Tags:
USA

ทีมนักวิจัยจาก University of California ในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำการวิจัยคิดค้นเทคนิคการส่งข้อมูลผ่านเส้นใยแก้วนำแสงจนทำให้สามารถส่งข้อมูลในระยะที่ไกลขึ้นกว่าที่เคย แถมยังลดการพึ่งพาอุปกรณ์ช่วยปรับปรุงสัญญาณอย่าง repeater ลงด้วย ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานระบบส่งข้อมูลผ่านเส้นใยแก้วนำแสงทำได้ดีขึ้นโดยใช้เงินลงทุนในการติดตั้งน้อยลง

พฤติกรรมตามธรรมชาติของระบบส่งข้อมูลผ่านเส้นใยแก้วนำแสงนั้น หากมีการเพิ่มกำลังที่ตัวส่งสัญญาณ ก็จะทำให้สัญญาณเดินทางได้ไกลขึ้น ทว่าด้วยเหตุที่มีการเพิ่มกำลังในการส่งก็กลับทำให้มีสัญญาณรบกวนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกันอันจะส่งผลให้ปลายทางฝั่งตัวรับสัญญาณได้ข้อมูลที่ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น

ด้วยเหตุนี้การออกแบบระบบการส่งข้อมูลผ่านใยแก้วนำแสงในปัจจุบัน จึงมีการจำกัดค่ากำลังของตัวส่งสัญญาณไว้ที่ค่าหนึ่ง ผลที่ได้ทำให้ขีดจำกัดในการส่งสัญญาณผ่านใยแก้วนำแสงนั้นทำได้ที่ระยะทางราว 6,000 กิโลเมตรเท่านั้น โดยตลอดระยะทางดังกล่าวจะต้องมีอุปกรณ์ repeater ติดตั้งอยู่ที่ระยะทุก 100 กิโลเมตร โดย repeater นี้จะทำหน้าที่ช่วยปรับปรุงสัญญาณให้แรงขึ้นเพื่อให้ตัวรับสัญญาณที่ปลายทางได้รับข้อมูลไม่ผิดเพี้ยน

Tags:
Microsoft

แม้ว่าไมโครซอฟท์จะมีแว่นตา VR ของตัวเองอย่าง HoloLens แต่ในงาน E3 ที่ผ่านมาก็ไม่ทิ้งความสัมพันธ์กับผู้ผลิตรายอื่น ด้วยการประกาศร่วมมือกับทั้ง Oculus VR และ Valve ที่พัฒนา VR อยู่เช่นกัน ล่าสุดทีมวิจัย Microsoft Research ออกมาโชว์ชุดเลนส์สำหรับ Oculus Rift ที่เคลมว่าคุณภาพเหนือกว่าต้นฉบับมาให้เปรียบเทียบให้ดู

ชุดเลนส์นี้ ทีม Microsoft Research พัฒนาขึ้นจากโครงการ LensFactory โดยเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถนำไปพิมพ์เคสของเลนส์ได้เอง (มีไฟล์ CAD ให้) ส่วนตัวเลนส์สามารถซื้อได้จาก Edmund Optics เมื่อเทียบกับ Oculus Rift DK2 แล้ว พบว่าช่วยลดขอบม่วง และเพิ่มความคมชัดได้อย่างชัดเจน แต่จะได้มุมมองแสดงผลที่แคบลงเล็กน้อย

แม้ว่าดูตามเนื้อผ้าแล้ว ชุดเลนส์จากไมโครซอฟท์ทำผลงานได้เหนือกว่า แต่ราคาอาจเป็นสาเหตุที่หลายคนส่ายหน้า ด้วยการเคลือบกันสะท้อนแบบพิเศษ (VIS) ทำให้ค่าตัวของเลนส์พุ่งสูงไปถึง 200 เหรียญต่อข้าง แค่ค่าเลนส์คู่นี้ก็แพงกว่าราคา Oculus Rift DK2 ที่ 350 เหรียญไปแล้ว

Tags:
Samsung

แผนกวิจัยของซัมซุงตีพิมพ์ผลการวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนรูปแบบใหม่ที่ผลลัพธ์ออกมาได้ความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

วิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ของซัมซุงพัฒนานั้นทำโดยใช้ silicon anode ซึ่งจุแบตเตอรี่ได้มากกว่าลิเทียมไอออน ร่วมกับการนำผลึกแกรฟีนมาปิดทับที่พื้นผิวชั้นนอกสุด จากการทดสอบสามารถเพิ่มความจุแบตเตอรี่ได้มากถึง 1.5-1.8 เท่าจากแบตเตอรี่ในท้องตลาด

สำหรับคนที่หวังว่าจะได้เห็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่นี้กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ต้องรอกันนานเสียหน่อย เพราะตัวเทคโนโลยียังอยู่ในระหว่างวิจัย และอาจใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ตัวจริงได้ สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดของงานวิจัยนี้สามารถหาอ่านได้ที่นี่ครับ

ที่มา - Business Korea

Tags:
Uber

Uber จัดแจงดึงตัวอดีตหัวหน้าทีมพัฒนา Google Maps มาทำหน้าที่บริหารงานศูนย์วิจัย Advanced Technologies Center ที่ Uber เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ใน Pittsburgh

ผู้บริหารคนใหม่ของ Uber นี้ก็คือ Brian McClendon ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพที่ชื่อ Keyhole ซึ่งต่อมามันก็ได้กลายมาเป็น Google Earth อย่างที่เรารู้จัก ก่อนที่เขาจะสวมบทรับหน้าที่ผู้นำการพัฒนา Google Maps รวมถึง Google Streetview โดยร่วมทำงานให้กับ Google นานถึง 10 ปี ก่อนจะมารับหน้าที่กุมบังเหียนศูนย์วิจัยใหม่ของ Uber ในครั้งนี้

สำหรับภารกิจใหม่ของ McClendon นั้นแน่นอนว่าต้องเป็นงานที่เขาเชี่ยวชาญอย่างการพัฒนาแพลตฟอร์มแผนที่ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกหากพิจารณาจากข้อมูลที่ว่า Uber นั้นมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะทำระบบแผนที่ของตนเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการยานพาหนะหลากหลายรูปแบบ ทั้งเพื่อการโดยสารและการขนส่งสิ่งของ ดังจะเห็นได้จากความพยายามเข้าซื้อธุรกิจแผนที่ Here จาก Nokia ด้วยมูลค่าสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ รวมทั้งการซื้อกิจการ deCarta ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบนำทาง OnStar

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งขึ้นก็คือศูนย์วิจัยที่ทำงานใหม่ของ McClendon นี้ ยังมีงานอีกอย่างที่บรรดาอดีตวิศวกรด้านหุ่นยนต์ของ Carnegie Mellon หลายคนถูกดึงตัวมาร่วมกันพัฒนาอยู่ด้วย ซึ่งก็คือระบบรถยนต์ไร้คนขับนั่นเอง

น่าสนใจว่า Uber จะเติบโตได้อีกขนาดไหนเมื่อมีมือดีอย่าง McClendon เข้ามาช่วยดูแลงานวิจัยให้

ที่มา - Re/code, Engadget

Tags:

Intelligent Environments เปิดตัว Emoji เพื่อทดแทนการใช้งาน PIN Code ด้วย Emoji 44 แบบ เพื่อใช้สร้างรหัสผ่านที่ให้ความปลอดภัยมากกว่าการสร้างรหัสจากเลข 0 - 9 ตอนนี้มีผู้ให้บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ตบางรายในอังกฤษแสดงความสนใจแล้ว

ระบบนี้ออกแบบมาโดยเน้นเอาใจผู้ใช้งานช่วงอายุ 15 - 25 ปี ช่วยเพิ่มความน่าใช้งานบนบริการทางการเงิน แต่ยังไม่ได้ทำการจดสิทธิบัตรและคาดว่าจะไม่สามารถทำได้

