Tags:
Microsoft

Microsoft Research โชว์ตัวโครงการใหม่ของทีมวิจัยในชื่อ MobileFusion ที่เปลี่ยนอุปกรณ์พกพาที่มีกล้องให้กลายเป็นเครื่องสแกนสามมิติสำหรับนำไปใช้กับเครื่องพิมพ์สามมิติได้ทันที

กระบวนการทำงานของ MobileFusion เริ่มด้วยการจำลองกล้องของอุปกรณ์พกพาให้ทำงานได้เหมือนเครื่องสแกนสามมิติ โดยการถ่ายภาพต่อเนื่อง แล้วนำมาประกอบกัน ทีเด็ดของระบบนี้อยู่ตรงที่ไม่ต้องต่ออุปกรณ์เสริมเพื่อให้ใช้งานได้ และไม่ต้องการอินเทอร์เน็ตในระหว่างใช้งานอีกด้วย

ทีมวิจัยเคลมว่าโมเดลสามมิติจาก MobileFusion ความละเอียดสูงพอจะนำไปใช้พิมพ์สามมิติได้สบายๆ และมีแผนจะทำให้ใช้งานได้กับอุปกรณ์พกพาจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น Windows Phone, Android หรือ iOS ในอนาคตอีกด้วย

เปเปอร์ตัวเต็มอ่านได้ที่นี่

ที่มา - Inside Microsoft Research

Tags:
MIT

ทีมวิจัยจาก MIT เตรียมนำเสนอระบบไฟล์ที่ทนทานต่อความเสียหายหากคอมพิวเตอร์แครชไปในเวลาใดๆ ก็ตามระหว่างการเขียนไฟล์

ก่อนหน้านี้ระบบไฟล์มีการออกแบบเพื่อให้ทนทานต่อการแครชของคอมพิวเตอร์ ที่อาจจะหยุดทำงานไปบางเวลา หรืออาจจะไฟดับไปกลางคัน ทีมงานระบุว่าการออกแบบก่อนหน้านี้อาจจะทนทานต่อการแครชในเวลาใดๆ แต่ไม่เคยมีใครพิสูจน์จริงๆ ว่าหากมีการแครชระหว่างการทำงานช่วงที่ไม่คาดคิด จะมีบางช่วงที่ระบบไฟล์เสียหายได้หรือไม่

ทีมวิจัยอิมพลีเมนต์ระบบไฟล์นี้บนภาษา Coq ที่ใช้สำหรับการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ โดยต้องนิยามบิตและดิสก์ขึ้นมา และนิยามความสัมพันธ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากระบบแครชไประหว่างการทำงาน จากนั้นจึงสร้างระบบไฟล์ที่พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ว่าทนทานต่อการแครชในทุกช่วงเวลาทำงาน

งานวิจัยนี้จะนำเสนอในงาน ACM Symposium on Operating Systems Principles เดือนตุลาคมนี้

ที่มา - MIT

Tags:
MIT

วงการเครื่องพิมพ์สามมิติกำลังจะก้าวไปอีกขั้นแล้ว หลังจากทีมวิจัยของ MIT เพิ่งปล่อยผลงานวิจัยตัวใหม่ ว่าด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติที่รองรับการพิมพ์หลากหลายวัสดุในชื่อ MultiFab

เจ้าเครื่องพิมพ์สามมิติ MultiFab ที่ว่านี้เป็นผลงานของศูนย์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (CSAIL) ซึ่งรองรับการพิมพ์สามมิติหลากหลายวัสดุ มากถึง 10 ชนิดในเวลาเดียวกัน (เทียบกับเครื่องพิมพ์ในท้องตลาดที่ทำได้ราว 4 ชนิด) ยังพิมพ์ด้วยความละเอียดถึง 13 ไมครอน และใช้พิมพ์วัสดุได้หลากหลายตั้งแต่พลาสติก แก้ว หรือแม้กระทั่งแผ่นวงจรพิมพ์ และสายไฟ จึงสามารถใช้พิมพ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่แต่เดิมต้องพิมพ์แยกชิ้นมาประกอบภายหลัง เป็นการพิมพ์ครั้งเดียวได้เลย

นอกจากจะใช้พิมพ์ใหม่หมดได้แล้ว เครื่องพิมพ์สามมิติตัวนี้ยังมาพร้อมกับที่สแกนสามมิติในตัว สำหรับใช้พิมพ์สามมิติบนวัตถุที่มีอยู่แล้ว เช่นพิมพ์ลายลงบนสมาร์ทโฟน หรือพิมพ์เลนส์ลงบนหลอดไฟ LED เป็นต้น

สำคัญกว่านั้นคือเจ้า MultiFab แม้ว่าจะรองรับการใช้งานระดับเดียวกับเครื่องพิมพ์สามมิติระดับล้านเหรียญ แต่ทีมนักวิจัยสามารถกดราคาค่าพัฒนาเจ้าเครื่องนี้ในระดับที่ต่ำกว่า 10,000 เหรียญ หรือประมาณ 360,000 บาทเท่านั้น ซึ่งตรงนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนของวงการพิมพ์สามมิติเลยก็ว่าได้ หากมีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย

