Tags:
Google

หนังสือพิมพ์ The New York Times มีบทสัมภาษณ์ Astro Teller หัวหน้าห้องวิจัย Google X ของกูเกิล

  • Teller นิยาม Google X ว่า "Moonshot Factory" หรือโรงงานผลิตความฝันที่ยิ่งใหญ่ระดับยิงจรวดไปดวงจันทร์
  • ภารกิจของ Google X คือตามหา "ปัญหา" ใหม่ๆ ในอนาคตที่กูเกิลควรเข้าไปแก้ไข โดยต้องคำนึงว่ามันจะกลายเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนกลับมาในระดับสูงมากพอด้วย
  • ตอนนี้โครงการ Google Brain หรือชื่อปัจจุบันคือ Neural Network Project ถูกผลักมาช่วยเสริมงานด้าน AI ของกูเกิลที่ใช้กับบริการจริงๆ แล้ว และเฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว สามารถตีมูลค่าเป็นเงินจนคุ้มกับเงินที่ลงไปใน Google X ทุกโครงการแล้ว ส่วน Project Loon โครงการบอลลูนสื่อสารก็อยู่ระหว่างการเจรจาทางธุรกิจกับพาร์ทเนอร์
  • เขาพูดถึง Google Glass ที่ถูกมองว่าล้มเหลว ว่าในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีคนจำนวนหนึ่งที่บริโภคข้อมูลผ่านแว่นแบบ Glass ซึ่งอาจไม่ใช่สินค้าของกูเกิลก็ได้
  • แนวทางการทำงานของ Google X คือสร้างสิ่งใหม่อย่างเสมอและต่อเนื่อง (a pipeline of new things)

ที่มา - The New York Times

Tags:
Microsoft

จำได้ไหม? พวกเราจำได้ใช่ไหม? ปีที่แล้ว Google เผยแพร่งานวิจัยการใช้โครงข่ายประสาทเทียมที่เรียนรู้จนสามารถแยกแยะวัตถุที่เห็นในภาพต่างๆ ได้ ล่าสุด Microsoft ก็โชว์ผลงานลักษณะเดียวกันนี้ให้เห็นบ้าง โดย Microsoft อ้างว่านี่เป็นครั้งแรกที่ระบบซอฟต์แวร์สามารถเอาชนะมนุษย์ได้สำเร็จในการแยกแยะวัตถุในภาพ

Microsoft อ้างอิงจากการแยกแยะวัตถุในภาพจากคลังภาพของ ImageNet (เจ้าเดียวกับที่จัดการแข่งขันซอฟต์แวร์แยกแยะวัตถุในภาพชื่อ ILSVRC ที่ Google ได้แชมป์บางประเภทในปีก่อน) โดยระบุว่าผลงานของ Microsoft ระบุข้อมูลวัตถุในภาพผิดไปเพียง 4.94% ต่ำกว่าค่าประมาณอัตราการผิดพลาดจากการแยกแยะด้วยสายตามนุษย์ซึ่งอยู่ที่ 5.1%

Tags:

นักวิจัยจาก Swiss Federal Institute of Technology ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ University of California จากสหรัฐอเมริกานำเสนอผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คอนแทคเลนส์ที่สามารถซูมภาพขยายใหญ่ได้ 2.8 เท่า โดยผู้ใช้เพียงควบคุมการทำงานด้วยการขยิบตา

แรกเริ่มงานวิจัยนี้เป็นการสร้างคอนแทคเลนส์ที่ซูมภาพขนาด 2.8 เท่าเฉยๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่สามารถเลือกให้คอนแทคเลนส์กลับมาแสดงภาพขนาดปกติได้ แต่ทีมวิจัยก็ได้พัฒนาเรื่อยมาโดยเพิ่มแว่นตาที่มีเลนส์บรรจุผลึกเหลวที่ปรับการโพลาไรส์ของแสงได้ตามการสั่งงานของสัญญาณไฟฟ้า โดยเมื่อผู้ใช้ขยิบตาข้างหนึ่งเพื่อเปิดฟังก์ชันซูมภาพ ผลึกเหลวในแว่นตาจะทำการโพลาไรส์แสงให้ตกกระทบเลนส์ในบริเวณที่กำหนด และเมื่อผู้ใช้ขยิบตาอีกข้างผลึกเหลวในแว่นตาก็จะหยุดการโพลาไรส์เพื่อปล่อยให้แสงผ่านตามปกติ