ด้านแชมป์การจำให้ความเห็นว่าพฤติกรรมของมนุษย์จะไม่ทำให้การใช้ Emoji ปลอดภัยไปกว่า PIN Code เพราะผู้คนมักขี้เกียจและจะเลือกใช้อะไรที่มันง่ายที่สุด เช่น คนส่วนใหญ่จะเลือกใช้รูป 4 รูปที่อยู่แถวบน หรือตรงมุม ขณะนี้มีบางบริษัทใช้งานรูปแบบและรูปภาพทดแทนการใช้ PIN Code แล้ว แต่การยืนยันตัวตนสองขั้นตอนยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ที่มา - BBC

Tags:
Baidu

เมื่อเดือนที่แล้ว Baidu ประกาศความสำเร็จในการขึ้นเป็นที่หนึ่งของการแข่งขันจดจำภาพและจำแนกภาพ ImageNet เหนือกว่าไมโครซอฟท์และกูเกิล แต่เมื่อวานนี้ทาง ImageNet ก็ออกมาประกาศว่าผลของ Baidu ถูกถอนออกไป เพราะทีมงานของ Baidu ส่งผลเข้าไปอย่างต่อเนื่องขัดต่อกติกาที่ระบุให้ส่งผลได้ไม่เกินสองครั้งต่อสัปดาห์

ทีมงาน Image Net โพสข้อมูลแสดงจำนวนครั้งที่โพสโดยระบุว่าทีมงานของ Baidu สร้างบัญชีผู้ใช้อย่างน้อย 30 บัญชี และทดสอบกับข้อมูลทดสอบอย่างน้อย 200 ครั้ง เฉพาะสัปดาห์สุดท้ายมีการทดสอบถึง 40 ครั้งภายในช่วงเวลา 5วัน

ทีมงาน Image Net ได้แจ้งเรื่องนี้ต่อไปยัง arXiv ที่ตีพิมพ์บทความ พร้อมกับติดต่อผู้เขียนบทความ โดยระบุว่าผลวิจัยจากกลุ่มของ Baidu จะไม่ได้รับการจัดอันดับอีก 12 เดือน เพราะการทดสอบแต่ละครั้งมีภาพทดสอบที่ซ้ำกันอยู่

Ren Wu หัวหน้าทีมวิจัยแถลงขอโทษต่อชุมชนวิจัยและระบุว่าเป็นความผิดพลาด พร้อมกับยืนยันว่าทีมงานสนับสนุนการวิจัยอย่างยุติธรรมและโปร่งใส

ทาง Baidu ลบข่าวประกาศ และตัว Andrew Ng นักวิจัยของ Baidu ก็ลบโพสใน Google+ ของตัวเองออกไปแล้ว

ที่มา - ImageNet, BBC

Tags:
Facebook

หลังจากที่ทีมนักวิจัยของ Facebook เผยแพร่งานวิจัยที่ระบุว่าอัลกอริทึมของ News Feed ไม่มีผลมากเท่ากับตัวของผู้ใช้เอง นักวิชาการด้านอินเทอร์เน็ตศึกษา (Internet Studies) อย่าง Zeynep Tufekci ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ School of Information and Library Science และสอนด้านสังคมวิทยาที่ University of North Carolina, Chapel Hill ออกมาระบุว่างานวิจัยดังกล่าวไม่สะท้อนความเป็นจริง โดยเธอชี้ให้เห็นว่าอัลกอริทึมของ News Feed มีผลต่อการรับรู้ข้อมูลของผู้ใช้ด้วย

Tufekci เริ่มต้นด้วยการระบุความผิดพลาดในเชิงวิธีวิทยาของการวิจัย โดยชี้ให้เห็นถึงการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเพียง 4% ของกลุ่มตัวอย่างที่จะเป็นไปได้ทั้งหมด รวมไปถึงการเปรียบเทียบที่ผิดพลาดระหว่างตัวเลือกของผู้ใช้กับการมีบทบาทของอัลกอริทึมในการเลือกข้อมูล และการที่ข้อมูลบางชุดออกมาขัดกับข้อสรุปของนักวิจัยเอง (ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่ระบุว่าตัวเองเป็นเสรีนิยม อัลกอริทึมจะมีผลในการจำกัดความหลากหลายของข้อมูลมากกว่ากลุ่มที่เป็นอนุรักษ์นิยม)

