Tags:
Google

ที่งานประชุมวิชาการ Symposium On Usable Privacy and Security ปีนี้ ทีมวิจัยของกูเกิลได้สำรวจความแตกต่างระหว่างผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยและผู้ใช้ทั่วไปว่ามีแนวทางการป้องกันตัวเองต่างกันอย่างไรบ้าง

แบบสำรวจส่งให้กับผู้เชี่ยวชาญผ่านเว็บบล็อคของกูเกิล และชักชวนออนไลน์ โดยต้องทำงานเกี่ยวกับความปลอดภัยคอมพิวเตอร์มาอย่างน้อยห้าปี เทียบกับแบบสำรวจผ่านจากผู้ใช้ Amazon Mechanical Turk ที่ความน่าเชื่อถือสูง (ผ่านงานมาอย่างน้อย 500 งาน และได้มี approval rate 95% ขึ้นไป) คำถามหลักของแบบสำรวจคือ ให้บอกรายการ 3 สิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อความปลอดภัยออนไลน์

แบบสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากให้ความสำคัญกับการอัพเดตซอฟต์แวร์เป็นอย่างมาก ขณะที่ผู้ใช้ทั่วไปแทบไม่ให้ความสำคัญเลย ขณะที่ผู้ใช้โดยทั่วไปกลับพึ่งพิงกับซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส

ห้าอันดับแรกของความปลอดภัยออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ อัพเดตซอฟต์แวร์, ใช้รหัสผ่านไม่ซ้ำกัน, ใช้การยืนยันตัวตนด้วยสองขั้นตอน, ใช้รหัสผ่านที่แข็งแกร่ง, และใช้ซอฟต์แวร์จัดการรหัสผ่าน

ห้าอันดับแรกของผู้ใช้ทั่วไปกลับต่างออกไป ได้แก่ ใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส, ใช้รหัสผ่านที่แข็งแกร่ง, เข้าเว็บเฉพาะเว็บที่รู้จัก, เปลี่ยนรหัสผ่านสม่ำเสมอ, และไม่แชร์ข้อมูลให้คนอื่น

ที่มา - Comparing Expert and Non-Expert Security Practices (PDF)

Tags:
Apple Watch

แม้ว่าแอปเปิลจะไม่เปิดเผยยอดขายของ Apple Watch ให้โลกได้รับรู้ แต่ก็มีความพยายามจะวัดความนิยมของเจ้าสมาร์ทโฟนตัวแรกจากแอปเปิลอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทวิจัยด้านอุปกรณ์ไอทีสวมใส่ Wristly ออกมาเปิดผลการศึกษาเกี่ยวกับความนิยมของ Apple Watch ว่าทำผลงานได้ดีแค่ไหน

Wristly อ้างข้อมูลจากผู้ตอบโพลล์ราว 1,000 คน ระบุว่าเกือบทั้งหมด (97%) พอใจกับการใช้งาน Apple Watch โดยกว่า 2 ใน 3 พึงพอใจมาก และเมื่อดูจากพื้นเพของผู้ตอบโพลล์ทั้งสามส่วนอย่าง ผู้ใช้ทั่วไป (non-IT) ผู้คนในวงการไอที และนักพัฒนา ดูเหมือนว่าผู้ใช้ทั่วไปจะพึงพอใจกับ Apple Watch อย่างมากถึง 73% กลับกันฝั่งนักพัฒนาที่พึงพอใจ Apple Watch มากกลับเหลือไม่ถึงครึ่ง

นอกจากนี้ในโพลล์ยังพูดถึงส่วนที่ทำให้ผู้ใช้พึงพอใจ Apple Watch ซึ่งส่วนมากระบุว่าเป็นเรื่องการออกแบบ คุณภาพการผลิต และการใช้งานที่ง่ายดาย โดยมีผู้ใช้ราว 1 ใน 4 ที่บอกว่าพึงพอใจกับแบตเตอรี่ของ Apple Watch และเรื่องที่ถูกติงมากที่สุดคือการซัพพอร์ตจากแอปเปิล และประสิทธิภาพโดยรวมนั่นเอง

ที่น่าสนใจคือจำนวนผู้ใช้ที่พึงพอใจกับ Apple Watch รุ่นแรก นั้นมากกว่า iPhone และ iPad รุ่นแรกอยู่พอสมควรครับ

ที่มา - Wristly

Tags:

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Rice นำเสนอกราฟีนขาวหรือโบรอนไนไตรด์โครงสร้างพันธะแบบ 3 มิติ ช่วยให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงานได้นานขึ้น เพราะการถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่าซิลิกอน

