Tags:
Facebook

หลังจากที่ทีมนักวิจัยของ Facebook เผยแพร่งานวิจัยที่ระบุว่าอัลกอริทึมของ News Feed ไม่มีผลมากเท่ากับตัวของผู้ใช้เอง นักวิชาการด้านอินเทอร์เน็ตศึกษา (Internet Studies) อย่าง Zeynep Tufekci ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ School of Information and Library Science และสอนด้านสังคมวิทยาที่ University of North Carolina, Chapel Hill ออกมาระบุว่างานวิจัยดังกล่าวไม่สะท้อนความเป็นจริง โดยเธอชี้ให้เห็นว่าอัลกอริทึมของ News Feed มีผลต่อการรับรู้ข้อมูลของผู้ใช้ด้วย

Tufekci เริ่มต้นด้วยการระบุความผิดพลาดในเชิงวิธีวิทยาของการวิจัย โดยชี้ให้เห็นถึงการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเพียง 4% ของกลุ่มตัวอย่างที่จะเป็นไปได้ทั้งหมด รวมไปถึงการเปรียบเทียบที่ผิดพลาดระหว่างตัวเลือกของผู้ใช้กับการมีบทบาทของอัลกอริทึมในการเลือกข้อมูล และการที่ข้อมูลบางชุดออกมาขัดกับข้อสรุปของนักวิจัยเอง (ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่ระบุว่าตัวเองเป็นเสรีนิยม อัลกอริทึมจะมีผลในการจำกัดความหลากหลายของข้อมูลมากกว่ากลุ่มที่เป็นอนุรักษ์นิยม)

นอกจากปัญหาในเชิงการวิจัยแล้ว Tufekci ยังระบุเพิ่มเติมว่าสิ่งที่งานวิจัยนี้ยังขาดคือการไม่ศึกษาปรากฏการณ์ที่อยู่นอก Facebook เพิ่มเติม โดยชี้ให้เห็นว่าอัลกอริทึมของ News Feed จริงๆ แล้วก็มีส่วนในการทำให้ข้อมูลบางอย่างปรากฏและไม่ปรากฏแก่ผู้ใช้ ซึ่งทำให้ตัว News Feed ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดข้อมูล (gatekeeper) ที่สามารถเลือกว่าจะแสดงหรือไม่แสดงข้อมูลใดก็ตาม อันเป็นการควบคุมในระดับหนึ่ง (a modest suppressor) นั่นเอง

ที่มา - The Message

Tags:
Facebook

หลายครั้งที่เราอาจจะคิดว่าอัลกอริทึมเบื้องหลังของ News Feed บน Facebook ทำให้เราเลือกที่จะรับข่าวสารภายในเครือข่ายสังคม (social network) ของตัวเองมากกว่าที่จะเป็นตัวเราเลือก แต่บทความวิชาการล่าสุดที่ตีพิมพ์โดยนักวิจัยของ Facebook ในวารสารวิชาการ Science กลับระบุว่าแท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวอัลกอริทึมแต่อย่างใด หากแต่เป็นที่ตัวผู้ใช้เองที่เลือกรับข้อมูล

นักวิจัยของ Facebook เริ่มต้นจากการอ้างถึงงานวิจัยก่อนหน้าว่าข้อมูลที่เรามักจะได้มา จะมาจากสายสัมพันธ์แบบอ่อน (weak ties เป็นคำอธิบายทฤษฎีทางสังคมของ Granovetter นักสังคมวิทยา ที่ระบุว่าคนที่เรารู้จักไม่มากหรือไม่สนิทมาก กลับมีอิทธิพลกับเรามากกว่าที่คิด) รวมถึงงานวิจัยที่ระบุว่าเรามักจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่เราคิดต่างกันมากกว่า จากนั้นจึงเอาข้อมูลเชิงประจักษ์มาทำการวิจัย (ในที่นี้คือด้านการเมืองของสหรัฐฯ บน Facebook ช่วงกรกฎาคมปีที่แล้ว ถึงมกราคมปีนี้) ซึ่งก็พบว่าอันที่จริงแล้วเรามักจะเลือกรับข่าวสารจากเครือข่ายสังคม มากกว่าที่จะเป็นตัวอัลกอริทึมเลือกให้นั่นเอง

ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าว ยังโต้ตอบกับทฤษฎีทางสังคมที่ระบุว่าคนที่คิดเหมือนกันมักจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มเดียวกัน (เช่น Aristotle, Max Weber) ที่เรียกว่า "homophily" โดยชี้ให้เห็นว่าจากข้อมูลในงานวิจัย ระบุชัดเจนว่าคนในเครือข่ายสังคมมักจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่คิดต่างไปจากตัวเองด้วย ใครสนใจสามารถไปอ่านฉบับย่อได้จากที่มา หรือฉบับเต็มได้ที่นี่ครับ

ที่มา - Facebook Research

Tags:
Baidu

การแข่งขันระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถจดจำและจำแนกประเภทของภาพได้อย่างแม่นยำในปีนี้แข่งขันกันอย่างดุเดือด โดย ไป่ตู้, ไมโคซอฟท์, และกูเกิลล้วนตีพิมพ์ผลสำเร็จใหม่ออกมาห่างกันไม่กี่เดืือน ล่าสุดเดือนนี้ไป่ตู้ก็ตีพิมพ์ผลงานล่าสุดมีความแม่นยำสูงกว่าคู่แข่งทั้งหมดแล้ว โดยมีความผิดพลาดเพียง 4.58% เทียบกับมนุษย์ทั่วไปที่จำแนกภาพได้ความผิดพลาด 5.1% และผลที่ดีที่สุดของกูเกิลก่อนหน้านี้อยู่ที่ 4.82%

ทีมวิจัยของไป่ตู้นำทีมโดย Ren Wu อดีตหัวหน้าวิศวกรซอฟต์แวร์ของเอเอ็มดีผู้ที่รับผิดชอบโครงการ Heterogeneous System Architecture (HSA) เขาฝึกโครงข่ายประสาทเทียมด้วยการแปลงภาพที่ใช้ฝึกโครงข่ายเป็นภาพจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้คอมพิวเตอร์ Minwa ของไป่ตู้ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการวิจัย deep learning โดยเฉพาะ

งานวิจัย "Deep Image: Scaling up Image Recognition" นำเสนอที่งาน Embedded Vision Summit เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ที่มา - Baidu, Wall Street Journal, +Andrew Ng

Tags:
Baidu

การแข่งขันระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถจดจำและจำแนกประเภทของภาพได้อย่างแม่นยำในปีนี้แข่งขันกันอย่างดุเดือด โดย ไป่ตู้, ไมโครซอฟท์, และกูเกิลล้วนตีพิมพ์ผลสำเร็จใหม่ออกมาห่างกันไม่กี่เดือน ล่าสุดเดือนนี้ไป่ตู้ก็ตีพิมพ์ผลงานล่าสุดมีความแม่นยำสูงกว่าคู่แข่งทั้งหมดแล้ว โดยมีความผิดพลาดเพียง 4.58% เทียบกับมนุษย์ทั่วไปที่จำแนกภาพได้ความผิดพลาด 5.1% และผลที่ดีที่สุดของกูเกิลก่อนหน้านี้อยู่ที่ 4.82%

ทีมวิจัยของไป่ตู้นำทีมโดย Ren Wu อดีตหัวหน้าวิศวกรซอฟต์แวร์ของเอเอ็มดีผู้ที่รับผิดชอบโครงการ Heterogeneous System Architecture (HSA) เขาฝึกโครงข่ายประสาทเทียมด้วยการแปลงภาพที่ใช้ฝึกโครงข่ายเป็นภาพจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้คอมพิวเตอร์ Minwa ของไป่ตู้ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการวิจัย deep learning โดยเฉพาะ

งานวิจัย "Deep Image: Scaling up Image Recognition" นำเสนอที่งาน Embedded Vision Summit เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ที่มา - Baidu, Wall Street Journal, +Andrew Ng

Tags:
IBM

ทีมนักวิจัยจาก IBM Research ประกาศความสำเร็จด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ใน 2 ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน

อย่างแรกคือเทคนิคการตรวจจับความผิดพลาดของควอนตัม แนวคิดของควอนตัมคอมพิวเตอร์มาจากทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ที่เราไม่สามารถฟันธง "สถานะ" ของอนุภาคได้ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ (ทุกอย่างคือความน่าจะเป็น) เมื่อนำอนุภาคมาทำเป็นบิต (หรือคิวบิต qubit ในภาษาของควอนตัม) จึงต้องมีวิธีตรวจสอบให้ชัดเจนว่าคิวบิตนั้นเป็น 0 หรือ 1

