Tags:
Chrome

ทีมงานพัฒนาโครมแจ้งเตือนตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ว่าโครมจะเริ่มหยุดเล่นไฟล์ Flash เองโดยอัตโนมัติ โดยเบราว์เซอร์จะเลือกเองว่าเนื้อหาส่วนใดสำคัญต่อเว็บ วันนี้ทาง AdWord ฝ่ายโฆษณาของกูเกิลก็ออกมาเตือนอีกครั้งว่ามาตรการนี้จะเริ่มวันที่ 1 กันยายนนี้

ทางเลือกของคนทำโฆษณาคือแปลงโฆษณาเป็น HTML5 เสีย ในกรณีของ Adwords นั้นมีบริการแปลง Flash เป็น HTML5 อัตโนมัติ ใครยิงโฆษณาผ่าน AdWords ก็ควรเข้าไปตรวจสอบว่าไฟล์ Flash ถูกแปลงได้สำเร็จหรือไม่

ที่มา - +AdWords

Tags:
Google Play

กูเกิลเคยประกาศไว้ในงาน Google I/O 2015 ว่าแอพใน Google Play สามารถลงโฆษณาเพื่อให้แอพของตัวเองเด่นๆ ในหน้าแสดงรายการแอพได้ วันนี้มันมาแล้วครับ

หน้าตาของโฆษณาใน Google Play จะคล้ายกับ AdWords ของกูเกิล นั่นคือแสดงเป็นอันดับแรกในผลการค้นหา และมีคำว่า Ad แปะอยู่เพื่อให้รู้ว่าเป็นโฆษณา (ดูภาพประกอบ)

สำหรับคนที่อยากลงโฆษณาใน Google Play ก็สามารถใช้งานได้จากหน้า AdWords โดยเลือกประเภทเป็น Search Ads on Google Play

ที่มา - Inside AdWords

Tags:
AdWords

ช่วงหลังกูเกิลปรับบริการของตัวเองให้รองรับการใช้งานบนอุปกรณ์พกพาได้ดีขึ้น ล่าสุดแม้ฝั่งโฆษณาอย่าง AdWords ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกของอุปกรณ์พกพาเช่นกัน ล่าสุดกูเกิลออกมาประกาศปรับโฉมของ AdWords โฉมใหม่บนอุปกรณ์พกพาแล้ว

AdWords โฉมใหม่ออกแบบมาสำหรับใช้งานด้วยการปัด (swipe) มากกว่าการคลิกที่ใช้บนพีซี ใช้ภาพความละเอียดสูง ให้ข้อมูลได้ทันทีที่กดบนรูปภาพ โดยกูเกิลบอกว่าผู้คนที่ค้นหาสินค้าหลายอย่าง อยากได้รูปภาพมากกว่าลิงก์ของสินค้านั้นๆ

นอกจากปรับวิธีการแสดงผลแล้ว ยังมีประเภทของโฆษณาแบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามาด้วย โดยจะให้ข้อมูลที่ต่างกันไป อย่างโฆษณารถยนต์จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับรุ่นนั้นๆ และตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ใกล้เคียง แต่ถ้าเป็นโฆษณาโรงแรม จะแสดงราคา รีวิว และสามารถจองโรงแรมได้จากตรงนั้นเลย และประเภทสุดท้ายที่เพิ่มเข้ามาคือโฆษณาสินเชื่อ ที่จะใช้บริการของ Google Compare เพื่อเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย และเลือกรายที่ตรงกับความต้องการของการค้นหามากที่สุดมาแสดงผล

Tags:
AdWords

กูเกิลปล่อยแอพ AdWords ขึ้นบน Play Store โดยตัวแอพมีคุณสมบัติดังนี้

  • ดูสถิติของแคมเปญจน์
  • ดูข้อมูลอัพเดต Bids และ Budgets
  • Real-time notification
  • ติดต่อ Google Expert

และสำหรับผู้ใช้งาน AdWords Express ก็สามารถดาวน์โหลดแอพ AdWords Express App ได้บน Play Store เช่นกัน

ที่มา - AdWords App on Play Store, Inside AdWords

Tags:
AdWords

ข่าวนี้น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ชั้นดีว่าทำไมบริษัทโฆษณาอย่างกูเกิล ถึงต้องทำระบบแผนที่และมีระบบปฏิบัติการมือถือของตัวเอง