กราฟีนเป็นสสารที่รวมกันด้วยพันธะชั้นเดียวหรือ 2 มิติในรูปแบบ 6 หกเหลี่ยมคล้ายผึ้งต่อกันไปเรื่อยๆ ซึ่งความแข็งแรงขึ้นอยู่กับรูปแบบโครงสร้างของอะตอมที่จับตัวกันอยู่ และมีคุณสมบัติไม่นำไฟฟ้า ส่วนกราฟีนขาวมีคุณสมบัตินำไฟฟ้าอย่างยิ่งยวด ซึ่งสามารถนำความร้อนที่ดีกว่า และทำให้สามารถออกแบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ซับซ้อนขึ้นโดยคำนึกถึงเรื่องการระบายความร้อนน้อยลง

การถ่ายเทความร้อนโดยทั่วไปจะถ่ายเทได้ดีในลักษณะแนวระนาบของวัตถุ แต่กราฟีนขาวสามารถถ่ายเทความร้อนได้ดีเมื่อซ้อนเป็นกันชั้นๆ ได้เช่นกัน และระบบการจัดการความร้อน 3 มิติ (3D thermal-management system) อาจเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาสวิตช์อุณหภูมิ (thermal switches หรือ thermal rectifiers) อีกด้วย

กราฟีนถูกตั้งความหวังให้เป็นสสารที่จะมาใช้แทนซิลิกอนระยะหนึ่งแล้วด้วยคุณสมบัติที่ดีกว่า และกราฟีนขาวนี้จะช่วยให้เทคโนโลยีการระบายความร้อนพัฒนาควบคู่กันไปด้วย

ที่มา – Fortune

Tags:

นักวิจัยจาก Duke University Medical Center ในประเทศสหรัฐอเมริกาทำงานวิจัย "Brainet" เชื่อมต่อสมองสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคิดประมวลผลได้จริง โดยมีการทดสอบกับสัตว์ 2 ประเภท คือ ลิงแม็กแคก และ หนู

ในขั้นต้นทีมวิจัยใช้ลิงแม็กแคก 3 ตัว มาเชื่อมต่อสมองเข้าด้วยกัน และพบว่าพวกมันสามารถช่วยกันใช้พลังสมองควบคุมแขนกลเสมือนในหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ตามความต้องการของพวกมัน โดยสมองของลิงแต่ละตัวจะพยายามควบคุมการเคลื่อนที่ของแขนในระนาบ 2 มิติของตนเอง (ลิงตัวแรกควบคุมการเคลื่อนที่ในระนาบ X-Y, ตัวที่ 2 ควบคุมแขนในระนาบ Y-Z และตัวสุดท้ายควบคุมการเคลื่อนที่ในระนาบ X-Z) เมื่อนำเอาสัญญาณที่ได้จากสมองของลิงทั้ง 3 ตัวมาประมวลร่วมกัน ก็จะสามารถขับเคลื่อนแขนกลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้วง 3 มิติได้สำเร็จ โดยแม้ในบางขณะลิงตัวใดตัวหนึ่งจะถูกดึงความสนใจจากหน้าจอไป สมองของลิงตัวอื่นยังคงทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปควบคุมการเคลื่อนที่ของแขนกลบนหน้าจอได้

หลังจากนั้นทีมวิจัยได้ต่อยอดงานค้นคว้าด้วยการทดลองกับหนู โดยใช้วิธีฝังขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กจิ๋วลงไปโดยตรงที่เปลือกสมองของหนู 4 ตัว แล้วเชื่อมต่อสมองหนูเหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเครือข่ายสมองเพื่อการคิดคำนวณ หนูเหล่านั้นจะแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อช่วยกัน "คิด" แก้โจทย์ไปพร้อมกัน ซึ่งผลการทดสอบพบว่าพลังสมองของหนู 4 ตัวสามารถทำการคิดเชิงคำนวณ อาทิ การประมวลภาพ, การเก็บข้อมูลและเรียกใช้ข้อมูลนั้น หรือ การคาดการณ์ผลลัพธ์ล่วงหน้า โดยทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือกว่าการทดสอบหนูแบบแยกเป็นรายตัวอย่างชัดเจน

งานค้นคว้านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการหยั่งถึงพลังสมองของสิ่งมีชีวิต ซึ่งถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างขึ้นมาอย่างทรงพลัง

ที่มา - Engadget, Ubergizmo

Tags:
MIT

Software rot คือเหตุการณ์อันเนื่องมาจากโปรแกรมที่ถูกพัฒนามาให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ระบบปฏิบัติการ หรือฮาร์ดแวร์ที่ออกมาในช่วงนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ระบบปฏิบัติการหรือฮาร์ดแวร์มีการพัฒนาและปรับปรุงใหม่ ทำให้โปรแกรมเดิมมีปัญหาเพราะไม่เข้ากันกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ ส่งผลให้โปรแกรมนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