เทคนิคที่ใช้กันในวงการแต่เดิมสามารถตรวจจับข้อผิดพลาดแบบ bit-flip (สถานะผิดจาก 0 เป็น 1 หรือกลับกัน) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีข้อผิดพลาดอีกแบบที่เรียกว่า phase flip (มุมการหมุนของคิวบิตเพี้ยนไป) ซึ่งเทคนิคใหม่ของ IBM สามารถตรวจจับได้ทั้งสองแบบ

Tags:
Samsung

กลุ่มนักวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเท็กซัสออกมาเผยผลงานวิจัยที่ได้รับเงินทุนจากซัมซุงด้วยการสร้างระบบระบุตำแหน่งผ่าน GPS สำหรับสมาร์ทโฟนที่เคลมว่าคลาดเคลื่อนในระดับเซนติเมตรเท่านั้น

แม้ว่า GPS ที่สามารถระบุตำแหน่งได้แม่นยำระดับเซนติเมตรจะไม่ใช่ของใหม่ (ใช้ทางการทหาร ภูมิศาสตร์ และทำแผนที่มานานแล้ว) แต่ตัวอุปกรณ์ที่ใช้นั้นขนาดใหญ่ และแพงเกินกว่าจะนำมาใช้ในสมาร์ทโฟน วิธีการที่นักวิจัยกลุ่มนี้ใช้คือการรวมข้อมูล GPS เข้ากับเสาสัญญาณที่มีในสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว และจากการที่ได้ตำแหน่งแม่นยำระดับนั้น จึงทำให้สามารถบอกข้อมูลความเอียงแม่นยำระดับ 1 องศาด้วยกัน

จากการที่สามารถระบุข้อมูลทั้งสองได้แม่นยำยิ่งขึ้น นักวิจัยบอกว่าน่าจะทำให้ virtual reality นอกสถานที่สามารถทำได้สมจริงมากขึ้น เพื่อรับกับแนวคิดดังกล่าวทีมวิจัยจึงเปิดบริษัทหน้าใหม่ชื่อว่า Radiosense ที่ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาระบบนี้ให้สามารถใช้งานกับสมาร์ทโฟนได้อย่างจริงจัง โดยจะทำเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับติดกับเครื่องก่อน ซึ่งไม่แน่ว่าอาจเป็น Gear VR ก็ได้ครับ

ที่มา - Ars Technica

Tags:
Apple

หลังจากเปิดตัวแพลตฟอร์ม ResearchKit ไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา วันนี้ทาง Apple ได้เปิดให้นักวิจัยทางการแพทย์ สามารถเข้าใช้งาน ResearchKit ได้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยนักวิจัยสามารถสร้างแอพหรือโปรแกรม เพื่อนำข้อมูลจากแพลตฟอร์มดังกล่าว มาใช้ประกอบการวิจัยได้แล้ว

ทั้งนี้ Apple ยังเปิดเผยตัวเลขว่าสำหรับแอพชุดแรก ที่เปิดตัวไปพร้อมๆ กับการเปิดตัว ResearchKit มีการใช้งานกับ iPhone แล้วกว่า 60,000 เครื่องทั่วโลก

อนึ่ง สำหรับคนที่สนใจ ResearchKit และต้องการจะนำมาพัฒนาหรือสร้างแอพ ลองอ่านบทความ "5 เหตุผลที่ ResearchKit ยังคงเป็นเพียงของเล่นไว้เพิ่มมูลค่าไอโฟน" ของคุณ pawinpawin หนึ่งในสมาชิกของ Blognone ที่ทำงานด้านการแพทย์ เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

ที่มา - Apple ผ่าน Engadget

Tags:

แม้ว่าชิ้นส่วนของสมาร์ทโฟนจะเล็กลงทุกวันๆ เพื่อหนุนให้สามารถทำสมาร์ทโฟนที่ใช้เนื้อที่ได้คุ้มค่ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่หนึ่งในชิ้นส่วนหลักอย่างสายอากาศกลับยังมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ เนื่องจากสายอากาศต้องการพื้นที่มากพอที่จะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อติดต่อสื่อสารได้ แต่ดูเหมือนในอนาคตนี้ ข้อจำกัดที่ว่ากำลังจะหายไป ด้วยการนำสายอากาศไปใส่ไว้ในชิปเสียเลย

