Tags:
South Korea

นักวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีในเกาหลีใต้ KAIST (Korea Advanced Institute of Science and Technology) ทำการวิจัยสร้างระบบส่งพลังงานไฟฟ้าแบบไร้สายที่จะสามารถชาร์จไฟให้แก่สมาร์ทโฟนถึง 40 เครื่องได้ในเวลาเดียวกัน

ทีมวิจัยได้สาธิตอุปกรณ์รุ่นต้นแบบของ Dipole Coil Resonant System (DCRS) ซึ่งก็คือระบบสั่นพ้องของขดลวดแบบ 2 ขั้ว โดยทำการส่งพลังงานระหว่างขดลวด 2 ชุดด้วยการเหนี่ยวนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทั้งนี้ระบบดังกล่าวสามารถจ่ายพลังงานจากขดลวดฝั่งส่งกำลังในปริมาณที่มากเพียงพอที่จะเลี้ยงอุปกรณ์หลายชิ้นได้ในคราวเดียวกัน ไปยังขดลวดฝั่งรับพลังงานที่จะกระจายพลังงานไฟฟ้าไปให้อุปกรณ์ที่วางอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ในห้องผ่านทางสายไฟและปลั๊กที่ต่อพ่วงอยู่กับขดลวดนั้น

ระบบดังกล่าวของ KAIST สามารถส่งผ่านกำลังงานได้ 209 วัตต์ ด้วยความถี่ 20Hz ในระยะ 5 เมตร ซึ่งพลังงานดังกล่าวเพียงพอที่จะจ่ายไฟให้แก่จอทีวีหรือพัดลมก็ยังได้

Tags:
Microsoft

ไมโครซอฟท์รีเสิร์ชโชว์ผลงาน 3D Reconstruction on Portable Devices ซึ่งเป็นการนำอุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตมาถ่ายภาพพื้นผิววัตถุโดยรอบและประมวลผลเพื่อสร้างโมเดลสามมิติบนกลุ่มเมฆ

ทีมวิจัยกล่าวว่า ความท้าทายคือการแนะนำให้ผู้ใช้ถ่ายภาพพื้นผิวทั้งหมดของวัตถุ เพื่อแก้ปัญหานี้จึงใช้การประมวลผลทรงกลมสามมิติโดยรอบวัตถุและแนะนำให้ผู้ใช้ถ่ายภาพตาม (ดูคลิปนำเสนอได้ที่ท้ายข่าว รายละเอียดเพิ่มเติมนั้นดูได้จากที่มาของข่าว)

ทีมวิจัยกล่าวว่า สามารถปรับใช้เทคโนโลยีได้หลากหลาย อาทิ การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ อีคอมเมิร์ช การระบุและค้นหาวัตถุ เป็นต้น โมเดลสามมิตินี้ยังสามารถพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์สามมิติได้ด้วย

ที่มา: ไมโครซอฟท์รีเสิร์ช

Tags:
Microsoft

ที่งาน TechFest 2014 เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักวิจัยจาก Human-Computer Interaction Group ของไมโครซอฟท์รีเสิร์ชได้นำเสนอโครงการ Interactive Tile ซึ่งกล่าวถึงส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI) ที่ผู้ใช้สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับฟังก์ชันหรือคอนเทนต์ของแอพหนึ่งผ่าน Live Tiles ได้ อาทิ ผู้ใช้สามารถเปิดไฟล์เอกสารโดยคลิกที่ชื่อไฟล์ที่ปรากฏบน Live Tiles บน Start screen ของ Windows 8 หรือ ผู้ใช้สามารถตอบข้อความ (reply) เพื่อนที่โพสต์บนเฟซบุ๊กได้จากไทล์ของแอพการเชื่อมต่อบุคคล (People) (แอพเรียกดูรายชื่อผู้ติดต่อแบบ Metro ที่มากับ Windows 8) โดยไม่ต้องเปิดแอพขึ้นมาแต่อย่างใด

