Massachusetts Institute of Technology
Tags:
MIT

ที่งาน ISSCC ทีมวิจัยจาก MIT เสนอสถาปัตยกรรมซีพียู Eyeriss ที่ออกแบบมาเพื่อการจำลองเครือข่ายประสาทเทียมโดยเฉพาะ ทำให้สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลแบบปัญญาประดิษฐ์ระดับสูงในชิปที่กินพลังงานต่ำได้

สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้มักอาศัยการสื่อสารระหว่างซีพียูผ่านหน่วยความจำหลักขนาดใหญ่ แม้แต่ชิปกราฟิกที่มีคอร์ขนาดเล็กจำนวนมากๆ ก็ยังต้องสื่อสารผ่านหน่วยความจำหลักอยู่ดี แต่ Eyeriss เปิดช่องทางให้แต่ละคอร์มีหน่วยความจำขนาดเล็กเป็นของตัวเองและสื่อสารกันได้โดยตรงล้อรูปแบบมาจากการประมวลผลเครือข่ายประสาทเทียม ขณะที่ช่องทางการสื่อสารระหว่างคอร์ก็สามารถปรับแต่งเส้นทางได้

การเสนอให้ซีพียูมีคอร์ขนาดเล็กจำนวนมากและสามารถสื่อสารถึงกันได้โดยตรงมีมานานตั้งแต่ปี 2004 อินเทลเคยเสนอสถาปัตยกรรม Terascale ในปี 2007 ที่ซีพียูเรียงตัวกันเป็นตารางและเชื่อมต่อถึงกันกับซีพียูข้างๆ

Eyeriss มีคอร์ทั้งหมด 168 คอร์และชิปต้นแบบสามารถรันซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ได้แล้ว โดยทีมวิจัยสาธิตการรันซอฟต์แวร์จดจำวัตถุ ถ้าสามารถผลิตชิปจริงได้ประสิทธิภาพพลังงานตามที่หวังในอนาคตเราอาจจะมีชิปขนาดเล็กที่สามารถจดจำใบหน้าหรือจดจำเสียงได้โดยใช้พลังงานต่ำ

ที่มา - MIT News

Tags:
MIT

ที่งาน ISSC ปีนี้ ทีมวิจัยจาก MIT ร่วมกับ Texas Instruments (TI) สาธิตชิป RFID รุ่นใหม่ที่มีแหล่งพลังงานในตัวเพื่อประเด็นความปลอดภัย

RFID ที่มีแหล่งพลังงานในตัวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่แนวคิดการออกแบบ RFID เช่นนี้มักใช้งานเพื่อการสื่อสารทางไกล เช่นการอ่านค่าจากระยะทางหลายๆ เมตร แต่ครั้งนี้ข้อเสนอมาจากงานวิจัยการโจมตีบัตร RFID ด้วยการตัดพลังงานอย่างแม่นยำ ทำให้บัตรหยุดเขียนข้อมูลลงไปยังหน่วยความจำได้

ชิป RFID ที่สาธิตใช้วัสดุ ferroelectric crystal สามารถใช้ผลิตหน่วยความจำถาวร (nonvolatile memory) ที่ทำงานได้ทั้งความต่างศักย์ 1.5v และ 3.3v ขึ้นกับการผลิต ในชิปสาธิต ทาง TI ใช้เซลล์ 1.5v เป็นหน่วยความจำ ขณะที่วางเซลล์ 3.3v ไว้อีกชุดหนึ่งเพื่อเป็นแหล่งจ่ายพลังงาน ตัวชิปถูกออกแบบให้ก่อนเริ่มทำงานจะชาร์จประจุเข้าเซลล์ 3.3v จนเต็มก่อนทุกครั้ง และหากแหล่งพลังงานภายนอกถูกตัดขาด เช่นบัตรถูกดึงออกจากเครื่องอ่าน หรือถูกตัดสายอากาศบัตรก็จะดึงพลังงานจากเซลล์ 3.3v มาใช้ทำงานต่อไป และการรบกวนการเขียนข้อมูลด้วยการตัดพลังงานก็จะไม่สามารถทำได้อีก

ข้อเสียของเทคนิคนี้คือบัตรต้องชาร์จพลังงานจนเต็มทุกครั้ง ทำให้อัตราการอ่านลดลง อย่างไรก็ดีทีมวิจัยพบว่ายังอ่านบัตรได้ 30 ครั้งต่อวินาที ซึ่งเร็วพอสำหรับการใช้งานทั่วไป

ที่มา - MIT News

Tags:
MIT

ทีมวิจัย CSAIL แห่งสถาบัน MIT ได้เผยแพร่คลิปแสดงความสามารถของอัลกอริทึมที่พัฒนามาสำหรับโดรน ทำให้มันสามารถบินผ่านพื้นที่ซึ่งมีสิ่งกีดขวางจำนวนมากได้อย่างแม่นยำ