แนวคิดดังกล่าวเป็นผลงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งถูกตีพิมพ์ในบทความวิชาการของ Physical Review ว่าด้วยทฤษฎีการสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในแบบที่ต่างออกไปจากแบบเดิม โดยเรียกวิธีการนี้ว่าการทำลายสมมาตร (symmetry breaking) ของสนามไฟฟ้าให้ประจุไฟฟ้าเริ่มเคลื่อนที่จากการเข้าทำลายสมมาตรเพื่อสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

ในการทดสอบทฤษฎีดังกล่าว ทีมวิจัยได้ทดลองใช้ฟิล์มบางแบบเพียโซอิเล็กทริก ที่เมื่อมีแรงกดจะเกิดแรงดันไฟฟ้า และพบคลื่นความถี่บางอย่างที่อาจทำหน้าที่เหมือนกับสายอากาศได้

หากงานวิจัยนี้พัฒนาต่อไป อาจเป็นหนทางสู่การผนวกสายอากาศเข้าไปในชิปได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้อุปกรณ์พกพามีขนาดเล็กลงแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ขนาดเล็กกว่า เช่น Internet of Things ก็เป็นได้

ที่มา - EurekAlert!

Tags:

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐฯ ตีพิมพ์งานวิจัยแบตเตอรี่ที่ใช้อะลูมิเนียมเป็นขั้ว anode และกราไฟต์เป็นขั้ว cathode

ทีมวิจัยกล่าวว่าแบตเตอรี่นี้จะไม่มีโอกาสระเบิดหรือร้อนจนผิดปกติ (overheating) ได้เลยเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียม​-ไอออน ถึงแม้จะถูกทำให้เสียหายก็ตาม แบตเตอรี่ที่มีคุณสมบัติไม่ไวต่อปฏิกิริยา (low reactivity) นี้ยังช่วยให้มันสามารถถูกขึ้นรูปบิดงอเข้ากับอุปกรณ์ที่มีรูปร่างที่ยืดหยุ่นได้

นอกจากความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น แบตเตอรี่นี้ยังรองรับการชาร์จไฟเต็มในเวลาเพียงหนึ่งนาที และรองรับการชาร์จซ้ำกว่าหลายพันถึงหลายหมื่นครั้งโดยไม่สูญเสียความสามารถในการเก็บประจุเลย ส่วนต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ก็ถูกลงด้วยการใช้อะลูมิเนียมแทนลิเทียม

ข้อเสียของแบตเตอรี่นี้คือให้แรงดันไฟฟ้าราวครึ่งเดียวของแบตเตอรี่ลิเทียม​-ไอออนเท่านั้น

ที่มา: มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผ่าน PCWorld ผ่าน Engadget

Tags:
Windows Phone

เท้าความย้อนถึงงานวิจัยด้านการตัดต่อวิดีโอชื่อ Hyperlaps ผลงานของ Microsoft ที่เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อราวครึ่งปีก่อน มันคือระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยปรับปรุงคลิปภาพวิดีโอที่ถ่ายด้วยกล้อง action camera ให้ได้เป็นภาพต่อเนื่องที่ลื่นไหล อีกไม่นานมันจะกลายเป็นแอพสำหรับ Windows Phone แล้ว

รายงานข่าวระบุว่าตอนนี้แอพ Hyperlapse ได้รับการพัฒนาและเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบเป็นการภายในแล้ว แฟนๆ Windows Phone อดใจรอกันอีกนิดก็น่าจะได้เล่นแอพตบแต่งวิดีโอสุดเนียนอันนี้

แต่ถึงแม้การทดสอบนี้จะจำกัดกันอยู่แค่ภายใน Microsoft เอง แต่ก็มีคนไปล้วงเอาไฟล์ติดตั้งแอพเอามาลองเล่นกันจนได้ และก็มีภาพหน้าจอและคลิปตัวอย่างการทดสอบแอพ Hyperlapse ที่ว่านี้ด้วย สามารถชมได้ท้ายข่าว

ที่มา - WindowsBlogItalia via Windows Central

Tags:
F8

Facebook โชว์ผลงานวิจัยล่าสุดจากทีมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) สองอย่างดังนี้