นักพัฒนาต้องเลี่ยงเหตุการณ์นี้ด้วยการหมั่นทดสอบและอัพเดตซอฟต์แวร์ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นงานที่กินระยะเวลา MIT ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford, Adobe และ Google จึงได้วิจัยซอฟต์แวร์ชื่อว่า Helium เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานเหล่านี้แทน

Tags:

ใครที่ใช้สมาร์ทโฟนนานๆ น่าจะคุ้นเคยกับการที่เครื่องช้าลง ไม่ฉับไวเหมือนแต่ก่อน แม้ว่าจะล้างเครื่องใหม่ก็ไม่เห็นผลต่างกัน อันเนื่องมาจากชิปหน่วยความจำจะเสื่อมประสิทธิภาพลงตามระยะเวลาการใช้งาน ซึ่งตอนนี้มีทีมวิจัยจากเกาหลีใต้ออกมาโชว์วิธีที่จะช่วยเยียวยาเรื่องนี้แล้ว

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮันยาง ได้ออกมาโชว์ผลงานที่เรียกว่า Write Ahead Logging Direct IO (WALDIO) กระบวนการเขียนข้อมูลลงหน่วยความจำที่จะอนุญาตเฉพาะข้อมูลสำคัญเท่านั้น โดยทีมวิจัยระบุว่าการลดปริมาณข้อมูลที่บันทึกลงหน่วยความจำ นอกจากจะช่วยชะลอการเสื่อมของตัวชิปแล้ว ยังช่วยให้สมาร์ทโฟนทำงานได้เร็วขึ้น และประหยัดแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นอีก 39%

ทางทีมวิจัยระบุว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้สามารถใช้งานชิปหน่วยความจำราคาถูกได้ยาวนานราวกับชิปราคาแพงที่ผลิตมาเพื่อใช้งานยาวนานตั้งแต่ต้น โดยผลงานนี้เพิ่งนำไปโชว์ในงาน USENIX ATC 2015 ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ

ที่มา - Business Korea

Tags:
IBM

IBM ออกมาประกาศความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการผลิตชิประดับ 7 นาโนเมตร เล็กลงจากกระบวนการผลิตในปัจจุบันที่อยู่ระดับ 10-14 นาโนเมตร

เทคโนโลยีระดับ 7 นาโนเมตรยังอยู่ในห้องทดลองและยังไม่สามารถนำมาใช้งานจริงได้เร็วนัก การลดขนาดกระบวนการผลิตรอบนี้มีอุปสรรคเยอะพอสมควร เพราะขนาดเริ่มเล็กลงจนใกล้ข้อจำกัดเชิงกายภาพ ทำให้ควบคุมการวิ่งของอิเล็กตรอนได้ยากขึ้น ในแง่การผลิตจึงต้องหาเทคนิคใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้

เทคนิคที่ IBM ใช้คือเปลี่ยนวัสดุมาเป็น silicon-germanium (SiGe) แทนการใช้ซิลิคอนเพียงอย่างเดียว และพัฒนาเทคนิคการวางขาของทรานซิสเตอร์ให้เรียงตัวกันได้แน่นกว่าเดิม

IBM ไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่เราจะได้เห็นชิประดับ 7 นาโนเมตรวางขาย แต่ The Register อ้างความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการว่า "ปี 2020 เป็นอย่างเร็ว"

ที่มา - The Register

Tags:
HoloLens

เพื่อให้ HoloLens ไปไกลกว่าการเป็นอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง Microsoft Research หน่วยวิจัยของไมโครซอฟท์จึงออกโครงการ HoloLens for Research เพื่อกระตุ้นให้เกิดการนำเจ้าแว่น VR นี้ไปใช้ในงานวิจัย และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ได้มากขึ้น

ตัวโครงการมีเป้าหมายหลักให้บรรดานักวิจัยส่งร่างข้อเสนอ (Request for Proposal) เกี่ยวกับการนำ HoloLens ไปใช้ในงานวิจัยในรูปแบบต่างๆ ซึ่งไมโครซอฟท์กำหนดไว้หกหัวข้อใหญ่ๆ แต่ก็สามารถส่งร่างที่อยู่นอกเหนือหัวข้อที่ว่ามาได้เช่นกัน ถ้าคิดว่าน่าสนใจพอ โดยมีข้อแม้คือคน หรือทีมที่ส่งร่างฯ มานั้น ต้องสามารถมาวิจัยในหัวข้อดังกล่าวได้