สำหรับการทำงานของคอนแทคเลนส์นี้มีส่วนประกอบของกระจกสะท้อนแสงขนาดเล็กที่ทำจากอะลูมิเนียมติดตั้งอยู่ในตัวเลนส์อะคริลิก PMMA ในยามปกติที่แว่นตาปล่อยให้แสงผ่านคอนแทคเลนส์เข้าสู่นัยน์ตาโดยตรงจะเป็นการเผยให้เห็นภาพขนาดจริง แต่เมื่อเปิดระบบซูมภาพ แสงที่ผ่านแว่นตาพิเศษจะตกกระทบบริเวณพื้นที่รอบนอกของคอนแทคเลนส์ โดยแสงดังกล่าวจะถูกหักเหและสะท้อนไปมาหลายครั้งในเนื้อเลนส์ก่อนจะเข้าสู่แก้วตาสร้างการรับภาพในขนาดใหญ่กว่าปกติ 2.8 เท่า

ตัวคอนแทคเลนส์ของทีมวิจัยนั้นมีขนาดใหญ่จนเมื่อผู้ใช้สวมใส่มันแล้ว มันจะกินพื้นที่บดบังทั้งส่วนของตาดำและตาขาว โดยตัวเลนส์มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่านได้ เพื่อลดอาการระคายเคืองนัยน์ตา

งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจาก DARPA ด้วย โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเพื่อช่วยแก้ปัญหาการมองเห็นของผู้สูงอายุ แต่ทั้งนี้ก็อาจมีการพัฒนาเพื่อใช้ในการทหารและวงการกีฬาได้เช่นกัน ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลจากสไลด์นำเสนองานวิจัย

ที่มา - UCSD, NewScientist via SlashGear

Tags:
Microsoft

ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ได้ทำต้นแบบ AutoCharge ระบบชาร์จไฟไร้สายโดยการส่องลำแสงจากโคมไฟที่มีกล้องตรวจจับตำแหน่งวัตถุไปยังมือถือที่ติดแผงโซลาร์เซลล์ไว้ AutoCharge สามารถชาร์จมือถือที่วางบนโต๊ะหรืออยู่ในห้อง (อาทิ โคมไฟติดเพดาน) ได้เร็วเทียบเท่ากับการชาร์จไฟแบบมีสาย

งานวิจัยอธิบายว่า จะมีกล้องหลายตัวที่สามารถจับแสง LED ซึ่งระบุสถานะของมือถือว่าต้องการชาร์จไฟ และวัดขนาด ความหนา และปริมาตรของมือถือกรณีที่มีมือถือหลายเครื่องวางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน (ระบบจะชาร์จไฟทีละเครื่อง) หากมือถือไม่มีแผงโซลาร์เซลล์ก็อาจใช้แผ่นฟิล์มใส (อาทิ Wysips ฟิล์มพลังงานแสงอาทิตย์โปร่งแสง) ติดบนหน้าจอและหลังเครื่อง ส่วนลำแสงชาร์จไฟซึ่งทีมวิจัยระบุว่าปลอดภัยกว่าแสงอาทิตย์นั้นอาจเป็นลำแสงอินฟราเรดที่มนุษย์มองไม่เห็นและระบบสามารถตัดการฉายแสงได้เมื่อกล้องจับได้ว่ามีวัตถุอื่น (อาทิ มนุษย์) บดบังลำแสงชาร์จไฟ

อ่านเอกสารฉบับเต็มของระบบ AutoCharge ได้จากที่มาของข่าวครับ

ที่มา: ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช (PDF) ผ่าน ZDNet

Tags:
Google

จำข่าวเรื่องงานวิจัยสร้างอนุภาคนาโนไหลตามกระแสเลือดเพื่อตรวจหามะเร็งที่ทีม Google X กำลังทำอยู่ได้ไหม ตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า Google X ลงทุนทำผิวหนังมนุษย์เทียมเพื่อใช้ทดสอบการทำงานของอนุภาคที่ว่านี้ด้วย