ถึงแม้ไมโครซอฟท์จะปลดหน้าเว็บของโครงการ Interactive Tile และคลิปนำเสนอโครงการบนยูทูบ แต่เว็บไซต์ WindowsBlogItalia ก็สามารถดาวน์โหลดคลิปเหล่านั้นเก็บไว้ทันก่อนถูกลบ ดูคลิปนำเสนอได้ที่ท้ายข่าวครับ

ในคลิปวิดีโอที่สองนั้น มีการนำเสนอกระทั่งผู้ใช้นำวินโดวส์โฟนไปอยู่เหนือไทล์ของแอพการเชื่อมต่อบุคคล จอภาพที่แสดงผล Start screen ของ Windows 8 อยู่ แล้วคอนเทนต์ของไทล์ดังกล่าวขึ้นมาปรากฏบนวินโดวส์โฟน ให้ผู้ใช้สามารถตอบข้อความเพื่อนที่โพสต์บนเฟซบุ๊กได้ด้วย

ที่มา: ไมโครซอฟท์รีเสิร์ช ผ่าน ZDNet, WindowsBlogItalia บนยูทูบ (1, 2, 3)

Tags:

จากเดิมที่เข้าใจกันว่า เกมที่มีภาพ และเนื้อหารุนแรง จะส่งผลให้ผู้เล่นมีแนวโน้มที่จะเป็นคนรุนแรงนั้น ผลการวิจัยล่าสุดชี้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

โดยคุณ Andrew Przybylski จากสถาบันอินเทอร์เน็ตแห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดประเทศอังกฤษ (Oxford Internet Institute) ได้ทำการทดสอบจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 20 - 30 ปี จำนวน 300 คน โดยการให้เล่นเกมที่ผ่านการดัดแปลงส่วนติดต่อผู้ใช้, คอนโทรลเลอร์ และความยาก หลายเกมหลายแนวด้วยกัน เพื่อศึกษาดูว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของผู้รับการทดสอบ

ผลการทดสอบออกมาว่า สาเหตุที่จะส่งผลให้ผู้เล่นเกมมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนรุนแรงนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหา หรือภาพภายในเกมแต่อย่างใด หากแต่ขึ้นอยู่กับความหงุดหงิดที่เกิดจากการเล่นเกมที่ยากเกินไป ไม่สามารถเล่นให้คล่องได้ หรือการเคลียร์เกมไม่ได้นั่นเอง

เปรียบเทียบได้ว่า เมื่อคนเราถูกหยามศักดิ์ศรี ไม่ว่าใครก็โมโห ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้นี่ใครก็ตามที่เล่นเกมแพ้แล้วขว้างคอนโทรลเลอร์ลงพื้นล่ะก็ย่อมเข้าใจดี ทางกลุ่มผู้วิจัยให้ข้อสรุป

ถ้าผลการทดลองนี้เป็นจริง ถึงจะเป็นเกมที่ดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยเช่นเททริสก็ดี แคนดี้ครัชก็ดี หรือจะเป็นเกมที่ดีไซน์เรียบง่ายแค่ไหน ถ้ามันยากเกินไปก็อาจจะแฝงอันตรายที่จะส่งผลให้ผู้เล่นกลายเป็นคนรุนแรงได้

ที่มา - IRORIO

Tags:
NSA

ช่องโหว่ของตัวสร้างเลขสุ่มเทียม Dual_EC_DRBG นับเป็นประเด็นสำคัญที่วงการวิชาการรหัสวิทยาที่เคยเป็นมิตรกับ NSA ปฎิเสธที่จะร่วมงาน รับฟัง หรือพูดคุยกับ NSA ลงเรื่อยๆ ตอนนี้ทีมวิจัยกลุ่มหนึ่งก็เผยแพร่งานวิจัยค้นคว้าว่าผลกระทบของ Dual_EC_DRBG นั้นมีผลกระทบต่อการเข้ารหัสโดยทั่วไปอย่างไรบ้าง โดยเผยแพร่ในเว็บ ProjectBullrun.org ที่ตั้งชื่อตามโครงการ BULLRUN ของ NSA เอง

