Whitehouse

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประกาศผลักดันโครงการ National Strategic Computing Initiative เพื่อให้สหรัฐอเมริกาสามารถสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับ exascale ที่มีสมรรถนะเกิน 1 exaflop/s ให้ได้

ปัจจุบันซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่แรงที่สุดในโลกคือ Tianhe 2 ของจีน มีสมรรถนะ 33.86 petaflop/s เท่ากับว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของสหรัฐจะต้องมีสมรรถนะเพิ่มขึ้นอีกราว 30 เท่าตัว ส่วนโครงการประมวลผลขนาดใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐในปัจจุบันต้องการสมรรถนะประมาณ 10 peteflop/s

โครงการนี้มีเป้าหมายภาพกว้างให้สหรัฐอเมริกาพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (High Performance Computing) ให้พร้อมสำหรับอนาคต โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐ 3 หน่วยคือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงกลาโหม และ National Science Foundation เป็นหน่วยงานหลัก หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาช่วยสนับสนุน และตั้งคณะกรรมการนโยบายเพื่อผลักดันงานวิจัยเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ

โครงการ NSCI ยังตั้งเป้าหมายว่าต้องพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์แห่งอนาคต ในกรอบเวลา 15 ปีข้างหน้าที่ "กฎของมัวร์" อาจใช้ไม่ได้แล้ว (post-Moore's Law era)

ที่มา - Whitehouse.gov

Tags:
Google Maps

ระยะหลังเราเห็นปัญหา Google Maps ที่เกิดจากการเปิดให้ผู้ใช้แก้ไขข้อมูลเองหลายครั้ง ตัวอย่างคือ Edward Snow Den โผล่ที่ "ทำเนียบขาว" และ พบหุ่นเขียวปัสสาวะใส่โลโก้ Apple ที่อาจดูเป็นเรื่องเล่นตลกที่ผิดที่ผิดทางไปบ้าง

แต่ปัญหาใหม่ล่าสุดของ Google Maps ร้ายแรงกว่านั้น เพราะมีคนไปค้นพบว่าถ้าค้นหาสถานที่ด้วยคำที่เกี่ยวข้องกับการเหยียดคนผิวสี (เช่น nigga/nigger ที่มาจากคำว่า nigro) แล้วใส่คำว่า house เข้าไปด้วย ผลลัพธ์จะกลายเป็น "ทำเนียบขาว" ซึ่งหมายถึงการเหยียดผิวต่อประธานาธิบดีโอบามา

กูเกิลออกมาขอโทษเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ โดยอธิบายว่าระบบของกูเกิลดึงข้อมูลจากโลกออนไลน์มาช่วยวิเคราะห์การค้นหาสถานที่ และเนื่องจากมีคนใช้คำเหล่านี้พูดถึงทำเนียบขาวกันเยอะ เมื่อค้นด้วยคำพวกนี้จึงได้ผลออกมาดังที่เห็น

กูเกิลบอกว่ากำลังเร่งแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนาอัลกอริทึมการค้นหาที่นำเอนจินของ Google Search มาใช้กับ Google Maps ด้วย ซึ่งจะช่วยป้องกันการสแปมผลการค้นหาได้ง่ายขึ้น

ที่มา - Google Lat Long

Tags:
Whitehouse

ทั้ง FBI และ NSA ออกมาแสดงท่าทีว่าต้องการบังคับให้มีช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่เข้ารหัส และโต้เถียงกับกลุ่มผู้บริหารบริษัทไอทีและองค์กรต่างๆ หลายครั้ง ตอนนี้องค์กรเหล่านั้นก็รวมตัวกันส่งจดหมายเปิดผนึกถึงโอบามา ข้อความส่วนหนึ่งระบุว่า

เราเตือนให้ท่านปฎิเสธข้อเสนอใดๆ ที่บังคับให้บริษัทสหรัฐฯ ทำให้สินค้าของพวกเขาอ่อนแอลงอย่างจงใจ เราเรียกร้องต่อทำเนียบขาวให้สร้างนโยบายที่สนับสนุนการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งแทนที่จะขัดขวาง นโยบายนี้จะช่วยให้มีการปกป้องความปลอดภัยไซเบอร์, การเติบโตทางเศรษฐกิจ, และสิทธิมนุษยชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