นอกจากปัญหาในเชิงการวิจัยแล้ว Tufekci ยังระบุเพิ่มเติมว่าสิ่งที่งานวิจัยนี้ยังขาดคือการไม่ศึกษาปรากฏการณ์ที่อยู่นอก Facebook เพิ่มเติม โดยชี้ให้เห็นว่าอัลกอริทึมของ News Feed จริงๆ แล้วก็มีส่วนในการทำให้ข้อมูลบางอย่างปรากฏและไม่ปรากฏแก่ผู้ใช้ ซึ่งทำให้ตัว News Feed ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดข้อมูล (gatekeeper) ที่สามารถเลือกว่าจะแสดงหรือไม่แสดงข้อมูลใดก็ตาม อันเป็นการควบคุมในระดับหนึ่ง (a modest suppressor) นั่นเอง

ที่มา - The Message

Tags:
Facebook

หลายครั้งที่เราอาจจะคิดว่าอัลกอริทึมเบื้องหลังของ News Feed บน Facebook ทำให้เราเลือกที่จะรับข่าวสารภายในเครือข่ายสังคม (social network) ของตัวเองมากกว่าที่จะเป็นตัวเราเลือก แต่บทความวิชาการล่าสุดที่ตีพิมพ์โดยนักวิจัยของ Facebook ในวารสารวิชาการ Science กลับระบุว่าแท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวอัลกอริทึมแต่อย่างใด หากแต่เป็นที่ตัวผู้ใช้เองที่เลือกรับข้อมูล

นักวิจัยของ Facebook เริ่มต้นจากการอ้างถึงงานวิจัยก่อนหน้าว่าข้อมูลที่เรามักจะได้มา จะมาจากสายสัมพันธ์แบบอ่อน (weak ties เป็นคำอธิบายทฤษฎีทางสังคมของ Granovetter นักสังคมวิทยา ที่ระบุว่าคนที่เรารู้จักไม่มากหรือไม่สนิทมาก กลับมีอิทธิพลกับเรามากกว่าที่คิด) รวมถึงงานวิจัยที่ระบุว่าเรามักจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่เราคิดต่างกันมากกว่า จากนั้นจึงเอาข้อมูลเชิงประจักษ์มาทำการวิจัย (ในที่นี้คือด้านการเมืองของสหรัฐฯ บน Facebook ช่วงกรกฎาคมปีที่แล้ว ถึงมกราคมปีนี้) ซึ่งก็พบว่าอันที่จริงแล้วเรามักจะเลือกรับข่าวสารจากเครือข่ายสังคม มากกว่าที่จะเป็นตัวอัลกอริทึมเลือกให้นั่นเอง

ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าว ยังโต้ตอบกับทฤษฎีทางสังคมที่ระบุว่าคนที่คิดเหมือนกันมักจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มเดียวกัน (เช่น Aristotle, Max Weber) ที่เรียกว่า "homophily" โดยชี้ให้เห็นว่าจากข้อมูลในงานวิจัย ระบุชัดเจนว่าคนในเครือข่ายสังคมมักจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่คิดต่างไปจากตัวเองด้วย ใครสนใจสามารถไปอ่านฉบับย่อได้จากที่มา หรือฉบับเต็มได้ที่นี่ครับ

ที่มา - Facebook Research

Tags:
Baidu

การแข่งขันระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถจดจำและจำแนกประเภทของภาพได้อย่างแม่นยำในปีนี้แข่งขันกันอย่างดุเดือด โดย ไป่ตู้, ไมโคซอฟท์, และกูเกิลล้วนตีพิมพ์ผลสำเร็จใหม่ออกมาห่างกันไม่กี่เดืือน ล่าสุดเดือนนี้ไป่ตู้ก็ตีพิมพ์ผลงานล่าสุดมีความแม่นยำสูงกว่าคู่แข่งทั้งหมดแล้ว โดยมีความผิดพลาดเพียง 4.58% เทียบกับมนุษย์ทั่วไปที่จำแนกภาพได้ความผิดพลาด 5.1% และผลที่ดีที่สุดของกูเกิลก่อนหน้านี้อยู่ที่ 4.82%