เว็บไซต์ The Atlantic ได้มีโอกาสบุกเข้าไปชมสถานที่ทำงานของ Google X และสัมภาษณ์ทีมงานเกี่ยวกับงานวิจัยที่ว่านี้ ทั้งยังมีโอกาสได้พบกับชิ้นส่วนแขนมนุษย์ที่ Google X ทำเทียมขึ้นมาเพื่อเลียนแบบร่างกายและใช้ทดสอบการทำงานของอนุภาคนาโนสุดมหัศจรรย์ซึ่งจะทำงานควบคู่กับกำไลหามะเร็งที่ Google X พัฒนาขึ้นมาควบคู่กัน

อนุภาคนาโนที่ Google X พัฒนานี้จะไหลไปตามเส้นเลือดในร่างกายมนุษย์ และทำหน้าที่ช่วยตรวจหาเซลล์มะเร็งในกระแสเลือด โดยมันจะทำการเกาะติดกับเซลล์เม็ดเลือดเป้าหมาย หลังจากนั้นกำไลที่ Google X พัฒนาขึ้นจะสร้างแรงดึงดูดไปกระทำต่ออนุภาคนาโนที่เกาะติดอยู่กับเซลล์ดังกล่าว ทำให้เซลล์เหล่านั้นถูกพามายังตำแหน่งที่ผู้ใช้สวมใส่กำไลไว้นั่นเอง ทั้งนี้จากบรรดาเซลล์ถูกอนุภาคนาโนพามาตามแรงดึงดูดนี้จะมีเพียงเซลล์มะเร็งเท่านั้นที่ถูกกระตุ้นให้ส่องแสงสว่าง ทำให้กำไลพิเศษสามารถแยกแยะเพื่อตรวจนับจำนวนเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติออกจากกันได้

และเนื่องด้วยการแยกแยะเซลล์มะเร็งนั้นต้องตรวจดูจากแสงสว่างที่ถูกส่องออกมา แขนมนุษย์ที่หุ้มด้วยผิวหนังเทียมจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อใช้ทดสอบว่ากำไลของ Google X จะตรวจจับแสงเหล่านั้นได้จริงหรือไม่

ทีมวิจัยเพื่อนวัตกรรมด้านสุขภาพใน Google X นั้นมีทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์นับ 100 ชีวิตร่วมทำงานด้วย ก็หวังว่าจะได้เห็นผลงานวิจัยของพวกเขาสำเร็จเป็นจริงได้ในเร็ววัน

ที่มา - Engadget

Tags:

หนึ่งในความท้าทายของการพัฒนาแบตเตอรี่คือการหาทางทำให้แบตเตอรี่สามารถจ่ายไฟได้มากขึ้นด้วยขนาดเท่าเดิม อีกด้านหนึ่งคือเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน ที่ต้องการกำจัดความเสี่ยงจากการระเบิดหรือลุกไหม้ของแบตเตอรี่ออกไป (หรืออย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหาย ดังเช่นงานวิจัยของ Stanford เรื่องระบบเตือนก่อนแบตเตอรี่ระเบิด) แต่ตอนนี้นักวิจัยแห่ง University of Michigan ได้ทำทั้ง 2 อย่างให้เป็นจริง โดยอาศัยประโยชน์จากคุณสมบัติของเคฟลาร์

ทีมวิจัยได้เลือกใช้เคฟลาร์ซึ่งมีความเป็นฉนวนทางไฟฟ้าจำนวนหลายแผ่นมาซ้อนทับกันเพื่อใช้เป็นวัสดุกั้นกลางระหว่างขั้ว cathode และ anode ซึ่งข้อดีของเคฟลาร์คือทนค่าสนามไฟฟ้าได้ดีกว่าวัสดุแบบเดิมที่เคยใช้กัน นั่นจึงทำให้สามารถสร้างแบตเตอรี่ที่ขนาดโดยรวมบางลงแต่ยังคงจ่ายประจุไฟเลี้ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าได้นานเท่าเดิม (อีกนัยหนึ่งคือหากออกแบบให้มีขนาดเท่าเดิม ก็จะจ่ายไฟได้มากขึ้น)

Tags:

Disney Research เผยแพร่ผลงานใหม่ที่พัฒนาร่วมกับวิทยาลัยด้านวิศวกรรม ETH Zurich จากสวิตเซอร์แลนด์ มันคือหุ่นยนต์รูปเต่าหน้าตาน่ารักชื่อ BeachBot ที่สามารถวาดรูปบนผืนทรายริมชายหาดได้ตามแต่ผู้ควบคุมจะป้อนข้อมูลให้มัน