  • Dual_EC_DRBG นั้นถูกคัดค้านไม่ให้ใส่มาในมาตรฐานของ NIST SP800-90 ตั้งแต่ต้น เพราะทำงานได้ช้า และตัวเลขสุ่มที่ได้มาคุณภาพไม่ดีนัก NIST ยืนยันว่า Dual_EC_DRBG มีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่สำคัญต่อมาตรฐานที่กำลังออก และใส่มันไว้ในมาตรฐาน
  • ร่างมาตรฐานถูกแก้ไขในเดือนมีนาคม 2007 การวิเคราะห์การแก้ไขในครั้งนั้นทำให้เราพบว่า Dual_EC_DRBG สามารถรับอินพุตเพิ่มเติม ในแต่ละรอบการทำงานได้ การใส่อินพุตเช่นนี้ (ซึ่งไม่บังคับ) จะทำให้เลขสุ่มที่ได้มีคุณภาพสูงขึ้น และการแฮกทำได้ยาก มาตรฐานหลังแก้ไขทำให้แม้จะใส่อินพุตเพิ่มแล้วก็ยังมีช่องโหว่ให้แฮกเลขสุ่มนี้ได้โดยง่าย
  • ในปี 2008 ทาง NSA เขียนมาตรฐาน "Extended Random" เสนอเข้าไปยัง IETF เพิ่มฟีเจอร์ของการเชื่อมต่อ TLS จากเดิมที่มีค่าสตริงลับความยาว 28 ไบต์ (224 บิต) ร่วมกับค่าเวลาอีก 32 บิตเป็น 256 บิต ทาง NSA ระบุว่าความยาวนี้ไม่เพียงพอต่อการเข้ารหัสความปลอดภัยสูง และเสนอให้สามารถยืดเลขสุ่มเป็น 48 ไบต์หรือ 384 บิต ซึ่งยาวเกินค่าขั้นต่ำ 30 ไบต์ ที่จะใช้หาค่าเริ่มต้นของเลขสุ่ม Dual_EC_DRBG
  • หลังจากระยะเวลาผ่านไป ชุดซอฟต์แวร์เข้ารหัสเกือบทั้งโลกรองรับ Dual_EC_DRBG เพื่อให้ตรงตามมาตรฐานของ NIST บางชุดรองรับเป็นค่าเริ่มต้น บางชุดมีเพียงให้เลือกใช้งาน

ทีมวิจัย ProjectBullrun ทำบทวิเคราะห์ต้นทุนของการถอดรหัสการเข้ารหัส TLS จากซอฟต์แวร์แต่ละผู้ผลิตไว้อย่างละเอียด ระยะเวลาที่ใช้โจมตีบนเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดี่ยวในการเข้ารหัสแต่ละประเภทใช้เวลาในระดับไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

แอดมินทั้งหลายคงต้องเตรียมคอนฟิกหาทางปิด Dual_EC_DRBG กันทั้งหมดโดยเร็วครับ

ที่มา - The Register, ProjectBullrun.org

Tags:
MIT

กลุ่ม Fluid Interfaces Group ของ MIT Media Lab นำเสนอต้นแบบ FingerReader สำหรับผู้พิการทางสายตา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สวมนิ้วมือซึ่งสามารถอ่านออกเสียงคำแต่ละคำที่นิ้วชี้ลงบนเนื้อหาที่ถูกพิมพ์ (printed text) ได้

นักวิจัยผู้พัฒนา FingerReader มองว่า ถึงแม้จะมีซอฟต์แวร์อ่านข้อความและสแกนเนอร์สำหรับอักษรเบรลล์ แต่หลายระบบในเครื่องมือช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาเหล่านั้นก็พกพาไปใช้งานยาก และยังต้องใช้หลายขั้นตอนกว่าจะแปลข้อความเป็นเสียงได้ FingerReader จึงได้รับการพัฒนาขึ้น นักวิจัยยังกล่าวว่าระบบนี้ยังช่วยแปลข้อความระหว่างภาษาได้ด้วย

FingerReader จะมีการตอบสนองต่อการจัดหน้าเอกสาร (layout) ผ่านการสัมผัส อาทิ เริ่มต้นหรือสิ้นสุดบรรทัดข้อความ ขึ้นบรรทัดใหม่ เป็นต้น และอัลกอริทึมของระบบจะคอยตรวจสอบและแนะนำผู้ใช้ให้ลากนิ้วเป็นเส้นตรงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การสแกนข้อความทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลองดูวิดีโอเดโมได้ที่ท้ายข่าว

