Tags:
Microsoft

ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช เผยงานวิจัย FlexSense: A Transparent Self-Sensing Deformable Surface ที่กล่าวถึงการพัฒนาแผ่นฟิล์มใสงอได้พิมพ์ลายวงจรและเซนเซอร์วัดแรงกล (อาทิ แรงดัน ความเร่ง) เพียโซอิเล็กทริก (piezoelectric)

ทีมวิจัยพัฒนาอัลกอริทึม 2 ชุดเพื่อจำลองการเปลี่ยนรูป (deformation) ของแผ่นใสนี้ที่มีเซนเซอร์รับข้อมูลไม่มาก (จากคลิปนำเสนอท้ายข่าว มีเซนเซอร์เพียง 16 ตัวเท่านั้น) และพบว่าสามารถจำลองการเปลี่ยนรูปได้อย่างแม่นยำ

ทีมวิจัยยังเดโมการประยุกต์ใช้แผ่นใสเป็นคัฟเวอร์หน้าจอแท็บเล็ตอย่าง Surface อาทิ เป็นเลเยอร์ที่ซ่อนข้อมูลบางอย่างบนหน้าจอแท็บเล็ตไว้ ผู้ใช้ต้องพลิกแผ่นใสเพื่อดูข้อมูลที่ถูกซ่อนอยู่บนหน้าจอ หรือเป็นเลเยอร์สำหรับการตกแต่งภาพคล้ายการซ่อนเลเยอร์บน Photoshop เป็นต้น ดูการประยุกต์ใช้อื่นได้จากคลิปที่ท้ายข่าว

ไหนๆ Photoshop CC กับ Illustrator CC ก็รองรับการสัมผัสบน Windows 8 แล้ว ไมโครซอฟท์น่าจะทำคัฟเวอร์แบบนี้สำหรับ Surface ออกสู่ตลาดเพื่อการประยุกต์ใช้ด้านการทำอาร์ตเวิร์คและงานอื่นๆ นะ

ที่มา: ไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช

Tags:
Microsoft

งานวิจัยของ Microsoft Research ที่ถูกนำออกมาเผยแพร่ใหม่แสดงให้เห็นความเป็นไปได้ในการใช้งานแท็บเล็ตคู่กับปากกาสไตลัสได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น เมื่อชุดอุปกรณ์ทำงานได้อย่างรู้ใจ รู้ได้ว่าสัมผัสไหนที่ผู้ใช้ตั้งใจจรดปากกาเพื่อสร้างสรรค์งาน สัมผัสไหนคือปลายนิ้วที่ลากผ่านหน้าจอเพื่อเรียกคำสั่ง แถมจะไม่ผิดพลาดไปเผลอเข้าใจว่าการที่ผู้ใช้พักมือบนหน้าจอคือการสั่งงานอย่างหนึ่ง

งานวิจัยของ Microsoft นี้ มีการฝังเซ็นเซอร์ไว้หลายประเภทในปากกาสไตลัส อย่างแรกคือเซ็นเซอร์ตรวจการสัมผัสที่จะทำให้ระบบรับรู้ได้ว่าผู้ใช้กำลังจับปากกาในลักษณะใด เป็นต้นว่า หากจับในท่าพร้อมเขียน ระบบก็จะเตรียมพร้อมรับการลากเส้นของปากกา, หากจับในท่าที่เตรียมใช้นิ้วกดหน้าจอ ระบบก็จะเตรียมเรียกเมนูคำสั่งขึ้นมาให้ใช้งาน

ในปากกาสไตลัสยังมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดการหมุน (ไจโรสโคป) ทำให้รู้ได้ว่าผู้ใช้หันปากกาทำมุมในทิศทางไหนกับหน้าจอ ซึ่งสามารถนำเอาเทคนิคนี้มาต่อยอดได้หลากหลาย เป็นต้นว่า ในการใช้งานสไตลัสทำภาพกราฟิกในแบบภาพสีสเปรย์ โดยผู้ใช้ถือปากกาต่างกระป๋องสี ระบบก็จะรู้ได้ว่าทิศทางของสีที่ถูกพ่นควรฟุ้งกระจายไปในทางไหน