บริษัทไอทีใหญ่ๆ ที่ร่วมลงนาม เช่น แอปเปิล, CloudFlare, LinkedIn, ซิสโก้, เอชพี, เฟซบุ๊ก, และไมโครซอฟท์ หน่วยงานไม่แสวงผลกำไรอย่าง EFF, OSI (Open Source Initiative), Free Software Foundation, GNOME Foundation, Human Right Watch รวมถึงผู้เชี่ยวชาญอย่าง Whitfield Diffie, Ronald L. Rivest, Bruce Schneier, และ Alex Stamos ที่เคยโต้เถียงกับ Mike Rogers กลางงานสัมมนา

ที่มา - New America, Threat Post

Tags:
Edward Snowden

ถ้าลองค้นคำว่า "edwards snow den" ใน Google Maps จะพบข้อมูลที่น่าตกใจว่าพิกัดไปโผล่อยู่ใน "ทำเนียบขาว" ของสหรัฐอเมริกา

แน่นอนว่า Edward Snowden ไม่ได้อยู่ในทำเนียบขาวจริงๆ หรือกูเกิลจงใจเปลี่ยนพิกัดประท้วงรัฐบาลสหรัฐ แต่มีใครสักคนใช้วิธีเพิ่มข้อมูลธุรกิจของตัวเองลงใน Google Maps โดยผ่านระบบตรวจสอบของกูเกิล และย้ายพิกัดของร้าน "Edwards Snow Den" (ชื่อสะกดไม่เหมือนกัน) ที่บอกว่าเป็นร้านขายสโนว์บอร์ด ไปยังทำเนียบขาวได้สำเร็จ

คาดว่ากูเกิลคงลบข้อมูลพิกัดออกในเร็วๆ นี้ ตอนที่เขียนข่าวนี้ข้อมูลยังปรากฏอยู่ ใครอยากดูก็รีบๆ เข้านะครับ

ที่มา - The Next Web

Tags:
Whitehouse

รัฐบาลโอบามาเปิดข้อเสนอบังคับให้เว็บไซต์รัฐบาลกลางทั้งหมดจะต้องเปลี่ยนไปใช้ HTTPS เท่านั้น ทางรัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอนี้ในช่วงแรกภายในวันที่ 31 มีนาคมนี้

ข้อเสนอนี้จะบังคับเว็บไซต์ของรัฐบาลกลาง ดังนี้

  • เว็บเปิดใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโดเมน .gov หรือโดเมนย่อย จะต้องใช้ HTTPS มาตั้งแต่แรกหลังข้อเสนอนี้มีผลบังคับ รวมไปถึงเว็บที่ดูแลโดยบริษัทภายนอกที่ได้รับงานจากรัฐบาลกลาง
  • เว็บที่ให้บริการอยู่แล้ว และมีข้อมูลส่วนบุคคล (personally identifiable information - PII) จะต้องให้ความสำคัญกับการย้ายไปใช้ HTTPS ก่อน
  • เว็บที่เหลือจะต้องใช้ HTTPS พร้อมรองรับ HSTS ภายในสองปี
  • เว็บที่ใช้งานภายในหน่วยงาน จะไม่บังคับว่าต้องใช้ HTTPS แต่ต้องเป็นบริการที่อยู่ภายในอินทราเน็ตเท่านั้น

ข้อเสนอนี้เขียนด้วย markdown ทั้งหมด ทางรัฐบาลรับฟังความเห็นข้อเสนอนี้ผ่านทางอีเมล https@cio.gov และผ่านทาง GitHub ประชาชนสามารถ fork ข้อเสนอเพื่อไปแก้ไขตามความเห็น แล้วกด pull request เพื่อขอส่งความเห็น

ที่มา - The Daily Dot

Tags:
Whitehouse

ในยุคสมัยแห่ง big data ที่การวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลสหรัฐก็ตอบรับความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยการแต่งตั้ง "หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ข้อมูล" (Chief Data Scientist) ขึ้นมาวางนโยบายด้าน big data ของประเทศแล้ว

รัฐบาลบารัค โอบามา ใช้วิธีดึงผู้บริหารสายไอทีไปช่วยงานหลายคน โดยสหรัฐอเมริกามีทั้ง CTO (Chief Technology Officer) และ CIO (Chief Information Officer) ครั้งแรกในสมัยรัฐบาลโอบามารอบแรก