ตามปกติของคนลงโฆษณายุคอินเทอร์เน็ต มักต้องการทราบว่าเม็ดเงินค่าโฆษณาที่ลงไปนั้นคืนกลับมาเป็นยอดขายสักเท่าไร (estimated total conversions) และลูกค้าที่เห็นโฆษณาใช้วิธีไหนในการเข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการของเรา (ในวงการเรียก path of purchase) การเก็บสถิติว่าคนเห็นโฆษณาแล้วกดซื้อสินค้าออนไลน์อาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในกรณีของการมาซื้อสินค้าที่หน้าร้าน อาจประเมินได้ยากว่าคนซื้อมาจากการเห็นโฆษณาบนหน้าเว็บหรือไม่

ล่าสุดกูเกิลประกาศแสดงข้อมูลให้คนลงโฆษณา AdWords ทราบว่าคนเห็นโฆษณาแล้วเดินทางมาที่ร้านเยอะน้อยแค่ไหน หลักการคือพิจารณาจาก Location History ของผู้ใช้ (ในกรณีเปิดใช้ฟีเจอร์นี้) แล้วดูความเชื่อมโยงว่าคนที่เห็นโฆษณานั้นเดินทางไปยังพิกัดของร้านมากน้อยแค่ไหน

Tags:
AdWords

Wall Street Journal รายงานข่าววงในว่า Amazon เตรียมบุกเข้ามายังตลาดโฆษณาออนไลน์ ลักษณะเดียวกับ Google AdWords โดยจะเริ่มเปลี่ยนโฆษณาบนเว็บไซต์ของตัวเอง (ที่ปัจจุบันมีโฆษณาทั้งของกูเกิลและบริษัทโฆษณาอื่นๆ) ให้ใช้ระบบโฆษณาของตัวเองให้หมด

โครงการโฆษณานี้มีชื่อว่า Amazon Sponsored Links และตามข่าวบอกว่า Amazon เริ่มแจ้งพันธมิตรด้านโฆษณาให้ทราบถึงการทดสอบโครงการนี้แล้ว และเริ่มทดสอบวางโฆษณาไว้บนเว็บไซต์อื่นๆ บ้างแล้ว

ปัจจุบัน Amazon เรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ที่ค้นหาสินค้าบนเว็บไซต์ของตัวเอง ดังนั้นการต่อยอดโดยขยายเป็นธุรกิจโฆษณาตามคีย์เวิร์ด จึงถือเป็นการเสริมธุรกิจเดิมของ Amazon ได้เป็นอย่างดี

ที่มา - Wall Street Journal

Tags:
AdWords

กูเกิลประกาศนโยบายใหม่ของโฆษณา AdWords โดยของเดิมผู้ลงโฆษณาสามารถเจาะจงคำค้น/คีย์เวิร์ดที่อยากลงโฆษณาได้แบบเป๊ะๆ (exact match) แต่ภายหลังกูเกิลมองว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานมักสะกดคีย์เวิร์ดผิด (เช่น kid scooters, kid's scooter, kids scooters ที่มีความหมายเดียวกัน) จึงได้ปรับวิธีการแสดงโฆษณาให้ครอบคลุมคีย์เวิร์ดใกล้เคียง (close variant keyword matching)

นโยบายนี้จะมีผลตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนเป็นต้นไป และผู้ลงโฆษณาจะไม่สามารถเลือกกลับไปใช้แบบ exact match ได้อีกแล้ว

กูเกิลอธิบายว่าปรับนโยบายนี้เพื่อให้โฆษณาเข้าถึงลูกค้ามากที่สุด (ครอบคลุมลูกค้าที่สะกดผิดด้วย) และช่วยให้ผู้ลงโฆษณาทำงานง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องลงรายละเอียดคีย์เวิร์ดที่ "น่าจะสะกดผิด" ด้วยตัวเอง

ที่มา - Inside AdWords

Tags:
AdWords

Google Ads ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจขายโฆษณาของ Google ได้นำเสนอบริการรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้ที่ต้องการลงโฆษณา โดยบริการใหม่นี้คือ AdBirds ซึ่งเป็นบริการติดป้ายโฆษณาเข้ากับตัวนกที่บินอยู่บนท้องฟ้า