Tags:
Kinect

หากใครยังจำกันได้ เมื่อปีที่แล้วไมโครซอฟท์ รีเสิร์ชเดโม IllumiRoom เทคโนโลยีการแสดงผลที่ขยายฉากในเกมบน Xbox ให้เกินมาถึงนอกจอด้วยการใช้ Kinect กับโปรเจคเตอร์ ล่าสุดไมโครซอฟท์ รีเสิร์ชได้เผย RoomAlive ซึ่งต่อยอดมาจาก IllumiRoom เดิม โดยคราวนี้ RoomAlive ครอบคลุมพื้นที่การแสดงผลทั้งห้องแล้ว

RoomAlive จะใช้ procam ซึ่งประกอบด้วยโปรเจคเตอร์ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดกับ Kinect จำนวน 6 ชุด และคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กสำหรับควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ทีมวิจัยกล่าวว่า procam แต่ละชุดสามารถปรับการตั้งค่าได้อัตโนมัติ (auto-calibrating) และควบคุมการแสดงผลให้อยู่เฉพาะพื้นที่ได้เอง (self-localizing) ทำให้ผู้ใช้เพียงแค่ติดตั้ง procam ทั้ง 6 ชุด จากระบบจะสร้างโมเดลการแสดงผลสามมิติของห้องนั้นโดยอัตโนมัติ

ลองดูคลิปนำเสนอได้ที่ท้ายข่าวครับ

ที่มา: Projection Mapping Central ผ่าน Engadget

Tags:
Google X

Wall Street Journal รายงานว่าหนึ่งในงานวิจัยและพัฒนาของทีม Google X ขณะนี้มีเรื่องหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ยักษ์ที่สร้างจากจอแสดงผลขนาดเล็กมาต่อเข้าด้วยกัน

Google X นั้นมีการแบ่งทีมวิจัยและพัฒนาออกเป็นทีมย่อยมากมายหลายหลาก หนึ่งในนั้นคือทีมพัฒนาเทคโนโลยีจอภาพซึ่งนำโดย Mary Lou Jepsen ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ One Laptop Per Child ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ Pixel Qi บริษัทสตาร์ทอัพผลิตจอภาพที่แสดงผลได้ดีแม้อยู่กลางแดด

ภารกิจของทีมพัฒนาจอภาพของ Google X ในขณะนี้คือการสร้างจอภาพแบบมอดูลขนาดเล็กที่สามารถนำมาประกอบรวมกันเป็นจอภาพแสดงผลขนาดใหญ่แบบที่ใช้กับป้ายโฆษณาหรืออย่างกระดานคะแนนขนาดใหญ่ในสนามกีฬา ซึ่งจอขนาดใหญ่ที่ถูกประกอบขึ้นมานี้อาจไม่จำกัดรูปร่างเป็นเพียงสี่เหลี่ยมมุมฉากเท่านั้น ทั้งนี้โจทย์สำคัญของการสร้างจอแบบมอดูลขนาดเล็กนี้คือมุ่งพัฒนาจอแบบไร้ขอบ เพื่อที่ว่าเมื่อนำมันประกอบกันเป็นจอขนาดใหญ่แล้วจะไม่มีเส้นขอบจอใดๆ มาพาดผ่านพื้นที่ส่วนแสดงภาพ

หากยังไม่ลืมกัน ตัวต้นที่แท้จริงของ Google คือบริษัทที่สร้างผลกำไรให้องค์กรจากงานโฆษณามากที่สุด ดังนั้นคงไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก หากทีมพัฒนาฮาร์ดแวร์ของ Google จะสร้างเทคโนโลยีที่ให้คุณแบบสุดๆ แก่ธุรกิจโฆษณาดังเช่นการสร้างจอขนาดใหญ่ยักษ์เช่นนี้

ที่มา - Ars Technica

Tags:
Facebook

เมื่อเดือนกรกฎาคม Facebook ได้ปล่อยงานวิจัยหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่อง "สิ่งที่เราเห็นใน Social Network มีผลกระทบกับอารมณ์ของเราหรือไม่" (ดูงานวิจัยได้ที่นี่) งานวิจัยนี้ถูกโจมตีอย่างหนักในเรื่องของจริยธรรมในการทดลองกับความคิดความรู้สึกของคน (ถึงแม้ว่าไม่ผิดกฎหมาย เพราะในการสมัคร Facebook ตอนแรกผู้ใช้ต้องยินยอมให้ Facebook นำข้อมูลเราไปทำการวิจัยหรือทดลองได้ก็ตาม)