BeachBot เป็นหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายรถไถ กล่าวคือเป็นรถที่มีคราดขนาดเล็ก 7 อันติดตั้งอยู่ตรงบริเวณท้ายของมัน เมื่อ BeachBot วิ่งไปบนพื้นทรายตามแนวเส้นที่จะวาดภาพ มันจะควบคุมการกดหรือยกขึ้นของคราดเล็กๆ เหล่านั้นเพื่อสร้างลายเส้นบนพื้นทรายตามเส้นทางวิ่งของมัน และด้วยคราดทั้ง 7 อันที่ควบคุมแยกกันได้ ทำให้ BeachBot สามารถวาดภาพด้วยเส้นที่บางที่สุดขนาด 5 เซนติเมตร หรือหนาสุด 40 เซนติเมตร

ส่วนล้อของ BeachBot เป็นล้อแบบบอลลูนซึ่งจะไม่ทิ้งรอยเอาไว้ให้เกิดเส้นส่วนเกินในภาพวาด โดยล้อหน้าล้อเดียวจะทำหน้าที่ควบคุมการเลี้ยว ส่วนล้อหลัง 2 ล้อนั้นมีเพลาขับแยกกัน

ในการควบคุมพื้นที่การทำงานของ BeachBot จะมีการปักเสาส่งสัญญาณไว้บนผืนทราย ซึ่งตัวหุ่นยนต์จะใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งด้วยชุดเลเซอร์ที่ติดตั้งไว้ด้านบนของตัวมันอ้างอิงกับเสาส่งสัญญาณที่ปักเอาไว้โดยรอบ

น่าเสียดายว่าทีมวิจัยไม่ยอมบอกว่ามีแผนจะทำ BeachBot ออกขายจริงหรือไม่

ที่มา - The Verge

Tags:
Baidu

Baidu ประกาศความสำเร็จในการพัฒนา Deep Speech ระบบจดจำเสียงที่ใช้โครงสร้าง deep learning เข้ามาเรียนรู้เสียงจากโลกความเป็นจริงทำได้สามารถจดจำเสียงได้อย่างแม่นยำ

Andrew Ng ระบุว่างานวิจัย Deep Speech นี้สามารถฟังข้อความได้ถูกต้องแม้จะอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงรบกวนสูง รวมถึงพื้นที่ที่ระบบจดจำเสียงทุกวันนี้ไม่สามารถฟังข้อความเข้าใจได้ โดยเขาทดสอบกับระบบที่มีอยู่ในตลาด รวมถึง Google API, Apple Dictation, และ Baidu Speech เอง ระบบ Deep Speech นี้สามารถทำงานได้ดีว่าทุกระบบ

ทีมงานใช้เสียงที่บันทึกจากคน 9,600 คน รวมทั้งหมด 7,000 ชั่วโมง จากนั้นจึงใส่เสียงรบกวนเข้าไปในเสียงด้วยรูปแบบต่างๆ ทำให้ได้ข้อมูลถึง 100,000 ชั่วโมง จากนั้นให้ซอฟต์แวร์เรียนรู้จากข้อมูลที่ใส่เข้าไป โดยซอฟต์แวร์ deep learning ทำงานบนชิปกราฟิก มีความสามารถในการกระจายโหลดออกไปให้ประมวลผลขนานกันได้ (scalable)

Andrew ระบุว่ายังบอกไม่ได้แน่ชัดว่าระบบ Deep Speech นี้จะให้บริการจริงได้เมื่อไหร่ แต่เมื่อนักข่าวถามว่าต้องรอเป็นปีเลยไหม เขาตอบว่า "ไม่หรอก" ("Jesus Christ no!")

ที่มา - Forbes, Facebook: Andrew Ng

Tags:
Disney

งานวิจัยใหม่จาก Disney Research เผยวิธีสร้างลูกตาที่สมจริงให้ตัวละคร ด้วยการจับลูกตาของคนเป็นมาใส่ให้ตัวละครเสียเลย

"จับ" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการควักลูกตาสดๆ ออกมา แต่หมายถึงการเอากล้องหลายตัวจับภาพลูกตาในหลายมุมพร้อมๆ กันในหลายสภาพแสงเพื่อเก็บรายละเอียดของส่วนต่างๆ ของลูกตามาแบบสามมิติ โดยการแยกบันทึกรายละเอียดของตาขาว, กระจกตา และม่านตานั้นทำให้สามารถสร้างลูกตาที่ตอบสนองต่อสภาพแสงได้เหมือนกับลูกตามนุษย์จริงๆ อีกด้วย เมื่อนำลูกตานี้ไปใช้กับตัวละครแล้วก็จะทำให้มีความสมจริงเพิ่มขึ้นมาก