สำหรับผู้ที่ได้คัดเลือกจากทางไมโครซอฟท์จะได้รับเงินรางวัลทั้งสิ้น 100,000 เหรียญ พร้อมกับ HoloLens รุ่นนักพัฒนาอีกสองตัว จำนวนทั้งหมด 5 รางวัล โดยไมโครซอฟท์คาดหวังว่าจะนำรางวัลดังกล่าวไปเป็นทุนสำหรับเริ่มพัฒนาโครงการเกี่ยวกับ HoloLens ที่เสนอมา

โครงการนี้ยังจำกัดให้เฉพาะประชากรที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ เท่านั้น โดยสามารถส่งร่างฯ ได้จนถึงวันที่ 5 กันยายนนี้ ใครที่สนใจรายละเอียดสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากที่มาครับ

ที่มา - Microsoft Research

Tags:

ทีมนักวิจัยจาก Nottingham Trent University (NTU) เผยแพร่งานวิจัยพัฒนาชิป RFID ที่มีขนาดเล็กจิ๋ว เล็กเสียจนนำมันไปแทรกไว้ในเส้นด้ายเพื่อใช้ในการทำสิ่งทอได้สำเร็จ

ชิป RFID ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานี้มีขนาดยาวเพียง 1 มิลลิเมตร และกว้างครึ่งมิลลิเมตร ตัวชิปมีขนาดเล็กจนสามารถนำไปฝังเอาไว้ในแท่งเรซินขนาดเล็ก โดยแท่งเรซินนี้ก็เป็นผลงานที่ NTU คิดค้นขึ้นมาเพื่อการบรรจุชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในเนื้องานสิ่งทอโดยเฉพาะ มันจะทำหน้าที่ปกป้องชิ้นส่วนเหล่านั้นจากความชื้นและความร้อนในขณะที่เสื้อผ้าถูกนำไปซักหรืออบแห้ง โดยตัวชิปจะถูกเชื่อมต่อกับเส้นทองแดงฟั่นเกลียวขนาดเล็กทั้ง 2 ด้าน ซึ่งเส้นทองแดงนี้จะถูกปั่นรวมอยู่ในเนื้อด้ายและทำหน้าที่เป็นเสาอากาศให้แก่ชิป RFID นั้น

Tags:
MIT

หากจะตอบคำถามข้างต้นว่าต้องเป็นคนที่เก่งพอจะเข้าไปทำงานวิจัยที่ MIT ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะวันนี้โปรแกรมที่แก้บั๊กด้วยตนเองได้เกิดขึ้นจริงแล้วจากฝีมือนักวิจัยของสถาบันแห่งนี้

แนวทางที่เหล่าโปรแกรมเมอร์ที่ MIT ร่วมกันพัฒนา คือโปรแกรมที่พวกเขาเรียกว่า CodePhage มันคือซอฟต์แวร์ที่จะตรวจหาจุดผิดในโค้ดที่ถูกเขียนขึ้น แล้วไปหยิบยกเอาโค้ดบางส่วนของโปรแกรมอื่น (ซึ่งมีทั้งบรรดาโปรแกรมแบบ open source และโปรแกรมที่มีผู้บริจาคมาให้เพื่องานพัฒนานี้โดยเฉพาะ) มาทำการ "ซ่อมแซม" จุดผิดพลาดเหล่านั้น

Stelios Sidiroglou-Douskos หนึ่งในทีมวิจัยสร้าง CodePhage กล่าวว่าซอฟต์แวร์ของโครงการ open source ต่างๆ ที่มีโค้ดจำนวนมหาศาลนั้น มีโค้ดอยู่ไม่น้อยที่มีองค์ประกอบยิบย่อยบางส่วนที่ทำหน้าที่คล้ายคลึงกันอยู่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเขียนโค้ดใหม่ๆ และนำมาใช้แก้บั๊กได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการทดสอบใช้งาน CodePhage กับซอฟต์แวร์ open source ที่มีบั๊ก และพบว่ามันสามารถค้นพบและเริ่มการแก้ไขบั๊กดังกล่าวได้ทันที โดยใช้เวลาอยู่ในช่วง 2-10 นาทีต่อการแก้ไขบั๊กแต่ละจุด

เป้าหมายถัดไปของทีมวิจัยจาก MIT ก็คือย่นเวลาที่ CodePhage ใช้ในการตรวจสอบงานให้สั้นลง และปลายทางในฝันของงานพัฒนานี้ ก็คือช่วยลดภาระของโปรแกรมเมอร์ ด้วยการให้ CodePhage ช่วยเอาโค้ดจากซอฟต์แวร์ที่เคยมีคนเขียนไว้ก่อนแล้วมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเหลืองานให้โปรแกรมเมอร์เพียงแค่การเขียนโค้ดใหม่ที่ยังไม่เคยมีคนเขียนเท่านั้น