  • พัฒนา AI ที่สามารถแยกแยะวิดีโอการเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ว่าเป็นกีฬาประเภทใด ใช้งานได้แม้เป็นกีฬาที่ไม่ค่อยดัง (ดูวิดีโอประกอบ)
  • Memory Networks สามารถอ่านข้อความสั้นๆ เล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน แล้วตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในข้อความเหล่านี้ได้แล้ว ในวิดีโอตัวอย่าง ทีมงานป้อน "เรื่องย่อ" ของ Lord of the Rings ประมาณ 12 บรรทัด ประกอบด้วยประโยคง่ายๆ เหมือนการเล่าเรื่องทั่วไป เช่น "Frodo journeyed to Mount Doom" และ "Frodo doppred the ring there" โดย AI สามารถตอบคำถามที่ต้องใช้การเชื่อมโยงข้อมูลอย่าง "Where is the ring?" ออกมาเป็น "Mount Doom" ได้แล้ว
Tags:
USA

เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ DARPA (Defense Advance Research Project Agency) หรือองค์กรโครงการวิจัยทางความมั่นคงระดับสูง สังกัดกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่าได้จัดตั้งโครงการ Brandeis เพื่อวิจัยเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น

DARPA ระบุว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้การปกป้องข้อมูลส่วนตัวนั้นไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งฝั่งผู้บริโภคที่ไม่มีกลไกที่ดีพอ และฝั่งผู้ให้บริการที่อาจจะไม่ได้ออกมาตรการคุ้มครองที่ดีพอ ซึ่งทาง DARPA ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยทำให้ความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ดีขึ้น และทุกคนจะได้ใช้เทคโนโลยีนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา บริษัท หรือหน่วยงานรัฐของสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ชื่อของโครงการดังกล่าวมาจากชื่อของ Louis Dembitz Brandeis ที่เป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาของรัฐบาลกลางสหรัฐ ที่เป็นหนึ่งในคนเริ่มต้นวางหลักการของ "สิทธิความเป็นส่วนตัว" (The Right to Privacy) ของสหรัฐฯ

ที่มา - DARPA ผ่าน Engadget

Tags:
ResearchKit

เมื่อคืนนี้ Apple ได้เปิดตัว Research Kit โดยโฆษณาว่ามันเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยนักวิจัยด้านการแพทย์ (Medical Research -- บางทีเราจะใช้คำว่า Clinical Research ในกรณีที่เก็บคนไข้ที่เป็นคนจริงๆ เพราะ Medical Research นี่รวมทดลองทางการแพทย์ที่ทำในห้องทดลองและสัตว์ทดลองด้วย) เพื่อนำไปในการเก็บข้อมูล และเพิ่มจำนวนคนไข้ที่สมัครใจเข้าร่วมงานวิจัย ผมในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับวงการวิจัยทางการแพทย์ ขอแสดงความเห็นส่วนตัวจากคนที่เคยทำงานวิจัยมาบ้างเล็กน้อยดังนี้ครับ

Tags:
Google

หนังสือพิมพ์ The New York Times มีบทสัมภาษณ์ Astro Teller หัวหน้าห้องวิจัย Google X ของกูเกิล

  • Teller นิยาม Google X ว่า "Moonshot Factory" หรือโรงงานผลิตความฝันที่ยิ่งใหญ่ระดับยิงจรวดไปดวงจันทร์
  • ภารกิจของ Google X คือตามหา "ปัญหา" ใหม่ๆ ในอนาคตที่กูเกิลควรเข้าไปแก้ไข โดยต้องคำนึงว่ามันจะกลายเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนกลับมาในระดับสูงมากพอด้วย
  • ตอนนี้โครงการ Google Brain หรือชื่อปัจจุบันคือ Neural Network Project ถูกผลักมาช่วยเสริมงานด้าน AI ของกูเกิลที่ใช้กับบริการจริงๆ แล้ว และเฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว สามารถตีมูลค่าเป็นเงินจนคุ้มกับเงินที่ลงไปใน Google X ทุกโครงการแล้ว ส่วน Project Loon โครงการบอลลูนสื่อสารก็อยู่ระหว่างการเจรจาทางธุรกิจกับพาร์ทเนอร์
  • เขาพูดถึง Google Glass ที่ถูกมองว่าล้มเหลว ว่าในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีคนจำนวนหนึ่งที่บริโภคข้อมูลผ่านแว่นแบบ Glass ซึ่งอาจไม่ใช่สินค้าของกูเกิลก็ได้
  • แนวทางการทำงานของ Google X คือสร้างสิ่งใหม่อย่างเสมอและต่อเนื่อง (a pipeline of new things)

