัฐอเมริกานำเสนอผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คอนแทคเลนส์ที่สามารถซูมภาพขยายใหญ่ได้ 2.8 เท่า โดยผู้ใช้เพียงควบคุมการทำงานด้วยการขยิบตา

แรกเริ่มงานวิจัยนี้เป็นการสร้างคอนแทคเลนส์ที่ซูมภาพขนาด 2.8 เท่าเฉยๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่สามารถเลือกให้คอนแทคเลนส์กลับมาแสดงภาพขนาดปกติได้ แต่ทีมวิจัยก็ได้พัฒนาเรื่อยมาโดยเพิ่มแว่นตาที่มีเลนส์บรรจุผลึกเหลวที่ปรับการโพลาไรส์ของแสงได้ตามการสั่งงานของสัญญาณไฟฟ้า โดยเมื่อผู้ใช้ขยิบตาข้างหนึ่งเพื่อเปิดฟังก์ชันซูมภาพ ผลึกเหลวในแว่นตาจะทำการโพลาไรส์แสงให้ตกกระทบเลนส์ในบริเวณที่กำหนด และเมื่อผู้ใช้ขยิบตาอีกข้างผลึกเหลวในแว่นตาก็จะหยุดการโพลาไรส์เพื่อปล่อยให้แสงผ่านตามปกติ

สำหรับการทำงานของคอนแทคเลนส์นี้มีส่วนประกอบของกระจกสะท้อนแสงขนาดเล็กที่ทำจากอะลูมิเนียมติดตั้งอยู่ในตัวเลนส์อะคริลิก PMMA ในยามปกติที่แว่นตาปล่อยให้แสงผ่านคอนแทคเลนส์เข้าสู่นัยน์ตาโดยตรงจะเป็นการเผยให้เห็นภาพขนาดจริง แต่เมื่อเปิดระบบซูมภาพ แสงที่ผ่านแว่นตาพิเศษจะตกกระทบบริเวณพื้นที่รอบนอกของคอนแทคเลนส์ โดยแสงดังกล่าวจะถูกหักเหและสะท้อนไปมาหลายครั้งในเนื้อเลนส์ก่อนจะเข้าสู่แก้วตาสร้างการรับภาพในขนาดใหญ่กว่าปกติ 2.8 เท่า

ตัวคอนแทคเลนส์ของทีมวิจัยนั้นมีขนาดใหญ่จนเมื่อผู้ใช้สวมใส่มันแล้ว มันจะกินพื้นที่บดบังทั้งส่วนของตาดำและตาขาว โดยตัวเลนส์มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่านได้ เพื่อลดอาการระคายเคืองนัยน์ตา

งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจาก DARPA ด้วย โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเพื่อช่วยแก้ปัญหาการมองเห็นของผู้สูงอายุ แต่ทั้งนี้ก็อาจมีการพัฒนาเพื่อใช้ในการทหารและวงการกีฬาได้เช่นกัน ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลจากสไลด์นำเสนองานวิจัย

ที่มา - UCSD, NewScientist via SlashGear

Tags:
Microsoft

ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ได้ทำต้นแบบ AutoCharge ระบบชาร์จไฟไร้สายโดยการส่องลำแสงจากโคมไฟที่มีกล้องตรวจจับตำแหน่งวัตถุไปยังมือถือที่ติดแผงโซลาร์เซลล์ไว้ AutoCharge สามารถชาร์จมือถือที่วางบนโต๊ะหรืออยู่ในห้อง (อาทิ โคมไฟติดเพดาน) ได้เร็วเทียบเท่ากับการชาร์จไฟแบบมีสาย