ที่มา - SDTimes

Tags:
USA

ทีมนักวิจัยจาก University of California ใน San Diego ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำการวิจัยคิดค้นเทคนิคการส่งข้อมูลผ่านเส้นใยแก้วนำแสงจนทำให้สามารถส่งข้อมูลในระยะที่ไกลขึ้นกว่าที่เคย แถมยังลดการพึ่งพาอุปกรณ์ช่วยปรับปรุงสัญญาณอย่าง repeater ลงด้วย ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานระบบส่งข้อมูลผ่านเส้นใยแก้วนำแสงทำได้ดีขึ้นโดยใช้เงินลงทุนในการติดตั้งน้อยลง

พฤติกรรมตามธรรมชาติของระบบส่งข้อมูลผ่านเส้นใยแก้วนำแสงนั้น หากมีการเพิ่มกำลังที่ตัวส่งสัญญาณ ก็จะทำให้สัญญาณเดินทางได้ไกลขึ้น ทว่าด้วยเหตุที่มีการเพิ่มกำลังในการส่งก็กลับทำให้มีสัญญาณรบกวนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกันอันจะส่งผลให้ปลายทางฝั่งตัวรับสัญญาณได้ข้อมูลที่ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น

ด้วยเหตุนี้การออกแบบระบบการส่งข้อมูลผ่านใยแก้วนำแสงในปัจจุบัน จึงมีการจำกัดค่ากำลังของตัวส่งสัญญาณไว้ที่ค่าหนึ่ง ผลที่ได้ทำให้ขีดจำกัดในการส่งสัญญาณผ่านใยแก้วนำแสงนั้นทำได้ที่ระยะทางราว 6,000 กิโลเมตรเท่านั้น โดยตลอดระยะทางดังกล่าวจะต้องมีอุปกรณ์ repeater ติดตั้งอยู่ที่ระยะทุก 100 กิโลเมตร โดย repeater นี้จะทำหน้าที่ช่วยปรับปรุงสัญญาณให้แรงขึ้นเพื่อให้ตัวรับสัญญาณที่ปลายทางได้รับข้อมูลไม่ผิดเพี้ยน

Tags:
Microsoft

แม้ว่าไมโครซอฟท์จะมีแว่นตา VR ของตัวเองอย่าง HoloLens แต่ในงาน E3 ที่ผ่านมาก็ไม่ทิ้งความสัมพันธ์กับผู้ผลิตรายอื่น ด้วยการประกาศร่วมมือกับทั้ง Oculus VR และ Valve ที่พัฒนา VR อยู่เช่นกัน ล่าสุดทีมวิจัย Microsoft Research ออกมาโชว์ชุดเลนส์สำหรับ Oculus Rift ที่เคลมว่าคุณภาพเหนือกว่าต้นฉบับมาให้เปรียบเทียบให้ดู

ชุดเลนส์นี้ ทีม Microsoft Research พัฒนาขึ้นจากโครงการ LensFactory โดยเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถนำไปพิมพ์เคสของเลนส์ได้เอง (มีไฟล์ CAD ให้) ส่วนตัวเลนส์สามารถซื้อได้จาก Edmund Optics เมื่อเทียบกับ Oculus Rift DK2 แล้ว พบว่าช่วยลดขอบม่วง และเพิ่มความคมชัดได้อย่างชัดเจน แต่จะได้มุมมองแสดงผลที่แคบลงเล็กน้อย

แม้ว่าดูตามเนื้อผ้าแล้ว ชุดเลนส์จากไมโครซอฟท์ทำผลงานได้เหนือกว่า แต่ราคาอาจเป็นสาเหตุที่หลายคนส่ายหน้า ด้วยการเคลือบกันสะท้อนแบบพิเศษ (VIS) ทำให้ค่าตัวของเลนส์พุ่งสูงไปถึง 200 เหรียญต่อข้าง แค่ค่าเลนส์คู่นี้ก็แพงกว่าราคา Oculus Rift DK2 ที่ 350 เหรียญไปแล้ว

Tags:
Samsung

แผนกวิจัยของซัมซุงตีพิมพ์ผลการวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนรูปแบบใหม่ที่ผลลัพธ์ออกมาได้ความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

วิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ของซัมซุงพัฒนานั้นทำโดยใช้ silicon anode ซึ่งจุแบตเตอรี่ได้มากกว่าลิเทียมไอออน ร่วมกับการนำผลึกแกรฟีนมาปิดทับที่พื้นผิวชั้นนอกสุด จากการทดสอบสามารถเพิ่มความจุแบตเตอรี่ได้มากถึง 1.5-1.8 เท่าจากแบตเตอรี่ในท้องตลาด