ที่มา: Fluid Interfaces Group ผ่าน Motherboard ผ่าน Discovery News

Tags:
Twitter

ด้วยข้อความกว่า 500 ล้านทวีตต่อวัน ทำให้ทวิตเตอร์เป็นเครือข่ายสังคมที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์แนวโน้มต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องสนุกสนานอย่างการเล่นเวฟสวัสดีปีใหม่ ไปจนถึงเรื่องจริงจังอย่างการติดตามการแพร่ระบาดของไข้หวัด

อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลเหล่านี้ออกมาใช้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักวิจัยภายนอก ด้วยนโยบายจำกัดการเรียกดูข้อความล่าสุดไว้เพียง 3,200 ทวีตต่อบัญชี นักวิจัยที่ต้องการข้อความมากกว่านั้น ต้องไล่เก็บทวีตเป็นระยะๆ เอง

ด้วยเหตุนี้ ทวิตเตอร์จึงออกโครงการ Twitter Data Grants ที่จะเลือกมอบทวีตสาธารณะ (ไม่รวมถึงทวีตของบัญชีที่ได้รับการป้องกัน และข้อความส่วนตัวของบัญชีใดๆ) ให้แก่นักวิจัยที่ยื่นข้อเสนอโครงการเข้ามาภายในวันที่ 15 มีนาคมนี้ครับ

ที่มา: Twitter Engineering Blog

Tags:

กูเกิลเปิดตัวโครงการ Tango เป็นโทรศัพท์มือถือหน้าจอห้านิ้วที่มีเซ็นเซอร์สำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวตลอดเวลา ทำให้สามารถสร้างแผนที่สามมิติรอบตัวเราได้ตลอดเวลา

ภายในของ Tango เป็นโทรศัพท์แอนดรอยด์ที่ปรับแต่งมาเฉพาะ เพิ่ม API ในการจับตำแหน่ง, ทิศทางของเครื่อง, และข้อมูลระยะทางวัตถุรอบตัว สามารถเข้าถึงได้จากจาวา, C/C++, และ Unity Game Engine

ตอนนี้โครงการเป็นความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยทั้งจากบริษัทและมหาวิทยาลัยเท่านั้ ถ้าใครสนใจต้องส่งใบสมัครเพื่อรับพิจารณาเป็นกรณีไป

ที่มา - Tango, eWeek

Tags:
Facebook

เรื่องมีอยู่ว่ามหาวิทยาลัย Princeton ได้เผยแพร่งานวิจัย โดยมีส่วนสรุปคือ Facebook จะสูญเสียผู้ใช้งานไปถึง 80% ภายในปี 2015-2017 โดยระเบียบวิธีวิจัยนั้นใช้การหาสหสัมพันธ์ของจำนวนผู้ใช้งานกับปริมาณการสืบค้นในกูเกิล พบว่าสอดคล้องกันกับกรณีของ MySpace จึงนำมาใช้ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ Facebook เนื่องจากพบว่ามีการค้นหาในกูเกิลลดลงมากตั้งแต่ปี 2012 (อ่านงานวิจัยฉบับเต็มที่นี่)

Mike Develin, Lada Adamic และ Sean Taylor นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลของ Facebook จึงได้ร่วมกันทำการทดสอบเพื่อเอาคืน Princeton มีข้อสรุปดังนี้

  • อัตราการ Like ของเพจ Princeton ตอนนี้อยู่ในอัตราส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับ Harvard และ Yale
  • แนวโน้มคำค้นงานวิจัยแยกรายปีที่พบใน Google Scholar ของ Princeton ลดลงตั้งแต่ 2009 และอาจเหลือศูนย์ในปี 2020 เมื่อเขียนเส้นแนวโน้ม
  • เมื่อเทียบอัตราการสมัครเข้าเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรีกับดัชนี Google Trends พบว่า Princeton จะมีผู้สมัครเรียนลดลงครึ่งหนึ่งในปี 2018 และไม่มีใครสมัครเรียนที่นี่เลยในปี 2021