เดิมทีทีม CSAIL (Computer Science and Artificial Intelligence Laboratory) ได้สร้างอัลกอริทึมมาเพื่อกำหนดการย่างก้าวให้แก่หุ่นยนต์ Atlas ซึ่งเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ DARPA Robotics Challenge เมื่อปีก่อน (มีเผยแพร่ให้ผู้สนใจเข้าไปดูได้ที่นี่) โดยมันจะคอยประมวลผลเพื่อหาว่าพื้นที่ไหนปลอดภัยสำหรับการวางเท้าของหุ่นยนต์ มาตอนนี้อัลกอริทึมดังกล่าวได้รับการต่อยอดให้สามารถใช้งานในเชิง 3 มิติได้ และทำให้มันเหมาะต่อการกำหนดเส้นทางบินของโดรน

ทีม CSAIL ได้สร้าง "ป่าจำลอง" โดยการเอาท่อ PVC หลายเส้นมาตั้งดิ่งเกาะกลุ่มกันเปรียบเสมือนลำต้นของต้นไม้ในป่า แล้วใช้เชือกขึงไปมาระหว่างท่อแต่ละเส้นเพื่อจำลองสภาพการกีดขวางของกิ่งไม้ทั้งหลาย จากนั้นก็ใช้อัลกอริทึมควบคุมโดรน 4 ใบพัดขนาดจิ๋วให้บินผ่านป่าจำลองนั้นจากด้านหนึ่งทะลุไปออกอีกด้านหนึ่งได้โดยไม่ติดขัด

Tags:
MIT

นักวิจัยจาก MIT ได้พัฒนาซอฟต์แวร์โดยใช้สัญญาณ Wi-Fi เพื่อระบุตัวตนของมนุษย์ผ่านกำแพง โดยนักวิจัยได้สร้างอุปกรณ์ชื่อ RF-Capture ซึ่งจะปล่อยสัญญาณไร้สายเพื่อวิเคราะห์การสะท้อนกลับ และเพื่อดูว่ามีลักษณะเหมือนมนุษย์หรือไม่

สำหรับ RF-Capture นี้มีความแม่นยำสูงถึง 90% สามารถจำแนกความต่างของมนุษย์ได้ 15 คนผ่านกำแพง วิธีทำงานคือวาง RF-Capture ไว้ในห้องหนึ่ง และให้คนเดินไปเดินมาในห้องข้างๆ ที่มีกำแพงติดกัน ตัวอุปกรณ์จะปล่อยสัญญาณออกมา โดยสัญญาณนี้จะทะลุกำแพงไปและสะท้อนกลับจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ ตัว RF-Capture จะเก็บสัญญาณและใช้อัลกอริทึมในการระบุส่วนต่างๆ ของร่างกาย และรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างภาพเงา โดยเน้นไปที่การจับภาพเคลื่อนไหว ทำให้จับได้แม้กระทั่งการวาดมือหรือเขียนข้อความบนอากาศ

ประโยชน์ของ RF-Capture นี้ เช่น การตรวจจับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง และตรวจสอบได้ว่าจะล้มเมื่อไร หรือตรวจจับการสั่งงานอุปกรณ์ด้วยการวาดมือ โดยนักวิจัยจะทำการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้มีความแม่นยำมากขึ้น

ที่มา - The Verge, MIT

Tags:
MIT

แม้ในทางวิชาการ MIT (Massachusetts Institute of Technology) จะได้รับการยอมรับว่ามีความเป็นเลิศอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก (QS World Ranking ของปี 2014/15 อยู่อันดับที่ 1 ในภาพรวม) แต่ในเชิงความปลอดภัยทางด้านไอที MIT กลับถูกบริษัทวิจัยด้านความปลอดภัย SecurityScorecard จัดลำดับว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีระบบด้านความปลอดภัยสำหรับไอที ต่ำที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เว็บไซต์รายงานข่าวไอที fossBytes ระบุว่า รายงานฉบับดังกล่าวประเมินจากระบบความปลอดภัยของเว็บแอพ, ระบบความปลอดภัยของเครือข่าย, ระบบความปลอดภัยของปลายทาง (endpoint), การพูดคุยกันของแฮกเกอร์ และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งตัวอย่างที่ประเมินนี้มีถึง 485 วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐอเมริกา และพบว่ามหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยที่มีการป้องกันภัยคุกคามจากไอทีที่ดี กลับเป็นวิทยาลัยเล็กๆ ขณะที่มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงกลับมีความปลอดภัยรั้งท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ MIT ที่ได้คะแนนเพียง 61% อยู่ในระดับเกณฑ์ D เท่านั้น ซึ่งกลุ่มท้ายตารางมักจะมีปัญหาความน่าเชื่อถือของไอพีแอดเดรส, ความปลอดภัยเครือข่าย, การอุดช่องโหว่ และการเปิดเผยรหัสผ่าน

อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ยังมีข้อสงสัยในความน่าเชื่อถือ เพราะเนื่องจากว่ามีชื่อของ "Cambridge University" ติดมาอยู่ในรายชื่อด้วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะที่อเมริกามีเพียง Cambridge College เท่านั้น ส่วนที่เป็นมหาวิทยาลัยนั้นตั้งอยู่ที่อังกฤษ และใช้ชื่อว่า "University of Cambridge" จึงควรอ่านรายงานฉบับนี้ด้วยวิจารณญาณอย่างเต็มที่

ที่มา - SecurityScorecard ผ่าน fossBytes

Tags:
MIT

ทีมวิจัยจาก MIT เตรียมนำเสนอระบบไฟล์ที่ทนทานต่อความเสียหายหากคอมพิวเตอร์แครชไปในเวลาใดๆ ก็ตามระหว่างการเขียนไฟล์

ก่อนหน้านี้ระบบไฟล์มีการออกแบบเพื่อให้ทนทานต่อการแครชของคอมพิวเตอร์ ที่อาจจะหยุดทำงานไปบางเวลา หรืออาจจะไฟดับไปกลางคัน ทีมงานระบุว่าการออกแบบก่อนหน้านี้อาจจะทนทานต่อการแครชในเวลาใดๆ แต่ไม่เคยมีใครพิสูจน์จริงๆ ว่าหากมีการแครชระหว่างการทำงานช่วงที่ไม่คาดคิด จะมีบางช่วงที่ระบบไฟล์เสียหายได้หรือไม่

ทีมวิจัยอิมพลีเมนต์ระบบไฟล์นี้บนภาษา Coq ที่ใช้สำหรับการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ โดยต้องนิยามบิตและดิสก์ขึ้นมา และนิยามความสัมพันธ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากระบบแครชไประหว่างการทำงาน จากนั้นจึงสร้างระบบไฟล์ที่พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ว่าทนทานต่อการแครชในทุกช่วงเวลาทำงาน

งานวิจัยนี้จะนำเสนอในงาน ACM Symposium on Operating Systems Principles เดือนตุลาคมนี้

ที่มา - MIT

Tags:
MIT

วงการเครื่องพิมพ์สามมิติกำลังจะก้าวไปอีกขั้นแล้ว หลังจากทีมวิจัยของ MIT เพิ่งปล่อยผลงานวิจัยตัวใหม่ ว่าด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติที่รองรับการพิมพ์หลากหลายวัสดุในชื่อ MultiFab

เจ้าเครื่องพิมพ์สามมิติ MultiFab ที่ว่านี้เป็นผลงานของศูนย์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (CSAIL) ซึ่งรองรับการพิมพ์สามมิติหลากหลายวัสดุ มากถึง 10 ชนิดในเวลาเดียวกัน (เทียบกับเครื่องพิมพ์ในท้องตลาดที่ทำได้ราว 4 ชนิด) ยังพิมพ์ด้วยความละเอียดถึง 13 ไมครอน และใช้พิมพ์วัสดุได้หลากหลายตั้งแต่พลาสติก แก้ว หรือแม้กระทั่งแผ่นวงจรพิมพ์ และสายไฟ จึงสามารถใช้พิมพ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่แต่เดิมต้องพิมพ์แยกชิ้นมาประกอบภายหลัง เป็นการพิมพ์ครั้งเดียวได้เลย

นอกจากจะใช้พิมพ์ใหม่หมดได้แล้ว เครื่องพิมพ์สามมิติตัวนี้ยังมาพร้อมกับที่สแกนสามมิติในตัว สำหรับใช้พิมพ์สามมิติบนวัตถุที่มีอยู่แล้ว เช่นพิมพ์ลายลงบนสมาร์ทโฟน หรือพิมพ์เลนส์ลงบนหลอดไฟ LED เป็นต้น

สำคัญกว่านั้นคือเจ้า MultiFab แม้ว่าจะรองรับการใช้งานระดับเดียวกับเครื่องพิมพ์สามมิติระดับล้านเหรียญ แต่ทีมนักวิจัยสามารถกดราคาค่าพัฒนาเจ้าเครื่องนี้ในระดับที่ต่ำกว่า 10,000 เหรียญ หรือประมาณ 360,000 บาทเท่านั้น ซึ่งตรงนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนของวงการพิมพ์สามมิติเลยก็ว่าได้ หากมีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย

ที่มา - 3DPrint

Tags:
MIT

ทีมวิจัย Mediated Matter จาก MIT ได้ปรับปรุงเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติ จนสามารถสร้างงานพิมพ์โดยใช้แก้วเป็นวัสดุได้สำเร็จ พร้อมตั้งชื่อเทคนิคการพิมพ์นี้ว่า G3DP (Glass 3D Printing)

การพิมพ์ G3DP นี้จะใช้เนื้อแก้วที่ผ่านการหลอมละลายด้วยเตาเผามาก่อนแล้ว เติมลงสู่ถังพักของเครื่องพิมพ์ที่ออกแบบมาพิเศษทำจากเซรามิกฝังขดลวดทำความร้อนไว้ข้างใน เพื่อเลี้ยงเนื้อแก้วให้คงอุณหภูมิไว้ในช่วง 480 - 515 องศาเซลเซียส ส่วนหัวพิมพ์ซึ่งทำจากเซรามิกฝังขดลวดทำความร้อนไว้ข้างในเช่นกัน จะทำหน้าที่ฉีดขึ้นรูปชิ้นงานบนแท่นวางชิ้นงานที่อยู่บริเวณด้านล่างใต้หัวฉีด

การพิมพ์ G3DP สามารถปรับขนาดของเส้นแก้วที่ถูกฉีดผ่านออกมาทางหัวพิมพ์ได้ ซึ่งเป็นปัจจัยในการควบคุมความหนาของชิ้นงาน ส่งผลให้สามารถออกแบบให้ชิ้นงานมีคุณสมบัติความโปร่งใส รวมทั้งการสะท้อนและการหักเหของแสงผ่านชิ้นงานที่แตกต่างกันได้ด้วย นอกจากนี้ในการพิมพ์ยังสามารถผสมสีลงในเนื้อแก้วที่อยู่ในถังพัก ทำให้ได้ผลงานพิมพ์เป็นเนื้อแก้วแบบมีสีสันได้ด้วย

ผลงานวิจัยนี้ไม่เพียงแต่ให้ผลลัพธ์เป็นเครื่องแก้วเพื่อชื่นชมความสวยงามเท่านั้น ในทางเทคนิคแล้ว มันสามารถต่อยอดไปเพื่อพัฒนาการออกแบบเส้นใยแก้วนำแสงแบบใหม่ได้ในอนาคต และอาจเพิ่มทางเลือกในการติดตั้งใยแก้วนำแสงเข้าในชิ้นส่วนโครงสร้างอาคารได้โดยตรงด้วย

ผู้ที่สนใจอ่านเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ สามารถศึกษาได้จากที่นี่

ที่มา - SlashGear

Tags:
MIT

งานวิจัยของ MIT ที่ได้รับความร่วมมือจาก Google อาจกลายเป็นหนึ่งฟีเจอร์สำคัญของกล้องและสมาร์ทโฟนในอนาคต ด้วยการใช้อัลกอริทึมของงานวิจัยนี้ ทำให้การถ่ายภาพหน้ารั้วตาข่าย หรือถ่ายวิวนอกห้องผ่านกระจกหน้าต่าง จะได้ภาพชัดที่ไม่ถูกบดบังด้วยภาพของรั้วหรือเงาสะท้อนในกระจกอีกต่อไป

เทคนิคที่ใช้ก็คือ ใช้การถ่ายภาพวิดีโอสั้นๆ โดยการขยับกล้องไปมา จากนั้นซอฟต์แวร์จะดึงภาพจากวิดีโอมาบางเฟรมมาทำการเปรียบเทียบกันแล้วหาว่าสิ่งใดคือภาพที่ต้องการถ่าย และสิ่งใดคือภาพวัตถุกีดขวาง (ซึ่งในที่นี้หมายถึงภาพเงาสะท้อนในกระจกหรือภาพของรั้วเหล็กที่ขวางอยู่ด้านหน้าของกล้อง) โดยจำแนกจากระยะในการเคลื่อนของวัตถุในภาพเทียบกันแต่ละเฟรม ตัวอย่างเช่นภาพที่ถ่ายผ่านรั้วตาข่ายนั้น เมื่อมีการขยับกล้องไปมา ภาพของตาข่ายในแต่ละเฟรมนั้นจะมีการเคลื่อนตำแหน่งจากเดิมมาก ในขณะที่ภาพวัตถุที่เป็นจุดสนใจของภาพจริงๆ ซึ่งอยู่ในระยะห่างออกไปจากกล้อง จะมีตำแหน่งในภาพแต่ละเฟรมต่างกันไม่มาก

Tags:
MIT

ทีมวิจัยจาก MIT เสนอสถาปัตยกรรม BlueDBM สำหรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยแนวคิดว่าไม่ต้องเน้นการเพิ่มแรมเข้าไปมากๆ เหมือนแต่ก่อน