สำหรับคนที่หวังว่าจะได้เห็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่นี้กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ต้องรอกันนานเสียหน่อย เพราะตัวเทคโนโลยียังอยู่ในระหว่างวิจัย และอาจใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ตัวจริงได้ สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดของงานวิจัยนี้สามารถหาอ่านได้ที่นี่ครับ

ที่มา - Business Korea

Tags:
Uber

Uber จัดแจงดึงตัวอดีตหัวหน้าทีมพัฒนา Google Maps มาทำหน้าที่บริหารงานศูนย์วิจัย Advanced Technologies Center ที่ Uber เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ใน Pittsburgh

ผู้บริหารคนใหม่ของ Uber นี้ก็คือ Brian McClendon ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพที่ชื่อ Keyhole ซึ่งต่อมามันก็ได้กลายมาเป็น Google Earth อย่างที่เรารู้จัก ก่อนที่เขาจะสวมบทรับหน้าที่ผู้นำการพัฒนา Google Maps รวมถึง Google Streetview โดยร่วมทำงานให้กับ Google นานถึง 10 ปี ก่อนจะมารับหน้าที่กุมบังเหียนศูนย์วิจัยใหม่ของ Uber ในครั้งนี้

สำหรับภารกิจใหม่ของ McClendon นั้นแน่นอนว่าต้องเป็นงานที่เขาเชี่ยวชาญอย่างการพัฒนาแพลตฟอร์มแผนที่ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกหากพิจารณาจากข้อมูลที่ว่า Uber นั้นมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะทำระบบแผนที่ของตนเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการยานพาหนะหลากหลายรูปแบบ ทั้งเพื่อการโดยสารและการขนส่งสิ่งของ ดังจะเห็นได้จากความพยายามเข้าซื้อธุรกิจแผนที่ Here จาก Nokia ด้วยมูลค่าสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ รวมทั้งการซื้อกิจการ deCarta ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบนำทาง OnStar

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งขึ้นก็คือศูนย์วิจัยที่ทำงานใหม่ของ McClendon นี้ ยังมีงานอีกอย่างที่บรรดาอดีตวิศวกรด้านหุ่นยนต์ของ Carnegie Mellon หลายคนถูกดึงตัวมาร่วมกันพัฒนาอยู่ด้วย ซึ่งก็คือระบบรถยนต์ไร้คนขับนั่นเอง

น่าสนใจว่า Uber จะเติบโตได้อีกขนาดไหนเมื่อมีมือดีอย่าง McClendon เข้ามาช่วยดูแลงานวิจัยให้

ที่มา - Re/code, Engadget

Tags:

Intelligent Environments เปิดตัว Emoji เพื่อทดแทนการใช้งาน PIN Code ด้วย Emoji 44 แบบ เพื่อใช้สร้างรหัสผ่านที่ให้ความปลอดภัยมากกว่าการสร้างรหัสจากเลข 0 - 9 ตอนนี้มีผู้ให้บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ตบางรายในอังกฤษแสดงความสนใจแล้ว

ระบบนี้ออกแบบมาโดยเน้นเอาใจผู้ใช้งานช่วงอายุ 15 - 25 ปี ช่วยเพิ่มความน่าใช้งานบนบริการทางการเงิน แต่ยังไม่ได้ทำการจดสิทธิบัตรและคาดว่าจะไม่สามารถทำได้

ด้านแชมป์การจำให้ความเห็นว่าพฤติกรรมของมนุษย์จะไม่ทำให้การใช้ Emoji ปลอดภัยไปกว่า PIN Code เพราะผู้คนมักขี้เกียจและจะเลือกใช้อะไรที่มันง่ายที่สุด เช่น คนส่วนใหญ่จะเลือกใช้รูป 4 รูปที่อยู่แถวบน หรือตรงมุม ขณะนี้มีบางบริษัทใช้งานรูปแบบและรูปภาพทดแทนการใช้ PIN Code แล้ว แต่การยืนยันตัวตนสองขั้นตอนยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ที่มา - BBC

Tags:
Baidu

เมื่อเดือนที่แล้ว Baidu ประกาศความสำเร็จในการขึ้นเป็นที่หนึ่งของการแข่งขันจดจำภาพและจำแนกภาพ ImageNet เหนือกว่าไมโครซอฟท์และกูเกิล แต่เมื่อวานนี้ทาง ImageNet ก็ออกมาประกาศว่าผลของ Baidu ถูกถอนออกไป เพราะทีมงานของ Baidu ส่งผลเข้าไปอย่างต่อเนื่องขัดต่อกติกาที่ระบุให้ส่งผลได้ไม่เกินสองครั้งต่อสัปดาห์