ที่ผ่านมามีตัวแทน Facebook ออกมาพูดแก้ไขสถานการณ์อยู่ไม่กี่คน เช่น Adam Kramer นักวิจัยของ Facebook และ Sherryl Sandberg ที่ออกมากล่าวว่าไม่ได้ตั้งใจทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่ดี แต่อย่างไรก็ดี Facebook ก็ได้ออกมาชี้แจงและเตรียมปรับปรุงเงื่อนไขในการทำวิจัยในครั้งต่อๆ ไปแล้ว โดยสาระในการชี้แจงมีดังนี้

Tags:
Adobe

Adobe ตัดสินใจปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในประเทศจีนลงภายในปีนี้ พร้อมปลดพนักงานออกกว่า 400 ตำแหน่ง

Adobe ไม่ได้เปิดเผยถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจในครั้งนี้ แต่สื่อตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นผลมาจากนโยบายของทางการจีนที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับบริษัทไอทีจากต่างชาตินักในระยะนี้ (ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของข้อมูล)

แม้จะปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ลงไป แต่ Adobe จะยังคงเก็บสำนักงานขาย 6 แห่งในจีน, ฮ่องกง และไต้หวัน ไว้ดำเนินธุรกิจในภูมิภาคนี้ตามปกติ

ที่มา - The Next Web

Tags:
Amazon

Amazon ตัดสินใจอัดเงินเพิ่มอีก 55 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนหน่วยงานวิจัยผลิตภัณฑ์ด้านฮาร์ดแวร์ของตนเอง

หน่วยงานวิจัยดังกล่าวใช้ชื่อว่า a2z Development Center เน้นการพัฒนาสินค้าฮาร์ดแวร์ของ Amazon เองโดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ต้องการพัฒนาแบบเก็บข้อมูลเป็นความลับ ซึ่งหน่วยวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนก Lab126 ที่เป็นทีมผู้รับผิดชอบการสร้าง Fire Phone กับ Fire TV นั่นเอง โดยจากการประเมินที่อ้างอิงเอกสารทางกฎหมายที่ Amazon ยื่นต่อทางการ ก็พบว่า a2z Development Center นี้จะเพิ่มการจ้างงานอีก 798 ตำแหน่ง

หากจะเดาว่าภารกิจหลักของ a2z Development Center คืออะไรกันแน่ เมื่อพิจารณาจากผลงานย้อนหลังของ Amazon จะพบว่าส่วนใหญ่เน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงบริการขายสินค้าออนไลน์ และอุปกรณ์เพื่อการเข้าถึงสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Kindle, Fire Phone, Fire TV หรือแม้กระทั่ง Dash (แท่งอำนวยความสะดวกเพื่อสั่งซื้อของออนไลน์จากที่บ้านโดยการสแกนวัตถุที่ต้องการซื้อ) ซึ่งก็มีรายงานจาก Reuters อ้างว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นต่อไปของ Amazon นั้นจะเป็นการบุกวงการบ้านอัจฉริยะโดยออกตัวกระจายสัญญาณ Wi-Fi สำหรับใช้ในบ้านที่จะช่วยให้ผู้ใช้สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ได้ง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่ม

ที่มา - VentureBeat

Tags:
Microsoft

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Microsoft ได้ทำการปิดห้องปฏิบัติการ Microsoft Research ใน Silicon Valley อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดการจ้างงานขององค์กร

ห้องปฏิบัติการดังกล่าวถูกเปิดขึ้นตั้งแต่ปี 2001 มีหน้าที่หลักในการค้นคว้าวิจัยงานด้าน distributed computing ซึ่งครอบคลุมเรื่องของการรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล, ระบบรักษาความปลอดภัย, โปรโตคอล, สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์, บริการและการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต, ระบบ large scale ฯลฯ

ห้องปฏิบัติการนี้มีพนักงานของ Microsoft อยู่ทั้งสิ้น 50 คน ซึ่งบางส่วนในนั้นจะได้รับการเสนองานในตำแหน่งใหม่จาก Microsoft

แม้ห้องปฏิบัติการที่ Silicon Valley จะถูกปิดไปแล้ว แต่ Microsoft ก็ยังคงหน่วยงานวิจัยในห้องปฏิบัติการอีกหลายแห่งทั่วโลก ทั้งในต่างทวีปอย่างเอเชีย, ยุโรป, แอฟริกา และในสหรัฐอเมริกาเอง (ที่ New York และ Redmond)