แน่นอนว่าการนำเสนอทั้งหมดนี้ของ Facebook ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่ากระบวนการวิจัยบางอย่างนั้นอาจไม่ถูกเสมอไป และยังนำไปสู่การสรุปที่เกินจริงมากไปนั่นเอง

ที่มา: TechCrunch และ Mike Develin

Tags:
Ford

หลังจากที่ Ford เพิ่งจะเผยโฉมรถยนต์ไร้คนขับรุ่นต้นแบบมาให้ได้เห็นกันเมื่อเดือนก่อน ตอนนี้ก็ได้แนวร่วมสำคัญอย่าง MIT และ Stanford มาร่วมวิจัยและพัฒนาระบบหลบหลีกสิ่งกีดขวางให้แก่รถยนต์อัจฉริยะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

MIT กำลังทำการศึกษางานวิจัยเพื่อคาดเดาการเคลื่อนที่ของคนเดินถนนและผู้ขับขี่ยานพาหนะอื่น ซึ่งจะช่วยให้รถยนต์ไร้คนขับสามารถหาเส้นทางเพื่อหลบหลีกการเคลื่อนที่ของผู้คนเหล่านั้นได้โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ ในขณะที่ Stanford กำลังมุ่งเน้นศึกษาเทคโนโลยีเซ็นเซอร์เพื่อ "แอบมอง" ด้านหลังของวัตถุต่างๆ ที่อยู่นอกทัศนวิสัยของผู้ขับขี่หรือกล้องจับภาพ

โครงการวิจัยของทั้ง MIT และ Stanford อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสัมฤทธิ์ผลจนเอาไปใช้งานได้จริง แต่ก็ถือเป็นแนวทางที่ดีของ Ford ที่ได้กำลังสำคัญมาช่วยพัฒนารถยนต์ไร้คนขับให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

ที่มา - Engadget

Tags:
Microsoft

ทีม Microsoft Research โชว์ผลงานการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สำหรับการประยุกต์ใช้งานในชีวิตประจำวัน ในรูปแบบของลิฟต์อัจฉริยะที่สามารถพาผู้คนไปยังชั้นที่ต้องการได้ โดยไม่ต้องรอให้ผู้โดยสารกดปุ่มบอกชั้นจุดหมายปลายทาง

Peter Lee หัวหน้าทีม Microsoft Research ให้สัมภาษณ์แก่ Bloomberg และอธิบายถึงการทำงานของลิฟต์อัจฉริยะนี้ว่ามันสามารถรู้ได้ว่าผู้โดยสารแต่ละคนต้องการอาศัยลิฟต์ไปยังชั้นใดของอาคารโดยการประเมินประวัติการใช้งานของแต่ละบุคคลเป็นหลัก บริเวณลิฟต์จะมีกล้องและเซ็นเซอร์สำหรับบันทึกข้อมูลพฤติกรรมการใช้ลิฟต์ของผู้คนเป็นเวลา 3 เดือน ทั้งนี้การบันทึกข้อมูลต่างๆ จะไม่มีฟังก์ชันตรวจจับใบหน้าเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด หลังจากสิ้นสุดระยะเวลา 3 เดือนแห่งการเรียนรู้แล้ว ลิฟต์อัจฉริยะจะสามารถพาผู้คนไปยังชั้นต่างๆ ของตึกได้เองอัตโนมัติโดยไม่ต้องรอการกดปุ่มเพื่อสั่งงาน

Lee กล่าวว่าขณะนี้ทีมของเขาได้มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เป็นเรื่องหลัก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการสร้าง "ผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนจริง" อันเป็นโครงการสำคัญของทีม Microsoft Research ในตอนนี้

ที่มา - The Next Web

Tags:
Microsoft

Joe Duffy วิศวกรอาวุโสของไมโครซอฟท์ที่รับผิดชอบงาน "วิจัย" ด้านระบบปฏิบัติการ เขียนบล็อกอธิบายผลงานที่ทีมของเขาใช้เวลากว่า 4 ปีซุ่มพัฒนาขึ้นมา มันคือภาษาโปรแกรมภาษาใหม่ที่พัฒนาต่อจาก C# แต่ชูจุดเด่นเรื่องประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับ C++ ("C# for Systems Programming")