ที่มา - 3DPrint

Tags:
Android

ที่งาน PasswordCon เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Marte Løge นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์นอร์เวย์นำเสนอการศึกษาการตั้งรูปวาดล็อกหน้าจอแอนดรอยด์ (Android Lock Pattern - ALP) จากผู้ใช้จำนวน 3,400 คน แสดงให้เห็นว่าในโลกความเป็นจริง ALP มีความปลอดภัยไม่สูงนัก แม้โดยตัวรหัสแล้วจะมีความเป็นไปได้ถึง 389,112 รูปแบบก็ตาม

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าคนส่วนมากมักตั้ง ALP ไว้เพียงสี่จุดซึ่งเป็นจำนวนจุดน้อยที่สุดที่แอนดรอยด์ยอมรับ และมีรูปแบบที่วิเคราะห์ได้ง่าย

รหัสผ่าน ALP ถึง 10% มักจะตั้งเป็นรูปตัวอักษรซึ่งมีความเป็นไปได้เพียงประมาณ 100 รูปแบบเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น ตัวอักษรที่เลือกก็มักจะเป็นชื่อย่อของบุคคลที่สนิท เช่น ตัวเอง, ลูก, คู่รัก, หรือบุคคลใกล้ชิด รูปแบบเหล่านี้ไม่ต่างจากการตั้งรหัสผ่านปกติ หากโจรขโมยโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ไปได้ ก็อาจจะปลดล็อกด้วยการเดารหัสผ่านเพียงไม่กี่สิบครั้งเท่านั้น

นอกจากนั้นรหัสผ่านอื่นๆ มักจะมีรูปแบบที่วิเคราะห์ได้ง่าย เช่น รหัสผ่าน 44% จะเริ่มจากมุมซ้ายบน ขณะที่ 77% จะเริ่มจากมุมใดมุมหนึ่ง

บทคัดย่อของงานวิจัยเตือนว่าการตั้งรหัสล็อกหน้าจอเป็นตัว L ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยเครื่องได้ แม้จะเข้ารหัสเครื่องไว้ก็ตามที

ที่มา - PasswordCon, ArsTechnica

Tags:
MIT

ทีมวิจัย Mediated Matter จาก MIT ได้ปรับปรุงเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติ จนสามารถสร้างงานพิมพ์โดยใช้แก้วเป็นวัสดุได้สำเร็จ พร้อมตั้งชื่อเทคนิคการพิมพ์นี้ว่า G3DP (Glass 3D Printing)

การพิมพ์ G3DP นี้จะใช้เนื้อแก้วที่ผ่านการหลอมละลายด้วยเตาเผามาก่อนแล้ว เติมลงสู่ถังพักของเครื่องพิมพ์ที่ออกแบบมาพิเศษทำจากเซรามิกฝังขดลวดทำความร้อนไว้ข้างใน เพื่อเลี้ยงเนื้อแก้วให้คงอุณหภูมิไว้ในช่วง 480 - 515 องศาเซลเซียส ส่วนหัวพิมพ์ซึ่งทำจากเซรามิกฝังขดลวดทำความร้อนไว้ข้างในเช่นกัน จะทำหน้าที่ฉีดขึ้นรูปชิ้นงานบนแท่นวางชิ้นงานที่อยู่บริเวณด้านล่างใต้หัวฉีด

การพิมพ์ G3DP สามารถปรับขนาดของเส้นแก้วที่ถูกฉีดผ่านออกมาทางหัวพิมพ์ได้ ซึ่งเป็นปัจจัยในการควบคุมความหนาของชิ้นงาน ส่งผลให้สามารถออกแบบให้ชิ้นงานมีคุณสมบัติความโปร่งใส รวมทั้งการสะท้อนและการหักเหของแสงผ่านชิ้นงานที่แตกต่างกันได้ด้วย นอกจากนี้ในการพิมพ์ยังสามารถผสมสีลงในเนื้อแก้วที่อยู่ในถังพัก ทำให้ได้ผลงานพิมพ์เป็นเนื้อแก้วแบบมีสีสันได้ด้วย

ผลงานวิจัยนี้ไม่เพียงแต่ให้ผลลัพธ์เป็นเครื่องแก้วเพื่อชื่นชมความสวยงามเท่านั้น ในทางเทคนิคแล้ว มันสามารถต่อยอดไปเพื่อพัฒนาการออกแบบเส้นใยแก้วนำแสงแบบใหม่ได้ในอนาคต และอาจเพิ่มทางเลือกในการติดตั้งใยแก้วนำแสงเข้าในชิ้นส่วนโครงสร้างอาคารได้โดยตรงด้วย