ที่มา - ZDNet

Tags:
MIT

MIT อวดผลงานวิจัยใหม่ที่จะสร้างประสบการณ์ใช้งานสมาร์ทโฟนร่วมกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างลงตัวแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

งานวิจัยนี้มีชื่อว่า THAW เป็นระบบซอฟต์แวร์ที่สร้างมาเป็นชุดสำหรับทำงานบนคอมพิวเตอร์และบนสมาร์ทโฟนไปด้วยกัน ผู้ใช้สามารถนำเอาสมาร์ทโฟนไปทาบกับหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานหรือเล่นเกมได้ หน้าจอสมาร์ทโฟนจะแสดงผลกลมกลืนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของจอคอมพิวเตอร์ (โดยที่จอคอมพิวเตอร์ก็เป็นจอปกติทั่วไป ไม่ใช่จอสัมผัส)

Tags:

Google และ Dropbox ประกาศตั้งกลุ่มวิจัยด้านการออกแบบ usability เพื่อการสื่อสารที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว โดยใช้ชื่อว่า Simply Secure

Simply Secure ต้องการแก้ปัญหาระบบความปลอดภัยในปัจจุบันที่ใช้งานยาก ซับซ้อน จนเป็นผลให้ผู้ใช้ละเลยไม่สนใจรักษาความปลอดภัยของตัวเอง โจทย์ของ Simply Secure จึงเป็นการวิจัยว่า usability ที่ดีกับความปลอดภัยที่แข็งแรงเป็นสิ่งที่ไปด้วยกันได้หรือไม่

Simply Secure จะไม่สร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมาเอง แต่จะเข้าร่วมกับโครงการโอเพนซอร์สต่างๆ ในปัจจุบันเพื่อปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้ดีขึ้นแทน

ผู้อำนวยการของ Simply Secure คือ Sara “Scout” Sinclair Brody ผู้ออกแบบระบบยืนยันตัวตน 2 ชั้นของกูเกิล และเคยทำงานในทีม Android มาก่อน นอกจากนี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและนโยบายความเป็นส่วนตัวอีกหลายคนร่วมเป็นบอร์ดที่ปรึกษา

ที่มา - Simply Secure, ThreatPost

Tags:
Google Self-Driving Car

Google ได้เล่าความคืบหน้าของการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับของตนเอง หลังจากที่ได้เผยโฉมหน้าตารถยนต์รุ่นต้นแบบเวอร์ชันทำเองมาให้เห็นกันสักพักแล้ว (ก่อนหน้านี้ Google ใช้วิธีการดัดแปลงรถยนต์ที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดมาติดตั้งเซ็นเซอร์และระบบซอฟต์แวร์เพิ่มเข้าไป) โดยล่าสุดกำลังจะมีการนำรถรุ่นต้นแบบนี้ไปทดสอบในพื้นที่ศูนย์วิจัยของ NASA

ในตอนนี้ Google ยังคงใส่พวงมาลัยและคันเร่งพร้อมคันเบรกเอาไว้ในรถต้นแบบ แต่เป็นการใส่แบบชั่วคราว และมีการทดสอบรถดังกล่าวในสนามปิดของ Google เอง ซึ่ง Google กล่าวว่าในสนามทดสอบนี้ได้มีการจำลองสถานการณ์ต่างให้คล้ายคลึงสภาพท้องถนนจริง เป็นต้นว่า มีสัญญาณไฟจราจร, มีการปิดถนนเพื่องานซ่อมแซมก่อสร้าง และมีนักปั่นจักรยานใช้เส้นทางร่วมกัน เป็นต้น

โดยหลังจากนั้นเมื่อการทดสอบได้เป็นผลที่น่าพอใจแล้ว Google จะเอาชุดอุปกรณ์ควบคุมรถออก และจะนำรถยนต์ไร้คนขับเวอร์ชันปราศจากพวงมาลัยและชุดคันเร่ง, คันเบรก ไปทดสอบใน Moffett Field อันเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ศูนย์วิจัย Ames ของ NASA ซึ่งคาดกันว่าช่วงเวลาการทดสอบดังกล่าวน่าจะเป็นในอีก 3 - 6 เดือนข้างหน้านี้ อนึ่งสาเหตุที่ Google จะนำรถยนต์ต้นแบบของตนเองไปทดสอบในพื้นที่ของ NASA นั้นเป็นเพราะกฎหมายของ California นั้นไม่อนุญาตให้มีการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับที่ปราศจากอุปกรณ์ควบคุมรถแบบแมนนวลบนท้องถนนทั่วไป