ที่มา - The New York Times

Tags:
Microsoft

จำได้ไหม? พวกเราจำได้ใช่ไหม? ปีที่แล้ว Google เผยแพร่งานวิจัยการใช้โครงข่ายประสาทเทียมที่เรียนรู้จนสามารถแยกแยะวัตถุที่เห็นในภาพต่างๆ ได้ ล่าสุด Microsoft ก็โชว์ผลงานลักษณะเดียวกันนี้ให้เห็นบ้าง โดย Microsoft อ้างว่านี่เป็นครั้งแรกที่ระบบซอฟต์แวร์สามารถเอาชนะมนุษย์ได้สำเร็จในการแยกแยะวัตถุในภาพ

Microsoft อ้างอิงจากการแยกแยะวัตถุในภาพจากคลังภาพของ ImageNet (เจ้าเดียวกับที่จัดการแข่งขันซอฟต์แวร์แยกแยะวัตถุในภาพชื่อ ILSVRC ที่ Google ได้แชมป์บางประเภทในปีก่อน) โดยระบุว่าผลงานของ Microsoft ระบุข้อมูลวัตถุในภาพผิดไปเพียง 4.94% ต่ำกว่าค่าประมาณอัตราการผิดพลาดจากการแยกแยะด้วยสายตามนุษย์ซึ่งอยู่ที่ 5.1%

Tags:

นักวิจัยจาก Swiss Federal Institute of Technology ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ University of California จากสหรัฐอเมริกานำเสนอผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คอนแทคเลนส์ที่สามารถซูมภาพขยายใหญ่ได้ 2.8 เท่า โดยผู้ใช้เพียงควบคุมการทำงานด้วยการขยิบตา

แรกเริ่มงานวิจัยนี้เป็นการสร้างคอนแทคเลนส์ที่ซูมภาพขนาด 2.8 เท่าเฉยๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่สามารถเลือกให้คอนแทคเลนส์กลับมาแสดงภาพขนาดปกติได้ แต่ทีมวิจัยก็ได้พัฒนาเรื่อยมาโดยเพิ่มแว่นตาที่มีเลนส์บรรจุผลึกเหลวที่ปรับการโพลาไรส์ของแสงได้ตามการสั่งงานของสัญญาณไฟฟ้า โดยเมื่อผู้ใช้ขยิบตาข้างหนึ่งเพื่อเปิดฟังก์ชันซูมภาพ ผลึกเหลวในแว่นตาจะทำการโพลาไรส์แสงให้ตกกระทบเลนส์ในบริเวณที่กำหนด และเมื่อผู้ใช้ขยิบตาอีกข้างผลึกเหลวในแว่นตาก็จะหยุดการโพลาไรส์เพื่อปล่อยให้แสงผ่านตามปกติ

สำหรับการทำงานของคอนแทคเลนส์นี้มีส่วนประกอบของกระจกสะท้อนแสงขนาดเล็กที่ทำจากอะลูมิเนียมติดตั้งอยู่ในตัวเลนส์อะคริลิก PMMA ในยามปกติที่แว่นตาปล่อยให้แสงผ่านคอนแทคเลนส์เข้าสู่นัยน์ตาโดยตรงจะเป็นการเผยให้เห็นภาพขนาดจริง แต่เมื่อเปิดระบบซูมภาพ แสงที่ผ่านแว่นตาพิเศษจะตกกระทบบริเวณพื้นที่รอบนอกของคอนแทคเลนส์ โดยแสงดังกล่าวจะถูกหักเหและสะท้อนไปมาหลายครั้งในเนื้อเลนส์ก่อนจะเข้าสู่แก้วตาสร้างการรับภาพในขนาดใหญ่กว่าปกติ 2.8 เท่า

ตัวคอนแทคเลนส์ของทีมวิจัยนั้นมีขนาดใหญ่จนเมื่อผู้ใช้สวมใส่มันแล้ว มันจะกินพื้นที่บดบังทั้งส่วนของตาดำและตาขาว โดยตัวเลนส์มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่านได้ เพื่อลดอาการระคายเคืองนัยน์ตา

งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจาก DARPA ด้วย โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเพื่อช่วยแก้ปัญหาการมองเห็นของผู้สูงอายุ แต่ทั้งนี้ก็อาจมีการพัฒนาเพื่อใช้ในการทหารและวงการกีฬาได้เช่นกัน ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลจากสไลด์นำเสนองานวิจัย