ก่อนหน้านี้ Disney Research ได้มีงานวิจัยที่จะจับโครงสร้างใบหน้าและขนบนใบหน้าของคนมาแล้ว เมื่อรวมเข้ากับงานวิจัยนี้จะทำให้สามารถสร้างบุคคลเสมือนได้ง่ายและสมจริงยิ่งขึ้น

ดูวิดีโอนำเสนองานวิจัยได้ท้ายข่าวครับ

Tags:
Twitter

นักวิจัยของ Autonomous University of Madrid ในประเทศสเปน พบว่าการติดตามกระแสของ Twitter อาจทำให้ประเมินอัตราการว่างงานของผู้คนได้ โดยศึกษาข้อมูลเชิงสถิติของความถี่และช่วงเวลาในการทวีตเนื้อหาของผู้ใช้

ผลการวิจัยระบุว่าพฤติกรรมของคนว่างงานส่วนใหญ่จะมีการกล่าวถึงงานหรือตำแหน่งงานบ่อยครั้ง และมีจะมีทวีตข้อความช่วงเช้าเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการสะกดคำผิดบ่อยครั้ง ด้วยเกณฑ์การคัดกรองข้างต้นก็ทำให้ผู้วิจัยสามารถประเมินจำนวนคนว่างงานในสเปนโดยสังเขปได้

อย่างไรก็ตามผลการศึกษาที่ได้นั้นยังเป็นเพียงแนวโน้มที่ดูเหมือนสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งาน Twitter เท่านั้น ทีมวิจัยระบุว่าแนวคิดนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับพื้นที่ซึ่งผู้คนไม่นิยมใช้ Twitter และทีมวิจัยก็ไม่ยืนยันว่าผู้คนที่ว่างงานในประเทศอื่นนอกเหนือจากสเปนนั้จะมีพฤติกรรมไปในทิศทางเดียวกันกับผลการศึกษาหรือไม่

นักวิจัยชี้ว่ารูปแบบการศึกษานี้สามารถช่วยให้หน่วยงานภาครัฐประเมินสภาพเศรษฐกิจของพื้นที่ในความดูแลอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งน่าจะใช้เวลาน้อยกว่าการออกสำรวจความคิดเห็นด้วยการใช้แบบสอบถามหรือใช้คนเก็บข้อมูล และเชื่อว่าการศึกษารูปแบบความเปลี่ยนแปลงของกระแสเนื้อหาในเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ จะสามารถนำมาแปลผลเป็นข้อมูลเชิงสถิติที่บ่งชี้ถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมได้หลากหลายยิ่งขึ้น

ที่มา - Engadget

Tags:

Disney Research เผยแพร่งานวิจัยที่นำเอาเทคโนโลยีสำหรับการชมสื่อบันเทิง 4 มิติ มาสู่อุปกรณ์เพื่อการรับชมสื่อภายในบ้าน ด้วยโครงการ FeelCraft ที่รวบรวมไลบรารีรูปแบบการสร้างระบบสัมผัสตอบสนองต่อผู้ชมที่สามารถนำไปใช้ได้กับฮาร์ดแวร์หลากหลายประเภท

FeelCraft เป็นซอฟต์แวร์ plug-in ที่จะช่วยให้ระบบซอฟต์แวร์อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลไฟล์รูปแบบการตอบสนองทางสัมผัสที่ Disney จัดไว้เป็นไลบรารีได้สะดวกยิ่งขึ้น ทีมวิจัยระบุว่ามีการทำรูปแบบการตอบสนองทางสัมผัสเอาไว้ถึง 50 รูปแบบ เป็นต้นว่า การตกจากที่สูง, การขี่ม้า, การโดนฟัน, ฝนตก, การเดิน ฯลฯ

Tags:
Google

ผลของการจับเอางานวิจัยด้านการรู้จำและแยกแยะวัตถุในภาพของ Google มารวมพลังกับงานวิจัยด้านภาษาธรรมชาติของ Stanford ทำให้ได้ระบบซอฟต์แวร์ที่สามารถทำความเข้าใจองค์ประกอบของภาพถ่าย และบรรยายออกมาเป็นประโยคด้วยถ้อยคำที่เป็นธรรมชาติ