ทั้งนี้นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Google ได้ขอความร่วมมือเพื่อเข้าไปใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของ NASA หลังจากก่อนหน้านี้ Google เคยทำข้อตกลงเช่าซื้ออาคารโรงเก็บเครื่องบิน Hangar One ของ NASA ที่ถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตลอดจนพื้นที่โดยรอบ (อันมีทั้งสนามกอล์ฟและลานบิน)

ที่มา - +Google Self-Driving Car Project via Engadget

Tags:
Google

เทคโนโลยีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาจดจำภาพใบหน้าของมนุษย์เพื่อแยกแยะจำแนกบุคคลนั้นว่าน่าทึ่งแล้ว แต่เทคโนโลยีในห้องวิจัยนั้นยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยจนถึงขนาดที่ว่าระบบคอมพิวเตอร์สามารถระบุได้ว่าวัตถุต่างๆ ที่ปรากฏในภาพถ่ายที่มันมองเห็นนั้นคืออะไร

Google ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการประกวด ILSVRC ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันนำเอาระบบซอฟต์แวร์จำแนกและระบุตำแหน่งวัตถุสิ่งของในภาพมาทำการแข่งขันเปรียบเทียบประสิทธิภาพกันใน 3 หมวด อันได้แก่ "การแยกแยะ", "การแยกแยะและระบุตำแหน่ง" และ "การตรวจจับ" ซึ่งในปีนี้ทีมวิจัยของ Google ที่มีชื่อว่า GoogLeNet ได้รับรางวัลชนะเลิศจากงานนี้ในหมวดแรกและหมวดสุดท้าย

ทีม GoogLeNet อาศัยการพัฒนา "โครงข่ายประสาทเทียม" อันหมายถึงแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เรียนรู้และจดจำรูปแบบของข้อมูล (ซึ่งต้นแบบในการพัฒนาวิทยาการด้านนี้มาจากการถอดแบบการทำงานของระบบประสาทในสิ่งมีชีวิต) จนทำให้มันสามารถแยกแยะขอบเขตของวัตถุต่างๆ ที่ปรากฏในภาพได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังประมวลผลมหาศาลจากคอมพิวเตอร์อื่นใดภายนอก

Tags:
Microsoft

มหาวิทยาลัย Queen Mary University of London (QMUL) ร่วมกับไมโครซอฟท์ในการพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบนาโนเจนเนอเรเตอร์ (nanogenerator) สำหรับชาร์จไฟมือถือด้วยเสียงที่อยู่โดยรอบตัวได้

อุปกรณ์ดังกล่าวประกอบด้วยแผ่นพลาสติกที่ถูกเคลือบด้วยซิงค์ออกไซด์รูปทรงแท่งสั้นนาโน (Zinc Oxide nanorod) และตัวนำไฟฟ้าที่ขั้วของสายไฟ (electrical contact) ซิงค์ออกไซด์เป็นผงสีขาวที่สามารถเปลี่ยนพลังงานกล (mechanical energy) ที่เกิดการเคลื่อนไหวต่างๆ (ในที่นี่คือเสียงซึ่งทำให้เกิดการสั่นนั่นเอง) เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ เนื่องด้วยโครงสร้างผลึก (crystal structure) ของมันที่เมื่อถูกบีบอัดหรือขยายออกแล้วจะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้า ส่วนตัวนำไฟฟ้านั้นทีมงานใช้แผ่นเปลวอะลูมิเนียม (aluminium foil) แทนที่จะใช้ทองเนื่องจากอะลูมิเนียมมีราคาถูกกว่า

อุปกรณ์ต้นแบบสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้า 5 โวลต์ และมีขนาดเท่ากับ Lumia 925 เท่านั้น

ที่มา: Conversations

Tags:
IBM

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของ IBM ประกาศความสำเร็จในการสร้างชิปที่เลียนแบบการทำงานของสมองและเส้นประสาทของมนุษย์ (neurosynaptic computer ship) ซึ่งต่างไปจากคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่ทำงานตามแนวคิดของ Jon von Neumann (มีซีพียู หน่วยความจำ ข้อมูลเข้า ข้อมูลออก)