ผู้ที่สนใจอ่านเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ สามารถศึกษาได้จากที่นี่

ที่มา - SlashGear

Tags:

ยังคงมีความพยายามสร้างนวัตกรรมแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ และล่าสุดเป็นคิวของ StoreDot บริษัทหน้าใหม่สัญชาติอิสราเอล ที่เพิ่งมาโชว์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนโฉมใหม่ที่สามารถชาร์จจนเต็มได้ภายในไม่กี่นาที

StoreDot ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2012 โดยทีมนักวิจัย และนักศึกษาปริญญาเอกกว่า 50 คน โดยวิธีการแก้ไขปัญหาแบตเตอรี่แบบฉบับจะต่างจากของเจ้าอื่นๆ ตรงที่ไม่ได้เน้นหาวิธีการมาใช้กับแบตเตอรี่แบบเดิม แต่เป็นความพยายามในการใช้เทคโนโลยีระดับนาโนเพื่อสร้างแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนรูปแบบใหม่ให้มีความต้านทานภายในต่ำที่สุดร่วมกับอิเล็กโทรดที่บางถึงขั้นเกือบโปร่งแสง ทำให้พลังงานสามารถส่งไปยังแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็ว

จากการทดลองที่ล้ำสมัยทำให้ StoreDot ได้รับเงินลงทุนรอบล่าสุดกว่า 66 ล้านเหรียญ โดยหนึ่งในนั้นมีผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อย่างซัมซุงเข้ามามีเอี่ยวด้วย โดยตอนนี้ทาง StoreDot ได้เริ่มทดสอบใช้งานเทคโนโลยีนี้กับแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนแล้ว และมีแผนจะขยับไปสู่แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าต่อไป

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีของ StoreDot ยังถือว่าอยู่ในระดับห้องทดลองเท่านั้น อาจจะได้เห็นในสมาร์ทโฟนอย่างเร็วสุดปีหน้า แต่กับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่าอาจต้องรออย่างน้อยห้าปีเลยทีเดียว

ที่มา - Fortune

Tags:

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Swiss Federal Institute of Technology แห่งเมือง Zurich ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้พัฒนาแนวทางของระบบยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอนแบบใหม่ ที่อาศัยการตรวจสอบเสียงสภาพแวดล้อมของผู้ใช้มาช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบยืนยันตัวตน

ตัวอย่างการใช้ระบบของงานวิจัยนี้ เป็นต้นว่าเมื่อผู้ใช้ต้องการเข้าใช้งานแอพตัวหนึ่งบนพีซี โดยส่วนมากระบบการยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน อาจมีการส่งรหัสยืนยันผ่านทาง SMS หรืออีเมล โปรแกรมหรือแอพบางตัวอาจใช้การยืนยันด้วยเสียงพูดซึ่งผู้ใช้ต้องออกเสียงพูดใส่ไมโครโฟน (ล้ำกว่านั้นก็อาจมียืนยันด้วยข้อมูลเชิงชีวภาพเช่นลายนิ้วมือ เป็นต้น) ซึ่งขั้นตอนกระบวนการเหล่านี้ แม้จะไม่ได้ยุ่งยากมาก แต่ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ถ้าหากจะมีทางลดกระบวนการที่จะต้องขยับตัวหรือคลิกโน่นคลิกนี่แล้วรอการโหลดก็ถือว่าดีทั้งนั้น ซึ่งเจ้างานวิจัยจากสวิตเซอร์แลนด์นี้สามารถตอบโจทย์นี้ได้

เทคนิคที่ใช้คือเมื่อผู้ใช้ต้องการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งานโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ ตัวโปรแกรมจะทำการเปิดไมโครโฟนของสมาร์ทโฟน (ที่มีการติดตั้งแอพดังกล่าวผูกกับบัญชีใช้งานไว้อยู่ก่อนแล้ว) รวมทั้งเปิดไมโครโฟนของคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้กำลังจะเข้าใช้งานโปรแกรมนั้นพร้อมกัน

จากนั้นระบบโปรแกรมจะเปรียบเทียบเสียงของบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่อุปกรณ์ทั้ง 2 อย่างสามารถรับได้ ซึ่งหากเทียบได้ว่าเสียงบรรยากาศแวดล้อมคือเสียงเดียวกัน ก็จะทำให้โปรแกรมเข้าใจได้ว่าผู้ใช้ที่พกสมาร์ทโฟน(เครื่องที่ผูกบัญชีไว้กับโปรแกรมนั้น) เป็นคนเดียวกันกับผู้ที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และรอเข้าใช้งานโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์นั่นเอง

