Tags:

บุพเพสันนิวาสอาจทำงานไม่ทันใจ เทคโนโลยีเลยเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคู่ มีผลการวิจัยของ Pew Research Center ระบุว่ามีชาวอเมริกันวัยเจริญพันธุ์ (adults) กว่า 15% ใช้งานเว็บหรือแอพหาคู่ โดยในช่วงอายุ 18-24 ปี มีผู้ใช้สูงขึ้นถึงสามเท่าเมื่อเทียบกับปี 2013 และกลุ่มวัย 55 ถึง 64 ปี มีผู้ใช้สูงขึ้นสองเท่า

ข้อมูลนี้ทำการสำรวจเมื่อ 10 มิถุนายนถึง 12 กรกฎาคม 2015 กับกลุ่มตัวอย่าง 2,001 ราย เมื่อกางข้อมูลออกดูพบว่าช่วงวัยรุ่นมีการใช้เครื่องมือหาคู่ออนไลน์สูงมากกว่าปี 2013 และเมื่อขยับช่วงวัยเป็น 25-34 ปีก็เริ่มลดเท่าเดิม และไปเริ่มใช้กันเยอะกับกลุ่มผู้ใช้สูงวัย เหตุผลหลักที่มาวินคือการเดตแบบออนไลน์เป็นทางเลือกใหม่ของการพบปะผู้คน

ในขณะเดียวกันก็มีข้อมูลว่าชาวอเมริกันกว่า 41% รู้ว่าใครใช้เครื่องมือหาคู่ออนไลน์นี้ และ 29% ก็รู้จักคนที่ได้คู่รักหรือคู่ชีวิตระยะยาวครับ

ที่มา: Pew Research Center

Tags:

ในเวลานี้ที่เทคโนโลยีงานพิมพ์ 3 มิติกำลังมาแรงสุดๆ งานค้นคว้าวิจัยใช้ประโยชน์งานพิมพ์นั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ, งานผลิตชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ทั้งการสร้างบ้าน, สร้างรถ หรือจะเพื่อการแพทย์อย่างใช้การพิมพ์ 3 มิติสร้างเนื้อเยื่อตับไว้ทดสอบยา, สร้างกระดูกเทียมก็ยังมี แน่นอนว่าสร้างหุ่นยนต์ก็ย่อมได้ แต่วันนี้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่ก้าวหน้ามากขึ้นจนสามารถทำชิ้นงานขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร ส่งผลให้นักวิจัยสามารถสร้างหุ่นยนต์อสุจิได้แล้ว

แม้จะถูกเรียกว่าหุ่นยนต์อสุจิ (spermbot) แต่มันก็มิใช่หุ่นยนต์ที่มีวงจรไฟฟ้าหรือการประมวลผลอย่างพวกหุ่นยนต์ตัวใหญ่ที่เห็นกันทั่วไป แท้จริงแล้วมันคืออุปกรณ์ "micromotor" ซึ่งหมายถึงอนุภาคไมโครที่สามารถเคลื่อนที่ได้เองเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมจำเพาะที่เหมาะสม วัตถุประสงค์ของงานพัฒนานี้ก็ด้วยหวังว่าจะใช้มันช่วยนำตัวอสุจิที่ยังแข็งแรงพอให้เคลื่อนที่ไปทำการปฏิสนธิกับไข่ได้ สิ่งที่มันทำจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับคู่รักที่มีบุตรยากอันเนื่องมาจากอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของฝ่ายชายนั้นมีแนวโน้มว่าจะได้บุตรสมดังหวังมากขึ้น

Tags:

ทีมนักวิจัยในโปรตุเกสพัฒนาหุ่นยนต์แบบเรือจำนวนหลายลำที่มีระบบประมวลผลและเครือข่ายประสาทเทียมในตนเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้พวกมันรู้จักเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันเป็นทีมได้เอง และตอนนี้หุ่นยนต์เหล่านั้นกำลังอยู่ในขั้นออกทดสอบกลางทะเล

งานวิจัยนี้เป็นผลงานร่วมกันของ University Institute of Lisbon และ University of Lisbon โดยมุ่งเป้าสร้างหุ่นยนต์กองเรือที่สามารถแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ทางทะเล ซึ่งไม่เพียงจะทุ่นค่าใช้จ่ายในการออกปฏิบัติภารกิจ แต่ยังลดความเสี่ยงจากการที่ต้องนำเรือปฏิบัติการที่มีมูลค่าสูงนับล้านและเจ้าหน้าที่ผู้ผ่านการฝึกฝนลงพื้นที่เสี่ยงภัยจริงในทุกครั้ง