ชิปของ IBM มีชื่อเรียกว่า SyNAPSE ย่อมาจากชื่อเต็มคือ Systems of Neuromorphic Adaptive Plastic Scalable Electronics ชิปหนึ่งตัวประกอบด้วย "คอร์" (distributed neurosynaptic core) ที่สามารถประมวลผล เก็บข้อมูลในหน่วยความจำ และสื่อสารกับคอร์อื่นๆ ได้ภายในตัวเอง จำนวนทั้งหมด 4,096 คอร์

Tags:
Intel

อินเทลประกาศความร่วมมือกับ Michael J. Fox Foundation for Parkinson's Research (ก่อตั้งโดย Michael J. Fox นักแสดงชื่อดังที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน) เพื่อนำเทคโนโลยี wearable และ big data เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ป่วยโรคนี้

โรคพาร์กินสันถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1817 แต่กระบวนการและเทคนิคการเก็บข้อมูลเพื่อวินิจฉัยโรคยังแทบเหมือนเดิมตลอด 200 ปีที่ผ่านมา เป้าหมายของอินเทลคือการนำอุปกรณ์แบบสวมใส่ได้มาติดไว้ที่ตัวผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวและการนอนหลับ และใช้เทคโนโลยี big data มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้

ที่มา - Intel

Tags:
MIT

แม้ข่าวนี้จะมาช้าไปหน่อย (ราว 2 สัปดาห์) แต่ก็ถือว่าควรค่าแก่การติดตาม กับผลงานการวิจัยจาก MIT เกี่ยวกับเทคนิคที่เรียกว่า Visual Microphone ซึ่งสามารถถอดรหัสเสียงจากคลิปวิดีโอที่ถ่ายภาพวัตถุในบริเวณที่มีเสียงนั้น

เราคงพอรู้จักเทคนิคการอ่านปากจากในหนังหรือตามข่าวต่างๆ ถึงความสามารถในการเข้าใจคำพูดของบุคคลได้โดยพิจารณาจากลักษณะริมฝีปากของผู้พูด และนั่นทำให้เรารู้ได้ว่าเขากำลังพูดว่าอะไรแม้ว่าในความจริงแล้วเราจะไม่ได้ยินเสียงพูดนั้น แต่ผลงานวิจัยของ MIT นั้นล้ำไปกว่านั้น เพราะอัลกอริธึมของงานวิจัยนี้สามารถรู้ถึงเสียงพูดได้โดยการวิเคราะห์การสั่นไหวของวัตถุซึ่งอยู่ในสถานที่นั้น

Tags:
Microsoft

ไม่เพียงแต่ฝั่ง Disney ที่มีผลงานวิจัยด้านซอฟต์แวร์ช่วยตัดต่อคลิปวิดีโอให้ง่ายยิ่งขึ้น ทีม Microsoft Research เองก็มีผลงานซอฟต์แวร์ที่จะช่วยแก้ไขคลิปวิดีโอให้ดูดีขึ้นด้วยเช่นกัน โดยผลงานของ Microsoft นี้มีชื่อว่า Hyperlapse ซึ่งถูกพัฒนามาเพื่อปรับปรุงคลิปวิดีโอที่ได้จากกล้องประเภท action camera โดยเฉพาะ

ส่วนมากแล้วคลิปวิดีโอที่ได้จากกล้อง action camera ที่ผู้ใช้สวมใส่หรือติดมันไว้กับร่างกายในขณะทำกิจกรรมต่างๆ มักได้เป็นคลิปแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งจะเห็นการเคลื่อนไหวไปในที่ต่างๆ โดยมีการสั่นไหวของภาพค่อนข้างมาก (อันเนื่องมาจากการขยับร่างกายของผู้ใช้งานเอง) ซึ่ง Hyperlapse จะช่วยปรับปรุงคลิปเหล่านั้นให้มีความเสถียรและให้ภาพที่นิ่ง ดูลื่นไหลเนียนตายิ่งขึ้น

Tags:

Disney Research ได้เผยแพร่ผลงานการวิจัยใหม่ ว่าด้วยเรื่องของซอฟต์แวร์ที่ช่วยตัดต่อคลิปวิดีโอที่ถูกถ่ายจากกล้องหลายตัวเข้าเป็นคลิปเดียวกัน