ทีมวิจัยของไป่ตู้นำทีมโดย Ren Wu อดีตหัวหน้าวิศวกรซอฟต์แวร์ของเอเอ็มดีผู้ที่รับผิดชอบโครงการ Heterogeneous System Architecture (HSA) เขาฝึกโครงข่ายประสาทเทียมด้วยการแปลงภาพที่ใช้ฝึกโครงข่ายเป็นภาพจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้คอมพิวเตอร์ Minwa ของไป่ตู้ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการวิจัย deep learning โดยเฉพาะ

งานวิจัย "Deep Image: Scaling up Image Recognition" นำเสนอที่งาน Embedded Vision Summit เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ที่มา - Baidu, Wall Street Journal, +Andrew Ng

Tags:
Baidu

การแข่งขันระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถจดจำและจำแนกประเภทของภาพได้อย่างแม่นยำในปีนี้แข่งขันกันอย่างดุเดือด โดย ไป่ตู้, ไมโครซอฟท์, และกูเกิลล้วนตีพิมพ์ผลสำเร็จใหม่ออกมาห่างกันไม่กี่เดือน ล่าสุดเดือนนี้ไป่ตู้ก็ตีพิมพ์ผลงานล่าสุดมีความแม่นยำสูงกว่าคู่แข่งทั้งหมดแล้ว โดยมีความผิดพลาดเพียง 4.58% เทียบกับมนุษย์ทั่วไปที่จำแนกภาพได้ความผิดพลาด 5.1% และผลที่ดีที่สุดของกูเกิลก่อนหน้านี้อยู่ที่ 4.82%

ทีมวิจัยของไป่ตู้นำทีมโดย Ren Wu อดีตหัวหน้าวิศวกรซอฟต์แวร์ของเอเอ็มดีผู้ที่รับผิดชอบโครงการ Heterogeneous System Architecture (HSA) เขาฝึกโครงข่ายประสาทเทียมด้วยการแปลงภาพที่ใช้ฝึกโครงข่ายเป็นภาพจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้คอมพิวเตอร์ Minwa ของไป่ตู้ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการวิจัย deep learning โดยเฉพาะ

งานวิจัย "Deep Image: Scaling up Image Recognition" นำเสนอที่งาน Embedded Vision Summit เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ที่มา - Baidu, Wall Street Journal, +Andrew Ng

Tags:
IBM

ทีมนักวิจัยจาก IBM Research ประกาศความสำเร็จด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ใน 2 ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน

อย่างแรกคือเทคนิคการตรวจจับความผิดพลาดของควอนตัม แนวคิดของควอนตัมคอมพิวเตอร์มาจากทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ที่เราไม่สามารถฟันธง "สถานะ" ของอนุภาคได้ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ (ทุกอย่างคือความน่าจะเป็น) เมื่อนำอนุภาคมาทำเป็นบิต (หรือคิวบิต qubit ในภาษาของควอนตัม) จึงต้องมีวิธีตรวจสอบให้ชัดเจนว่าคิวบิตนั้นเป็น 0 หรือ 1

เทคนิคที่ใช้กันในวงการแต่เดิมสามารถตรวจจับข้อผิดพลาดแบบ bit-flip (สถานะผิดจาก 0 เป็น 1 หรือกลับกัน) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีข้อผิดพลาดอีกแบบที่เรียกว่า phase flip (มุมการหมุนของคิวบิตเพี้ยนไป) ซึ่งเทคนิคใหม่ของ IBM สามารถตรวจจับได้ทั้งสองแบบ

Tags:
Samsung

กลุ่มนักวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเท็กซัสออกมาเผยผลงานวิจัยที่ได้รับเงินทุนจากซัมซุงด้วยการสร้างระบบระบุตำแหน่งผ่าน GPS สำหรับสมาร์ทโฟนที่เคลมว่าคลาดเคลื่อนในระดับเซนติเมตรเท่านั้น

