Tags:
Node Thumbnail

รายงานจาก Layoff Tracker ซึ่งจัดทำโดย TechCrunch พบว่าตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมามีบริษัท 49 แห่งที่ปลดพนักงานออก นับรวมกันได้ถึง 20,494 คน

โดยมากที่สุดก็คือ Dell ปลดออก 8,900 คนหรือคิดเป็น 10% รองลงมาคือ Xerox ปลดออก 3,000 คน หรือคิดเป็น 5% หากนับเฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีคนถูกออกจากงานจากบริษัทเทคโนโลยีถึง 13,809 คน โดยจากทั้งหมด 49 แห่งที่รายงาน 33 แห่งเป็นบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ แต่จำนวนคนที่ถูกออกจากงานรวมกันก็แค่เพียง 573 คน

ที่มา - TechCrunch

Tags:

ดูท่าว่าพิษเศรษฐกิจตอนนี้จะฉุดไม่อยู่เสียแล้ว บริษัทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่อย่าง Ebay, Yahoo, ตลอดจนบริษัทเล็กๆ อย่าง Hi5 และบริษัทอื่นๆ ก็มีแผนปลดพนักงานตลอด ตอนนี้บริษัท Texas Instrument (TI) ก็เตรียมลดพนักงานอีก 650 คนใน 6 ประเทศ จากพนักงานทั้งหมด 30,000 คนในปัจจุบัน

Tags:
Node Thumbnail

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะปัญหาเศรษฐกิจ (อย่าง บริษัทดอทคอมเริ่มปลดพนักงาน) หรือเป็นเพราะปัญหาภายในกันแน่ (หรือทั้งสองอย่าง?) แต่ Yahoo! เตรียมปลดพนักงานอีกระลอกใหญ่ ซึ่งว่ากันว่าจะอยู่ที่ 1,000-3,000 คนเลยทีเดียว

เมื่อเดือนมกราคม Yahoo! ปลดพนักงานไปแล้วประมาณ​ 1,000 ราย และตลอดปีที่ผ่านมา พนักงานระดับสูงของ Yahoo! ได้ทยอยลาออกไปเป็นจำนวนมาก ตามข่าวที่ออกมาอยู่เรื่อยๆ

Yahoo! ได้จ้าง Bain & Co. ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชื่อดัง ให้มาลดขนาดองค์กรลง และสร้างวัฒนธรรมในการทำงานที่สดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งในขั้นแรกก็คงไม่มีมาตรการอื่นนอกจากการปลดพนักงานที่ไม่จำเป็นออกไป

Tags:
Node Thumbnail

วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐรอบนี้ ลามไปถึงกิจการดอทคอมรุ่นใหม่ๆ กันแล้ว เดือนตุลาคมนี้ผ่านมาครึ่งเดือน มีบริษัทเกี่ยวกับเว็บปลดพนักงานไปแล้วถึง 15 บริษัท ในนี้นับรวม eBay ซึ่งปลดไป 1,500 คนเมื่อต้นเดือน และบริษัทอื่นๆ ซึ่งมี Hi5 รวมอยู่ด้วยนั้นปลดในหลักสิบ เว็บไซต์ TechCrunch ได้รวบรวมรายการปลดพนักงานอย่างละเอียดไว้

อย่างไรก็ตาม เหตุผลในการปลดพนักงานไม่ได้มีแต่เรื่องลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น ผู้บริหารของบริษัทเว็บหน้าใหม่หลายแห่งถือโอกาสให้สถานการณ์เศรษฐกิจเป็นข้ออ้าง เพื่อปลดพนักงานที่ไม่ได้เรื่องหรือไม่จำเป็นต้องจ้างแล้วออกไป เนื่องจากว่าความสามารถของพนักงานมีผลมากต่อบริษัทหน้าใหม่ขนาดเล็กๆ

Tags:
Node Thumbnail

Nat Torkington คอลัมนิสต์ของค่าย O'Reilly เขียนบทวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่เริ่มตกต่ำในช่วงนี้และจะดำเนินต่อไปอีก 3-5 ปี จะเป็นผลดีต่อวงการโอเพนซอร์ส

เนื่องจากบริษัทโดยทั่วไปมีงบประมาณด้านไอทีลดลง จึงต้องหันมาใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สกันมากขึ้น รวมถึง cloud computing ที่ช่วยให้บริษัทไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสร้างสาธารณูปโภคด้านไอทีครั้งละมากๆ

Torkington ให้ตัวอย่างว่าฟองสบู่ด็อตคอมในช่วงปี 2000-2001 เป็นตัวบีบให้บริษัทหลายแห่งต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อความอยู่รอด ซึ่งผลของมันก็คือบริการอย่าง Flickr หรือ Delicious ซึ่งหลังจากระยะนั้น วงการเว็บก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ออกตามมามากนัก เขาจึงมองว่าวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้จะบีบให้เกิดนวัตกรรมขึ้นมาอีกครั้ง

Pages