ผู้ที่ต้องการซื้อโฆษณาของ AdBirds สามารถเลือกข้อความจำเพาะเพื่อแสดงผลบริเวณจงอยปาก, ปีก รวมทั้งขนหางได้แตกต่างกันไป โดยเมื่อคุณคลิกสั่งงาน "make it fly" ทีมงานของ Google Ads ก็จะรี่ไปเลือกนกที่เหมาะสมออกมาและปล่อยมันสู่ท้องฟ้าเพื่อเผยแพร่โฆษณา

Tags:
AdWords

กูเกิลออกมาเผยสถิติด้านโฆษณา-เนื้อหาที่ผิดกฎ (bad ads/content) ตลอดทั้งปี 2013

  • บล็อคโฆษณาผิดกฎเป็นจำนวน 350 ล้านชิ้น (เพิ่มขึ้นจาก 220 ล้านชิ้นในปี 2012) แต่ถ้านับตามจำนวนผู้ลงโฆษณาจะเหลือ 270,000 บัญชีที่โดนบล็อคเมื่อปีที่แล้ว (ลดลงจาก 850,000 บัญชีในปี 2012)
  • ปริมาณสินค้าปลอมที่ลงโฆษณาบน AdWords ลดลง 82% ในปี 2013 และเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าปลอมที่กูเกิลได้รับก็ลดลง 78% ถ้านับเป็นจำนวนผู้ลงโฆษณา โดนแบนไป 14,000 บัญชี ลดลง 80%
  • ฝั่งของ AdSense กูเกิลก็แบนเว็บไซต์เจ้าของเนื้อหาที่มีปัญหา (bad content) ไปทั้งหมด 200,000 เพจ และไม่อนุมัติเว็บไซต์ที่ขอสมัครเข้าร่วมเครือข่าย AdSense อีก 300,000 ราย

นอกจากนี้กูเกิลยังเพิ่มมาตรการกับโฆษณาของตัวเอง จากเดิมผู้ใช้สามารถกดปุ่ม x ตัวเล็กๆ ที่มุมของโฆษณาเพื่อซ่อนเนื้อหาของโฆษณารายนั้นๆ ก็เพิ่มหน้าจอแสดงความเห็นว่าทำไมถึงต้องการซ่อนโฆษณานั้น เพื่อให้กูเกิลมีข้อมูลในการแบนโฆษณาที่ผิดกฎต่อไปด้วย

ที่มา - Inside AdWords, Inside AdWords (2)

Tags:
Google

ตามปกติแล้วเวลาเราลงโฆษณากับเครือข่าย Google Display Network เราสามารถเลือกได้ว่าจะจ่ายค่าโฆษณานับตามคลิก, นับตามเป้า conversion หรือจะนับตามจำนวนครั้งในการแสดงผลหรือที่เรียกว่า impression (ภาษาโฆษณาเรียก CPM)

ปัญหาของการคิดค่าโฆษณาตาม impression คือโฆษณาอาจถูกแสดงบนหน้าเว็บจริง แต่ผู้ชมเว็บไม่เห็นโฆษณานั้นด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป เช่น ไม่ได้ scroll หน้าจอลงไปดู หรือโดนวัตถุอื่นบนเว็บบังเอาไว้ ทำให้อาจไม่ยุติธรรมในการคิดเงินค่าโฆษณาอยู่บ้าง

วงการโฆษณาที่นำโดยสมาคมโฆษณาอินเทอร์แอคทีฟของสหรัฐ (Interactive Advertising Bureau) ได้เสนอตัววัดสถิติใหม่ที่เรียกว่า 'viewable' หรือการเห็นโฆษณานั้นจริงบนหน้าจอ โดยกำหนดเงื่อนไขว่า "พื้นที่อย่างน้อย 50% ของโฆษณาจะต้องปรากฏบนจออย่างน้อย 1 วินาที" จึงจะนับเป็น 1 viewable

Tags:
AdWords

คนที่เคยซื้อโฆษณาบนระบบ AdWords ของกูเกิลคงทราบกันว่ามีสถิติการวัดผลว่าคนเห็นโฆษณากลายมาเป็นลูกค้าของเรามากน้อยแค่ไหน (ศัพท์ที่ใช้เรียกคือ conversion)

เดิมทีกูเกิลวัดผล conversation โดยพิจารณาจากทราฟฟิกที่กูเกิลส่งจาก google.com ไปยังเพจของผู้ลงโฆษณาเท่านั้น แต่ในยุคที่อุปกรณ์พกพาเริ่มมีบทบาทมากขึ้น กูเกิลจึงปรับวิธีการแสดงผลเสียใหม่เป็น "Estimated Total Conversions" หรือ "อัตราการเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าจากทุกช่องทางรวมกัน" แทน