ดอกเตอร์ Anders Christensen หัวหน้าทีมวิจัยนี้ กล่าวถึงแนวคิดการใช้หุ่นยนต์ทำงานเป็นกลุ่มแบบกองเรือนี้ว่าเป็นการยกระดับงานพัฒนาหุ่นยนต์ไปอีกขั้น แทนที่จะเน้นการพึ่งพาหุ่นยนต์เพียง 1 หรือ 2 ตัวมาทำงาน ซึ่งไม่เพียงแต่จะต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูง ทางทีมได้หันมาให้ความสนใจการใช้งานหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่สามารถทำงานเป็นกลุ่มโดยมีต้นทุนต่ำกว่าและใช้การคำนวณและกระบวนการคิดที่ไม่ซับซ้อน

Tags:

ทีมนักวิจัยได้คิดค้นเทคนิคการใช้เถ้าของใบโอ๊กที่ผ่านความร้อนสูงร่วมกับสารละลายโซเดียมมาทำเป็นแบตเตอรี่

โครงสร้างพื้นฐานของแบตเตอรี่คือขั้วไฟฟ้า 2 ขั้ว อันได้แก่ ขั้วแคโธด (ขั้ว +) และขั้วแอโนด (ขั้ว -) โดยแต่ละขั้วจะถูกแช่อยู่ในสารละลายอิเล็กโตรไลต์ มีวัสดุกั้นกลางระหว่างขั้วไฟฟ้าทั้ง 2 ป้องกันมิให้ประจุลบจากขั้วแอโนดไหลลัดวงจรไปหาขั้วแคโธดได้โดยตรง เมื่อมีการต่อขั้วไฟฟ้าทั้ง 2 ผ่านโหลดไฟฟ้า ประจุลบจากขั้วแอโนดจะไหลผ่านโหลดไฟฟ้านั้นไปยังขั้วแคโธดทำให้มันทำงานได้ เมื่อประจุไหลผ่านไปจนกระทั่งศักย์ไฟฟ้าของขั้วทั้ง 2 แทบไม่ต่างกัน นั่นคืออาการของแบตเตอรี่ที่ไฟหมด ซึ่งแบตเตอรี่บางประเภทที่สามารถชาร์จไฟใหม่ได้ ก็คือการใช้พลังงานไฟฟ้าขับประจุลบจากขั้วแคโธดให้ย้อนผ่านวัสดุกั้นกลางไปยังขั้วแอโนดดังเดิมนั่นเอง

ด้วยแนวคิดดังกล่าว การพัฒนาแบตเตอรี่นั้นสามารถทำได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือกนำมาใช้ และงานวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่อันเป็นความร่วมมือกันระหว่าง University of Maryland ในสหรัฐอเมริกา และ National Center for Nanoscience and Technology จากประเทศจีน ก็คือการนำใบโอ๊กมาเป็นส่วนหนึ่งของแบตเตอรี่แบบ SIB (แบตเตอรี่โซเดียมไอออน)

Tags:

Disney Research ร่วมกับมหาวิทยาลัย ETH Zürich แห่งสวิตเซอร์แลนด์ พัฒนาโครงการ Vertigo ซึ่งเป็นการสร้างหุ่นยนต์แบบรถที่สามารถวิ่งได้ทั้งบนพื้นและบนผนัง แม้ว่าผนังนั้นจะไม่เรียบก็ตาม (และโดยหลักการแล้ววิ่งกลับหัวไปตามเพดานก็ย่อมได้)