ผู้ที่ประธานาธิบดีโอบามาแต่งตั้งเป็น Chief Data Scientist คือ DJ Patil (เขาชื่อย่อ DJ นะครับ ไม่ได้มีอาชีพดีเจ) อดีตผู้บริหารของ LinkedIn, eBay, PayPal, Skype และก่อนหน้านี้เคยอยู่กับบริษัทลงทุน Greylock Partners เขามีประวัติการทำงานสายวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาอย่างโชกโชน แถมยังเป็นคนคิดคำว่า "data scientist" อีกด้วย

ตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ Patil คือ "Chief Data Scientist and Deputy Chief Technology Officer for Data Policy" ถ้าย่อตามนี้จะกลายเป็น CDSaDCTODT ซึ่ง Patil ก็ทวีตข้อความติดตลกว่าจะใส่ตำแหน่งนี้ในนามบัตรยังไงดี

ที่มา - White House Blog, Wired

Tags:
Whitehouse

วันนี้ประธานาธิบดีโอบามาลงนามคำสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมดเปลี่ยนไปใช้บัตรเครดิตแบบชิปร่วมกับรหัสผ่าน (chip and PIN) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบรับจ่ายเงินในประเทศ

ปัญหาการขโมยหมายเลขบัตรเครดิตเป็นปัญหาใหญ่ในสหรัฐฯ ปีที่แล้วมีเหตุการณ์หมายเลขบัตรเครดิตถูกขโมยจากห้าง Target จำนวนมากทำให้ลูกค้าทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยง

ภายใต้คำสั่งนี้หน่วยงานรัฐบาลกลางที่ออกบัตรเครดิตขององค์กรให้เจ้าหน้าที่ต้องออกบัตรใหม่เป็นแบบมีชิป ส่วนหน่วยงานที่รับจ่ายเงินจากประชาชนผ่านบัตรเครดิตก็ต้องติดตั้งเครื่องอ่านบัตรแบบใหม่ที่รองรับบัตรที่ใช้ชิปและรองรับการกดรหัสผ่าน

แคมเปญครั้งนี้ทางทำเนียบขาวยังเรียกร้องไปยังภาคเอกชนให้ช่วยกันปรับเครื่องรับจ่ายให้รับบัตรแบบ chip and PIN โดยมีบริษัทที่เข้าร่วมได้แก่ Home Depot, Target, Walgreens, และ Walmart คาดว่าจะติดตั้งเสร็จภายในต้นปี 2015

ที่มา - Whitehouse.gov

Tags:
Medium

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา มีชื่อเสียงเรื่องการใช้สื่อโซเชียลมานาน และทำเนียบขาวในยุคของโอบามาก็หันมาใช้สื่อออนไลน์สื่อสารกับประชาชนอย่างจริงจัง (ตัวอย่างข่าวเก่า ทำเนียบขาวบน Google+)

สื่อออนไลน์ชนิดล่าสุดที่ถูกนำมาใช้งานคือ Medium แพลตฟอร์มสำหรับเขียนบล็อกหรือบทความออนไลน์ ที่ก่อตั้งโดย Evan Williams กับ Biz Stone สองผู้ก่อตั้ง Twitter ที่กำลังโด่งดังอย่างเงียบๆ ในหมู่ผู้ชอบเขียนบทความอิสระ โดยรอบนี้ ทั้งตัวโอบามาและทำเนียบขาวต่างก็เปิดบัญชี Medium พร้อมกันในวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา (@PresidentObama และ @Whitehouse)

โอบามาเริ่มโพสต์แรกของตัวเอง โดยกล่าวถึงคนรุ่น "มิลเลนเนียม" (Millennials) ว่าสามารถช่วยสร้างเศรษฐกิจอเมริกายุคหน้าด้วยการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ส่วนทำเนียบขาวมีสองโพสต์แล้ว โดยโพสต์แรกเป็นประกาศการเริ่มใช้งาน Medium ส่วนโพสต์ที่สองเป็นสรุปข้อมูลเชิงเศรษฐศาสตร์ของคนยุคมิลเลนเนียม