ที่มา - UCSD, NewScientist via SlashGear

Tags:
Microsoft

ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ได้ทำต้นแบบ AutoCharge ระบบชาร์จไฟไร้สายโดยการส่องลำแสงจากโคมไฟที่มีกล้องตรวจจับตำแหน่งวัตถุไปยังมือถือที่ติดแผงโซลาร์เซลล์ไว้ AutoCharge สามารถชาร์จมือถือที่วางบนโต๊ะหรืออยู่ในห้อง (อาทิ โคมไฟติดเพดาน) ได้เร็วเทียบเท่ากับการชาร์จไฟแบบมีสาย

งานวิจัยอธิบายว่า จะมีกล้องหลายตัวที่สามารถจับแสง LED ซึ่งระบุสถานะของมือถือว่าต้องการชาร์จไฟ และวัดขนาด ความหนา และปริมาตรของมือถือกรณีที่มีมือถือหลายเครื่องวางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน (ระบบจะชาร์จไฟทีละเครื่อง) หากมือถือไม่มีแผงโซลาร์เซลล์ก็อาจใช้แผ่นฟิล์มใส (อาทิ Wysips ฟิล์มพลังงานแสงอาทิตย์โปร่งแสง) ติดบนหน้าจอและหลังเครื่อง ส่วนลำแสงชาร์จไฟซึ่งทีมวิจัยระบุว่าปลอดภัยกว่าแสงอาทิตย์นั้นอาจเป็นลำแสงอินฟราเรดที่มนุษย์มองไม่เห็นและระบบสามารถตัดการฉายแสงได้เมื่อกล้องจับได้ว่ามีวัตถุอื่น (อาทิ มนุษย์) บดบังลำแสงชาร์จไฟ

อ่านเอกสารฉบับเต็มของระบบ AutoCharge ได้จากที่มาของข่าวครับ

ที่มา: ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช (PDF) ผ่าน ZDNet

Tags:
Google

จำข่าวเรื่องงานวิจัยสร้างอนุภาคนาโนไหลตามกระแสเลือดเพื่อตรวจหามะเร็งที่ทีม Google X กำลังทำอยู่ได้ไหม ตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า Google X ลงทุนทำผิวหนังมนุษย์เทียมเพื่อใช้ทดสอบการทำงานของอนุภาคที่ว่านี้ด้วย

เว็บไซต์ The Atlantic ได้มีโอกาสบุกเข้าไปชมสถานที่ทำงานของ Google X และสัมภาษณ์ทีมงานเกี่ยวกับงานวิจัยที่ว่านี้ ทั้งยังมีโอกาสได้พบกับชิ้นส่วนแขนมนุษย์ที่ Google X ทำเทียมขึ้นมาเพื่อเลียนแบบร่างกายและใช้ทดสอบการทำงานของอนุภาคนาโนสุดมหัศจรรย์ซึ่งจะทำงานควบคู่กับกำไลหามะเร็งที่ Google X พัฒนาขึ้นมาควบคู่กัน

อนุภาคนาโนที่ Google X พัฒนานี้จะไหลไปตามเส้นเลือดในร่างกายมนุษย์ และทำหน้าที่ช่วยตรวจหาเซลล์มะเร็งในกระแสเลือด โดยมันจะทำการเกาะติดกับเซลล์เม็ดเลือดเป้าหมาย หลังจากนั้นกำไลที่ Google X พัฒนาขึ้นจะสร้างแรงดึงดูดไปกระทำต่ออนุภาคนาโนที่เกาะติดอยู่กับเซลล์ดังกล่าว ทำให้เซลล์เหล่านั้นถูกพามายังตำแหน่งที่ผู้ใช้สวมใส่กำไลไว้นั่นเอง ทั้งนี้จากบรรดาเซลล์ถูกอนุภาคนาโนพามาตามแรงดึงดูดนี้จะมีเพียงเซลล์มะเร็งเท่านั้นที่ถูกกระตุ้นให้ส่องแสงสว่าง ทำให้กำไลพิเศษสามารถแยกแยะเพื่อตรวจนับจำนวนเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติออกจากกันได้

และเนื่องด้วยการแยกแยะเซลล์มะเร็งนั้นต้องตรวจดูจากแสงสว่างที่ถูกส่องออกมา แขนมนุษย์ที่หุ้มด้วยผิวหนังเทียมจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อใช้ทดสอบว่ากำไลของ Google X จะตรวจจับแสงเหล่านั้นได้จริงหรือไม่