หุ่นยนต์ Vertigo นั้นมีลักษณะเป็นรถ 4 ล้อ ใช้แรงขับเคลื่อนจากใบพัด 2 ชุด ซึ่งสามารถปรับทิศทางได้ว่าต้องการพัดอากาศเพื่อสร้างแรงส่งไปทางไหน ในการวิ่งบนพื้นราบ ตัวใบพัดจะหมุนเอียงไปด้านหลังเล็กน้อย ทำให้เกิดแรงส่งตัว Vertigo ให้วิ่งไปด้านหน้า และเมื่อต้องการหยุดการวิ่ง ตัวใบพัดก็จะปรับเอียงมาทางด้านหน้าเพื่อสร้างเพื่อเป่าลมไปด้านหน้าเกิดแรงปฏิกิริยาต่อตัว Vertigo ทำให้ชะลอความเร็วลงและหยุดการวิ่งได้ หลักการใช้ใบพัดเป่าอากาศเพื่อสร้างแรงส่งแก่ตัวยานพาหนะเองนี้ก็เป็นแบบเดียวกับการวิ่งบนพื้นราบของเครื่องบินนั่นเอง

และเมื่อ Vertigo วิ่งไปจนเจอกำแพง ก็เป็นตัวใบพัดคู่นี่เอง ที่ช่วยสร้างแรงยกตัวหุ่น Vertigo ให้หัวเชิดขึ้นเพื่อเริ่มต้นวิ่งในแนวตั้งไต่กำแพง จากนั้นในระหว่างที่ Vertigo กำลังไต่กำแพงนี้ ตัวใบพัดคู่ก็จะปรับมุมเป่าลมเพื่อสร้างแรงกดให้ Vertigo แนบกับผนังตลอดเวลาไม่หล่นร่วงสู่พื้น

Tags:
Facebook

มีผลการวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์บน The Royal Society แห่งสหราชอาณาจักร พบคำตอบเกี่ยวกับมิตรภาพบนโลกออนไลน์ว่า แม้จะมีเพื่อนออนไลน์เยอะแค่ไหน ก็มีเพื่อนสนิทบนนั้นเพียงไม่กี่คน

Robin Dunbar ผู้วิจัยสำรวจผู้ใช้ Facebook 3,375 คนพบว่าแต่ละคนมีเพื่อนในนั้นเฉลี่ย 150 คน มีเพื่อนที่จริงใจประมาณ 14 คนและมีเพียง 4 คนเท่านั้นที่สนิทและคุยกันบ่อยที่สุด ซึ่งตรงตามแนวโน้มของโลกออฟไลน์ที่เขาเคยวิจัยมาก่อนหน้าว่าเพื่อนที่สนิทสนมก็จะมีจำนวนไม่เยอะ เพราะต้องใช้เวลาด้วยกันมากนั่นเอง

เขาสรุปว่า "เมื่อคุณต้องการไหล่ไว้ซบระบาย คุณต้องการแค่ไหล่ของจริง ซึ่งโลกออนไลน์ตอบสิ่งนี้ไม่ได้"

แต่หาใช่ว่าสื่อสังคมออนไลน์จะเป็นสิ่งไร้สาระ ลดค่าความสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อ Nicole Ellison จากม. Michigan มองว่าสิ่งนี้ช่วยในการกระจายและเก็บข้อมูลข่าวสารจากกลุ่มสังคมที่หลากหลายและกว้างขวางมากขึ้น เช่น การโพสต์สเตตัสสอบถามความเห็น เป็นต้น

ที่มา - Huffington Post

Tags:
MIT

ทีมวิจัย CSAIL แห่งสถาบัน MIT ได้เผยแพร่คลิปแสดงความสามารถของอัลกอริทึมที่พัฒนามาสำหรับโดรน ทำให้มันสามารถบินผ่านพื้นที่ซึ่งมีสิ่งกีดขวางจำนวนมากได้อย่างแม่นยำ

เดิมทีทีม CSAIL (Computer Science and Artificial Intelligence Laboratory) ได้สร้างอัลกอริทึมมาเพื่อกำหนดการย่างก้าวให้แก่หุ่นยนต์ Atlas ซึ่งเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ DARPA Robotics Challenge เมื่อปีก่อน (มีเผยแพร่ให้ผู้สนใจเข้าไปดูได้ที่นี่) โดยมันจะคอยประมวลผลเพื่อหาว่าพื้นที่ไหนปลอดภัยสำหรับการวางเท้าของหุ่นยนต์ มาตอนนี้อัลกอริทึมดังกล่าวได้รับการต่อยอดให้สามารถใช้งานในเชิง 3 มิติได้ และทำให้มันเหมาะต่อการกำหนดเส้นทางบินของโดรน