ซอฟต์แวร์ที่ Disney Research พัฒนาขึ้นมานี้ สามารถนำคลิปจากกล้องหลายตัวที่บันทึกภาพเหตุการณ์เดียวกันจากหลายมุมมองเข้าเป็นคลิปเดียวกัน โดยมันจะเลือกเอาภาพที่ดีจากกล้องแต่ละตัวในแต่ละขณะมาประกอบกัน ทั้งยังสามารถตัดภาพแบบซูมเจาะเฉพาะส่วนที่สำคัญในแต่ละขณะได้ด้วย

Tags:

ทีมนักวิจัยจาก Technical University of Denmark (DTU) ประสบความสำเร็จในการส่งข้อมูลผ่านท่อใยแก้วนำแสง (fiber optics) ที่อัตราเร็ว 43Tbps (T นะครับ ไม่ใช่ G) โดยใช้ใยแก้วเพียงเส้นเดียวและตัวส่งข้อมูล (transmitter) เพียงตัวเดียว

สถิติก่อนหน้านี้เป็น Karlsruhe Institute of Technology จากเยอรมนีทำไว้ที่ 26Tbps ในปี 2011 ส่วน DTU เองก็เคยทำสถิติไว้ก่อนหน้านั้นคือ 1Tbps ในปี 2009

เทคนิคที่ DTU ใช้งานคือออกแบบใยแก้วให้มีหลายแกน (core) โดยในกรณีนี้คือ 7 แกนในใยแก้วเส้นเดียว ในอดีตการผลิตใยแก้วแบบหลายแกนทำได้ยากและแพง แต่เมื่อเทคนิคการผลิตพัฒนาขึ้นมากก็ทำให้การส่งข้อมูลผ่านใยแก้วหลายแกนเป็นไปได้มากขึ้น

ตอนนี้เทคนิคของ DTU ยังอยู่ในห้องทดลอง และคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าเราจะได้เห็นเทคนิคนี้ถูกใช้งานในเชิงพาณิชย์ครับ

ที่มา - ExtremeTech

Tags:
Satya Nadella

นอกจากการย้ำภารกิจแรกนั่นคือเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรไมโครซอฟท์ให้ได้ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอไมโครซอฟท์ ยังเหน็บแนมกูเกิล ที่งานสัมมนา Brainstorm Tech (จัดโดยนิตยสาร Fortune) ด้วย

เมื่อผู้เข้าฟังสัมมนาท่านหนึ่งถามนาเดลลาว่า Microsoft Research ควรเรียนรู้อะไรจากกูเกิลและการที่ผู้คนให้ความสนใจโครงการต่างๆ ที่มาจากแล็ป Google X และหน่วยงาน Advanced Technology and Projects ของกูเกิล อาทิ Google Glass และรถยนต์ไร้คนขับบ้าง นาเดลลาตอบว่า "เป็นสิ่งที่ดีเสมอที่จะเรียนรู้จากคนที่ทำการตลาดให้ตัวเองได้ดีกว่า" ซึ่งอธิบายได้ว่า การที่โครงการระยะยาวของกูเกิลปรากฏเป็นสื่อมากกว่าไม่ได้หมายความว่ากูเกิลทำโครงการที่สำคัญกว่าหรือดีกว่าที่ไมโครซอฟท์ดำเนินการอยู่

หลังจากเสียงหัวเราะเงียบลง นาเดลลาก็ยกตัวอย่างผลงานจาก Microsoft Research ที่สร้างโอกาสทางธุรกิจขนานใหญ่ให้กับไมโครซอฟท์แต่อาจไม่ได้รับความสนใจเหมือนกับโครงการจากกูเกิล อาทิ ฟีเจอร์โหลดฐานข้อมูลทั้งฐานไว้ในหน่วยความจำ (in-memory database) ซึ่งมีตลาดมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์รออยู่ หรือ Skype Translator ฟีเจอร์ที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถสื่อสารผ่านทาง Skype ได้ง่ายขึ้นแม้จะคุยกันคนละภาษาก็ตาม

อย่างไรก็ดี เขาก็กล่าวว่าประเด็นของผู้ถามนั้นน่าขบคิด และก็ย้ำว่าไมโครซอฟท์สามารถทำงานวิจัยที่จะส่งผลกระทบในเรื่องสำคัญ (mainstream impact) ได้มากกว่านี้ แต่ไม่ต้องคาดหวังว่าไมโครซอฟท์จะทำสิ่งนั้นตามแนวทางที่กูเกิลทำ

ที่มา: Re/code