ทีมวิจัยเพื่อนวัตกรรมด้านสุขภาพใน Google X นั้นมีทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์นับ 100 ชีวิตร่วมทำงานด้วย ก็หวังว่าจะได้เห็นผลงานวิจัยของพวกเขาสำเร็จเป็นจริงได้ในเร็ววัน

ที่มา - Engadget

Tags:

หนึ่งในความท้าทายของการพัฒนาแบตเตอรี่คือการหาทางทำให้แบตเตอรี่สามารถจ่ายไฟได้มากขึ้นด้วยขนาดเท่าเดิม อีกด้านหนึ่งคือเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน ที่ต้องการกำจัดความเสี่ยงจากการระเบิดหรือลุกไหม้ของแบตเตอรี่ออกไป (หรืออย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหาย ดังเช่นงานวิจัยของ Stanford เรื่องระบบเตือนก่อนแบตเตอรี่ระเบิด) แต่ตอนนี้นักวิจัยแห่ง University of Michigan ได้ทำทั้ง 2 อย่างให้เป็นจริง โดยอาศัยประโยชน์จากคุณสมบัติของเคฟลาร์

ทีมวิจัยได้เลือกใช้เคฟลาร์ซึ่งมีความเป็นฉนวนทางไฟฟ้าจำนวนหลายแผ่นมาซ้อนทับกันเพื่อใช้เป็นวัสดุกั้นกลางระหว่างขั้ว cathode และ anode ซึ่งข้อดีของเคฟลาร์คือทนค่าสนามไฟฟ้าได้ดีกว่าวัสดุแบบเดิมที่เคยใช้กัน นั่นจึงทำให้สามารถสร้างแบตเตอรี่ที่ขนาดโดยรวมบางลงแต่ยังคงจ่ายประจุไฟเลี้ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าได้นานเท่าเดิม (อีกนัยหนึ่งคือหากออกแบบให้มีขนาดเท่าเดิม ก็จะจ่ายไฟได้มากขึ้น)

Tags:

Disney Research เผยแพร่ผลงานใหม่ที่พัฒนาร่วมกับวิทยาลัยด้านวิศวกรรม ETH Zurich จากสวิตเซอร์แลนด์ มันคือหุ่นยนต์รูปเต่าหน้าตาน่ารักชื่อ BeachBot ที่สามารถวาดรูปบนผืนทรายริมชายหาดได้ตามแต่ผู้ควบคุมจะป้อนข้อมูลให้มัน

BeachBot เป็นหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายรถไถ กล่าวคือเป็นรถที่มีคราดขนาดเล็ก 7 อันติดตั้งอยู่ตรงบริเวณท้ายของมัน เมื่อ BeachBot วิ่งไปบนพื้นทรายตามแนวเส้นที่จะวาดภาพ มันจะควบคุมการกดหรือยกขึ้นของคราดเล็กๆ เหล่านั้นเพื่อสร้างลายเส้นบนพื้นทรายตามเส้นทางวิ่งของมัน และด้วยคราดทั้ง 7 อันที่ควบคุมแยกกันได้ ทำให้ BeachBot สามารถวาดภาพด้วยเส้นที่บางที่สุดขนาด 5 เซนติเมตร หรือหนาสุด 40 เซนติเมตร

ส่วนล้อของ BeachBot เป็นล้อแบบบอลลูนซึ่งจะไม่ทิ้งรอยเอาไว้ให้เกิดเส้นส่วนเกินในภาพวาด โดยล้อหน้าล้อเดียวจะทำหน้าที่ควบคุมการเลี้ยว ส่วนล้อหลัง 2 ล้อนั้นมีเพลาขับแยกกัน

ในการควบคุมพื้นที่การทำงานของ BeachBot จะมีการปักเสาส่งสัญญาณไว้บนผืนทราย ซึ่งตัวหุ่นยนต์จะใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งด้วยชุดเลเซอร์ที่ติดตั้งไว้ด้านบนของตัวมันอ้างอิงกับเสาส่งสัญญาณที่ปักเอาไว้โดยรอบ

น่าเสียดายว่าทีมวิจัยไม่ยอมบอกว่ามีแผนจะทำ BeachBot ออกขายจริงหรือไม่

ที่มา - The Verge