กรณีของข้อมูลสำหรับ BlueDBM เช่นการประมวลผลข้อมูลทวิตเตอร์ขนาด 5TB ถึง 20TB ที่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์นับร้อยตัว แต่ละตัวติดตั้งแรมจำนวนมากเพื่อให้ข้อมูลทั้งหมดอยู่บนแรม ข้อเสนอของ BlueDBM เสนอให้ไปเน้นหน่วยความจำแบบแฟลชที่ประสิทธิภาพสูงแต่ยังมีราคาถูกและประหยัดไฟแทน

BlueDBM พัฒนาการ์ดหน่วยความจำแฟลชเฉพาะทาง เชื่อมต่อกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์หลักด้วย PCIe บนตัวการ์ดเองสามารถเชื่อมต่อกับการ์ดบนเครื่องอื่นๆ ได้โดยตรงผ่านสาย SATA จุดพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือแต่ละการ์ดจะเป็น FPGA ทำให้สามารถส่งงานง่ายๆ ไปประมวลผลบนตัวการ์ดได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น การค้นหาข้อความในไฟล์ขนาดใหญ่จะเสียเวลาจำนวนมากไปกับการทำ I/O ส่งข้อมูลเข้ามายังซีพียู ส่วนซีพียูทำงานจริงเพียง 13% สำหรับการค้นหาบนฮาร์ดดิสก์ และ 65% บน SSD แต่สำหรับ BlueDBM งานเกือบทั้งหมดจะถูกย้ายไปอยู่บน FPGA ที่ควบคุมหน่วยความจำแฟลชแทนทำให้ซีพียูหลักแทบไม่ต้องทำงานเลย

ทีมงานเสนอสถาปัตยกรรมนี้โดยยกตัวอย่างการใช้งานสามประเภท ได้แก่ การหาข้อมูลใกล้เคียง (nearest neighbor search), การเดินทางในกราฟ (graph traversal), และการค้นหาข้อความ (string search) ซึ่งเป็นงานที่พบได้บ่อยๆ ในงานประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่

งานวิจัย "BlueDBM: An Appliance for Big Data Analytics" ตีพิมพ์ในการประชุมวิชาการ International Symposium on Computer Architecture 2015

ที่มา - MIT

Tags:
MIT

Software rot คือเหตุการณ์อันเนื่องมาจากโปรแกรมที่ถูกพัฒนามาให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ระบบปฏิบัติการ หรือฮาร์ดแวร์ที่ออกมาในช่วงนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ระบบปฏิบัติการหรือฮาร์ดแวร์มีการพัฒนาและปรับปรุงใหม่ ทำให้โปรแกรมเดิมมีปัญหาเพราะไม่เข้ากันกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ ส่งผลให้โปรแกรมนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

นักพัฒนาต้องเลี่ยงเหตุการณ์นี้ด้วยการหมั่นทดสอบและอัพเดตซอฟต์แวร์ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นงานที่กินระยะเวลา MIT ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford, Adobe และ Google จึงได้วิจัยซอฟต์แวร์ชื่อว่า Helium เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานเหล่านี้แทน

Tags:
MIT

หากจะตอบคำถามข้างต้นว่าต้องเป็นคนที่เก่งพอจะเข้าไปทำงานวิจัยที่ MIT ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะวันนี้โปรแกรมที่แก้บั๊กด้วยตนเองได้เกิดขึ้นจริงแล้วจากฝีมือนักวิจัยของสถาบันแห่งนี้

แนวทางที่เหล่าโปรแกรมเมอร์ที่ MIT ร่วมกันพัฒนา คือโปรแกรมที่พวกเขาเรียกว่า CodePhage มันคือซอฟต์แวร์ที่จะตรวจหาจุดผิดในโค้ดที่ถูกเขียนขึ้น แล้วไปหยิบยกเอาโค้ดบางส่วนของโปรแกรมอื่น (ซึ่งมีทั้งบรรดาโปรแกรมแบบ open source และโปรแกรมที่มีผู้บริจาคมาให้เพื่องานพัฒนานี้โดยเฉพาะ) มาทำการ "ซ่อมแซม" จุดผิดพลาดเหล่านั้น

Stelios Sidiroglou-Douskos หนึ่งในทีมวิจัยสร้าง CodePhage กล่าวว่าซอฟต์แวร์ของโครงการ open source ต่างๆ ที่มีโค้ดจำนวนมหาศาลนั้น มีโค้ดอยู่ไม่น้อยที่มีองค์ประกอบยิบย่อยบางส่วนที่ทำหน้าที่คล้ายคลึงกันอยู่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเขียนโค้ดใหม่ๆ และนำมาใช้แก้บั๊กได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการทดสอบใช้งาน CodePhage กับซอฟต์แวร์ open source ที่มีบั๊ก และพบว่ามันสามารถค้นพบและเริ่มการแก้ไขบั๊กดังกล่าวได้ทันที โดยใช้เวลาอยู่ในช่วง 2-10 นาทีต่อการแก้ไขบั๊กแต่ละจุด

