เดือดแน่!! Huawei ท้าชนพร้อมเปิดตัว P10/P10 Plus วันที่ 26 ก.พ.นี้

MXPhone - 20 February 2017 - 16:45
Huawei แบรนด์สมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่จากจีน ปล่อยทีเซอร์ตัวล่าสุดยืนยัน Huawei P10 และ P10 Plus ว่าที่เรือธงใหม่ของค่าย พร้อมเปิดตัวในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ LG และ Nokia จะเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ของตัวเอง สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของตัว Huawei P10...
Categories: Partners

Apple ในจีนยอดขายกราวรูด คาดผลพวงจากการรออัพเกรดใหญ่ iPhone 8

MacStroke - 20 February 2017 - 16:26

นอกจากการเปิดเผยข่าวในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่าทาง Apple นั้นได้ประสบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในการเจาะตลาดสมาร์ทโฟนประเทศจีน ภายหลังจากความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมของ iPhone 6 เนื่องจากบรรดาผผู้ผลิตในท้องถิ่นยกระดับการแข่งขันขึ้นมากันหลายกระบวนท่า

และอ้างอิงจากผลการสำรวจของ Canalys ล่าสุดในสัปดาห์นี้ อ้างอิงว่า Apple ตกอันดับมียอดขาย 43.8 ล้านเครื่อง ตามหลังผู้ผลิตอย่าง Huawei, Oppo, Vivo หรือ Xiaomi ไปเป็นที่เรียบร้อย ในการแข่งขันช่วงไตรมาส 4 ระหว่างช่วงตุลาคมถึงธันวาคม ผลงานของ Apple นั้นมีส่วนต่างลดลง 18.2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2015

ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงในกำลังซื้อของตลาดที่มองความคุ้มค่ามากขึ้น ตามสภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจและอัตราแลกเเปลี่ยนระหว่างประเทศที่สร้างผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดโลก อีกด้านหนึ่งกำลังซื้อสินค้า Apple ในประเทศจีน ก็อาจจะอั้นรอดูการเปิดตัวของโทรศัพท์ iPhone 8 ที่ถูกคาดหมายว่าจะยกเครื่องอัพเกรดใหญ่ก็เป็นได้

อ่านข่าวและบทความอื่นที่น่าสนใจต่อ...
Categories: Partners

มาเรื่อยๆ LG ยืนยันเรือธง G6 ติดเลนส์ไวด์กับกล้องคู่ เพิ่มมุมมอง 125องศา

MXPhone - 20 February 2017 - 16:17
ยิ่ง LG G6 ว่าที่เรือธงใหม่ของ LG ใกล้เปิดตัวเท่าไร เบาะแสต่างๆ ก็ยิ่งพรั่งพรูออกมาเรื่อยๆ ครับ ตั้งแต่ภาพ UI และหน้าจอขณะใช้งาน จนถึงข่าวเรื่องชิปเซต ,ความจุแบตเตอรี่ ,ชิปเสียง DAC รวมถึงข้อมูลอีกสารพัด ซึ่งล่าสุดบนบล็อคภาษาเกาหลีของ LG ก็ได้มีการใช้รายละเอียดกล้องของรุ่นนี้กันแล้ว...
Categories: Partners

ลือ Xiaomi Mi 6 มีให้เลือกทั้งจอ FullHD และQHD เปิดตัว เม.ย.นี้

MXPhone - 20 February 2017 - 13:11
ลือ Xiaomi Mi 6 ว่าที่เรือธงใหม่ของ Xiaomi จะทำออกมาสองสเปค โดยมีรุ่นหนึ่งที่ใช้จอ FullHD สเปค RAM 4GB กับความจุตัวเครื่อง 32GB ส่วนอีกรุ่นเพิ่มความจุเป็น 64GB จอละเอียด QHD ส่วนชิปประมวลผลคาดว่าเป็น Snapdragon...
Categories: Partners