ทีม CSAIL ได้สร้าง "ป่าจำลอง" โดยการเอาท่อ PVC หลายเส้นมาตั้งดิ่งเกาะกลุ่มกันเปรียบเสมือนลำต้นของต้นไม้ในป่า แล้วใช้เชือกขึงไปมาระหว่างท่อแต่ละเส้นเพื่อจำลองสภาพการกีดขวางของกิ่งไม้ทั้งหลาย จากนั้นก็ใช้อัลกอริทึมควบคุมโดรน 4 ใบพัดขนาดจิ๋วให้บินผ่านป่าจำลองนั้นจากด้านหนึ่งทะลุไปออกอีกด้านหนึ่งได้โดยไม่ติดขัด

Tags:
Baidu

ห้องวิจัยปัญญาประดิษฐ์ของ Baidu Research ในซิลิคอนวัลเลย์ประกาศปล่อยซอฟต์แวร์ Warp-CTC (Connectionist Temporal Classification) เป็นซอฟต์แวร์จัดกลุ่มข้อมูล (classification) สำหรับข้อมูลเป็นลำดับ โดยใช้สัญญาอนุญาตแบบ Apache ทำให้คนทั่วไปสามารถนำไปใช้ต่อได้แม้จะนำไปใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะหรือซอฟต์แวร์เพื่อการค้า

แนวทางการใช้งานของ Warp-CTC ที่สำคัญคือการจดจำเสียง โดยทาง Baidu ใช้ Warp-CTC เป็นส่วนประกอบของ Deep Speech แต่พบว่า CTC ใช้ซีพียูเปลืองมากทำให้ต้องไปใช้ชิปกราฟิกมาช่วยประมวลผล

WARP-CTC ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานทั้งบนซีพียูธรรมดาและการ์ดกราฟิกของ NVIDIA ผ่านทาง CUDA

ทีมงาน Baidu Research ระบุว่ายินดีทำงานร่วมกับชุมชนโอเพนซอร์สและถ้าใครพัฒนาซอฟต์แวร์เพิ่มเติมแล้วอยากรวมเข้ากับโค้ดหลักก็ส่ง pull request เข้ามาได้

ที่มา - Baidu Research, GitHub

Tags:
D-Wave

ทีมนักวิจัยของกูเกิลออกมาเผยความคืบหน้าของการใช้ ควอนตัมคอมพิวเตอร์กับงานวิจัยด้าน AI หลังจากในปี 2013 กูเกิลจับมือกับ NASA ซื้อคอมพิวเตอร์ของบริษัท D-Wave ไปใช้งาน

D-Wave เคยประกาศความสำเร็จในการพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ แต่ในวงการวิจัยเองกลับมีข้อโต้เถียงกันมากว่า D-Wave ใช้งานได้จริงแค่ไหน (อ่านรายละเอียดในข่าวเก่า)

ผลการวิจัยของกูเกิลพบว่าในโจทย์บางประเภทที่มีตัวแปรเกือบ 1,000 ค่า ระบบของ D-Wave ทำงานได้เร็วกว่าอัลกอริทึมแบบเดิมๆ ทั้ง simulated annealing และ Quantum Monte Carlo มาก บางครั้งทำงานเร็วกว่ากันถึง 108 เท่าด้วยซ้ำ ซึ่งทางทีม Quantum Artificial Intelligence ของกูเกิลจะเดินหน้าพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อพัฒนาวงการควอนตัมคอมพิวเตอร์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์บางรายก็ยังตั้งข้อสังเกตกับผลการวิจัยของกูเกิล รายละเอียดอ่านได้จาก Phys.org

ที่มา - Google Research Blog

OpenAI

Elon Musk แห่ง Tesla Motors และ Sam Altman ซีอีโอของบริษัทลงทุนชื่อดัง Y Combinator จับมือเปิดตัวบริษัทวิจัยแบบไม่หวังผลกำไร OpenAI เพื่อศึกษาวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) แบบไม่ต้องพึ่งพาบริษัทใหญ่อย่างกูเกิลหรือไมโครซอฟท์

ภารกิจของ OpenAI คือวิจัยเรื่อง AI เพื่อเป็นสมบัติของมนุษยชาติ โดยไม่ต้องคำนึงเรื่องกำไรแบบเดียวกับห้องวิจัยของบริษัทใหญ่ ไอเดียของ OpenAI มาจากความกังวลของ Elon Musk และผองเพื่อนว่าบริษัทใหญ่ๆ จะทุ่มงบวิจัยด้าน AI จนก้าวหน้ามาก (และอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ในระยะยาว)