Tags:
Obama

วงการพิมพ์สามมิติเรียกได้ว่าเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงปีที่ผ่านมา มีผู้คนหลากหลายกลุ่มใช้งานเครื่องพิมพ์สามมิติในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่บริษัทหน้าใหม่ไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ ล่าสุดแม้แต่ทำเนียบขาวก็ออกตัวมาสนับสนุนกระแสนี้แล้วด้วยการเปิดตัวงาน White House Maker Faire เพื่อสนับสนุนกลุ่มคนที่ใช้งานเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ

งาน White House Maker Faire นี้เป็นครั้งแรกที่บารัค โอบามาเป็นเจ้าภาพงาน ภายในงานมีผู้ผลิตที่ใช้การพิมพ์สามมิติมาเข้าร่วมมากกว่า 100 ราย จาก 25 มลรัฐ โดยมีผลงานหลากหลายนำมาแสดงในงาน เช่นยีราฟอิเล็กทรอนิกส์ขนาด 17 ฟุต หรือโชว์พิมพ์แพนเค้กหน้าโอบามา เป็นต้น

สำหรับเป้าหมายของ Maker Faire ครั้งนี้ โอบามาบอกในระหว่างเปิดงานว่า Maker Faire มุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนสามด้านได้แก่การช่วยให้ผู้ผลิตสร้างงานจากธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มความสนใจในด้านนี้ให้กับนักศึกษาเพื่อมาเป็นผู้ผลิตในอนาคต และเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตสามารถก้าวข้ามปัญหาที่พบในอุตสาหกรรมพิมพ์สามมิติไปได้

นอกจากนี้โอบามายังยกให้การพิมพ์สามมิติเป็นอนาคตของสหรัฐฯ ที่จะเป็นการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ อีกด้วย โดยแรงบันดาลใจในการจัดงานครั้งนี้ต่อยอดมาจากการขึ้นประกาศสุนทรพจน์ประจำปีต่อสภาคองเกรสฯ เมื่อปี 2013 ซึ่งได้พูดถึงการพิมพ์สามมิติเป็นครั้งแรกนั่นเอง

ชมบรรยากาศงานได้จากที่มาเลยครับ

ที่มา - White House

Tags:
Whitehouse

เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวได้จัดงานแสดงความยินดีกับสโมสรเบสบอล Boston Red Sox ที่ได้แชมป์รายการเวิลด์ซีรี่ส์ปี 2013 และในจังหวะหนึ่ง นักเบสบอล David Ortiz ได้ขอถ่ายภาพแบบเซลฟี่ร่วมกับประธานาธิบดีโอบามา แล้ว Ortiz ก็ทำการโพสต์ลง Twitter

ต่อมาบัญชี Twitter ของซัมซุงอเมริกาได้รีทวีตภาพนี้ซ้ำ พร้อมให้ข้อมูลเสริมด้วยว่า Ortiz ใช้ Galaxy Note 3 ในการถ่ายภาพ (Ortiz เป็นพรีเซนเตอร์ให้ซัมซุง) ขณะที่โฆษกซัมซุงก็แถลงว่านี่เป็นภาพบรรยากาศที่ดี ต่อเนื่องจากภาพเซลฟ์ฟี่ของ Ellen ในงานออสการ์

จากเหตุการณ์ดังกล่าว โฆษกทำเนียบขาวได้ออกมากล่าวว่าทางทำเนียบขาวไม่พอใจการกระทำดังกล่าวของซัมซุง เพราะเป็นการนำภาพประธานาธิบดีมาใช้ในทางการค้า และจะให้ฝ่ายกฎหมายติดต่อทางซัมซุงถึงการใช้ภาพนี้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม Ortiz ได้ให้สัมภาษณ์ โดยเขาโต้แย้งว่าการถ่ายภาพเซลฟ์ดังกล่าวเป็นการตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่มีใบสั่งจากซัมซุงให้ทำแต่อย่างใด

ที่มา: WSJ, Boston Globe [1] และ [2]