งานวิจัยอธิบายว่า จะมีกล้องหลายตัวที่สามารถจับแสง LED ซึ่งระบุสถานะของมือถือว่าต้องการชาร์จไฟ และวัดขนาด ความหนา และปริมาตรของมือถือกรณีที่มีมือถือหลายเครื่องวางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน (ระบบจะชาร์จไฟทีละเครื่อง) หากมือถือไม่มีแผงโซลาร์เซลล์ก็อาจใช้แผ่นฟิล์มใส (อาทิ Wysips ฟิล์มพลังงานแสงอาทิตย์โปร่งแสง) ติดบนหน้าจอและหลังเครื่อง ส่วนลำแสงชาร์จไฟซึ่งทีมวิจัยระบุว่าปลอดภัยกว่าแสงอาทิตย์นั้นอาจเป็นลำแสงอินฟราเรดที่มนุษย์มองไม่เห็นและระบบสามารถตัดการฉายแสงได้เมื่อกล้องจับได้ว่ามีวัตถุอื่น (อาทิ มนุษย์) บดบังลำแสงชาร์จไฟ

อ่านเอกสารฉบับเต็มของระบบ AutoCharge ได้จากที่มาของข่าวครับ

ที่มา: ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช (PDF) ผ่าน ZDNet

Tags:
Google

จำข่าวเรื่องงานวิจัยสร้างอนุภาคนาโนไหลตามกระแสเลือดเพื่อตรวจหามะเร็งที่ทีม Google X กำลังทำอยู่ได้ไหม ตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า Google X ลงทุนทำผิวหนังมนุษย์เทียมเพื่อใช้ทดสอบการทำงานของอนุภาคที่ว่านี้ด้วย

เว็บไซต์ The Atlantic ได้มีโอกาสบุกเข้าไปชมสถานที่ทำงานของ Google X และสัมภาษณ์ทีมงานเกี่ยวกับงานวิจัยที่ว่านี้ ทั้งยังมีโอกาสได้พบกับชิ้นส่วนแขนมนุษย์ที่ Google X ทำเทียมขึ้นมาเพื่อเลียนแบบร่างกายและใช้ทดสอบการทำงานของอนุภาคนาโนสุดมหัศจรรย์ซึ่งจะทำงานควบคู่กับกำไลหามะเร็งที่ Google X พัฒนาขึ้นมาควบคู่กัน

อนุภาคนาโนที่ Google X พัฒนานี้จะไหลไปตามเส้นเลือดในร่างกายมนุษย์ และทำหน้าที่ช่วยตรวจหาเซลล์มะเร็งในกระแสเลือด โดยมันจะทำการเกาะติดกับเซลล์เม็ดเลือดเป้าหมาย หลังจากนั้นกำไลที่ Google X พัฒนาขึ้นจะสร้างแรงดึงดูดไปกระทำต่ออนุภาคนาโนที่เกาะติดอยู่กับเซลล์ดังกล่าว ทำให้เซลล์เหล่านั้นถูกพามายังตำแหน่งที่ผู้ใช้สวมใส่กำไลไว้นั่นเอง ทั้งนี้จากบรรดาเซลล์ถูกอนุภาคนาโนพามาตามแรงดึงดูดนี้จะมีเพียงเซลล์มะเร็งเท่านั้นที่ถูกกระตุ้นให้ส่องแสงสว่าง ทำให้กำไลพิเศษสามารถแยกแยะเพื่อตรวจนับจำนวนเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติออกจากกันได้

และเนื่องด้วยการแยกแยะเซลล์มะเร็งนั้นต้องตรวจดูจากแสงสว่างที่ถูกส่องออกมา แขนมนุษย์ที่หุ้มด้วยผิวหนังเทียมจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อใช้ทดสอบว่ากำไลของ Google X จะตรวจจับแสงเหล่านั้นได้จริงหรือไม่

ทีมวิจัยเพื่อนวัตกรรมด้านสุขภาพใน Google X นั้นมีทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์นับ 100 ชีวิตร่วมทำงานด้วย ก็หวังว่าจะได้เห็นผลงานวิจัยของพวกเขาสำเร็จเป็นจริงได้ในเร็ววัน

ที่มา - Engadget

Tags:

หนึ่งในความท้าทายของการพัฒนาแบตเตอรี่คือการหาทางทำให้แบตเตอรี่สามารถจ่ายไฟได้มากขึ้นด้วยขนาดเท่าเดิม อีกด้านหนึ่งคือเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน ที่ต้องการกำจัดความเสี่ยงจากการระเบิดหรือลุกไหม้ของแบตเตอรี่ออกไป (หรืออย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหาย ดังเช่นงานวิจัยของ Stanford เรื่องระบบเตือนก่อนแบตเตอรี่ระเบิด) แต่ตอนนี้นักวิจัยแห่ง University of Michigan ได้ทำทั้ง 2 อย่างให้เป็นจริง โดยอาศัยประโยชน์จากคุณสมบัติของเคฟลาร์

ทีมวิจัยได้เลือกใช้เคฟลาร์ซึ่งมีความเป็นฉนวนทางไฟฟ้าจำนวนหลายแผ่นมาซ้อนทับกันเพื่อใช้เป็นวัสดุกั้นกลางระหว่างขั้ว cathode และ anode ซึ่งข้อดีของเคฟลาร์คือทนค่าสนามไฟฟ้าได้ดีกว่าวัสดุแบบเดิมที่เคยใช้กัน นั่นจึงทำให้สามารถสร้างแบตเตอรี่ที่ขนาดโดยรวมบางลงแต่ยังคงจ่ายประจุไฟเลี้ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าได้นานเท่าเดิม (อีกนัยหนึ่งคือหากออกแบบให้มีขนาดเท่าเดิม ก็จะจ่ายไฟได้มากขึ้น)

Tags:

Disney Research เผยแพร่ผลงานใหม่ที่พัฒนาร่วมกับวิทยาลัยด้านวิศวกรรม ETH Zurich จากสวิตเซอร์แลนด์ มันคือหุ่นยนต์รูปเต่าหน้าตาน่ารักชื่อ BeachBot ที่สามารถวาดรูปบนผืนทรายริมชายหาดได้ตามแต่ผู้ควบคุมจะป้อนข้อมูลให้มัน

BeachBot เป็นหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายรถไถ กล่าวคือเป็นรถที่มีคราดขนาดเล็ก 7 อันติดตั้งอยู่ตรงบริเวณท้ายของมัน เมื่อ BeachBot วิ่งไปบนพื้นทรายตามแนวเส้นที่จะวาดภาพ มันจะควบคุมการกดหรือยกขึ้นของคราดเล็กๆ เหล่านั้นเพื่อสร้างลายเส้นบนพื้นทรายตามเส้นทางวิ่งของมัน และด้วยคราดทั้ง 7 อันที่ควบคุมแยกกันได้ ทำให้ BeachBot สามารถวาดภาพด้วยเส้นที่บางที่สุดขนาด 5 เซนติเมตร หรือหนาสุด 40 เซนติเมตร

ส่วนล้อของ BeachBot เป็นล้อแบบบอลลูนซึ่งจะไม่ทิ้งรอยเอาไว้ให้เกิดเส้นส่วนเกินในภาพวาด โดยล้อหน้าล้อเดียวจะทำหน้าที่ควบคุมการเลี้ยว ส่วนล้อหลัง 2 ล้อนั้นมีเพลาขับแยกกัน

ในการควบคุมพื้นที่การทำงานของ BeachBot จะมีการปักเสาส่งสัญญาณไว้บนผืนทราย ซึ่งตัวหุ่นยนต์จะใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งด้วยชุดเลเซอร์ที่ติดตั้งไว้ด้านบนของตัวมันอ้างอิงกับเสาส่งสัญญาณที่ปักเอาไว้โดยรอบ

น่าเสียดายว่าทีมวิจัยไม่ยอมบอกว่ามีแผนจะทำ BeachBot ออกขายจริงหรือไม่

ที่มา - The Verge

Tags:
Baidu

Baidu ประกาศความสำเร็จในการพัฒนา Deep Speech ระบบจดจำเสียงที่ใช้โครงสร้าง deep learning เข้ามาเรียนรู้เสียงจากโลกความเป็นจริงทำได้สามารถจดจำเสียงได้อย่างแม่นยำ