แม้ว่า GPS ที่สามารถระบุตำแหน่งได้แม่นยำระดับเซนติเมตรจะไม่ใช่ของใหม่ (ใช้ทางการทหาร ภูมิศาสตร์ และทำแผนที่มานานแล้ว) แต่ตัวอุปกรณ์ที่ใช้นั้นขนาดใหญ่ และแพงเกินกว่าจะนำมาใช้ในสมาร์ทโฟน วิธีการที่นักวิจัยกลุ่มนี้ใช้คือการรวมข้อมูล GPS เข้ากับเสาสัญญาณที่มีในสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว และจากการที่ได้ตำแหน่งแม่นยำระดับนั้น จึงทำให้สามารถบอกข้อมูลความเอียงแม่นยำระดับ 1 องศาด้วยกัน

จากการที่สามารถระบุข้อมูลทั้งสองได้แม่นยำยิ่งขึ้น นักวิจัยบอกว่าน่าจะทำให้ virtual reality นอกสถานที่สามารถทำได้สมจริงมากขึ้น เพื่อรับกับแนวคิดดังกล่าวทีมวิจัยจึงเปิดบริษัทหน้าใหม่ชื่อว่า Radiosense ที่ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาระบบนี้ให้สามารถใช้งานกับสมาร์ทโฟนได้อย่างจริงจัง โดยจะทำเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับติดกับเครื่องก่อน ซึ่งไม่แน่ว่าอาจเป็น Gear VR ก็ได้ครับ

ที่มา - Ars Technica

Tags:
Apple

หลังจากเปิดตัวแพลตฟอร์ม ResearchKit ไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา วันนี้ทาง Apple ได้เปิดให้นักวิจัยทางการแพทย์ สามารถเข้าใช้งาน ResearchKit ได้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยนักวิจัยสามารถสร้างแอพหรือโปรแกรม เพื่อนำข้อมูลจากแพลตฟอร์มดังกล่าว มาใช้ประกอบการวิจัยได้แล้ว

ทั้งนี้ Apple ยังเปิดเผยตัวเลขว่าสำหรับแอพชุดแรก ที่เปิดตัวไปพร้อมๆ กับการเปิดตัว ResearchKit มีการใช้งานกับ iPhone แล้วกว่า 60,000 เครื่องทั่วโลก

อนึ่ง สำหรับคนที่สนใจ ResearchKit และต้องการจะนำมาพัฒนาหรือสร้างแอพ ลองอ่านบทความ "5 เหตุผลที่ ResearchKit ยังคงเป็นเพียงของเล่นไว้เพิ่มมูลค่าไอโฟน" ของคุณ pawinpawin หนึ่งในสมาชิกของ Blognone ที่ทำงานด้านการแพทย์ เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

ที่มา - Apple ผ่าน Engadget

Tags:

แม้ว่าชิ้นส่วนของสมาร์ทโฟนจะเล็กลงทุกวันๆ เพื่อหนุนให้สามารถทำสมาร์ทโฟนที่ใช้เนื้อที่ได้คุ้มค่ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่หนึ่งในชิ้นส่วนหลักอย่างสายอากาศกลับยังมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ เนื่องจากสายอากาศต้องการพื้นที่มากพอที่จะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อติดต่อสื่อสารได้ แต่ดูเหมือนในอนาคตนี้ ข้อจำกัดที่ว่ากำลังจะหายไป ด้วยการนำสายอากาศไปใส่ไว้ในชิปเสียเลย

แนวคิดดังกล่าวเป็นผลงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งถูกตีพิมพ์ในบทความวิชาการของ Physical Review ว่าด้วยทฤษฎีการสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในแบบที่ต่างออกไปจากแบบเดิม โดยเรียกวิธีการนี้ว่าการทำลายสมมาตร (symmetry breaking) ของสนามไฟฟ้าให้ประจุไฟฟ้าเริ่มเคลื่อนที่จากการเข้าทำลายสมมาตรเพื่อสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

ในการทดสอบทฤษฎีดังกล่าว ทีมวิจัยได้ทดลองใช้ฟิล์มบางแบบเพียโซอิเล็กทริก ที่เมื่อมีแรงกดจะเกิดแรงดันไฟฟ้า และพบคลื่นความถี่บางอย่างที่อาจทำหน้าที่เหมือนกับสายอากาศได้

หากงานวิจัยนี้พัฒนาต่อไป อาจเป็นหนทางสู่การผนวกสายอากาศเข้าไปในชิปได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้อุปกรณ์พกพามีขนาดเล็กลงแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ขนาดเล็กกว่า เช่น Internet of Things ก็เป็นได้

ที่มา - EurekAlert!