ที่มา - Wired

Tags:
MIT

งานวิจัยของ MIT ที่ได้รับความร่วมมือจาก Google อาจกลายเป็นหนึ่งฟีเจอร์สำคัญของกล้องและสมาร์ทโฟนในอนาคต ด้วยการใช้อัลกอริทึมของงานวิจัยนี้ ทำให้การถ่ายภาพหน้ารั้วตาข่าย หรือถ่ายวิวนอกห้องผ่านกระจกหน้าต่าง จะได้ภาพชัดที่ไม่ถูกบดบังด้วยภาพของรั้วหรือเงาสะท้อนในกระจกอีกต่อไป

เทคนิคที่ใช้ก็คือ ใช้การถ่ายภาพวิดีโอสั้นๆ โดยการขยับกล้องไปมา จากนั้นซอฟต์แวร์จะดึงภาพจากวิดีโอมาบางเฟรมมาทำการเปรียบเทียบกันแล้วหาว่าสิ่งใดคือภาพที่ต้องการถ่าย และสิ่งใดคือภาพวัตถุกีดขวาง (ซึ่งในที่นี้หมายถึงภาพเงาสะท้อนในกระจกหรือภาพของรั้วเหล็กที่ขวางอยู่ด้านหน้าของกล้อง) โดยจำแนกจากระยะในการเคลื่อนของวัตถุในภาพเทียบกันแต่ละเฟรม ตัวอย่างเช่นภาพที่ถ่ายผ่านรั้วตาข่ายนั้น เมื่อมีการขยับกล้องไปมา ภาพของตาข่ายในแต่ละเฟรมนั้นจะมีการเคลื่อนตำแหน่งจากเดิมมาก ในขณะที่ภาพวัตถุที่เป็นจุดสนใจของภาพจริงๆ ซึ่งอยู่ในระยะห่างออกไปจากกล้อง จะมีตำแหน่งในภาพแต่ละเฟรมต่างกันไม่มาก

Tags:
Microsoft

กระบวนการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัส TLS ที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อเข้ารหัสบนอินเทอร์เน็ตอย่างหลากหลายมีกระบวนการสำคัญคือการแลกกุญแจ (key exchange) ที่ทุกวันนี้มักอิงกับอัลกอรืทึม RSA เป็นหลัก แต่ RSA นั้นหากสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ขนาดใหญ่พอได้สำเร็จก็จะถอดรหัสได้ในเวลาอันรวดเร็ว ตอนนี้กลุ่มวิจัยสถาปัตยกรรรมควอนตัม (Quantum Architectures and Computation Group - QuArC) ของไมโครซอฟท์ก็ออกมาเสนอกระบวนการแลกกุญแจที่จะทนทานต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัม

กระบวนการแลกกุญแจนี้เป็นอัลกอริทึมที่สร้างมาจากปัญหา ring learning with errors (R-LWE) โดยทีมวิจัยได้แสดงกระบวนการพิสูจน์ความปลอดภัยเอาไว้ และออกแบบกระบวนการเข้ารหัสให้มีความปลอดภัยเทียบเท่ากับการเข้ารหัส 128 บิต

ส่วนท้ายของงานวิจัยไมโครซอฟท์ได้อิมพลีเมนต์กระบวนการเข้ารหัส RLWE-ECDSA-AES128-GCM-SHA256 และแสดงให้เห็นว่ากระบวนการแลกกุญแจนี้มีขนาดใหญ่กว่าการแลกกุญแจแบบ Elliptic Curve เพียง 8KB และปริมาณการเชื่อมต่อที่รองรับได้ก็ลดลงไป 21% เท่านั้น

แม้ว่าตอนนี้พัฒนาการของคอมพิวเตอร์ควอนตัมยังไม่มากนัก แต่ Ari Juels จากมหาวิทยาลัย Cornell ก็เห็นด้วยว่าควรพัฒนากระบวนการเข้ารหัสไว้รองรับกันได้แล้ว

ที่มา - MIT Technology Review, Microsoft Research

Tags:
Tor

นักวิจัยด้านความปลอดภัย ได้เสนอปรับปรุงเทคนิคการโจมตีเปิดเผยตัวตนผู้ใช้ด้วยข้อมูลจังหวะการพิมพ์ ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการปิดบังตัวตน เช่น ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน Tor มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถปิดบังตัวตนได้สำเร็จ

โดยเทคนิคดั้งเดิมนั้น จะอาศัยข้อมูลระยะเวลาระหว่างการกดตัวอักษรใดๆ บนแป้นคีย์บอร์ด มาสร้างเป็นโปรไฟล์ของผู้ใช้หนึ่งๆ หลังผ่านช่วงการฝึกป้อนข้อมูลตัวอย่างเพื่อสร้างโปรไฟล์แล้ว เว็บไซต์ที่มีข้อมูลโปรไฟล์ดังกล่าว จะสามารถแยกแยะได้ว่าการใช้งานเกิดจากผู้ใช้ตัวจริงหรือไม่ เพราะจังหวะการพิมพ์นั้นถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล

ในด้านของการโจมตีนั้น คุณ Runa Sandvik อดีตนักพัฒนา Tor แสดงความกังวลว่า หากเว็บไซต์ใหญ่ๆ หันมาทำโปรไฟล์ผู้ใช้เช่นนี้ อาจทำให้สามารถวิเคราะห์เชื่อมโยงตัวตนของบุคคลที่มีหลายบัญชีได้ และยังสามารถเชื่อมโยงตัวตนระหว่างเว็บไซต์ได้หากภาครัฐเข้ามาควบคุมข้อมูลดังกล่าว

ส่วนใครที่ไม่สบายใจกับแนวคิดการโดนโจมตีเช่นนี้ ตอนนี้สามารถติดตั้งส่วนเสริมสำหรับ Google Chrome ที่ช่วยหน่วงเวลาการส่งตัวอักษรแต่ละตัวไปยังเว็บไซต์ได้ครับ

ที่มา: Ars Technica

Tags:
Google

ที่งานประชุมวิชาการ Symposium On Usable Privacy and Security ปีนี้ ทีมวิจัยของกูเกิลได้สำรวจความแตกต่างระหว่างผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยและผู้ใช้ทั่วไปว่ามีแนวทางการป้องกันตัวเองต่างกันอย่างไรบ้าง

แบบสำรวจส่งให้กับผู้เชี่ยวชาญผ่านเว็บบล็อคของกูเกิล และชักชวนออนไลน์ โดยต้องทำงานเกี่ยวกับความปลอดภัยคอมพิวเตอร์มาอย่างน้อยห้าปี เทียบกับแบบสำรวจผ่านจากผู้ใช้ Amazon Mechanical Turk ที่ความน่าเชื่อถือสูง (ผ่านงานมาอย่างน้อย 500 งาน และได้มี approval rate 95% ขึ้นไป) คำถามหลักของแบบสำรวจคือ ให้บอกรายการ 3 สิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อความปลอดภัยออนไลน์

แบบสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากให้ความสำคัญกับการอัพเดตซอฟต์แวร์เป็นอย่างมาก ขณะที่ผู้ใช้ทั่วไปแทบไม่ให้ความสำคัญเลย ขณะที่ผู้ใช้โดยทั่วไปกลับพึ่งพิงกับซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส

ห้าอันดับแรกของความปลอดภัยออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ อัพเดตซอฟต์แวร์, ใช้รหัสผ่านไม่ซ้ำกัน, ใช้การยืนยันตัวตนด้วยสองขั้นตอน, ใช้รหัสผ่านที่แข็งแกร่ง, และใช้ซอฟต์แวร์จัดการรหัสผ่าน

ห้าอันดับแรกของผู้ใช้ทั่วไปกลับต่างออกไป ได้แก่ ใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส, ใช้รหัสผ่านที่แข็งแกร่ง, เข้าเว็บเฉพาะเว็บที่รู้จัก, เปลี่ยนรหัสผ่านสม่ำเสมอ, และไม่แชร์ข้อมูลให้คนอื่น

ที่มา - Comparing Expert and Non-Expert Security Practices (PDF)

Tags:
Apple Watch

แม้ว่าแอปเปิลจะไม่เปิดเผยยอดขายของ Apple Watch ให้โลกได้รับรู้ แต่ก็มีความพยายามจะวัดความนิยมของเจ้าสมาร์ทโฟนตัวแรกจากแอปเปิลอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทวิจัยด้านอุปกรณ์ไอทีสวมใส่ Wristly ออกมาเปิดผลการศึกษาเกี่ยวกับความนิยมของ Apple Watch ว่าทำผลงานได้ดีแค่ไหน

Wristly อ้างข้อมูลจากผู้ตอบโพลล์ราว 1,000 คน ระบุว่าเกือบทั้งหมด (97%) พอใจกับการใช้งาน Apple Watch โดยกว่า 2 ใน 3 พึงพอใจมาก และเมื่อดูจากพื้นเพของผู้ตอบโพลล์ทั้งสามส่วนอย่าง ผู้ใช้ทั่วไป (non-IT) ผู้คนในวงการไอที และนักพัฒนา ดูเหมือนว่าผู้ใช้ทั่วไปจะพึงพอใจกับ Apple Watch อย่างมากถึง 73% กลับกันฝั่งนักพัฒนาที่พึงพอใจ Apple Watch มากกลับเหลือไม่ถึงครึ่ง

นอกจากนี้ในโพลล์ยังพูดถึงส่วนที่ทำให้ผู้ใช้พึงพอใจ Apple Watch ซึ่งส่วนมากระบุว่าเป็นเรื่องการออกแบบ คุณภาพการผลิต และการใช้งานที่ง่ายดาย โดยมีผู้ใช้ราว 1 ใน 4 ที่บอกว่าพึงพอใจกับแบตเตอรี่ของ Apple Watch และเรื่องที่ถูกติงมากที่สุดคือการซัพพอร์ตจากแอปเปิล และประสิทธิภาพโดยรวมนั่นเอง