ทีมงาน Image Net โพสข้อมูลแสดงจำนวนครั้งที่โพสโดยระบุว่าทีมงานของ Baidu สร้างบัญชีผู้ใช้อย่างน้อย 30 บัญชี และทดสอบกับข้อมูลทดสอบอย่างน้อย 200 ครั้ง เฉพาะสัปดาห์สุดท้ายมีการทดสอบถึง 40 ครั้งภายในช่วงเวลา 5วัน

ทีมงาน Image Net ได้แจ้งเรื่องนี้ต่อไปยัง arXiv ที่ตีพิมพ์บทความ พร้อมกับติดต่อผู้เขียนบทความ โดยระบุว่าผลวิจัยจากกลุ่มของ Baidu จะไม่ได้รับการจัดอันดับอีก 12 เดือน เพราะการทดสอบแต่ละครั้งมีภาพทดสอบที่ซ้ำกันอยู่

Ren Wu หัวหน้าทีมวิจัยแถลงขอโทษต่อชุมชนวิจัยและระบุว่าเป็นความผิดพลาด พร้อมกับยืนยันว่าทีมงานสนับสนุนการวิจัยอย่างยุติธรรมและโปร่งใส

ทาง Baidu ลบข่าวประกาศ และตัว Andrew Ng นักวิจัยของ Baidu ก็ลบโพสใน Google+ ของตัวเองออกไปแล้ว

ที่มา - ImageNet, BBC

Tags:
Facebook

หลังจากที่ทีมนักวิจัยของ Facebook เผยแพร่งานวิจัยที่ระบุว่าอัลกอริทึมของ News Feed ไม่มีผลมากเท่ากับตัวของผู้ใช้เอง นักวิชาการด้านอินเทอร์เน็ตศึกษา (Internet Studies) อย่าง Zeynep Tufekci ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ School of Information and Library Science และสอนด้านสังคมวิทยาที่ University of North Carolina, Chapel Hill ออกมาระบุว่างานวิจัยดังกล่าวไม่สะท้อนความเป็นจริง โดยเธอชี้ให้เห็นว่าอัลกอริทึมของ News Feed มีผลต่อการรับรู้ข้อมูลของผู้ใช้ด้วย

Tufekci เริ่มต้นด้วยการระบุความผิดพลาดในเชิงวิธีวิทยาของการวิจัย โดยชี้ให้เห็นถึงการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเพียง 4% ของกลุ่มตัวอย่างที่จะเป็นไปได้ทั้งหมด รวมไปถึงการเปรียบเทียบที่ผิดพลาดระหว่างตัวเลือกของผู้ใช้กับการมีบทบาทของอัลกอริทึมในการเลือกข้อมูล และการที่ข้อมูลบางชุดออกมาขัดกับข้อสรุปของนักวิจัยเอง (ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่ระบุว่าตัวเองเป็นเสรีนิยม อัลกอริทึมจะมีผลในการจำกัดความหลากหลายของข้อมูลมากกว่ากลุ่มที่เป็นอนุรักษ์นิยม)

นอกจากปัญหาในเชิงการวิจัยแล้ว Tufekci ยังระบุเพิ่มเติมว่าสิ่งที่งานวิจัยนี้ยังขาดคือการไม่ศึกษาปรากฏการณ์ที่อยู่นอก Facebook เพิ่มเติม โดยชี้ให้เห็นว่าอัลกอริทึมของ News Feed จริงๆ แล้วก็มีส่วนในการทำให้ข้อมูลบางอย่างปรากฏและไม่ปรากฏแก่ผู้ใช้ ซึ่งทำให้ตัว News Feed ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดข้อมูล (gatekeeper) ที่สามารถเลือกว่าจะแสดงหรือไม่แสดงข้อมูลใดก็ตาม อันเป็นการควบคุมในระดับหนึ่ง (a modest suppressor) นั่นเอง

ที่มา - The Message

Tags:
Facebook

หลายครั้งที่เราอาจจะคิดว่าอัลกอริทึมเบื้องหลังของ News Feed บน Facebook ทำให้เราเลือกที่จะรับข่าวสารภายในเครือข่ายสังคม (social network) ของตัวเองมากกว่าที่จะเป็นตัวเราเลือก แต่บทความวิชาการล่าสุดที่ตีพิมพ์โดยนักวิจัยของ Facebook ในวารสารวิชาการ Science กลับระบุว่าแท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวอัลกอริทึมแต่อย่างใด หากแต่เป็นที่ตัวผู้ใช้เองที่เลือกรับข้อมูล