ZTE สั่งยุติโครงการ ZTE Hawkeye หลังกระแสระดมทุนไม่เปรี้ยง

MXPhone - 20 February 2017 - 12:31
ZTE ประกาศยุติโครงการผลิตสมาร์ทโฟน ZTE Hawkeye ที่มาจาก Project CSX ซึ่งได้เปิดตัวโครงการในงาน CES 2017 และได้มีการเปิดระดมทุนในเว็บ Kickstarter สมาร์ทโฟน ZTE Hawkeye เป็นอุปกรณ์ระดับกลางมาพร้อมฟีเจอร์เด่นที่การใช้เทคโนโลยี Eye tracking ให้ผู้ใช้สั่งงานสมาร์ทโฟนด้วยการเคลื่อนไหวดวงตา ขณะที่ตัวฝาหลังของสมาร์ทโฟนสามารถแปะติดกับพนังได้...
Categories: Partners

ลดหนักจริง Galaxy A7 2017 ลดหลายต่อรวม 5,000฿ รับประกันจอแตก 1 ปี

MXPhone - 20 February 2017 - 12:09
Galaxy A7 2017 ลดหนักๆ อย่างคุ้ม เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เห็นหลายๆ ร้านตัวแทนจำหน่ายมีจัดลด A7 2017 กันแบบไม่เกรงใจใครอย่าง Banana IT และ Jaymart ที่ลดทันที่ 2,000฿ พร้อมรับเงินคืน 1,500฿ ผ่าน...
Categories: Partners

Apple ตั้งพันธมิตรร่วม Broadcom พัฒนาชิปเซ็ตชาร์จไร้สายยุคแห่งอนาคต

MacStroke - 20 February 2017 - 11:52

ภายหลังจากที่ Apple ได้ตกเป็นข่าวลือเกรียวกราวเกี่ยวกับแผนการพัฒนาโทรศัพท์ iPhone ด้วยความพร้อมด้านคุณสมบัติชาร์จไร้สายไปแล้วนั้น ซึ่งมีปัจจัยบ่งชี้ทั้งในส่วนของบัตรเชิญปริศนาหรือแม้แต่การที่ชื่อของ Apple โผล่เข้าร่วมกลุ่ม Wireless Power เองก็ตามที ล่าสุดก็มีการเปิดเผยจาก Harlan Sur นักวิเคราะห์แห่งสำนัก J.P. Morgan

ระบุในบันทึกการวิจัยตลาดพบว่า Apple ได้เข้าร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตชิปเซ็ตไร้สายชื่อดังอย่าง Broadcom ในแผนการพัฒนาชิปเซ็ตระบบชาร์จไฟไร้สายแห่งยุคอนาคตต่อไป คาดหมายว่าจะพร้อมเปิดตัวออกใช้งานได้ภายในช่วงสองปีนับถัดจากนี้ไป แม้ว่าโทรศัพท์ iPhone X นั้นจะตกอยู่ท่ามกลางความหมายว่าจะเปิดตัวพร้อมระบบชาร์จไฟไร้สายมาหลายเดือน แต่สุดท้ายแล้วทาง Apple อาจจะชะลอออกไป เนื่องจากไม่ต้องการให้โทรศัพท์รุ่นครบรอบ 10 ปีในการทำตลาดแบรนด์ไอโฟน มีความเสี่ยงมากเกินไป โดยอ้างอิงจากตัวอย่างเหตุการณ์แบตเตอรี่ระเบิดที่เกิดขึ้นกับ Samsung Galaxy Note 7

อ่านข่าวและบทความอื่นที่น่าสนใจต่อ...
Categories: Partners

[ลือ] Apple อาจจะเปลี่ยนระบบยืนยันตัวตนจาก สแกนลายนิ้วมือ เป็น สแกนใบหน้าแทน

MacThai - 20 February 2017 - 10:00

ฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือ เริ่มต้นครั้งแรกใน iPhone 5s ซึ่งมีไว้ยืนยันตัวตนเวลาทำการปลดล็อกเครื่อง หรือซื้อของบน App Store หรือใช้งาน Apple Pay ล่าสุดนักวิเคราะห์ Rod Hall จาก JPMorgan ได้ออกมาคาดการณ์ว่า iPhone 8 แอปเปิลอาจจะมาพร้อมฟีเจอร์สแกนใบหน้าสามมิติ เพื่อทำการยืนยันตัวตนแทนที่ Touch ID เดิม