Tags:

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐฯ ตีพิมพ์งานวิจัยแบตเตอรี่ที่ใช้อะลูมิเนียมเป็นขั้ว anode และกราไฟต์เป็นขั้ว cathode

ทีมวิจัยกล่าวว่าแบตเตอรี่นี้จะไม่มีโอกาสระเบิดหรือร้อนจนผิดปกติ (overheating) ได้เลยเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียม​-ไอออน ถึงแม้จะถูกทำให้เสียหายก็ตาม แบตเตอรี่ที่มีคุณสมบัติไม่ไวต่อปฏิกิริยา (low reactivity) นี้ยังช่วยให้มันสามารถถูกขึ้นรูปบิดงอเข้ากับอุปกรณ์ที่มีรูปร่างที่ยืดหยุ่นได้

นอกจากความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น แบตเตอรี่นี้ยังรองรับการชาร์จไฟเต็มในเวลาเพียงหนึ่งนาที และรองรับการชาร์จซ้ำกว่าหลายพันถึงหลายหมื่นครั้งโดยไม่สูญเสียความสามารถในการเก็บประจุเลย ส่วนต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ก็ถูกลงด้วยการใช้อะลูมิเนียมแทนลิเทียม

ข้อเสียของแบตเตอรี่นี้คือให้แรงดันไฟฟ้าราวครึ่งเดียวของแบตเตอรี่ลิเทียม​-ไอออนเท่านั้น

ที่มา: มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผ่าน PCWorld ผ่าน Engadget

Tags:
Windows Phone

เท้าความย้อนถึงงานวิจัยด้านการตัดต่อวิดีโอชื่อ Hyperlaps ผลงานของ Microsoft ที่เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อราวครึ่งปีก่อน มันคือระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยปรับปรุงคลิปภาพวิดีโอที่ถ่ายด้วยกล้อง action camera ให้ได้เป็นภาพต่อเนื่องที่ลื่นไหล อีกไม่นานมันจะกลายเป็นแอพสำหรับ Windows Phone แล้ว

รายงานข่าวระบุว่าตอนนี้แอพ Hyperlapse ได้รับการพัฒนาและเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบเป็นการภายในแล้ว แฟนๆ Windows Phone อดใจรอกันอีกนิดก็น่าจะได้เล่นแอพตบแต่งวิดีโอสุดเนียนอันนี้

แต่ถึงแม้การทดสอบนี้จะจำกัดกันอยู่แค่ภายใน Microsoft เอง แต่ก็มีคนไปล้วงเอาไฟล์ติดตั้งแอพเอามาลองเล่นกันจนได้ และก็มีภาพหน้าจอและคลิปตัวอย่างการทดสอบแอพ Hyperlapse ที่ว่านี้ด้วย สามารถชมได้ท้ายข่าว

ที่มา - WindowsBlogItalia via Windows Central

Tags:
F8

Facebook โชว์ผลงานวิจัยล่าสุดจากทีมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) สองอย่างดังนี้

  • พัฒนา AI ที่สามารถแยกแยะวิดีโอการเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ว่าเป็นกีฬาประเภทใด ใช้งานได้แม้เป็นกีฬาที่ไม่ค่อยดัง (ดูวิดีโอประกอบ)
  • Memory Networks สามารถอ่านข้อความสั้นๆ เล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน แล้วตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในข้อความเหล่านี้ได้แล้ว ในวิดีโอตัวอย่าง ทีมงานป้อน "เรื่องย่อ" ของ Lord of the Rings ประมาณ 12 บรรทัด ประกอบด้วยประโยคง่ายๆ เหมือนการเล่าเรื่องทั่วไป เช่น "Frodo journeyed to Mount Doom" และ "Frodo doppred the ring there" โดย AI สามารถตอบคำถามที่ต้องใช้การเชื่อมโยงข้อมูลอย่าง "Where is the ring?" ออกมาเป็น "Mount Doom" ได้แล้ว
Tags:
USA

เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ DARPA (Defense Advance Research Project Agency) หรือองค์กรโครงการวิจัยทางความมั่นคงระดับสูง สังกัดกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่าได้จัดตั้งโครงการ Brandeis เพื่อวิจัยเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น

DARPA ระบุว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้การปกป้องข้อมูลส่วนตัวนั้นไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งฝั่งผู้บริโภคที่ไม่มีกลไกที่ดีพอ และฝั่งผู้ให้บริการที่อาจจะไม่ได้ออกมาตรการคุ้มครองที่ดีพอ ซึ่งทาง DARPA ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยทำให้ความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ดีขึ้น และทุกคนจะได้ใช้เทคโนโลยีนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา บริษัท หรือหน่วยงานรัฐของสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ชื่อของโครงการดังกล่าวมาจากชื่อของ Louis Dembitz Brandeis ที่เป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาของรัฐบาลกลางสหรัฐ ที่เป็นหนึ่งในคนเริ่มต้นวางหลักการของ "สิทธิความเป็นส่วนตัว" (The Right to Privacy) ของสหรัฐฯ

ที่มา - DARPA ผ่าน Engadget

Tags:
ResearchKit

เมื่อคืนนี้ Apple ได้เปิดตัว Research Kit โดยโฆษณาว่ามันเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยนักวิจัยด้านการแพทย์ (Medical Research -- บางทีเราจะใช้คำว่า Clinical Research ในกรณีที่เก็บคนไข้ที่เป็นคนจริงๆ เพราะ Medical Research นี่รวมทดลองทางการแพทย์ที่ทำในห้องทดลองและสัตว์ทดลองด้วย) เพื่อนำไปในการเก็บข้อมูล และเพิ่มจำนวนคนไข้ที่สมัครใจเข้าร่วมงานวิจัย ผมในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับวงการวิจัยทางการแพทย์ ขอแสดงความเห็นส่วนตัวจากคนที่เคยทำงานวิจัยมาบ้างเล็กน้อยดังนี้ครับ

Tags:
Google

หนังสือพิมพ์ The New York Times มีบทสัมภาษณ์ Astro Teller หัวหน้าห้องวิจัย Google X ของกูเกิล

  • Teller นิยาม Google X ว่า "Moonshot Factory" หรือโรงงานผลิตความฝันที่ยิ่งใหญ่ระดับยิงจรวดไปดวงจันทร์
  • ภารกิจของ Google X คือตามหา "ปัญหา" ใหม่ๆ ในอนาคตที่กูเกิลควรเข้าไปแก้ไข โดยต้องคำนึงว่ามันจะกลายเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนกลับมาในระดับสูงมากพอด้วย
  • ตอนนี้โครงการ Google Brain หรือชื่อปัจจุบันคือ Neural Network Project ถูกผลักมาช่วยเสริมงานด้าน AI ของกูเกิลที่ใช้กับบริการจริงๆ แล้ว และเฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว สามารถตีมูลค่าเป็นเงินจนคุ้มกับเงินที่ลงไปใน Google X ทุกโครงการแล้ว ส่วน Project Loon โครงการบอลลูนสื่อสารก็อยู่ระหว่างการเจรจาทางธุรกิจกับพาร์ทเนอร์
  • เขาพูดถึง Google Glass ที่ถูกมองว่าล้มเหลว ว่าในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีคนจำนวนหนึ่งที่บริโภคข้อมูลผ่านแว่นแบบ Glass ซึ่งอาจไม่ใช่สินค้าของกูเกิลก็ได้
  • แนวทางการทำงานของ Google X คือสร้างสิ่งใหม่อย่างเสมอและต่อเนื่อง (a pipeline of new things)

ที่มา - The New York Times