นักวิจัยของ Facebook เริ่มต้นจากการอ้างถึงงานวิจัยก่อนหน้าว่าข้อมูลที่เรามักจะได้มา จะมาจากสายสัมพันธ์แบบอ่อน (weak ties เป็นคำอธิบายทฤษฎีทางสังคมของ Granovetter นักสังคมวิทยา ที่ระบุว่าคนที่เรารู้จักไม่มากหรือไม่สนิทมาก กลับมีอิทธิพลกับเรามากกว่าที่คิด) รวมถึงงานวิจัยที่ระบุว่าเรามักจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่เราคิดต่างกันมากกว่า จากนั้นจึงเอาข้อมูลเชิงประจักษ์มาทำการวิจัย (ในที่นี้คือด้านการเมืองของสหรัฐฯ บน Facebook ช่วงกรกฎาคมปีที่แล้ว ถึงมกราคมปีนี้) ซึ่งก็พบว่าอันที่จริงแล้วเรามักจะเลือกรับข่าวสารจากเครือข่ายสังคม มากกว่าที่จะเป็นตัวอัลกอริทึมเลือกให้นั่นเอง

ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าว ยังโต้ตอบกับทฤษฎีทางสังคมที่ระบุว่าคนที่คิดเหมือนกันมักจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มเดียวกัน (เช่น Aristotle, Max Weber) ที่เรียกว่า "homophily" โดยชี้ให้เห็นว่าจากข้อมูลในงานวิจัย ระบุชัดเจนว่าคนในเครือข่ายสังคมมักจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่คิดต่างไปจากตัวเองด้วย ใครสนใจสามารถไปอ่านฉบับย่อได้จากที่มา หรือฉบับเต็มได้ที่นี่ครับ

ที่มา - Facebook Research

Tags:
Baidu

การแข่งขันระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถจดจำและจำแนกประเภทของภาพได้อย่างแม่นยำในปีนี้แข่งขันกันอย่างดุเดือด โดย ไป่ตู้, ไมโคซอฟท์, และกูเกิลล้วนตีพิมพ์ผลสำเร็จใหม่ออกมาห่างกันไม่กี่เดืือน ล่าสุดเดือนนี้ไป่ตู้ก็ตีพิมพ์ผลงานล่าสุดมีความแม่นยำสูงกว่าคู่แข่งทั้งหมดแล้ว โดยมีความผิดพลาดเพียง 4.58% เทียบกับมนุษย์ทั่วไปที่จำแนกภาพได้ความผิดพลาด 5.1% และผลที่ดีที่สุดของกูเกิลก่อนหน้านี้อยู่ที่ 4.82%

ทีมวิจัยของไป่ตู้นำทีมโดย Ren Wu อดีตหัวหน้าวิศวกรซอฟต์แวร์ของเอเอ็มดีผู้ที่รับผิดชอบโครงการ Heterogeneous System Architecture (HSA) เขาฝึกโครงข่ายประสาทเทียมด้วยการแปลงภาพที่ใช้ฝึกโครงข่ายเป็นภาพจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้คอมพิวเตอร์ Minwa ของไป่ตู้ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการวิจัย deep learning โดยเฉพาะ

งานวิจัย "Deep Image: Scaling up Image Recognition" นำเสนอที่งาน Embedded Vision Summit เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ที่มา - Baidu, Wall Street Journal, +Andrew Ng

Tags:
Baidu

การแข่งขันระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถจดจำและจำแนกประเภทของภาพได้อย่างแม่นยำในปีนี้แข่งขันกันอย่างดุเดือด โดย ไป่ตู้, ไมโครซอฟท์, และกูเกิลล้วนตีพิมพ์ผลสำเร็จใหม่ออกมาห่างกันไม่กี่เดือน ล่าสุดเดือนนี้ไป่ตู้ก็ตีพิมพ์ผลงานล่าสุดมีความแม่นยำสูงกว่าคู่แข่งทั้งหมดแล้ว โดยมีความผิดพลาดเพียง 4.58% เทียบกับมนุษย์ทั่วไปที่จำแนกภาพได้ความผิดพลาด 5.1% และผลที่ดีที่สุดของกูเกิลก่อนหน้านี้อยู่ที่ 4.82%

ทีมวิจัยของไป่ตู้นำทีมโดย Ren Wu อดีตหัวหน้าวิศวกรซอฟต์แวร์ของเอเอ็มดีผู้ที่รับผิดชอบโครงการ Heterogeneous System Architecture (HSA) เขาฝึกโครงข่ายประสาทเทียมด้วยการแปลงภาพที่ใช้ฝึกโครงข่ายเป็นภาพจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้คอมพิวเตอร์ Minwa ของไป่ตู้ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการวิจัย deep learning โดยเฉพาะ

งานวิจัย "Deep Image: Scaling up Image Recognition" นำเสนอที่งาน Embedded Vision Summit เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ที่มา - Baidu, Wall Street Journal, +Andrew Ng