Andrew Ng ระบุว่างานวิจัย Deep Speech นี้สามารถฟังข้อความได้ถูกต้องแม้จะอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงรบกวนสูง รวมถึงพื้นที่ที่ระบบจดจำเสียงทุกวันนี้ไม่สามารถฟังข้อความเข้าใจได้ โดยเขาทดสอบกับระบบที่มีอยู่ในตลาด รวมถึง Google API, Apple Dictation, และ Baidu Speech เอง ระบบ Deep Speech นี้สามารถทำงานได้ดีว่าทุกระบบ

ทีมงานใช้เสียงที่บันทึกจากคน 9,600 คน รวมทั้งหมด 7,000 ชั่วโมง จากนั้นจึงใส่เสียงรบกวนเข้าไปในเสียงด้วยรูปแบบต่างๆ ทำให้ได้ข้อมูลถึง 100,000 ชั่วโมง จากนั้นให้ซอฟต์แวร์เรียนรู้จากข้อมูลที่ใส่เข้าไป โดยซอฟต์แวร์ deep learning ทำงานบนชิปกราฟิก มีความสามารถในการกระจายโหลดออกไปให้ประมวลผลขนานกันได้ (scalable)

Andrew ระบุว่ายังบอกไม่ได้แน่ชัดว่าระบบ Deep Speech นี้จะให้บริการจริงได้เมื่อไหร่ แต่เมื่อนักข่าวถามว่าต้องรอเป็นปีเลยไหม เขาตอบว่า "ไม่หรอก" ("Jesus Christ no!")

ที่มา - Forbes, Facebook: Andrew Ng

Tags:
Disney

งานวิจัยใหม่จาก Disney Research เผยวิธีสร้างลูกตาที่สมจริงให้ตัวละคร ด้วยการจับลูกตาของคนเป็นมาใส่ให้ตัวละครเสียเลย

"จับ" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการควักลูกตาสดๆ ออกมา แต่หมายถึงการเอากล้องหลายตัวจับภาพลูกตาในหลายมุมพร้อมๆ กันในหลายสภาพแสงเพื่อเก็บรายละเอียดของส่วนต่างๆ ของลูกตามาแบบสามมิติ โดยการแยกบันทึกรายละเอียดของตาขาว, กระจกตา และม่านตานั้นทำให้สามารถสร้างลูกตาที่ตอบสนองต่อสภาพแสงได้เหมือนกับลูกตามนุษย์จริงๆ อีกด้วย เมื่อนำลูกตานี้ไปใช้กับตัวละครแล้วก็จะทำให้มีความสมจริงเพิ่มขึ้นมาก

ก่อนหน้านี้ Disney Research ได้มีงานวิจัยที่จะจับโครงสร้างใบหน้าและขนบนใบหน้าของคนมาแล้ว เมื่อรวมเข้ากับงานวิจัยนี้จะทำให้สามารถสร้างบุคคลเสมือนได้ง่ายและสมจริงยิ่งขึ้น

ดูวิดีโอนำเสนองานวิจัยได้ท้ายข่าวครับ

Tags:
Twitter

นักวิจัยของ Autonomous University of Madrid ในประเทศสเปน พบว่าการติดตามกระแสของ Twitter อาจทำให้ประเมินอัตราการว่างงานของผู้คนได้ โดยศึกษาข้อมูลเชิงสถิติของความถี่และช่วงเวลาในการทวีตเนื้อหาของผู้ใช้

ผลการวิจัยระบุว่าพฤติกรรมของคนว่างงานส่วนใหญ่จะมีการกล่าวถึงงานหรือตำแหน่งงานบ่อยครั้ง และมีจะมีทวีตข้อความช่วงเช้าเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการสะกดคำผิดบ่อยครั้ง ด้วยเกณฑ์การคัดกรองข้างต้นก็ทำให้ผู้วิจัยสามารถประเมินจำนวนคนว่างงานในสเปนโดยสังเขปได้