Whitehouse

หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานข่าวที่ยังไม่ยืนยันจากแหล่งข่าวในทำเนียบขาวว่า ทีมเทคนิคและทีมความปลอดภัยของทำเนียบขาวกำลังทดสอบการใช้งานสมาร์ทโฟนจากซัมซุงและแอลจี (โฆษกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐยืนยันข่าวนี้โดยบอกว่าทีมความปลอดภัยกำลังทดสอบสมาร์ทโฟนหลายรุ่น แต่ไม่บอกว่ารุ่นใดหรือยี่ห้อใดเหมือน Wall Street Journal)

ข่าวนี้สร้างผลสะเทือนต่อสถานะของ BlackBerry ในฐานะสมาร์ทโฟนที่หน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐเลือกใช้ อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลว่าตัวประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่รู้กันว่าใช้ BlackBerry รุ่นปรับแต่งพิเศษ จะย้ายไปใช้สมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่นหรือไม่ (เขามี iPad ไว้ใช้อ่านเอกสาร แต่ไม่มี iPhone)

Wall Street Journal ระบุว่าในการทดสอบครั้งนี้ ไม่มี iPhone อยู่ในรายชื่อมือถือที่ทดสอบด้วย และคงต้องทดสอบกันอีกสักพักกว่าเราจะเห็นมือถือยี่ห้ออื่นๆ ถูกนำมาใช้งานจริงต่อไป

ที่มา - Wall Street Journal

Tags:
USA

หลัง Edward Snowden ปล่อยเอกสารของ NSA ออกมาเป็นจำนวนมาก โอบามาก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อจัดทำข้อเสนอว่าควรปรับปรุงการทำงานของ NSA อย่างไรบ้าง ตอนนี้คณะกรรมการชุดนี้ก็ปล่อยเอกสารรายงานออกมา

รายงานแนะนำภาพรวมทั้งหมด ทั้งกระบวนการทำงานของ NSA ที่ต้องมีกระบวนการดูแลกระบวนการหาข่าวกรอง เปลี่ยนบอร์ดคณะทำงานควบคุมการหาข่าวกรองและเพิ่มกระบวนการรักษาความเป็นส่วนตัวของประชาชน รวมถึงเปลี่ยนกระบวนการสรรหาผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่อนุมัติการหาข่าวกรอง

ในแง่เทคโนโลยี รายงานแนะนำให้ NSA ยกเลิกความพยายามที่จะทำให้การเข้ารหัสอ่อนแอลงทั้งหมด, ไม่พยายามวางช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ใดๆ, และสนับสนุนการเข้ารหัสเพื่อการสื่อสารที่ปลอดภัย รวมถึงแนะนำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีส่วนผลักดันกระบวนการเช่นนี้ให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วโลก

ที่มา - ArsTechnica, Whitehouse.gov (PDF)

Tags:
USA

สำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของทำเนียบขาว ประกาศวันที่ 1-2 มิถุนายน 2013 เป็นวัน "National Day of Civic Hacking" หรือ "วันแฮ็กเพื่อสาธารณประโยชน์แห่งชาติ" (hack ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเจาะระบบ แต่หมายถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์-ระบบไอที)

เป้าหมายของงานนี้คือกระตุ้นให้คนทำงานสายไอซีที ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมเมอร์ ผู้ประกอบการ หรือผู้สนใจทั่วไป หันมาสนใจแก้ปัญหาของประเทศด้วยเทคโนโลยี โดยเน้นไปที่ข้อมูลสาธารณะ (publicly-released data) และโค้ดหรือเทคโนโลยีแบบเปิด

แคมเปญนี้เชิญชวนหน่วยงานท้องถิ่นทั้ง 50 รัฐของอเมริกาจัดกิจกรรมที่ตอบโจทย์ของท้องถิ่น เช่น งาน hackathon เขียนโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติของท้องถิ่น หรือจัดงานพบปะสังสรรค์ทำความรู้จักกันระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพไอซีทีในเมืองนั้นๆ (ตอนที่เขียนข่าวนี้มีประกาศงานแล้ว 24 รัฐ เป้าหมายของโครงการคือต้องมีครบทุกรัฐ)

ผู้จัดงานหลักคือหน่วยงานภาคสังคม Code for America และ Random Hack of Kindness โดยมีหน่วยงานภาครัฐอย่าง NASA, กระทรวงแรงงานของสหรัฐให้การสนับสนุน รายละเอียดดูได้จาก Hack for Change

ที่มา - White House

Tags:

ตามกฎหมายของสหรัฐฯ ทำเนียบขาวจะต้องออกมาให้คำตอบกับประชาชน หากมีการล่ารายชื่อประชาชน 25,000 ชื่อเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งได้เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ​ ก่อสร้าง Death Star (ดาวมรณะจาก Star Wars) ล่าสุด ทำเนียบขาวได้ออกมาปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวแล้ว

ทำเนียบขาวให้เหตุผลว่าการก่อสร้าง Death Star ถึงแม้จะเป็นการสร้างงานให้กับประชาชน แต่งบประมาณในการก่อสร้างอาจจะสูงถึง 850,000,000,000,000,000,000 ดอลลาร์ และนี่จะเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะให้กับประเทศ

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังบอกอีกว่าพวกเขาไม่สนับสนุนการระเบิดดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ อีกทั้งยังไม่อยากสร้างดาวเคราะห์เทียมที่มีค่าก่อสร้างมหาศาล แต่มีข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวง คือสามารถถูกทำลายได้ด้วยยานอวกาศลำเล็ก ๆ ลำเดียวที่มีนักบินเพียงคนเดียวได้อีกด้วย

ที่มา - The Verge

Tags:
Google+

ทำเนียบขาวหรือทำเนียบประธานาธิบดีของสหรัฐ ใช้เครือข่ายสังคมต่างๆ ช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Facebook, LinkedIn (และเพิ่งเริ่มใช้ Foursquare เมื่อไม่นานมานี้)

ล่าสุดทำเนียบขาวยังเดินหน้าด้วยนโยบายเดิม โดยขยายช่องทางมายัง Google+ เรียบร้อยแล้ว

รูปแบบการโพสต์ภาพ บล็อก และข่าวคงไม่มีอะไรแตกต่างจากเครือข่ายสังคมอื่นๆ ที่ทำเนียบขาวใช้อยู่ แต่จุดที่ต่างออกไปคือทำเนียบขาวประกาศว่าจะทำ White House Hangouts โดยเชิญเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาตอบคำถามประชาชนผ่าน Hangouts เป็นระยะๆ ด้วย

ใครสนใจก็ตามไปเพิ่มเข้าแวดวงได้ที่ +Whitehouse

ที่มา - Whitehouse.gov

Tags:
Foursquare

เราเห็นประธานาธิบดีบารัค โอบามา ใช้งาน Twitter/Facebook มานานแล้ว คราวนี้ขยายมาถึง Foursquare บริการเช็คอินสถานที่ยอดนิยมอีกอย่างหนึ่งแล้ว

การใช้ Foursquare เป็นวิธีการประชาสัมพันธ์ผลงานของโอบามาอีกทางหนึ่ง เพราะโอบามากำลังจะเดินทางด้วยรถบัสไปหลายเมืองในสหรัฐ เพื่อเยี่ยมประชาชนและรับฟังปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ (จะมองว่าเป็นการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งในปี 2012 ก็ได้)

ในโอกาสนี้ โอบามา (หรือทีมงานของเขา) จะ "เช็คอิน" ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อบอกว่าตอนนี้โอบามาอยู่ที่ไหน และแสดงความเห็นผ่านทาง "ทิป" ของ Foursquare

ผู้สนใจก็ไปตามบัญชีของทำเนียบขาวได้ที่ Foursquare

ที่มา - The White House Blog

Tags:
Eric Schmidt

น่าจะถือเป็นภาพในตำนานของวงการเทคโนโลยีได้เลย เมื่อทำเนียบขาวได้เผยแพร่ภาพอย่างเป็นทางการผ่านทาง Flickr เป็นภาพมื้ออาหารค่ำของประธานาธิบดี Barack Obama ร่วมกับบรรดาผู้บริหารของบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเมื่อคืนที่ผ่านมา

งานเลี้ยงนี้จัดขึ้นที่บ้านของ John Doerr ขณะที่ TechCrunch ตั้งข้อสังเกตว่าทำเนียบข่าวเลือกเผยแพร่ภาพน้อยเกินไป และสองภาพที่เผยแพร่ออกมาก็เป็นภาพที่ถ่ายอย่างไม่เป็นทางการมากนัก ดูเหมือนกับภาพแอบถ่ายตอนเผลอมากกว่า จะเห็นว่าสองคนที่ได้นั่งข้างกับประธานาธิบดี Obama ก็คือ Zuckerberg กับจ็อบส์นั่นเอง

