รวมข่าว Browser ทั้ง Mac, Linux, และ Windows พร้อมแนะนำ Browser มี Update ใหม่อะไรบ้าง
เพิ่งประกาศเปลี่ยนเอนจินไปใช้ WebKit ได้ไม่กี่วัน Opera ก็ประกาศเข้าซื้อบริษัท Skyfire Labs ผู้สร้างเบราว์เซอร์ Skyfire ที่โด่งดังมาจากการทำเบราว์เซอร์บน iOS ให้สามารถดูวิดีโอแฟลชได้
การเข้าซื้อครั้งนี้ของ Opera น่าจะเล็งไปที่ผลิตภัณฑ์ของ Skyfire Labs ทั้งตัว Rocket Oprimizer ที่ช่วยบีบอัดสื่อบนเว็บไซต์ก่อนส่งไปยังอุปกรณ์ ซึ่งเป็นการบีบอัดคนละส่วนกับ Opera Turbo ที่บีบอัดเว็บไซต์ และเบราว์เซอร์บนสมาร์ทโฟน ซึ่งการเข้าซื้อครั้งนี้ Lars Boilesen ซีอีโอของ Opera ถึงกับบอกว่าเรากับ Skyfire นั้นเหมาะกันมาก
Opera Software ประกาศแผนการใหม่ของบริษัท โดยจะหันไปใช้เอนจิน WebKit สำหรับเบราว์เซอร์มือถือ (Android/iOS) และ Chromium สำหรับเบราว์เซอร์บนคอมพิวเตอร์
Opera บอกว่าเอนจิน WebKit ดีมากอยู่แล้ว และบริษัทจะร่วมพัฒนาให้มันดีขึ้นไปอีก ทาง Opera ยอมรับว่าการเข้าร่วมกับโครงการ WebKit/Chromium เหมาะสมกว่าการพัฒนาเอนจินเองทั้งหมด เพราะจะได้แบ่งทรัพยากรที่มีจำกัดไปพัฒนางานด้านอื่นๆ แทน และเบื้องต้นทีมงานของบริษัทก็ส่งแพตช์ชุดแรกเข้าไปแล้ว
WebRTC (RTC ย่อมาจาก Real-Time Communications) เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เบราว์เซอร์สามารถสื่อสารแบบ VoIP หรือวิดีโอคอลล์ได้โดยไม่ต้องลงปลั๊กอินเพิ่มเติม ล่าสุดมันพัฒนาไปถึงขั้นที่ Chrome และ Firefox สามารถคุยวิดีโอคอลล์แบบเห็นหน้าระหว่างกันได้แล้ว ฟีเจอร์ WebRTC มีให้ใช้งานใน Chrome 25 Beta และ Firefox Nightly เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ฝั่ง Firefox ต้องเปิดใช้ใน about:config ก่อน) และโครงการ WebRTC เองก็เตรียมเดโมที่ให้เบราว์เซอร์ทั้งสองฝั่งสามารถสนทนากันผ่านวิดีโอคอลล์ได้ ผลออกมาดูได้จากวิดีโอครับ
Chrome มีระบบแจ้งเตือน desktop notification มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังจำกัดเฉพาะกับบริการของกูเกิลบางตัวอย่าง Gmail เท่านั้น รวมถึงเมื่อเร็วๆ นี้ก็เพิ่งมีข่าวว่าเราจะได้เห็น Google Now for Chrome ผ่านระบบ notification ตัวใหม่ด้วย
ล่าสุดมีคนไปค้นพบฟีเจอร์ชื่อ "Rich Notification" ใน Chromium เวอร์ชันวินโดวส์ ที่อนุญาตให้เว็บไซต์หรือส่วนเสริมสามารถแจ้งเตือนผู้ใช้ผ่านระบบนี้ได้เช่นเดียวกับกูเกิล
กูเกิลยังไม่แถลงข้อมูลใดๆ ในเรื่องนี้ และฟีเจอร์อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอครับ
เทคโนโลยีเว็บอีกตัวหนึ่งที่น่าจับตาคือ WebGL หรือ OpenGL ES 2.0 บนเว็บเพจ ซึ่งเบราว์เซอร์บนเดสก์ท็อปเกือบทุกตัว (ยกเว้น IE) รองรับกันหมดแล้ว
เบราว์เซอร์ฝั่งมือถือกลับยังรองรับ WebGL ไม่เยอะนัก ตอนนี้ตัวดังๆ ยังมีเพียงแค่ Firefox กับ Opera เท่านั้น แต่ล่าสุดกูเกิลก็ประกาศว่า Chrome Beta for Android ใช้งาน WebGL ได้แล้ว
ผู้ที่สนใจทดสอบต้องใช้ Chrome Beta รุ่นล่าสุด และต้องเปิดใช้ในหน้า chrome://flags ก่อน
ความขายดีของ Chromebook รุ่น ARM กลับเป็นอุปสรรค์ให้เทคโนโลยีสำคัญ คือ Native Client กลับใช้งานไม่ได้ แต่ใน Native Client SDK รุ่นล่าสุดทางกูเกิลก็ปรับให้รองรับสถาปัตยกรรม ARM แล้ว โดยเพิ่มตัวเลือกในไฟล์ manifest จากเดิมรองรับ x86-32 และ x86-64 ให้รองรับ ARM ด้วยอีกสถาปัตยกรรมหนึ่ง