ทางออกจึงเป็นการตั้งหน่วยงานกลางที่พัฒนา AI ในแนวทางเป็นส่วนขยายของมนุษย์ และเปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้แทน นักวิจัยของ OpenAI จะเปิดเผยผลงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงยกสิทธิบัตรให้เป็นของสาธารณะด้วย

หน่วยงานวิจัยของ Microsoft Asia เปิดซอร์สโค้ดซอฟต์แวร์ Distributed Machine Learning Toolkit (DMTLK) สำหรับการเรียนรู้ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยประมวลแบบกระจายศูนย์บนคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่อง

ไมโครซอฟท์ระบุว่าเปิดซอร์สโค้ดซอฟต์แวร์ชุดนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการวิจัยด้าน machine learning มากขึ้น ในชุดซอฟต์แวร์นอกจากตัวโปรแกรมหลัก ยังมีตัวอย่างอัลกอริทึมให้อีก 2 แบบ และตัวช่วยประมวผลภาษาธรรมชาติ Distributed Word Embedding ด้วย

โค้ดทั้งหมดเขียนด้วย C++ ใช้สัญญาอนุญาตแบบ MIT ดาวน์โหลดได้จาก GitHub

ผู้สนใจรายละเอียดของโครงการ ดูได้จาก DMTK.io

ที่มา - Inside Microsoft Research

Toyota

Toyota Motor Corporation ประกาศตั้งบริษัทลูกด้านการวิจัยชื่อ Toyota Research Institute Inc. (TRI) โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ศูนย์กลางของย่านซิลิคอนวัลเลย์ของสหรัฐอเมริกา และมีสำนักงานอีกแห่งตั้งอยู่ใกล้ Massachusetts Institute of Technology (MIT) สถาบันการศึกษาชื่อดังด้านวิศวกรรม

TRI จะเน้นการวิจัยด้าน AI และหุ่นยนต์เป็นพิเศษ เป้าหมายของกลุ่มโตโยต้าคือต้องการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต และเตรียมรับมือสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยหวังว่า TRI จะเชื่อมระหว่างวงการวิจัยเชิงวิชาการ และการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกวางขายจริงเข้าด้วยกัน

แผนการของ TRI จะเน้นไปที่ AI และหุ่นยนต์ก่อน แต่ก็สามารถขยายไปยังงานวิจัยสาขาอื่นๆ ได้ในอนาคต โตโยต้าสัญญาว่าจะลงทุนมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า ส่วน TRI จะเริ่มเปิดทำการในเดือนมกราคม 2016 ตั้งเป้ามีพนักงาน 200 คน

ที่มา - Toyota

Tags:
USA

สหรัฐฯ มีกฎหมาย DMCA ที่ระบุว่าการข้ามมาตรการป้องกันการแก้ไขงานลิขสิทธิ์ เช่น DRM หรือระบบล็อกซอฟต์แวร์ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามกฎหมายอนุญาตให้หอสมุดรัฐสภา (Library of Congress - LoC) ประกาศข้อยกเว้นจากมาตรานี้ได้ทุกๆ สามปี และปีนี้ทาง LoC ยอมรับข้อเสนอใหม่ ให้การดัดแปลงแก้ไขซอฟต์แวร์รถยนต์ได้รับการยกเว้น

ข้อยกเว้นนี้ทำให้นักวิจัยสามารถเข้าดัดแปลง ตรวจสอบความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ในรถยนต์ โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องด้วยกฎหมาย DMCA

ทาง EFF ที่เป็นผู้ยื่นเสนอขอยกเว้นครั้งนี้ ยืนยันว่ากฎหมาย DMCA มีปัญหาในตัวเอง และกระบวนการขอเว้นที่ล่าช้าเช่นนี้เป็นเรื่องไม่จำเป็น แต่การได้รับยกเว้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี

อีกข้อยกเว้นที่ได้เพิ่มเติมมาคือการดัดแปลงเกมที่เซิร์ฟเวอร์ปิดตัวไปแล้ว หากการปิดเซิร์ฟเวอร์ทำให้เกมไม่สามารถเล่นได้อีกต่อไป เจ้าของเกมสามารถดัดแปลงเกมเพื่อให้กลับขึ้นมาเล่นได้ ขณะที่ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์สามารถเจลเบรคคอนโซลเพื่อการเก็บรักษาเกมได้