เราเคยเห็นข่าวงานวิจัยของ Google ที่ได้รางวัลจากการประกวดซอฟต์แวร์รู้จำและแยกแยะวัตถุในภาพมาแล้ว ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้มีการพัฒนาโครงข่ายประสาทเทียมเพื่อให้ระบบซอฟต์แวร์เรียนรู้รูปร่างของวัตถุสิ่งของต่างๆ จนทำให้ได้มาซึ่งความสามารถในการใช้คำระบุว่าสิ่งของหรือคนที่ปรากฎในภาพนั้นคืออะไร มีลักษณะอย่างไร ทว่าด้วยข้อมูลที่ได้มาเป็นคำเหล่านี้คงยังไม่อาจเรียกว่าเป็นการบรรยายภาพถ่ายได้ ดังนั้นจึงมีการผนวกเอางานวิจัยของ Stanford ที่ใช้โครงข่ายประสาทเทียมเพื่อเรียนรู้วิธีการแยกแยะสิ่งต่างๆ ในภาพ และนำเอาข้อมูลที่ได้มาเรียบเรียงให้เป็นภาษาธรรมชาติมาปรับใช้งานร่วมกัน

Tags:
Google

Google ลงนามต่อสัญญาเช่าใช้พื้นที่บริเวณลานบิน Moffett ของ NASA ยาวไปอีก 60 ปี เพื่อใช้สถานที่นั้นสร้างศูนย์วิจัยของบริษัท

ในปัจจุบัน Google ได้เช่าใช้พื้นที่ดังกล่าวมานานหลายปีเพื่อใช้งานเป็นที่ขึ้น-ลงสำหรับเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวของบริษัท แต่ล่าสุด Google ก็ตัดสินใจต่อสัญญาเช่าใช้พื้นที่นี้ไปอีก 60 ปี โดยจะจ่ายเงินให้แก่ NASA เป็นจำนวน 1.16 พันล้านดอลลาร์ และในขณะเดียวกันการปล่อยให้ Google เช่าใช้พื้นที่ครั้งนี้จะช่วยให้ NASA สามารถลดค่าใช้จ่ายเพื่อบำรุงรักษาสถานที่ได้อีกปีละ 6.3 ล้านดอลลาร์

ภายในพื้นที่กว้างกว่า 4 ตารางกิโลเมตรของลานบิน Moffett ที่อยู่ในสัญญาเช่านี้นี้มีทั้งโรงเก็บเครื่องบิน 3 หลัง, รันเวย์ 2 เส้น, หอบังคับการบิน และสนามกอล์ฟ ซึ่ง Google จะได้สิทธิ์เป็นผู้บริหารจัดการใช้งานสถานที่และสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้โดยจะมีการลงทุนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์เพื่อปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานสำหรับการใช้เป็นศูนย์วิจัยของบริษัท หากแต่จะยังรักษาวัตถุและร่องรอยสำคัญทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่นี้เอาไว้ดังเดิม

คาดว่าพื้นที่นี้จะใช้เป็นสถานที่ทดสอบรถยนต์ไร้คนขับของ Google รุ่นปรับปรุงใหม่ที่ไม่มีพวงมาลัยหรือคันเบรกและคันเร่งตามที่ปรากฏเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้

ที่มา - 9to5Google

Tags:
Huawei

Huawei ตกลงสนับสนุนเงินทุน 5 ล้านปอนด์ ให้แก่ University of Surrey ในอังกฤษ เพื่อใช้เป็นงบสำหรับงานวิจัยระบบ 5G

งานวิจัยของที่นี่เน้นการทดสอบระบบ 5G ในสภาพแวดล้อมจริง ไม่ใช่เพียงการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โดยในตอนนี้อยู่ในช่วงเตรียมแพลตฟอร์มสำหรับงานทดสอบ ซึ่งจะมีการทยอยติดตั้งระบบและเริ่มทดลองใช้งานเป็น 3 ส่วน คาดว่าส่วนแรกจะแล้วเสร็จได้ในช่วงเดือนเมษายนปีหน้า

ทั้งนี้เมื่อมีการเตรียมระบบทั้ง 3 ส่วนแล้วเสร็จในปี 2018 จะทำให้ระบบ 5G ของศูนย์วิจัยแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ของ University of Surrey ทั้งหมดซึ่่งมีนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในกว่า 17,000 คน