เบื้องต้นกูเกิลจะเพิ่มสถิติการวัดผลโฆษณาจากแบบ "ข้ามอุปกรณ์" (cross-device conversions) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Estimated Total Conversions ตัวอย่างเช่น ค้นหาข้อมูลสินค้าบนมือถือแล้วค่อยเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาซื้อสินค้านั้น จะนับเป็น 1 cross-device conversion

ในอนาคตกูเกิลยังจะรวมสถิติการวัดผลแบบอื่นๆ เข้ามาใน Estimated Total Conversions ด้วย เช่น การดูโฆษณาแล้วไปที่ร้านเลย (อาจวัดจาก Google Maps Navigation) หรือการดูโฆษณาแล้วโทรไปที่ร้าน เป็นต้น

ที่มา - Inside AdWords

Google Maps

กูเกิลประกาศว่าแอพ Google Maps อัพเดตล่าสุดบน Android/iOS จะเริ่มมีโฆษณาของร้านค้าต่างๆ แสดงที่ขอบด้านล่างของหน้าจอ เมื่อผู้ใช้ค้นหาข้อมูลหรือสถานที่ใน Google Maps แล้ว

โฆษณาเหล่านี้จะแสดงเป็นข้อความสั้นๆ ประมาณ 3 บรรทัด เมื่อผู้ใช้แตะที่โฆษณาก็จะแสดงผลละเอียดมากขึ้น (นับเป็น 1 คลิกตามระบบ CPC ของ AdWords) จากนั้นกูเกิลมีวิธีนับคลิกที่สอง แบ่งเป็น 2 แบบ

  • ถ้าผู้ใช้บันทึกสถานที่นั้นๆ ไว้ดูทีหลัง, แชร์ข้อมูลสถานที่ให้เพื่อน, เริ่มนำทางไปยังสถานที่นั้น จะไม่นับคลิก (ผู้ลงโฆษณาไม่ต้องเสียเงินอีก)
  • ถ้าผู้ใช้สั่งให้แสดงเส้นทาง, กดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อโทรไปยังร้านค้า, คลิกที่ชื่อของโฆษณา จะนับเป็นอีกหนึ่งคลิก (ผู้ลงโฆษณาเสียเงิน)

ระบบโฆษณาแบบนี้จะเสียเงินสูงสุด 2 คลิกต่อการแสดงผล 1 ครั้ง ผู้ลงโฆษณาสามารถลงได้ผ่านระบบของ AdWords ตามปกติ แต่ต้องใส่ข้อมูลพิกัดเข้ามาด้วย

Tags:
Google

น่าทึ่งที่หลายครั้งผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นก็สามารถทำอะไรได้มากกว่าที่ผู้สร้างเคยคิดไว้ ตัวอย่างหนึ่งดังเช่น อัลกอริทึมของ Google ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้งานกับระบบโฆษณา AdWords ได้ตรวจสอบพบแก๊งมิจฉาชีพต้มตุ๋นและกลุ่มโจรขโมยรถยนต์ในประเทศจีน

AdWords เป็นบริการที่ทำรายได้สำคัญให้แก่ Google โดยในแต่ละวันมีลูกค้าจำนวนมหาศาลที่ต้องการจะลงโฆษณาที่ยิงตรงสู่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ผ่านเว็บเบราว์เซอร์อันนี้ ด้วยเหตุดังกล่าว Google จึงต้องพัฒนาเครื่องมือที่จะช่วยคัดกรองเนื้อหาโฆษณาอันไม่พึงประสงค์ออกจากข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้ จนเป็นที่มาของอัลกอริทึมที่ใช้ตรวจสอบหาโฆษณาขายสินค้าที่เป็นของทำปลอมหรือเลียนแบบ รวมทั้งตรวจสอบโฆษณาที่จะนำผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไปสู่เว็บไซต์อันตราย และกรองสแปมต่างๆ ออกไปจากระบบ

Tags:
AdWords

กูเกิลเริ่มทดสอบฟีเจอร์ใหม่ของแพลตฟอร์มโฆษณา AdWords โดยผู้ลงโฆษณาสามารถใส่ภาพประกอบข้อความ-ลิงก์โฆษณาได้ด้วย