ทุกวันนี้ Chrome เข้ารหัสคำค้นหาที่เราพิมพ์ในกล่อง Omnibox ด้วย SSL ก่อนส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิลเพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว แต่ Chrome จะทำแบบนี้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้ล็อกอินด้วย Google Account ที่ตัวเบราว์เซอร์เท่านั้น
แต่ใน Chrome 25 (ปัจจุบันยังมีสถานะเป็น Beta) เปลี่ยนค่าตรงนี้แล้ว โดยผู้ใช้ Chrome ทุกรายไม่ว่าจะล็อกอินหรือไม่ จะถูกเข้ารหัสเวลาค้นหาผ่าน Omnibox เสมอ
Chrome ไม่ใช่เบราว์เซอร์ตัวแรกที่ใช้นโยบายนี้ โดย Firefox เป็นเบราว์เซอร์ตัวแรกที่เริ่ม ตามด้วย Safari เป็นรายที่สอง
เว็บไซต์ Pocket-lint รายงานข่าวเบราว์เซอร์มือถือตัวใหม่ Opera Ice ของค่าย Opera ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากอย่างการเลิกใช้เอนจิน Presto ของบริษัทเอง หันมาใช้เอนจิน WebKit แทน
เหตุผลที่ Opera Ice เลิกใช้ Presto เป็นปัญหาเรื่องความเข้ากันได้กับเว็บไซต์ ซึ่งเว็บส่วนใหญ่ออกแบบให้ใช้งานกับ WebKit มากกว่า
กูเกิลเพิ่งออก Chrome Beta Channel บน Android ไปได้ไม่กี่วัน วันนี้มีรายงานว่ากูเกิลปล่อยอัพเดตแรก ที่มีเลขเวอร์ชันอยู่ที่ 25.0.1364.33 ออกมาเพื่อแก้บั๊กที่มีรายงานเข้ามาเยอะพอสมควรแล้ว โดยเวอร์ชั่นนี้จะมีการแก้บั๊กดังต่อไปนี้ครับ
Firefox Aurora รุ่นล่าสุด (นับเลขเวอร์ชันเป็น 20) รองรับ getUserMedia ซึ่งเป็น API ของ HTML5 ที่ช่วยให้เว็บไซต์สามารถเรียกใช้กล้องวิดีโอหรือไมโครโฟนของคอมพิวเตอร์ได้โดยตรงแล้ว
getUserMedia เป็นมาตรฐานของ W3C ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ทำให้เบื้องต้นเรายังเห็นมันในรูปของ mozGetUserMedia ไปก่อน (ฝั่งของ Chrome ก็มี webkitGetUserMedia) แต่ถือเป็นสัญญาณอันดีของการสร้างแอพด้วย HTML5 ที่สามารถเข้าถึงฟีเจอร์ของฮาร์ดแวร์ได้มากขึ้น
ความสามารถนี้มีทั้งใน Firefox รุ่นเดสก์ท็อป และรุ่นบน Android ครับ
ถึงรอบการอัพเกรด Chrome ฝั่ง Beta ก็เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาเป็นจำนวนมาก
ยักษ์ออนไลน์จีน Baidu เริ่มบุกตลาดนอกจีน โดยเริ่มต้นจากเบราว์เซอร์มือถือ Baidu Mobile ที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว
Baidu เซ็นสัญญากับ Orange โอเปอเรเตอร์สัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งประกอบธุรกิจมือถือในประเทศแถบแอฟริกา-ตะวันออกกลางหลายแห่ง แถม Baidu Mobile ไปกับมือถือ Android ที่ Orange วางขายในภูมิภาคนี้ (เริ่มจากอียิปต์เป็นประเทศแรก)
Mozilla เพิ่งเกริ่นว่า Firefox for Android จะรองรับอุปกรณ์เพิ่มมากขึ้น ไปไม่นาน ล่าสุด Firefox for Android รุ่น Beta (เวอร์ชัน 19) ประกาศ "ลดสเปกขั้นต่ำที่ต้องการ" จากเดิมซีพียู 800MHz ลงมาเหลือ 600MHz แล้ว
ตอนนี้สเปกขั้นต่ำของ Firefox for Android คือซีพียู 600MHz, แรม 512MB, หน้าจอ HVGA, Android 2.2 และเนื้อที่ว่าง 16MB