ยังมีข้อยกเว้นอื่นที่ได้รับการต่ออายุไปอีกสามปี ได้แก่ การเจลเบรคโทรศัพท์และแท็บเล็ต, การใช้งานบางส่วนจากวิดีโอที่มี DRM สำหรับงานที่ไม่ใช่เพื่อการค้า

ที่มา - EFF

Tags:
MIT

นักวิจัยจาก MIT ได้พัฒนาซอฟต์แวร์โดยใช้สัญญาณ Wi-Fi เพื่อระบุตัวตนของมนุษย์ผ่านกำแพง โดยนักวิจัยได้สร้างอุปกรณ์ชื่อ RF-Capture ซึ่งจะปล่อยสัญญาณไร้สายเพื่อวิเคราะห์การสะท้อนกลับ และเพื่อดูว่ามีลักษณะเหมือนมนุษย์หรือไม่

สำหรับ RF-Capture นี้มีความแม่นยำสูงถึง 90% สามารถจำแนกความต่างของมนุษย์ได้ 15 คนผ่านกำแพง วิธีทำงานคือวาง RF-Capture ไว้ในห้องหนึ่ง และให้คนเดินไปเดินมาในห้องข้างๆ ที่มีกำแพงติดกัน ตัวอุปกรณ์จะปล่อยสัญญาณออกมา โดยสัญญาณนี้จะทะลุกำแพงไปและสะท้อนกลับจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ ตัว RF-Capture จะเก็บสัญญาณและใช้อัลกอริทึมในการระบุส่วนต่างๆ ของร่างกาย และรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างภาพเงา โดยเน้นไปที่การจับภาพเคลื่อนไหว ทำให้จับได้แม้กระทั่งการวาดมือหรือเขียนข้อความบนอากาศ

ประโยชน์ของ RF-Capture นี้ เช่น การตรวจจับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง และตรวจสอบได้ว่าจะล้มเมื่อไร หรือตรวจจับการสั่งงานอุปกรณ์ด้วยการวาดมือ โดยนักวิจัยจะทำการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้มีความแม่นยำมากขึ้น

ที่มา - The Verge, MIT

Tags:
Microsoft

ทีมนักวิจัยจาก Microsoft research ได้เผยงานวิจัยที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ของแล็ปท็อปด้วยแนวทางใหม่ ที่ไม่ได้มุ่งไปในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่แต่เปลี่ยนไปเน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์จัดการแบตเตอรี่ที่ฉลาดกว่าเดิมแทน

ไมโครซอฟท์เรียกงานวิจัยนี้ว่า Software Defined Batteries โดยใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยร่วมกับการผนวกเอาแบตเตอรี่หลายประเภท (ที่มีคุณสมบัติในการคายประจุ/ชาร์จประจุต่างกัน) มารวมไว้ด้วยกัน ต่างจากอุปกรณ์ในปัจจุบันที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเพียงประเภทเดียวและจัดการโดยระบบที่อยู่บนตัวฮาร์ดแวร์

การใช้แบตเตอรี่หลายแบบในอุปกรณ์เดียวส่งผลให้แบตเตอรี่แต่ละก้อนสามารถปรับแต่งให้รองรับการใช้งานที่ต่างกันไป กล่าวคือเมื่อใช้แล็ปท็อปกับงานที่ใช้พลังงานน้อยอย่างการเปิดเอกสารหรืองานที่ใช้พลังงานมากอย่างการตัดต่อวิดีโอ ซอฟต์แวร์ฝั่งระบบฏิบัติการจะช่วยเลือกรูปแบบการใช้แบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพที่สุดให้กับงานที่ประมวลผลอยู่ในขณะนั้น ด้วยการควบคุมสัดส่วนการคายประจุและสัดส่วนการชาร์จประจุในแบตเตอรี่แต่ละก้อน ทำให้สามารถยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ในการชาร์จครั้งนึงให้นานขึ้นและช่วยให้แบตเตอรี่เสื่อมช้าลง