เป้าหมายถัดไปของทีมวิจัยจาก MIT ก็คือย่นเวลาที่ CodePhage ใช้ในการตรวจสอบงานให้สั้นลง และปลายทางในฝันของงานพัฒนานี้ ก็คือช่วยลดภาระของโปรแกรมเมอร์ ด้วยการให้ CodePhage ช่วยเอาโค้ดจากซอฟต์แวร์ที่เคยมีคนเขียนไว้ก่อนแล้วมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเหลืองานให้โปรแกรมเมอร์เพียงแค่การเขียนโค้ดใหม่ที่ยังไม่เคยมีคนเขียนเท่านั้น

ที่มา - SDTimes

Tags:
MIT

MIT Media Lab เปิดตัวงานวิจัย Enigma แพลตฟอร์มการประมวลผลที่ผู้ใช้สามารถส่งข้อมูลไปประมวลผลบนเครื่องที่ไม่น่าเชื่อถือ และผู้ประมวลผลเองก็ไม่สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้

แนวทางของ Enigma อาศัยการแยกข้อมูลออกเป็นส่วนๆ และจะไม่มีใครสามารถถอดรหัสข้อมูลกลับออกมาได้หากไม่ได้รับข้อมูลครบทุกส่วน แต่ผู้ที่ได้รับข้อมูลบางส่วนนั้นกลับสามารถประมวลผลตามคำสั่งได้ กระบวนการนี้เรียกว่า secure multiparty computation

การประมวลผลแบบ secure multiparty computation มีการวิจัยกันมาหลายปี ปัญหาสำคัญคือกระบวนการทำงานช้ากว่าการประมวลผลปกติอย่างมาก บางครั้งถึงล้านล้านเท่าตัว ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้จริง ระบบ Enigma คาดว่าจะช้ากว่าการประมวลผลปกติในระดับ 100 เท่าตัวเท่านั้น แม้จะช้ากว่ามากแต่ก็เป็นไปได้ที่จะใช้งานจริงแล้ว

ระบบ Enigma ยังมีแนวทางการจ่ายค่าบริการประมวลผลตามสัดส่วนของงานที่ทำไป ทำให้ใครก็สามารถเข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูลได้ ทางทีมงานคาดว่าจะเปิดบริการจริงพร้อมโอเพนซอร์สภายในหน้าร้อนปีนี้

ที่มา - WIRED

Tags:
Apple

Apple ถูกฟ้องร้องฐานใช้ชิปที่ผลิตโดยใช้กระบวนการที่สงวนไว้ตามสิทธิบัตรที่มีการจดไว้ตั้งแต่ปี 1997 โดยเจ้าของสิทธิบัตรผู้ยื่นฟ้องในครั้งนี้ก็คือ MIT

MIT ได้ยื่นฟ้องที่ศาลใน Boston โดยระบุว่าผู้ผลิตชิป Micron Technology จาก Idaho นั้นผลิตชิป DRAM ให้ Apple โดยอาศัยเทคนิคการผลิตที่มีการตัดวัสดุด้วยเลเซอร์ ซึ่ง MIT อ้างว่าเทคนิคการผลิตชิปดังกล่าวนั้นได้รับความคุ้มครองตามสิทธิบัตรหมายเลข 6,057,221 ที่ MIT ถือครองอยู่ ซึ่งสิทธิบัตรนี้ถูกยื่นจดตั้งแต่ปี 1997 และได้รับการอนุมัติในปี 2000 ทั้งนี้ชื่อของผู้คิดค้นกระบวนการตัดชิ้นงานผลิตชิปด้วยเลเซอร์ตามที่ระบุในสิทธิบัตรนั้นก็คือ Joseph Bernstein และ Zhihui Duan

ชิป DRAM ที่โดนระบุว่าผลิตด้วยวิธีการที่ละเมิดสิทธิบัตรนั้นถูกนำไปใช้ใน iPhone, iPad และ MacBook Air ซึ่งทาง MIT ก็ต้องการค่าชดเชยการละเมิดสิทธิบัตรตามจำนวนสินค้าของ Apple ที่เกี่ยวพันใช้งานชิปเหล่านี้

ด้าน Apple ยังมิได้ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้

ที่มา - GigaOm, ข้อมูลสิทธิบัตรจาก FPO

Tags:
MIT

นักวิจัยของ MIT พัฒนาภาษาใหม่สำหรับการสร้างเว็บ ให้ชื่อว่า Ur/Web โดยรวมเอาเทคโนโลยีสำคัญสำหรับการพัฒนาเว็บมาไว้ด้วยกัน