อย่างไรก็ตามผลการศึกษาที่ได้นั้นยังเป็นเพียงแนวโน้มที่ดูเหมือนสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งาน Twitter เท่านั้น ทีมวิจัยระบุว่าแนวคิดนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับพื้นที่ซึ่งผู้คนไม่นิยมใช้ Twitter และทีมวิจัยก็ไม่ยืนยันว่าผู้คนที่ว่างงานในประเทศอื่นนอกเหนือจากสเปนนั้จะมีพฤติกรรมไปในทิศทางเดียวกันกับผลการศึกษาหรือไม่

นักวิจัยชี้ว่ารูปแบบการศึกษานี้สามารถช่วยให้หน่วยงานภาครัฐประเมินสภาพเศรษฐกิจของพื้นที่ในความดูแลอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งน่าจะใช้เวลาน้อยกว่าการออกสำรวจความคิดเห็นด้วยการใช้แบบสอบถามหรือใช้คนเก็บข้อมูล และเชื่อว่าการศึกษารูปแบบความเปลี่ยนแปลงของกระแสเนื้อหาในเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ จะสามารถนำมาแปลผลเป็นข้อมูลเชิงสถิติที่บ่งชี้ถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมได้หลากหลายยิ่งขึ้น

ที่มา - Engadget

Tags:

Disney Research เผยแพร่งานวิจัยที่นำเอาเทคโนโลยีสำหรับการชมสื่อบันเทิง 4 มิติ มาสู่อุปกรณ์เพื่อการรับชมสื่อภายในบ้าน ด้วยโครงการ FeelCraft ที่รวบรวมไลบรารีรูปแบบการสร้างระบบสัมผัสตอบสนองต่อผู้ชมที่สามารถนำไปใช้ได้กับฮาร์ดแวร์หลากหลายประเภท

FeelCraft เป็นซอฟต์แวร์ plug-in ที่จะช่วยให้ระบบซอฟต์แวร์อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลไฟล์รูปแบบการตอบสนองทางสัมผัสที่ Disney จัดไว้เป็นไลบรารีได้สะดวกยิ่งขึ้น ทีมวิจัยระบุว่ามีการทำรูปแบบการตอบสนองทางสัมผัสเอาไว้ถึง 50 รูปแบบ เป็นต้นว่า การตกจากที่สูง, การขี่ม้า, การโดนฟัน, ฝนตก, การเดิน ฯลฯ

Tags:
Google

ผลของการจับเอางานวิจัยด้านการรู้จำและแยกแยะวัตถุในภาพของ Google มารวมพลังกับงานวิจัยด้านภาษาธรรมชาติของ Stanford ทำให้ได้ระบบซอฟต์แวร์ที่สามารถทำความเข้าใจองค์ประกอบของภาพถ่าย และบรรยายออกมาเป็นประโยคด้วยถ้อยคำที่เป็นธรรมชาติ

เราเคยเห็นข่าวงานวิจัยของ Google ที่ได้รางวัลจากการประกวดซอฟต์แวร์รู้จำและแยกแยะวัตถุในภาพมาแล้ว ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้มีการพัฒนาโครงข่ายประสาทเทียมเพื่อให้ระบบซอฟต์แวร์เรียนรู้รูปร่างของวัตถุสิ่งของต่างๆ จนทำให้ได้มาซึ่งความสามารถในการใช้คำระบุว่าสิ่งของหรือคนที่ปรากฎในภาพนั้นคืออะไร มีลักษณะอย่างไร ทว่าด้วยข้อมูลที่ได้มาเป็นคำเหล่านี้คงยังไม่อาจเรียกว่าเป็นการบรรยายภาพถ่ายได้ ดังนั้นจึงมีการผนวกเอางานวิจัยของ Stanford ที่ใช้โครงข่ายประสาทเทียมเพื่อเรียนรู้วิธีการแยกแยะสิ่งต่างๆ ในภาพ และนำเอาข้อมูลที่ได้มาเรียบเรียงให้เป็นภาษาธรรมชาติมาปรับใช้งานร่วมกัน