ที่ผ่านมา Huawei ได้ออกเงินสนับสนุนงานวิจัยระบบ 5G ให้แก่โครงการต่างๆ รวมเป็นเงินกว่า 600 ล้านดอลลาร์แล้ว

ที่มา - The Next Web

Tags:

งานวิจัยชื่อ Transparent Cockpit ของ Keio University ในประเทศญี่ปุ่นเผยให้เห็นการใช้เทคโนโลยี augmented reality เพื่อประยุกต์ใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยนำชุดอุปกรณ์มาติดตั้งในรถยนต์ซึ่งจะช่วยฉายภาพนอกตัวรถลงบนผนังห้องโดยสาร ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นภาพด้านนอกตัวรถคล้ายดั่งว่ารถทั้งคันทำมาจากกระจก

ทีมวิจัยใช้กล้องซึ่งติดตั้งอยู่นอกตัวรถคอยเก็บภาพด้านนอกรถเพื่อฉายภาพให้ผู้ขับรถมองเห็น การฉายภาพจะใช้เครื่องฉายโปรเจกเตอร์ซึ่งติดตั้งอยู่ในรถฉายภาพไปยังพื้นและผนังห้องโดยสาร (หรือเบาะนั่ง) ทำให้ผู้ขับมองเห็นภาพภายนอกรถได้

Tags:

กลุ่มนักวิจัยจาก University of Central Florida ในสหรัฐอเมริกาและ Eindhoven University of Technology ของเนเธอร์แลนด์ได้ร่วมมือกันทำงานวิจัยทดสอบการส่งข้อมูลผ่านสายเคเบิลใยแก้วและทำความเร็วในการส่งข้อมูลได้มากถึง 255Tbps ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากพอจะรองรับปริมาณการไหลเวียนสูงสุดของข้อมูลในอินเทอร์เน็ตของทั้งโลกได้เลย

ความเร็วที่ว่าสูงของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านเส้นใยนำแสงนั้นอยู่ที่ราว 100Gbps เท่านั้น แต่การทดสอบนี้ให้ความเร็วที่สูงกว่าเป็น 2,550 เท่า ซึ่งในการทดสอบได้มีการส่งข้อมูลผ่านสายเคเบิลใยแก้วแบบ 7 แกน (หมายถึงสายเคเบิลเส้นเดียวมีเส้นใยนำแสง 7 เส้นแยกออกจากกันอยู่ภายใน) ที่จัดเรียงกันเป็นภาพหน้าตัดแบบหกเหลี่ยม โดยมีความยาวของสายเคเบิล 1 กิโลเมตร

ทีมวิจัยได้อาศัยเทคนิคการส่งข้อมูล spatial multiplexing เพื่อเพิ่มปริมาณข้อมูลที่คลื่นพาหะรองรับได้จนถึง 5.1Tb และใช้เทคนิค wavelength division multiplexing เพื่อบีบคลื่นพาหะจำนวน 50 ชุดให้มีขนาดเล็กลงและเคลื่อนที่ผ่านแกนทั้ง 7 ของสายเคเบิลใยแก้ว

ถือเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งของเทคโนโลยีเครือข่ายที่สักวันคงได้นำมาใช้งานจริงเพื่อรองรับการเติบโตของปริมาณการใช้ข้อมูลของผู้คนทั่วโลก

ที่มา - ExtremeTech

Tags:
Microsoft

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ได้เผยงานวิจัย Dyadic projected spatial augmented reality ซึ่งกล่าวถึง Mano-a-Mano ระบบสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริงโดยผู้ใช้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์แสดงผลพิเศษอย่างหน้าจอสวมหัวแต่อย่างใด (spatial augmented reality)

ทีมวิจัยกล่าวว่า ความพิเศษของ Mano-a-Mano คือรองรับ projection mapping แบบไดนามิก รองรับการแสดงผลในหลายมุมมองผู้ใช้ และผู้ใช้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุเสมือนในโลกสามมิติร่วมกับผู้ใช้อื่นในลักษณะหันหน้าเข้าหากัน (face-to-face)

ลองดูคลิปนำเสนอประกอบที่ท้ายข่าว ใครที่สนใจเอกสารงานวิจัยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้จากเว็บไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ตามที่มาของข่าวครับ