Ur/Web ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงเอาจุดแข็งของหลากเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาเว็บตามที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น HTML สำหรับการจัดรูปแบบขั้นพื้นฐานของหน้าเว็บ, CSS ที่ช่วยเพิ่มลูกเล่นทางเลือกในการปรับแต่งรูปลักษณ์ของเว็บ, XML ที่ใช้งานเพื่อเพิ่มกระบวนการพิเศษและการจัดหมวดหมู่, JavaScript เพื่อการเขียนโปรแกรมตอบโต้กับผู้เข้าชมเว็บ ตลอดไปจนถึง SQL เพื่อการจัดการฐานข้อมูลต่างๆ

ภาษา Ur/Web จะรวมเอาคุณสมบัติของเครื่องมือสำหรับการพัฒนาเว็บข้างต้นมารวมกันเป็นโค้ดผ่านการคอมไพล์พร้อมสรรพสำหรับคอมพิวเตอร์ ซึ่ง Adam Chlipala ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แห่ง MIT ได้กล่าวว่าการที่โค้ด Ur/Web ผ่านการคอมไพล์มาแล้ว ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถรันโค้ดได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือกว่าภาษาเดิมๆ ที่ใช้ในการสร้างเว็บ

Tags:
MIT

MIT อวดผลงานวิจัยใหม่ที่จะสร้างประสบการณ์ใช้งานสมาร์ทโฟนร่วมกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างลงตัวแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

งานวิจัยนี้มีชื่อว่า THAW เป็นระบบซอฟต์แวร์ที่สร้างมาเป็นชุดสำหรับทำงานบนคอมพิวเตอร์และบนสมาร์ทโฟนไปด้วยกัน ผู้ใช้สามารถนำเอาสมาร์ทโฟนไปทาบกับหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานหรือเล่นเกมได้ หน้าจอสมาร์ทโฟนจะแสดงผลกลมกลืนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของจอคอมพิวเตอร์ (โดยที่จอคอมพิวเตอร์ก็เป็นจอปกติทั่วไป ไม่ใช่จอสัมผัส)

Tags:
MIT

แม้ข่าวนี้จะมาช้าไปหน่อย (ราว 2 สัปดาห์) แต่ก็ถือว่าควรค่าแก่การติดตาม กับผลงานการวิจัยจาก MIT เกี่ยวกับเทคนิคที่เรียกว่า Visual Microphone ซึ่งสามารถถอดรหัสเสียงจากคลิปวิดีโอที่ถ่ายภาพวัตถุในบริเวณที่มีเสียงนั้น

เราคงพอรู้จักเทคนิคการอ่านปากจากในหนังหรือตามข่าวต่างๆ ถึงความสามารถในการเข้าใจคำพูดของบุคคลได้โดยพิจารณาจากลักษณะริมฝีปากของผู้พูด และนั่นทำให้เรารู้ได้ว่าเขากำลังพูดว่าอะไรแม้ว่าในความจริงแล้วเราจะไม่ได้ยินเสียงพูดนั้น แต่ผลงานวิจัยของ MIT นั้นล้ำไปกว่านั้น เพราะอัลกอริธึมของงานวิจัยนี้สามารถรู้ถึงเสียงพูดได้โดยการวิเคราะห์การสั่นไหวของวัตถุซึ่งอยู่ในสถานที่นั้น

Tags:

วงการหุ่นยนต์เริ่มเดินหน้าออกจากห้องแลปมาสู่โลกภายนอกมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด Cynthia Breazeal นักวิทยาศาสตร์สายหุ่นยนต์ของ Media Lab แห่ง MIT ได้โชว์ผลงานหุ่นยนต์รุ่นใหม่ของเธอที่แหวกจากชิ้นก่อนๆ ตรงที่ไม่ได้มุ่งไปยังภาคองค์กรหรือการศึกษา แต่เป็นหุ่นยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นผู้ช่วยในบ้าน โดยหวังให้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวผู้ใช้กันเลย

เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้มีชื่อเรียกว่า Jibo มีลักษณะนิสัยที่สนุกสนาน และเป็นมิตร สามารถขยับตัวได้ หมุนตัวได้ กระพริบตาได้ แน่นอนว่าพูดได้เช่นกัน เพื่อตอบสนองกับผู้ใช้ และช่วยเหลือในแบบที่สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ไอทีอื่นๆ ทำไม่ได้ ด้วยความแตกต่างที่ Jibo นั้นปฏิบัติกับคนราวกับว่าเป็นคนที่มีอารมณ์เช่นกัน