Tags:

แผนการกู้เศรษฐกิจอเมริกาของโอบามาคือ "การสร้างงาน" ซึ่งอุตสาหกรรมดาวรุ่งในอเมริกาที่ยังสร้างงานได้อีกมากคืออุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมไฮเทค

ล่าสุดทำเนียบขาวได้ประกาศโครงการ Startup America Partnership เพื่อลงทุนให้เกิดบริษัทหน้าใหม่ (ที่เราเรียกกันว่า startup) มากขึ้น ประธานโครงการนี้คือ Steve Case อดีตผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ AOL ในยุครุ่งเรือง

Tags:
IPv6

การเปลี่ยนผ่านจาก IPv4 มาเป็น IPv6 เป็นกระบวนการที่ล่าช้ากว่าที่ทุกคนคาดมาก แต่ IPv4 ก็หมดลงเรื่อยๆ และเหลืออีกไม่กี่บล็อคเท่านั้น ล่าสุด Vivek Kundra ซึ่งรับบทเป็น CIO ของรัฐบาลโอบามา ได้ประกาศแผนการย้ายสำหรับหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐแล้ว

ตามแผนของ Vivek คือ

  • หน่วยงานรัฐต้องเปลี่ยนเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับสาธารณะ เช่น เว็บเมล หรือเซิร์ฟเวอร์ DNS ให้เป็น IPv6 ภายในวันที่ 30 กันยายน 2012
  • สำหรับเครือข่ายอินทราเน็ตภายในองค์กร กำหนดให้เป็นปี 2014
  • ทุกหน่วยงานต้องแต่งตั้งผู้ประสานงาน IPv6 transition manager เพื่อทำงานร่วมกับหน่วยงานส่วนกลางของทำเนียบขาว
  • ยังกำหนดให้ไม่ทิ้ง IPv4 เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องความเข้ากันได้ในอนาคต

ที่มา - InformationWeek

Tags:
Drupal

ทีมงานของโอบามานั้นมีจุดเด่นมากในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างโดดเด่น โดยเมื่อรัฐบาลนี้เข้าทำงานใหม่ๆ ก็มีการยกเครื่องเว็บเดิม และเพิ่มเว็บสารสนเทศใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เข่น Data.gov หรือการปรับปรุงเว็บเดิมๆ อย่าง Whitehouse.gov ที่ใช้ Drupal และมีการปรับปรุงภายในเพิ่มเติมหลายอย่าง และในวันนี้โครงการ Whitehouse.gov ก็ปล่อยส่วนปรับปรุงเพิ่มเติมออกมาเป็นโมดูล 4 โมดูล ได้แก่

  • Context HTTP Headers โมดูลเพื่อการปรับค่าใน HTTP Header ตามชนิดของเนื้อหา โดยในโครงการ Whitehouse.gov ใช้โมดูลนี้เพื่อปรับค่าพรอกซี่ให้เก็บเนื้อหาแต่ละแบบไว้นานไม่เท่ากัน
  • Akamai โมดูลเพื่อเข้าควบคุมการทำงานของ Akamai ซึ่งเป็นบริการนำส่งข้อมูลหรือ Content Delivery Network (CDN) เมื่อใช้งานร่วมกับ Context HTTP Headers ก็จะเป็นการปรับค่าการทำงานของ Akamai ตามชนิดเนื้อหาไปในตัว
  • GovDelivery Integration เป็นโมดูลเพื่อต่อ Drupal เข้ากับบริการ GovDelivery ที่ใช้ส่งเมลผ่านทางเว็บเซอร์วิสแทน SMTP
  • Node Embed โมดูลที่ช่วยเติมค่าที่จำเป็นให้กับภาพหรือเนื้อหาที่วางลงมาในเว็บ เพื่อให้เว็บสามารถทำตามกฏหมาย Section 508 ที่ว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลของคนพิการ

ทางโครงการระบุว่า Whitehouse.gov นั้นยังมีการพัฒนาอยู่ต่อไป ทำให้เราอาจจะได้เห็นโครงการเช่นนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา - Whitehouse.gov, sitepoint.com