เงื่อนไขในการใส่ภาพค่อนข้างเข้มงวดพอตัว เช่น ภาพต้องมีความละเอียดสูงและใช้สัดส่วน 16:9, ขนาดที่เหมาะสมคือ 640x360, ภาพนั้นต้องแสดงบนเว็บไซต์ปลายทางเมื่อคลิกลิงก์โฆษณาด้วย, ไม่อนุญาตให้มีแอนิเมชัน, ต้องส่งภาพให้ทีมงานของกูเกิลตรวจก่อน

ตอนนี้กูเกิลยังทดสอบฟีเจอร์นี้ในวงปิด และมีกลุ่มตัวอย่างน้อยมากที่จะเห็นโฆษณาพร้อมภาพด้วย แต่จากเสียงตอบรับของบริษัทโฆษณาที่ได้ลองใช้แล้วก็ออกมาค่อนข้างดี และเหมาะกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่ควรต้องแสดงภาพของผลิตภัณฑ์ในโฆษณาเลย

ที่มา - Search Engine Land

Tags:
AdWords

กูเกิลปรับฟีเจอร์ของ AdWords เสียใหม่ โดยเพิ่มฟีเจอร์ชื่อ enhanced campaign เข้ามา

enhanced campaign จะช่วยให้ผู้ลงโฆษณาสามารถเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดมากขึ้น โดยไม่ต้องแยกเป็นหลายๆ แคมเปญแบบเดิมอีก รูปแบบการทำงานได้แก่ โฆษณาสินค้าเดียวกันแต่กำหนดว่าคนคลิกบนพีซีกับมือถือจะเห็นข้อความโฆษณาที่ต่างกัน (เช่น ค้นคำว่า pizza บนคอมจะเจอเว็บสั่งพิซซ่า บนมือถือเจอเบอร์โทรร้าน) หรือ เลือกประมูลคีย์เวิร์ดราคาสูงเฉพาะบางช่วงเวลา (เช่น ร้านขายอาหารเช้าสู้ราคาคีย์เวิร์ดคำว่า breakfast เฉพาะก่อน 11 โมง)

กูเกิลจะทยอยเปิดให้ใช้ enhanced campaign แก่ลูกค้า AdWords ในเร็วๆ นี้ในฐานะ "ทางเลือก" ส่วนในอนาคตมันจะกลายเป็นโหมดมาตรฐานของ AdWords แทนระบบปัจจุบัน

เป้าหมายของกูเกิลคงเป็นการลดความซับซ้อนของการลงโฆษณาข้ามอุปกรณ์ลง และกระตุ้นให้ผู้ลงโฆษณาหันมาลงโฆษณาบนอุปกรณ์พกพามากขึ้น

ที่มา - Inside AdWords

Tags:
FTC

FTC หรือคณะกรรมการการค้าของสหรัฐ หยุดการสอบสวนกูเกิลในข้อหาผูกขาดและกีดกันคู่แข่ง (ข่าวเก่า 1, ข่าวเก่า 2) หลังจากกูเกิลทำข้อตกลงยอมความและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ FTC ต้องการ

ข้อตกลงระหว่าง FTC กับกูเกิล แบ่งได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ ดังนี้

Tags:
AdWords

Google เปิดให้บริการบัตรเครดิตแก่ผู้ประกอบการ SME ในประเทศสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร โดยผูกกับบริการโฆษณา AdWords ผลิตภัณฑ์หลักที่ทำรายได้ให้ Google เป็นกอบเป็นกำ

Google คิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับบัตรเครดิตที่ 8.99% ในสหรัฐอเมริกา และ 11.9% สำหรับบริการบัตรเครดิตในสหราชอาณาจักร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายอื่นๆ อีกหลายราย

บริการบัตรเครดิตนี้ถือเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ Google ตัดสินใจลงทุนโดยหวังว่าจะดึงดูดให้ผู้ประกอบการรายย่อยใช้บริการโฆษณา AdWords มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่ายังมีผู้ประกอบการอีกมากที่ไม่สามารถซื้อโฆษณาจาก Google ได้เพราะปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