Duffy อธิบายว่าภาษาโปรแกรมในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  • ภาษาที่เน้นประสิทธิภาพ แต่มีจุดอ่อนด้านความปลอดภัย (ในแง่ช่องโหว่ของหน่วยความจำจากตัวแปรแบบ static) ซึ่งภาษากลุ่มนี้คือ C++ และ C++11 ที่พัฒนาขึ้นในภายหลัง ภาษากลุ่มนี้มักใช้สำหรับงานด้านโปรแกรมระบบ
  • ภาษาที่เน้นความปลอดภัยของตัวแปร พัฒนาให้ดูแลโค้ดได้ง่าย เหมาะสำหรับการสร้างแอพพลิเคชัน แต่มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพที่ดีสู้กลุ่มแรกไม่ได้ ตัวอย่างของภาษานี้คือ C#, Java, JavaScript
Tags:
USA

ปี 2013 นับเป็นปีที่ผู้ใช้ถูกรุกรานข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์อย่างมากในหลายรูปแบบ ทาง Benenson Strategy Group และ American Viewpoint สององค์กรสำรวจความเห็นได้ไปเก็บความเห็นเกี่ยวกับความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต จากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของสหรัฐฯ จำนวน 1,000 คน ได้ผลออกมาดังนี้

จากผลการสำรวจ ผู้ใช้ส่วนมากยังคงกังวลกับการถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ต มากกว่าการถูกดักข้อมูลส่วนตัว (เพื่อไปใช้ในการโฆษณา) ในสัดส่วน 75% ต่อ 54% โดยความกังวลอื่นๆ คือความปลอดภัยของเด็กในการใช้อินเทอร์เน็ต และการที่รัฐบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บนอินเทอร์เน็ตได้ ส่วนความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวจะถูกนำไปใช้เพื่อแสดงผลโฆษณานั้นมีอยู่บ้าง แต่ยังไม่มากนัก

Tags:
Amazon

Consumer Intelligence Research Partner (CIRP) บริษัทศึกษาด้านการตลาดที่เกี่ยวข้องกับผู้จับจ่ายใช้สอย ได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้ซื้อของ Amazon ในสหรัฐฯ ภายในรายงานมีตัวเลขน่าสนใจเกี่ยวกับตัว Amazon และ Kindle หลายอย่าง ดังนี้ครับ

  • วัดจากผู้ซื้อของ Amazon ทั้งหมด 40% เป็นผู้ใช้งาน Kindle ประเมินแล้วอยู่ที่ราว 20.5 ล้านเครื่อง
  • สัดส่วนตัวเครื่องเป็น Kindle Fire 28%, Kindle e-paper 21% (แยกเป็น Kindle Fire 19%, Kindle 12% และมีทั้งคู่อีก 9%)
  • ตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยของผู้ซื้อที่มี Kindle นั้น โดยเฉลี่ยแล้วสูงกว่าผู้ซื้อที่ไม่มีมากถึง 50% โดยผู้ซื้อที่มี Kindle ยอดใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 1,233 เหรียญต่อปี ส่วนผู้ซื้อที่ไม่มี ยอดอยู่ที่ 790 เหรียญต่อปี

จากตัวเลขที่ออกมาของ CIRP เรียกได้ว่า Amazon ทำผลงานได้ค่อนข้างดีในการผลักดันยอดขายของอุปกรณ์ Kindle และถ้าหากยอดการใช้จ่ายที่สูงกว่านั้นมากพอ เราอาจจะได้เห็น Amazon แจกเครื่องมาให้ใช้กันฟรีๆ ซักวันก็เป็นได้

ที่มา - CIRP (เป็นไฟล์ .PDF)