ที่มา: ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ผ่าน Microsoft-News

Tags:
Google

Google ประกาศข่าวการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชื่อดังของอังกฤษอย่าง Oxford University เพื่อร่วมกันพัฒนางานวิจัยค้นคว้าด้านปัญญาประดิษฐ์

การร่วมมือครั้งนี้จะเน้นการปรับปรุงระบบปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะในด้านการรู้จำรูปภาพและการประมวลผลทำงานตอบสนองต่อภาษาธรรมชาติ ซึ่งทั้ง Google และ Oxford ต่างก็เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างกันในครั้งนี้จะทำให้งานวิจัยของทั้งสองฝ่ายรุดหน้าไปเร็วยิ่งขึ้นกว่าการแยกกันทำ

ทั้งนี้ส่วนหนึ่งในทีมวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ของ Google ที่เข้ามามีส่วนร่วมในความร่วมมือดังกล่าวนั้นมีทีมอดีตพนักงานของ DeepMind รวมอยู่ด้วย ซึ่ง DeepMind นี้ก็คือบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่งถูก Google ซื้อกิจการเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมานี่เอง

นอกเหนือไปจากความร่วมมือด้านงานวิจัยแล้ว Google ยังจะให้ความช่วยเหลือแก่คณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของ Oxford ในเรื่องการรับเข้าฝึกงาน, การร่วมบรรยาย ตลอดจนการอบรมพัฒนาเชิงปฏิบัติด้วย

ที่มา - Ubergizmo

Tags:
Microsoft

ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช เผยงานวิจัย FingerShadow: An OLED Power Optimization based on Smartphone Touch Interactions ซึ่งกล่าวถึงเทคนิคประหยัดแบตเตอรี่ของมือถือโดยการลดความสว่างหน้าจอแบบ OLED บริเวณที่นิ้วที่สัมผัสและพื้นที่โดยรอบ (ดูภาพประกอบที่ท้ายข่าว)

ทีมวิจัยกล่าวว่า ได้ทดสอบกับผู้ใช้ 10 ราย พบว่าพื้นที่ 11.14% ของหน้าจอจะถูกนิ้วบดบัง หากใช้เทคนิคประหยัดไฟนี้จะช่วยลดการใช้พลังงานได้ 5.07-22.32% โดยไม่ลดทอนประสบการณ์การใช้งานมือถือแต่อย่างใด

ปัญหาหน้าจอกินแบตเตอรี่ยังคงเป็นปัญหาที่ผู้ผลิตอุปกรณ์หลายรายพยายามปรับปรุง อย่างของซัมซุงที่ทำ Ultra Power Saving Mode ซึ่งจะปรับการแสดงผลเป็นขาวดำและปิดฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็น เป็นต้น

ที่มา: ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ผ่าน WMPoweruser

Tags:
Stanford

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford เผยแพร่เทคนิคการสร้างแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน ที่จะสามารถแจ้งเตือนผู้ใช้ได้เมื่อมันเกิดลัดวงจรภายในซึ่งหมายถึงมันกำลังจะระเบิดหรือลุกเป็นไฟ

หลักการทำงานของแบตเตอรี่นี้จะมีการปล่อยให้ประจุที่สะสมอยู่ทางด้านขั้วลบของแบตเตอรี่ที่ทำจากคาร์บอน (ขั้ว anode) ให้ไหลผ่านตัวนำไฟฟ้าสู่อุปกรณ์ที่ต้องการไฟไปจนถึงขั้วบวกที่ทำจากลิเทียม (ขั้ว cathode) ส่วนในตอนที่มีการชาร์จไฟใหม่ให้แบตเตอรี่ แรงดันไฟฟ้าจะช่วยให้ประจุที่อยู่ตรงขั้ว cathode ไหลผ่านชั้นวัสดุกั้นกลางภายในแบตเตอรี่ไปสู่ขั้ว anode เตรียมพร้อมสำหรับการคายประจุไปเลี้ยงวงจรไฟฟ้าอีกครั้ง

จากโครงสร้างและหลักการทำงานข้างต้น หากเกิดความผิดปกติภายในแบตเตอรี่จนทำให้ประจุไฟฟ้าซึ่งสะสมอยู่บริเวณขั้ว anode ไหลผ่านชั้นวัสดุกั้นกลางไปสู่ขั้ว