ที่น่าสนใจคือจำนวนผู้ใช้ที่พึงพอใจกับ Apple Watch รุ่นแรก นั้นมากกว่า iPhone และ iPad รุ่นแรกอยู่พอสมควรครับ

ที่มา - Wristly

Tags:

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Rice นำเสนอกราฟีนขาวหรือโบรอนไนไตรด์โครงสร้างพันธะแบบ 3 มิติ ช่วยให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงานได้นานขึ้น เพราะการถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่าซิลิกอน

กราฟีนเป็นสสารที่รวมกันด้วยพันธะชั้นเดียวหรือ 2 มิติในรูปแบบ 6 หกเหลี่ยมคล้ายผึ้งต่อกันไปเรื่อยๆ ซึ่งความแข็งแรงขึ้นอยู่กับรูปแบบโครงสร้างของอะตอมที่จับตัวกันอยู่ และมีคุณสมบัติไม่นำไฟฟ้า ส่วนกราฟีนขาวมีคุณสมบัตินำไฟฟ้าอย่างยิ่งยวด ซึ่งสามารถนำความร้อนที่ดีกว่า และทำให้สามารถออกแบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ซับซ้อนขึ้นโดยคำนึกถึงเรื่องการระบายความร้อนน้อยลง

การถ่ายเทความร้อนโดยทั่วไปจะถ่ายเทได้ดีในลักษณะแนวระนาบของวัตถุ แต่กราฟีนขาวสามารถถ่ายเทความร้อนได้ดีเมื่อซ้อนเป็นกันชั้นๆ ได้เช่นกัน และระบบการจัดการความร้อน 3 มิติ (3D thermal-management system) อาจเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาสวิตช์อุณหภูมิ (thermal switches หรือ thermal rectifiers) อีกด้วย

กราฟีนถูกตั้งความหวังให้เป็นสสารที่จะมาใช้แทนซิลิกอนระยะหนึ่งแล้วด้วยคุณสมบัติที่ดีกว่า และกราฟีนขาวนี้จะช่วยให้เทคโนโลยีการระบายความร้อนพัฒนาควบคู่กันไปด้วย

ที่มา – Fortune

Tags:

นักวิจัยจาก Duke University Medical Center ในประเทศสหรัฐอเมริกาทำงานวิจัย "Brainet" เชื่อมต่อสมองสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคิดประมวลผลได้จริง โดยมีการทดสอบกับสัตว์ 2 ประเภท คือ ลิงแม็กแคก และ หนู

ในขั้นต้นทีมวิจัยใช้ลิงแม็กแคก 3 ตัว มาเชื่อมต่อสมองเข้าด้วยกัน และพบว่าพวกมันสามารถช่วยกันใช้พลังสมองควบคุมแขนกลเสมือนในหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ตามความต้องการของพวกมัน โดยสมองของลิงแต่ละตัวจะพยายามควบคุมการเคลื่อนที่ของแขนในระนาบ 2 มิติของตนเอง (ลิงตัวแรกควบคุมการเคลื่อนที่ในระนาบ X-Y, ตัวที่ 2 ควบคุมแขนในระนาบ Y-Z และตัวสุดท้ายควบคุมการเคลื่อนที่ในระนาบ X-Z) เมื่อนำเอาสัญญาณที่ได้จากสมองของลิงทั้ง 3 ตัวมาประมวลร่วมกัน ก็จะสามารถขับเคลื่อนแขนกลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้วง 3 มิติได้สำเร็จ โดยแม้ในบางขณะลิงตัวใดตัวหนึ่งจะถูกดึงความสนใจจากหน้าจอไป สมองของลิงตัวอื่นยังคงทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปควบคุมการเคลื่อนที่ของแขนกลบนหน้าจอได้

หลังจากนั้นทีมวิจัยได้ต่อยอดงานค้นคว้าด้วยการทดลองกับหนู โดยใช้วิธีฝังขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กจิ๋วลงไปโดยตรงที่เปลือกสมองของหนู 4 ตัว แล้วเชื่อมต่อสมองหนูเหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเครือข่ายสมองเพื่อการคิดคำนวณ หนูเหล่านั้นจะแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อช่วยกัน "คิด" แก้โจทย์ไปพร้อมกัน ซึ่งผลการทดสอบพบว่าพลังสมองของหนู 4 ตัวสามารถทำการคิดเชิงคำนวณ อาทิ การประมวลภาพ, การเก็บข้อมูลและเรียกใช้ข้อมูลนั้น หรือ การคาดการณ์ผลลัพธ์ล่วงหน้า โดยทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือกว่าการทดสอบหนูแบบแยกเป็นรายตัวอย่างชัดเจน

งานค้นคว้านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการหยั่งถึงพลังสมองของสิ่งมีชีวิต ซึ่งถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างขึ้นมาอย่างทรงพลัง