Tags:
Google

Google ลงนามต่อสัญญาเช่าใช้พื้นที่บริเวณลานบิน Moffett ของ NASA ยาวไปอีก 60 ปี เพื่อใช้สถานที่นั้นสร้างศูนย์วิจัยของบริษัท

ในปัจจุบัน Google ได้เช่าใช้พื้นที่ดังกล่าวมานานหลายปีเพื่อใช้งานเป็นที่ขึ้น-ลงสำหรับเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวของบริษัท แต่ล่าสุด Google ก็ตัดสินใจต่อสัญญาเช่าใช้พื้นที่นี้ไปอีก 60 ปี โดยจะจ่ายเงินให้แก่ NASA เป็นจำนวน 1.16 พันล้านดอลลาร์ และในขณะเดียวกันการปล่อยให้ Google เช่าใช้พื้นที่ครั้งนี้จะช่วยให้ NASA สามารถลดค่าใช้จ่ายเพื่อบำรุงรักษาสถานที่ได้อีกปีละ 6.3 ล้านดอลลาร์

ภายในพื้นที่กว้างกว่า 4 ตารางกิโลเมตรของลานบิน Moffett ที่อยู่ในสัญญาเช่านี้นี้มีทั้งโรงเก็บเครื่องบิน 3 หลัง, รันเวย์ 2 เส้น, หอบังคับการบิน และสนามกอล์ฟ ซึ่ง Google จะได้สิทธิ์เป็นผู้บริหารจัดการใช้งานสถานที่และสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้โดยจะมีการลงทุนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์เพื่อปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานสำหรับการใช้เป็นศูนย์วิจัยของบริษัท หากแต่จะยังรักษาวัตถุและร่องรอยสำคัญทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่นี้เอาไว้ดังเดิม

คาดว่าพื้นที่นี้จะใช้เป็นสถานที่ทดสอบรถยนต์ไร้คนขับของ Google รุ่นปรับปรุงใหม่ที่ไม่มีพวงมาลัยหรือคันเบรกและคันเร่งตามที่ปรากฏเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้

ที่มา - 9to5Google

Tags:
Huawei

Huawei ตกลงสนับสนุนเงินทุน 5 ล้านปอนด์ ให้แก่ University of Surrey ในอังกฤษ เพื่อใช้เป็นงบสำหรับงานวิจัยระบบ 5G

งานวิจัยของที่นี่เน้นการทดสอบระบบ 5G ในสภาพแวดล้อมจริง ไม่ใช่เพียงการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โดยในตอนนี้อยู่ในช่วงเตรียมแพลตฟอร์มสำหรับงานทดสอบ ซึ่งจะมีการทยอยติดตั้งระบบและเริ่มทดลองใช้งานเป็น 3 ส่วน คาดว่าส่วนแรกจะแล้วเสร็จได้ในช่วงเดือนเมษายนปีหน้า

ทั้งนี้เมื่อมีการเตรียมระบบทั้ง 3 ส่วนแล้วเสร็จในปี 2018 จะทำให้ระบบ 5G ของศูนย์วิจัยแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ของ University of Surrey ทั้งหมดซึ่่งมีนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในกว่า 17,000 คน

ที่ผ่านมา Huawei ได้ออกเงินสนับสนุนงานวิจัยระบบ 5G ให้แก่โครงการต่างๆ รวมเป็นเงินกว่า 600 ล้านดอลลาร์แล้ว

ที่มา - The Next Web

Tags:

งานวิจัยชื่อ Transparent Cockpit ของ Keio University ในประเทศญี่ปุ่นเผยให้เห็นการใช้เทคโนโลยี augmented reality เพื่อประยุกต์ใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยนำชุดอุปกรณ์มาติดตั้งในรถยนต์ซึ่งจะช่วยฉายภาพนอกตัวรถลงบนผนังห้องโดยสาร ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นภาพด้านนอกตัวรถคล้ายดั่งว่ารถทั้งคันทำมาจากกระจก

ทีมวิจัยใช้กล้องซึ่งติดตั้งอยู่นอกตัวรถคอยเก็บภาพด้านนอกรถเพื่อฉายภาพให้ผู้ขับรถมองเห็น การฉายภาพจะใช้เครื่องฉายโปรเจกเตอร์ซึ่งติดตั้งอยู่ในรถฉายภาพไปยังพื้นและผนังห้องโดยสาร (หรือเบาะนั่ง) ทำให้ผู้ขับมองเห็นภาพภายนอกรถได้

Tags:

กลุ่มนักวิจัยจาก University of Central Florida ในสหรัฐอเมริกาและ Eindhoven University of Technology ของเนเธอร์แลนด์ได้ร่วมมือกันทำงานวิจัยทดสอบการส่งข้อมูลผ่านสายเคเบิลใยแก้วและทำความเร็วในการส่งข้อมูลได้มากถึง 255Tbps ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากพอจะรองรับปริมาณการไหลเวียนสูงสุดของข้อมูลในอินเทอร์เน็ตของทั้งโลกได้เลย

ความเร็วที่ว่าสูงของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านเส้นใยนำแสงนั้นอยู่ที่ราว 100Gbps เท่านั้น แต่การทดสอบนี้ให้ความเร็วที่สูงกว่าเป็น 2,550 เท่า ซึ่งในการทดสอบได้มีการส่งข้อมูลผ่านสายเคเบิลใยแก้วแบบ 7 แกน (หมายถึงสายเคเบิลเส้นเดียวมีเส้นใยนำแสง 7 เส้นแยกออกจากกันอยู่ภายใน) ที่จัดเรียงกันเป็นภาพหน้าตัดแบบหกเหลี่ยม โดยมีความยาวของสายเคเบิล 1 กิโลเมตร

ทีมวิจัยได้อาศัยเทคนิคการส่งข้อมูล spatial multiplexing เพื่อเพิ่มปริมาณข้อมูลที่คลื่นพาหะรองรับได้จนถึง 5.1Tb และใช้เทคนิค wavelength division multiplexing เพื่อบีบคลื่นพาหะจำนวน 50 ชุดให้มีขนาดเล็กลงและเคลื่อนที่ผ่านแกนทั้ง 7 ของสายเคเบิลใยแก้ว

ถือเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งของเทคโนโลยีเครือข่ายที่สักวันคงได้นำมาใช้งานจริงเพื่อรองรับการเติบโตของปริมาณการใช้ข้อมูลของผู้คนทั่วโลก

ที่มา - ExtremeTech

Tags:
Microsoft

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ได้เผยงานวิจัย Dyadic projected spatial augmented reality ซึ่งกล่าวถึง Mano-a-Mano ระบบสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริงโดยผู้ใช้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์แสดงผลพิเศษอย่างหน้าจอสวมหัวแต่อย่างใด (spatial augmented reality)

ทีมวิจัยกล่าวว่า ความพิเศษของ Mano-a-Mano คือรองรับ projection mapping แบบไดนามิก รองรับการแสดงผลในหลายมุมมองผู้ใช้ และผู้ใช้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุเสมือนในโลกสามมิติร่วมกับผู้ใช้อื่นในลักษณะหันหน้าเข้าหากัน (face-to-face)

ลองดูคลิปนำเสนอประกอบที่ท้ายข่าว ใครที่สนใจเอกสารงานวิจัยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้จากเว็บไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ตามที่มาของข่าวครับ

ที่มา: ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ผ่าน Microsoft-News