Tags:
SSL

ทีมวิจัย WeakDH ที่เคยเปิดเผยช่องโหว่ Logjam ตีพิมพ์รายงานวิจัย ประเมินค่าใช้จ่ายในการเจาะกระบวนการแลกกุญแจ Diffie-Hellman (DH) ที่ขนาด 1024 บิตแล้วพบว่าค่าใช้จ่ายในการเจาะระบบเข้ารหัสนี้น่าจะง่ายพอที่ NSA จะเจาะการเข้ารหัส และเอกสารของ Edward Snowden ที่หลุดออกมาชี้นำให้เห็นว่า NSA อาจจะใช้กระบวนการนี้ในการเจาะการเชื่อมต่อเข้ารหัสสำคัญๆ หลายจุด

ปัญหาสำคัญของกระบวนการแลกกุญแจ DH คือมีการใช้ค่าจำนวนเฉพาะซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมาก เช่น DH-512 (ซึ่งไม่ปลอดภัยเพราะมีขนาดเล็กเกินไป) 92.3% ของเว็บ HTTPS ทั้งโลกที่รองรับ DH-512 ใช้ค่าคงที่เป็นจำนวนเฉพาะเพียงสองค่าเท่านั้น ขณะที่การคำนวณค่าพารามิเตอร์ของ DH-1024 เพียงกลุ่มเดียวจะเจาะการเชื่อมต่อ IPSec ได้ถึง 66%, SSH ได้ 26%, และ HTTPS ได้ 18%

Tags:
SSL

ทีมวิจัยร่วมกันสามชาติ เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, และสิงคโปร์ แถลงผลงานวิจัยการสร้างค่าที่มีค่าแฮช SHA1 ตรงกัน (SHA1 collision) ด้วยต้นทุนเพียง 75,000 ถึง 120,000 ดอลลาร์หากเช่าเครื่องจาก Amazon EC2 จากเดิมที่ Bruce Schneier เคยประมาณการณ์ว่าปี 2015 จะใช้ทุนประมาณ 700,000 ดอลลาร์

งานวิจัยนี้แสดงความง่ายของการสร้างข้อมูลที่มีค่าแฮชตรงกัน จากฟังก์ชั่น SHA1 compression function โดยคลัสเตอร์ของทีมวิจัยสามารถปลอมค่าแฮชจากฟังก์ชั่นนี้ได้ในเวลาเพียง 10 วัน แม้ว่าจะไม่ได้แสดงการปลอม SHA1 โดยตรง แต่ทีมงานวิจัยก็ระบุว่ากระบวนการปลอมค่าจากฟังก์ชั่นที่นำเสนอแสดงให้เห็นว่าเป็นไปได้ที่จะปลอมค่า SHA1 โดยตรงด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าที่เคยคาดกันมาก

ทีมงานออกแถลงข่าวครั้งนี้เพราะทาง CA Browser Forum กำลังโหวตข้อเสนอให้ยืดอายุใบรับรองที่ใช้ SHA1 ออกไปจนถึงปี 2016 โดยระบุว่าต้นทุน 120,000 ดอลลาร์นั้นถูกพอที่องค์กรอาชญากรรมสามารถหามาได้ไม่ยากนัก หากเป็นหน่วยงานรัฐที่สามารถสร้างศูนย์ข้อมูลของตัวเองได้ ต้นทุนก็จะถูกลงยิ่งกว่านี้อีก

ที่มา - It's the shappening

Tags:
USA

เมื่อสองวันที่แล้ว (14 กันยายน) รัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา ประกาศจัดตั้งโครงการที่เรียกว่า "Smart Cities" ที่จะเน้นด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเมืองต่างๆ เช่น การลดความแออัดด้านการจราจรหรือการเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น ภายใต้วงเงินลงทุนกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 5 พันล้านบาท)

ในรายละเอียดแล้ว รัฐบาลกลางของสหรัฐจะแบ่งยอดการลงทุนออกเป็นส่วนๆ คือ ประมาณ 35 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับงานวิจัยใหม่ๆ และ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการลงทุนที่เสนอขึ้นมาโดยมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSF: National Science Foundation) และสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST: National Institute of Standards and Technology); 70 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการใช้จ่าย และ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการสร้างโซลูชั่นใหม่ๆ เช่น ความปลอดภัย การขนส่ง และสุขภาพ สำหรับการลงทุนที่เสนอโดยกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงพาณิชย์ และกรมป้องกันสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดจะมุ่งไปยัง Internet of Things, ความร่วมมือกับภาคประชาสังคม, ยกระดับความสามารถของรัฐบาลกลาง และส่งเสริมความร่วมมือระดับนานาชาติ (รายละเอียดยาวมาก แนะนำให้อ่านจากที่มา)