สเปคของ Jibo นั้นใช้ชิปประมวลผล ARM รัน Linux มีกล้องสองตัว ไมโครโฟน มอเตอร์สามตัวสำหรับเคลื่อนที่ และเซนเซอร์รับสัมผัส (สเปคเต็มๆ ดูได้จากเว็บไซต์ทางการ) มีแอพจำนวนหนึ่งสำหรับใช้ทำงานในบทบาทต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เป็นช่างภาพ เป็นผู้ช่วยแจ้งเตือนครอบครัว เป็นจอภาพยามติดต่อกับสมาชิกครอบครัวอื่นผ่านโทรศัพท์ และยังเป็นคนเล่าเรื่องเพื่อสร้างความสนุกให้กับเด็กๆ ได้อีกด้วย

สำหรับคนที่สนใจ Jibo ตัว Breazeal ได้ตั้งบริษัท Jibo Inc. มาเพื่อขายเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้เลยทีเดียว โดยเปิดให้ผู้สนใจมาระดมทุนเพื่อจอง Jibo ได้ที่ Indiegogo โดยราคาต่ำสุดที่จะได้ Jibo อยู่ที่ 499 เหรียญครับ เริ่มส่งของปลายปีหน้าครับ

ที่มา - IEEE Spectrum

Tags:
MIT

งานวิจัยใหม่ของ MIT คือการประยุกต์ใช้ปรากฏการณ์การควบแน่นของไอน้ำในอากาศ มาปรับเปลี่ยนผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจ่ายพลังงานให้แก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

งานวิจัยนี้เป็นการค้นพบโดยบังเอิญในขณะที่ทีมวิจัยซึ่งนำโดยนักวิจัยปริญญาเอก Nenad Miljkovic, รองศาสตราจารย์วิศวกรรมเครื่องกล Evelyn Wang และทีมงานอีก 2 คน กำลังศึกษาและปรับปรุงวัสดุที่มีพื้นผิวซึ่งสามารถถ่ายเทความร้อนได้ดี (เพื่อเอาไปใช้กับตัวเร่งการควบแน่นในกระบวนการอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่นในโรงไฟฟ้า) โดยใช้แผ่นทองแดงที่ผ่านกระบวนการทำผิวแบบพิเศษเพื่อลดความสามารถในการเกาะผิวของหยดน้ำ มาทำเป็นชุดแผ่นระบายความร้อน ซึ่งแผ่นทองแดงพิเศษดังกล่าวถูกวางชิดกัน (คล้ายกับแผ่นครีบระบายความร้อนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรทั้งหลาย)

Tags:
Internet

หากว่าในอนาคตมนุษย์เราจะต้องไปอาศัยอยู่บนดวงจันทร์ เราจะติดต่อใช้งานอินเทอร์เน็ตบนโลกได้หรือไม่? คำถามนี้มีคำตอบแล้วเมื่อนักวิจัยจาก MIT และ NASA ได้ทำการทดลองเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตสู่ดวงจันทร์

การส่งข้อมูลสู่ดวงจันทร์ในการทดลองนี้ มิได้ใช้การส่งสัญญาณด้วยแรงดันไฟฟ้าดังเช่นสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ส่งตามสายสัญญาณแบบที่ใช้กัน ทั้งยังมิใช่การส่งด้วยคลื่นวิทยุ หากแต่เป็นการส่งสัญญาณแบบไร้สายอีกวิธีหนึ่ง นั่นคือการใช้แสงเลเซอร์

เหล่านักวิจัยใช้กล้องโทรทรรศน์จำนวน 4 ตัวซึ่งติดตั้งอยู่ที่ New Mexico ส่งสัญญาณขึ้นไปยังดวงจันทร์ จากนั้นทำการแปลงข้อมูลที่ต้องการส่งให้อยู่ในรูปของรหัสสัญญาณ และใช้อุปกรณ์ปล่อยแสงเลเซอร์ทำการยิงลำแสงผ่านกล้องทั้ง 4 ตัวนี้ตามรหัสสัญญาณที่แปลงมาได้ โดยเทคนิคนี้ทำให้ชุดส่งสัญญาณมีกำลังส่งถึง 40 วัตต์ โดยลำแสงที่ถูกยิงขึ้นสู่ดวงจันทร์จะไปยังดาวเทียมที่โคจรรอบดวงจันทร์อยู่ในตอนนี้ และที่ดาวเทียมนั้นก็ได้รับการติดตั้งกล้องโทรทรรศน์เพื่อรวมลำแสงส่งผ่านไปยังตัวแปลงสัญญาณ เพื่อแปลงสัญญาณแสงเลเซอร์ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า และทำการถอดสัญญาณออกเป็นข้อมูลในท้ายที่สุด