การลดสเปกครั้งนี้ทำให้มือถือหลายๆ รุ่นอย่าง LG Optimus One, T-Mobile myTouch 3G slide, HTC Wildfire S, ZTE R750 สามารถรัน Firefox for Android ได้ด้วย
กูเกิลออก Chrome Stable 24.0.1312.52 บนวินโดวส์ แมค และลินุกซ์ ของใหม่ได้แก่
ที่มา - Chrome Releases, Chrome Blog
ผู้ใช้ Chrome for Android คงทราบกันดีว่าความสามารถของมันยังด้อยว่า Chrome เวอร์ชันเดสก์ท็อปมาก รวมถึงเลขเวอร์ชันที่ยังตามหลังกว่ากันเยอะด้วย
กูเกิลเคยสัญญาว่าจะปรับเวอร์ชันให้ตามกันทัน และล่าสุดก็เปิด Chrome Beta Channel สำหรับ Android ให้ทดสอบกันแล้ว (ต้องเป็น 4.0 ขึ้นไป) ที่สำคัญคือเวอร์ชันของ Chrome Beta บน Android จะเทียบเท่ากับ Beta บนเดสก์ท็อปรุ่นอื่นๆ ช่วยให้ผู้ใช้ Chrome ได้ใช้ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดพร้อมๆ กัน
ในโอกาสนี้กูเกิลจึงปรับเลขเวอร์ชันของ Chrome Beta บน Android ให้เป็น 25 ซึ่งมีฟีเจอร์ใหม่อย่าง CSS Filters และประสิทธิภาพของจาวาสคริปต์ที่ดีกว่าเดิม
Mozilla ออก Firefox 18 โดยมีของใหม่ดังนี้
เนื่องในโอกาสขึ้นปี 2013 Mozilla ออกมาเขียนบล็อกใบ้ฟีเจอร์ใหม่สามอย่างที่จะเพิ่มเข้าไปใน Firefox for Android ในปีนี้
อย่างแรกสุดคือฟีเจอร์ที่ผู้ใช้เรียกร้องกันมาตลอดอย่าง Private browsing ตามมาด้วยการเปิดให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเบราว์เซอร์ได้มากขึ้นอันเป็นจุดเด่นของ Firefox โดยจะเพิ่มเข้ามาทั้งธีม และการปรับแต่งหน้าแรก ซึ่งทีมงานยืนยันว่าจะไม่ทำให้การใช้งานช้าลง
อย่างสุดท้ายคือเพิ่มการรองรับ Firefox for Android ให้มากขึ้นไปอีก จากปีก่อนที่รองรับ ARMv6 และเพิ่มการรองรับภาษาให้มากขึ้น
ทีมงาน Chrome ประกาศนโยบายใหม่ของ Chrome for Windows ว่าจะปิดกั้นไม่ให้โปรแกรมภายนอกแอบติดตั้ง extension แบบลับๆ ผ่านช่องทาง registry ของวินโดวส์โดยไม่ถามความต้องการของผู้ใช้
นโยบายใหม่ของ Chrome แบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้
หลังมีข่าว Firefox หยุดทำรุ่น 64 บิตบนวินโดวส์ เนื่องจากปัญหาเสถียรภาพ ทางค่าย Mozilla ก็ได้รับเสียงเรียกร้องจากผู้ใช้ Firefox รุ่น 64 บิตบนวินโดวส์มากมาย
ทาง Mozilla จึงตัดสินใจออก Firefox Nightly รุ่น 64 บิตบนวินโดวส์อีกครั้ง แต่จะแสดงข้อความให้ผู้ใช้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันอยู่ในกลุ่ม Tier 3 ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากองค์กร ไม่ถูกทดสอบอย่างจริงจัง และอาจมีปัญหาในการใช้งานได้เสมอ (เดิมที Firefox รุ่น 64 บิตบนวินโดวส์ถูกจัดกลุ่มเป็น Tier 2)
Don Melton อดีตผู้ริเริ่มโครงการ WebKit และ Safari ให้กับแอปเปิล (ปัจจุบันเขาไม่ได้อยู่กับแอปเปิลแล้ว) เขียนบล็อกเล่าความหลังถึงกระบวนการตั้งชื่อเว็บเบราว์เซอร์ตัวนี้
แอปเปิลเริ่มโครงการเบราว์เซอร์มาได้ระยะหนึ่ง ก่อนจะเปิดตัวต่อสาธารณะในเดือนมกราคม 2003 ซึ่งระหว่างการพัฒนาใช้ชื่อโครงการว่า "Alexander" และมีกระบวนการหาชื่อที่เหมาะสมอยู่เรื่อยๆ โดยช่วงกลางปี 2002 สตีฟ จ็อบส์ และทีมผู้บริหารก็เริ่มคิดชื่อที่น่าจะเหมาะสมออกมาหลายชื่อ ซึ่ง Melton ยอมรับว่าจำชื่อทั้งหมดไม่ได้เลย ยกเว้นชื่อ "Freedom" ที่สตีฟ จ็อบส์เป็นคนคิด แต่เขาคัดค้านชื่อนี้