Google ได้เริ่มทดสอบระบบธุรกิจนี้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วกับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยในสหรัฐอเมริการกลุ่มเล็กๆ และพบว่าผลตอบรับดีมาก ดังจะเห็นได้ว่ามีผู้ประกอบการในกลุ่มทดสอบถึง 74% ตัดสินใจใช้บริการบัตรเครดิตของ Google เพื่อจ่ายค่าโฆษณาจนถึงปัจจุบัน โดยเปิดให้บริการใน 2 ประเทศในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และมีท่าทีว่าจะขยายบริการต่อไปยังออสเตรเลียเป็นลำดับต่อไป

ที่มา - The Australian Financial Review, Mashable

Tags:
AdMob

กูเกิลมีแพลตฟอร์มโฆษณาอยู่หลายตัว ทั้งที่ทำเองอย่าง AdWords/AdSense และที่ไปซื้อมาอย่าง DoubleClick (2007) หรือ AdMob (2009)

ล่าสุดกูเกิลประกาศนโยบายรวมแพลตฟอร์มโฆษณาทั้งหมดเข้าด้วยกัน (แน่นอนว่าต้องรวมเข้ากับ AdWords ที่เป็นรายได้หลักของบริษัท) โดยตอนนี้ผู้ลงโฆษณาผ่าน AdWords สามารถซื้อโฆษณาบนแอพที่ใช้ระบบโฆษณาของ AdMob ได้แล้ว รูปแบบการใช้งานเหมือน AdWords ปกติแต่เพิ่มส่วนของ mobile เข้ามาครับ (รายละเอียดตามลิงก์)

จากข้อมูลของกูเกิลบอกว่า AdMob มีแอพมือถือในเครือข่ายอยู่ 300,000 รายบนทุกแพลตฟอร์ม ใช้งานได้ใน 23 ประเทศ และมียอดการแสดงโฆษณาสูงถึง 1,000 ล้านครั้งต่อเดือน

ที่มา - Google Mobile Ads

Tags:
AdWords

กูเกิลโดนวิจารณ์มานานว่า YouTube ทำรายได้ไม่สมน้ำสมเนื้อกับรายจ่ายค่าเซิร์ฟเวอร์และแบนด์วิธ ซึ่งบริษัทก็พยายามปรับตัวหารายได้จากช่องทางต่างๆ ในช่วงหลัง

ความพยายามครั้งล่าสุดของกูเกิลมาพร้อมกับแบรนด์ AdWords ที่เป็นรายได้หลักของบริษัท เพราะมันคือ AdWords เวอร์ชันวิดีโอหรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ Google AdWords for Video

หลักการทำงานของมันจะเหมือนกับ AdWords เวอร์ชัน Search แต่เปลี่ยนวิธีการโฆษณามาเป็นวิดีโอแทน ผู้ลงโฆษณาจะโพสต์วิดีโอบน YouTube และจ่ายเงินเพื่อแสดงวิดีโอในหน้าค้นหาของ YouTube หรือหน้าแสดงวิดีโอตามหมวดต่างๆ

ผู้ลงโฆษณาสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการแสดงวิดีโอได้ (กูเกิลมีบริการเก็บสถิติแบบละเอียดให้) และการคิดเงินจะเหมือนกับ Search คือคิดเงินต่อเมื่อผู้ชมกดดูวิดีโอเท่านั้น ถ้าผู้ชมกดข้าม กูเกิลก็จะไม่หักเงินครับ

ที่มา - YouTube Blog

Tags:
AdWords

รายได้หลักของกูเกิลนั้นมาจาก "โฆษณา" ตระกูล AdWords ที่แสดงโฆษณาได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ในสมัยแรกๆ กูเกิลจะนำคำค้นหรือ keyword มาคำนวณหาโฆษณาที่เหมาะสมให้ แต่ภายหลังก็นำปัจจัยอื่นๆ อีกสารพัดมาคำนวณ เพื่อให้ได้ผลโฆษณาที่แม่นยำกว่าเดิม

เทคนิคนี้เป็นดาบสองคม เพราะผู้ใช้จำนวนหนึ่งมองว่า "ละเมิดความเป็นส่วนตัว" และส่งผลให้กูเกิลถูกสอบสวนจากองค์กรภาครัฐหลายแห่งในหลายประเทศ

กูเกิลจึงต้องพยายามผ่อนคลายความกดดันนี้ และความพยายามครั้งล่าสุดคือเพิ่มลิงก์ "why these ads?" อยู่ข้างๆ โฆษณาใน Google Search และ Gmail เพื่อบอกที่มาที่ไปว่า ทำไมเราถึงเห็นโฆษณาชิ้นนี้