ตามโครงการนี้จะมีเมืองในสหรัฐอเมริกามากกว่า 20 เมือง ในโครงการนี้ พร้อมกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ จำนวนหนึ่งที่จะมีส่วนร่วมด้วย

ไม่แน่ใจว่าต้องใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกชุดละ 800,000 บาทหรือไม่

ที่มา - The White House

Tags:
IBM

ความฝันอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการติดต่อกันโดยเพียงแค่นึกคิดก็สามารถคุยกันได้ และถึงแม้ว่าจะมีโทรศัพท์มือถือเข้ามาช่วยแล้ว แต่หลายๆ คนอาจจะยังต้องการให้ไปไกลกว่านั้น คือเพียงแค่นึกถึงก็สามารถโทรหากันได้ทันที ทั้งหมดอาจจะยังคงเป็นเพียงความฝันอยู่ แต่งานสำรวจงานวิจัย (literature review) ชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ออกมาอาจจะช่วยให้มนุษย์สามารถติดต่อเช่นนั้นได้จริงๆ

งานสำรวจงานวิจัยดังกล่าว เป็นผลงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยของ Indian Institute of Technology ของอินเดีย, Xerox Research Centre และ IBM India Research Laboratory โดยรวบรวมงานวิจัยภายใต้แนวคิด Brain Computer Interface (BCI) ซึ่งกระบวนการคือใช้เครื่องตรวจจับคลื่นสมองแล้วค่อยไปสั่งการตัวแอพบนโทรศัพท์มือถือ งานสำรวจดังกล่าวระบุว่า ความแม่นยำในเทคโนโลยีด้านนี้ถือว่ายังค่อนข้างต่ำอยู่ เช่น ในกรณีของการให้เขียนภาษาจีนผ่านแป้นพิมพ์เสมือน (virtual keyboard) โดยใช้สมองสั่งการนั้นยังมีความแม่นยำสูงที่สุดเพียง 80% และโดยค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 70%

อย่างไรก็ตาม งานสำรวจงานวิจัยดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มและความเป็นไปได้ในการนำเอาระบบนี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสั่งงานโทรศัพท์มือถือในอนาคต ซึ่งหากเป็นไปตามนี้จริง สมาร์ทโฟนก็จำเป็นที่จะต้องมีพลังในการประมวลผลที่มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อจะรองรับคุณสมบัติใหม่ๆ เหล่านี้

ที่มา - ZDNet, งานสำรวจงานวิจัย

Tags:
Google

กูเกิลรายงานถึงโครงการวิจัย Unison เป็นโครงการเพื่อการเก็บข้อมูลพัฒนาระบบออกเสียงจากข้อความ (text-to-speech - TTS) จากภาษาที่มีข้อมูลน้อย (low resource languages) โดยเลือกภาษาบังคลาเทศ และใช้อาสาสมัครที่เป็นพนักงานของกูเกิลเองมาช่วยพูดให้เสียง

ทางโครงการพัฒนาเครื่องมือที่ชื่อว่า ChitChat เป็นเว็บแอพที่บันทึกเสียงตามข้อความที่กำหนด สำรวจเสียง, รบกวนในห้อง, และเล่นไฟล์ที่บันทึกไปแล้ว อุปกรณ์ทั้งชุดมีราคาไม่ถึง 2,000 ดอลลาร์ ส่วนประโยคที่ต้องอ่าน ใช้เวลาบันทึกเสียงทั้งหมด 3 วัน บันทึกครั้งละ 250 ประโยค แต่ละครั้งใช้เวลา 30-60 นาที รวมทั้งหมด 2000 ข้อความ โดยเลือกข้อความจากการวิเคราะห์ฐานข้อมูล Wikipedia

ตอนนี้ทีมงานใช้โมเดลเสียงจากสถาบันเทคโนโลยีอินเดีย แต่โมเดลเสียงยังต่างจากเสียงที่ทีมงานใช้อยู่บ้าง อย่างไรก็ดี เสียงที่ออกมาจาก TTS ต้นแบบดีกว่าที่คาดไว้

ที่มา - Google Research