ที่มา - Engadget, Ubergizmo

Tags:
MIT

Software rot คือเหตุการณ์อันเนื่องมาจากโปรแกรมที่ถูกพัฒนามาให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ระบบปฏิบัติการ หรือฮาร์ดแวร์ที่ออกมาในช่วงนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ระบบปฏิบัติการหรือฮาร์ดแวร์มีการพัฒนาและปรับปรุงใหม่ ทำให้โปรแกรมเดิมมีปัญหาเพราะไม่เข้ากันกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ ส่งผลให้โปรแกรมนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

นักพัฒนาต้องเลี่ยงเหตุการณ์นี้ด้วยการหมั่นทดสอบและอัพเดตซอฟต์แวร์ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นงานที่กินระยะเวลา MIT ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford, Adobe และ Google จึงได้วิจัยซอฟต์แวร์ชื่อว่า Helium เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานเหล่านี้แทน

Tags:

ใครที่ใช้สมาร์ทโฟนนานๆ น่าจะคุ้นเคยกับการที่เครื่องช้าลง ไม่ฉับไวเหมือนแต่ก่อน แม้ว่าจะล้างเครื่องใหม่ก็ไม่เห็นผลต่างกัน อันเนื่องมาจากชิปหน่วยความจำจะเสื่อมประสิทธิภาพลงตามระยะเวลาการใช้งาน ซึ่งตอนนี้มีทีมวิจัยจากเกาหลีใต้ออกมาโชว์วิธีที่จะช่วยเยียวยาเรื่องนี้แล้ว

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮันยาง ได้ออกมาโชว์ผลงานที่เรียกว่า Write Ahead Logging Direct IO (WALDIO) กระบวนการเขียนข้อมูลลงหน่วยความจำที่จะอนุญาตเฉพาะข้อมูลสำคัญเท่านั้น โดยทีมวิจัยระบุว่าการลดปริมาณข้อมูลที่บันทึกลงหน่วยความจำ นอกจากจะช่วยชะลอการเสื่อมของตัวชิปแล้ว ยังช่วยให้สมาร์ทโฟนทำงานได้เร็วขึ้น และประหยัดแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นอีก 39%

ทางทีมวิจัยระบุว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้สามารถใช้งานชิปหน่วยความจำราคาถูกได้ยาวนานราวกับชิปราคาแพงที่ผลิตมาเพื่อใช้งานยาวนานตั้งแต่ต้น โดยผลงานนี้เพิ่งนำไปโชว์ในงาน USENIX ATC 2015 ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ

ที่มา - Business Korea

Tags:
IBM

IBM ออกมาประกาศความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการผลิตชิประดับ 7 นาโนเมตร เล็กลงจากกระบวนการผลิตในปัจจุบันที่อยู่ระดับ 10-14 นาโนเมตร

เทคโนโลยีระดับ 7 นาโนเมตรยังอยู่ในห้องทดลองและยังไม่สามารถนำมาใช้งานจริงได้เร็วนัก การลดขนาดกระบวนการผลิตรอบนี้มีอุปสรรคเยอะพอสมควร เพราะขนาดเริ่มเล็กลงจนใกล้ข้อจำกัดเชิงกายภาพ ทำให้ควบคุมการวิ่งของอิเล็กตรอนได้ยากขึ้น ในแง่การผลิตจึงต้องหาเทคนิคใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้

เทคนิคที่ IBM ใช้คือเปลี่ยนวัสดุมาเป็น silicon-germanium (SiGe) แทนการใช้ซิลิคอนเพียงอย่างเดียว และพัฒนาเทคนิคการวางขาของทรานซิสเตอร์ให้เรียงตัวกันได้แน่นกว่าเดิม

IBM ไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่เราจะได้เห็นชิประดับ 7 นาโนเมตรวางขาย แต่ The Register อ้างความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการว่า "ปี 2020 เป็นอย่างเร็ว"

ที่มา - The Register

Tags:
HoloLens

เพื่อให้ HoloLens ไปไกลกว่าการเป็นอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง Microsoft Research หน่วยวิจัยของไมโครซอฟท์จึงออกโครงการ HoloLens for Research เพื่อกระตุ้นให้เกิดการนำเจ้าแว่น VR นี้ไปใช้ในงานวิจัย และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ได้มากขึ้น

ตัวโครงการมีเป้าหมายหลักให้บรรดานักวิจัยส่งร่างข้อเสนอ (Request for Proposal) เกี่ยวกับการนำ HoloLens ไปใช้ในงานวิจัยในรูปแบบต่างๆ ซึ่งไมโครซอฟท์กำหนดไว้หกหัวข้อใหญ่ๆ แต่ก็สามารถส่งร่างที่อยู่นอกเหนือหัวข้อที่ว่ามาได้เช่นกัน ถ้าคิดว่าน่าสนใจพอ โดยมีข้อแม้คือคน หรือทีมที่ส่งร่างฯ มานั้น ต้องสามารถมาวิจัยในหัวข้อดังกล่าวได้