Tags:
Microsoft

ปัญหาการตั้งรหัสผ่านไม่ดี ทำให้แฮกเกอร์ถอดรหัสผ่านออกมาได้ง่ายเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกของระบบรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ แม้ที่ผ่านมาจะมีกระบวนการ "วัด" ความแข็งแรงของรหัสผ่านกันออกมาหลายรูปแบบ ตอนนี้ Microsoft Research เสนอแนวทางใหม่ในการแนะนำผู้ใช้ให้สร้างรหัสผ่านให้ปลอดภัย ด้วยการแนะนำผู้ใช้ทีละตัวอักษรว่าไม่ควรใช้ตัวอักษรใดต่อไป ในชื่อว่า Telepathwords

ด้วยวิธีการนี้ ทุกครั้งที่ผู้ใช้พิมพ์รหัสผ่านเพื่อตั้งรหัสผ่านครั้งแรก ซอฟต์แวร์จะแนะนำว่าไม่ควรใช้ตัวอักษรใดเป็นตัวต่อไป เพราะคาดเดาได้ง่ายเกินไป เช่น เมื่อพิมพ์ตัว "t" จะแนะนำว่าไม่ควรใช้ตัว "h", "o", และ "v" ต่อ เพราะพบบ่อยในภาษาอังกฤษ

ผมอ่านแนวคิดของงานวิจัยนี้แล้ว มันคือการกลับข้างของ "คีย์บอร์ดแม่นแม่น" ที่พยายามแนะนำว่าคนทั่วไปมักพิมพ์ตัวอักษรใดเป็นตัวต่อไปนั่นเอง

Telepathwords เป็นงานวิจัยร่วมระหว่างนักวิจัยของไมโครซอฟท์และนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon (รายชื่ออยู่ในที่มา)

ที่มา - Telepathwords, Schneier on Security

Tags:
Microsoft

ไมโครซอฟท์รีเสิร์ชร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งโรเชสเตอร์ในสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยเซาแธมตันในสหราชอาณาจักร พัฒนาต้นแบบ ยกทรงอัจฉริยะ (smart bra) ที่ฝังเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เครื่องวัดการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการเหนี่ยวนำไฟฟ้าของผิวหนัง (EDA) ไจโรสโคปแบบสองทิศทาง และเครื่องวัดอัตราเร่งแบบสามทิศทาง (ภาพที่ 1)

นักวิจัยอธิบายว่า สัญญาณ EKG และ EDA สามารถใช้ประเมินอารมณ์ของผู้สวมใส่ ณ ขณะนั้นได้ และที่เลือกใช้ยกทรงเพราะต้องการอุปกรณ์ที่ผู้ใช้สวมใส่สบายเป็นเวลานานและสามารถเก็บสัญญาณ EKG และ EDA ได้ในคราวเดียวกัน และเพราะสามารถติดตั้งอุปกรณ์ให้ตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจใกล้หัวใจได้

Tags:

ช่วงนี้ประเด็นข่าว "ศูนย์ข้อมูลล่ม" กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตา มีงานวิจัยออกมาพอดีเลยนำมาให้ดูเทียบกันครับ

ผลการศึกษาจากสถาบัน Ponemon Institute ระบุว่าค่าเสียหายเฉลี่ยในกรณีที่ศูนย์ข้อมูลมีปัญหา หารกันออกมาแล้วอยู่ที่นาทีละ 7,900 ดอลลาร์หรือประมาณ 260,000 บาท โดยตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นถึง 41% จากตัวเลขที่เคยคำนวณไว้เมื่อปี 2010 เนื่องจากความสำคัญของศูนย์ข้อมูลและบริการออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น

การศึกษานี้รวบรวมข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลขนาดพื้นที่ 2,500 ตารางฟุตขึ้นไปจำนวน 67 แห่ง สถิติอื่นๆ ที่พบคือ ปัญหาศูนย์ข้อมูลล่มจะนานเฉลี่ย 86 นาทีต่อครั้ง ทำให้ครั้งหนึ่งที่ล่มทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ 690,200 ดอลลาร์ (ประมาณ 23 ล้านบาท) และความร้ายแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นจริงคือล่มไปหนึ่งที เสียหายไป 1.7 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 55 ล้านบาท)

ที่มา - Data Center Knowledge, ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม

Tags:

หลังจากเมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้ประกาศถึงการทดลองการออกแบบรหัสผ่านที่จดจำได้ไปแล้ว ตอนนี้ทีมงานก็กลับไปปรับกระบวนการกันใหม่จากผลรอบแรกที่ได้รับมานะครับ เพื่อให้เก็บข้อมูลการทดลองที่ปรับมาแล้วอีกครั้ง รอบนี้จึงต้องขอรบกวนผู้อ่านทุกท่านอีกครั้งเพื่อเข้าร่วมทดสอบ

กระบวนการทดสอบที่แต่ละท่านล็อกอินเข้าไปทดสอบอาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยตามแต่พารามิเตอร์ของท่านเองและค่าสุ่มที่เราใส่ไว้ กระบวนการรวมๆ จะต่างจากเดิมดังนั้นหากเข้าร่วมทดสอบ ขอความร่วมมืออ่านกระบวนการให้เข้าใจก่อนนะครับ

Tags:

Hristo Bojinov นักวิจัยด้านความปลอดภัยจากมหาวิทยาลัย Stanford ค้นพบวิธีติดตามและสะกดรอยผู้ใช้งานเว็บไซต์ต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนโดยใช้ข้อมูลที่ได้จาก accelerometer ทั้งนี้เนื่องมาจากการทำงานของ accelerometer ที่อยู่ในมือถือแต่และเครื่องนั้นไม่สมบูรณ์แบบ 100% ทำให้ค่าที่อ่านได้เมื่อเครื่องอยู่ในสภาวะหยุดนิ่งหรือไม่มีความเร่ง (idle) นั้นต่างกันไปตามมือถือแต่ละเครื่อง

เขาได้กล่าวในงานวิจัยของเขาที่จะตีพิมพ์ในเดือนหน้าว่า เว็บไซต์ต่างๆ สามารถตรวจจับข้อมูลเฉพาะตัวของ accelerometer นี้ได้ด้วยการเพิ่มโค้ดเล็กๆ ลงไปบนเว็บ ซึ่งถ้านำไปใช้รวมกับข้อมูลที่ใช้เพื่อการตลาดในปัจจุบันอยู่แล้วอย่าง เบราว์เซอร์ ฟอนต์ หรือเวอร์ชันของโอเอส ที่ผู้ใช้ใช้ในการเข้าถึงเว็บนั้นๆ ก็จะเดาได้แม่นยำขึ้นว่าใครกำลังเปิดเว็บนี้อยู่ และสามารถนำไปใช้ในการโฆษณาต่อไปได้

สามารถเข้าไปดูค่า accelerometer เฉพาะตัวของมือถือที่ทุกคนใช้อยู่ได้ที่เว็บไซต์ของ Stanford ครับ

ที่มา - The Verge, SFGate

Tags:

ผลงานวิจัยใหม่ของ Disney Research เป็นการพัฒนาหน้าจอสัมผัส ที่นอกจากจะใช้แสดงภาพแล้ว ยังสามารถถ่ายทอดผิวสัมผัสของวัตถุตามที่ปรากฏบนหน้าจอให้ผู้ใช้รับรู้ผ่านปลายนิ้วได้ด้วย

ผลงานนี้มุ่งเน้นการสร้างผิวสัมผัสที่แตกต่างกันในแต่ละส่วนของหน้าจอ โดยพื้นที่ซึ่งให้ผิวสัมผัสที่แตกต่างกันนั้นจะแปรเปลี่ยนตามภาพที่ฉายอยู่บนหน้าจอนั้น โดยเทคนิคที่ Disney นำมาใช้คือการปล่อยแรงดันไฟฟ้าเพื่อสร้างการสั่นสะเทือนให้แก่หน้าจอซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียดทานขึ้นที่ปลายนิ้วของผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกเสมือนได้สัมผัสวัตถุในภาพ ทั้งนี้แรงสั่นสะเทือนที่แตกต่างกันจะมีผลให้ความเสียดทานที่เกิดขึ้นมามีความแตกต่างกันออกไปด้วย จึงสามารถถ่ายทอดผิวสัมผัสของวัตถุที่มีความลึกหลากหลายได้