สำหรับผู้ที่ได้คัดเลือกจากทางไมโครซอฟท์จะได้รับเงินรางวัลทั้งสิ้น 100,000 เหรียญ พร้อมกับ HoloLens รุ่นนักพัฒนาอีกสองตัว จำนวนทั้งหมด 5 รางวัล โดยไมโครซอฟท์คาดหวังว่าจะนำรางวัลดังกล่าวไปเป็นทุนสำหรับเริ่มพัฒนาโครงการเกี่ยวกับ HoloLens ที่เสนอมา

โครงการนี้ยังจำกัดให้เฉพาะประชากรที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ เท่านั้น โดยสามารถส่งร่างฯ ได้จนถึงวันที่ 5 กันยายนนี้ ใครที่สนใจรายละเอียดสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากที่มาครับ

ที่มา - Microsoft Research

Tags:

ทีมนักวิจัยจาก Nottingham Trent University (NTU) เผยแพร่งานวิจัยพัฒนาชิป RFID ที่มีขนาดเล็กจิ๋ว เล็กเสียจนนำมันไปแทรกไว้ในเส้นด้ายเพื่อใช้ในการทำสิ่งทอได้สำเร็จ

ชิป RFID ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานี้มีขนาดยาวเพียง 1 มิลลิเมตร และกว้างครึ่งมิลลิเมตร ตัวชิปมีขนาดเล็กจนสามารถนำไปฝังเอาไว้ในแท่งเรซินขนาดเล็ก โดยแท่งเรซินนี้ก็เป็นผลงานที่ NTU คิดค้นขึ้นมาเพื่อการบรรจุชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในเนื้องานสิ่งทอโดยเฉพาะ มันจะทำหน้าที่ปกป้องชิ้นส่วนเหล่านั้นจากความชื้นและความร้อนในขณะที่เสื้อผ้าถูกนำไปซักหรืออบแห้ง โดยตัวชิปจะถูกเชื่อมต่อกับเส้นทองแดงฟั่นเกลียวขนาดเล็กทั้ง 2 ด้าน ซึ่งเส้นทองแดงนี้จะถูกปั่นรวมอยู่ในเนื้อด้ายและทำหน้าที่เป็นเสาอากาศให้แก่ชิป RFID นั้น

Tags:
MIT

หากจะตอบคำถามข้างต้นว่าต้องเป็นคนที่เก่งพอจะเข้าไปทำงานวิจัยที่ MIT ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะวันนี้โปรแกรมที่แก้บั๊กด้วยตนเองได้เกิดขึ้นจริงแล้วจากฝีมือนักวิจัยของสถาบันแห่งนี้

แนวทางที่เหล่าโปรแกรมเมอร์ที่ MIT ร่วมกันพัฒนา คือโปรแกรมที่พวกเขาเรียกว่า CodePhage มันคือซอฟต์แวร์ที่จะตรวจหาจุดผิดในโค้ดที่ถูกเขียนขึ้น แล้วไปหยิบยกเอาโค้ดบางส่วนของโปรแกรมอื่น (ซึ่งมีทั้งบรรดาโปรแกรมแบบ open source และโปรแกรมที่มีผู้บริจาคมาให้เพื่องานพัฒนานี้โดยเฉพาะ) มาทำการ "ซ่อมแซม" จุดผิดพลาดเหล่านั้น

Stelios Sidiroglou-Douskos หนึ่งในทีมวิจัยสร้าง CodePhage กล่าวว่าซอฟต์แวร์ของโครงการ open source ต่างๆ ที่มีโค้ดจำนวนมหาศาลนั้น มีโค้ดอยู่ไม่น้อยที่มีองค์ประกอบยิบย่อยบางส่วนที่ทำหน้าที่คล้ายคลึงกันอยู่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเขียนโค้ดใหม่ๆ และนำมาใช้แก้บั๊กได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการทดสอบใช้งาน CodePhage กับซอฟต์แวร์ open source ที่มีบั๊ก และพบว่ามันสามารถค้นพบและเริ่มการแก้ไขบั๊กดังกล่าวได้ทันที โดยใช้เวลาอยู่ในช่วง 2-10 นาทีต่อการแก้ไขบั๊กแต่ละจุด

เป้าหมายถัดไปของทีมวิจัยจาก MIT ก็คือย่นเวลาที่ CodePhage ใช้ในการตรวจสอบงานให้สั้นลง และปลายทางในฝันของงานพัฒนานี้ ก็คือช่วยลดภาระของโปรแกรมเมอร์ ด้วยการให้ CodePhage ช่วยเอาโค้ดจากซอฟต์แวร์ที่เคยมีคนเขียนไว้ก่อนแล้วมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเหลืองานให้โปรแกรมเมอร์เพียงแค่การเขียนโค้ดใหม่ที่ยังไม่เคยมีคนเขียนเท่านั้น

ที่มา - SDTimes