ซึ่งข่าวลือเรื่อง iPhone 8 ที่ว่าจะนำปุ่มโฮมออกจากตัวเครื่องเหลือแต่เพียงหน้าจอ OLED โค้งไร้ขอบแบบใหม่ มันก็จะไปสอดคล้องกับการที่จะหาเทคโนโลยีใหม่มาแทนการสแกนลายนิ้วมือ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ผลิตชิ้นส่วนได้มีการรับผลิต 3D Laser Scanner ให้กับไอโฟนรุ่นถัดไปด้วย

โดยชิ้นส่วนสแกนเนอร์ตัวนี้ อาจจะนำมาใช้ได้หลาย ๆ อย่างเช่น นำมาใช้ในเทคโนโลยี AR/VR ที่แอปเปิลก็กำลังซุ่มพัฒนาอยู่เช่นกัน นอกจากนี้อาจจะสามารถนำไปใช้คู่กับกล้องถ่ายรูปของไอโฟน เช่น สามารถวัดขนาดของวัตถุได้ ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจเลยทีเดียว

 

และนักวิเคราะห์ยังประมาณราคาของชิ้นส่วนนี้ ว่าจะทำให้ต้นทุนไอโฟนแพงขึ้นราว ๆ 10-15 ดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว แถมแอปเปิลจะมีการเปลี่ยนหน้าจอเป็น OLED อีก และค่าใช้จ่ายในการผลิตหน้าจอก็เพิ่มสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วย ก็ต้องมาคอยลุ้นกันว่าราคาไอโฟนในรุ่นถัด ๆ ไปนั้นจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามชิ้นส่วนที่คาดว่าจะแพงขึ้นด้วยหรือไม่

 

ที่มา – MacRumors

Categories: Partners

รายงานอ้าง ZTE เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่งาน Congress รองรับเทคโนโลยี Gigabit LTE

MXPhone - 19 February 2017 - 16:39
ขยับเข้าใกล้วันงานเปิดตัวเวทีจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยีของวงการโทรคมนาคมระดับโลกอย่าง Mobile World Congress 2017 เข้าไปเรื่อยๆ โดยแม้จะคาดหมายกันว่าในงานดังกล่าวนี้ Huawei และ LG จะเป็นพระเอกหลัก จากการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเกรดเรือธงรุ่นใหม่ของบริษัท นอกจากนั้นยังมี Lenovo Moto G5 หรืออุปกรณ์ใหม่จาก Nokia ที่รอโอกาสสร้างสีสัน แต่ก็ดูอาจจะไม่หมดเพียงแค่รายชื่อข้างต้นเท่านั้น...
Categories: Partners

ใกล้สมหวัง ผู้ถือหุ้น Harman ส่วนใหญ่ลงมติอนุมัติขายกิจการ 8 พันล้านสู่มือ Samsung

MXPhone - 19 February 2017 - 16:27
ภายหลังจากที่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อทาง Samsung ได้บรรลุข้อตกลงในเบื้องต้นสำหรับการเข้าซื้อกิจการบริษัทผู้ผลิตเครื่องเสียงยักษ์ใหญ่ Harman International ด้วยวงเงินมูลค่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ไปเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนของปีก่อน แต่เกิดมีการฟ้องร้องจากกลุ่มผู้ถือหุ้นบางส่วนที่อ้างว่าข้อเสนอดังกล่าวมูลค่าถูกไปกว่าความเป็นจริง ก็เกือบทำให้แผนของยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ต้องสะดุดไป แต่ในความคืบหน้าล่าสุดนั้นอาจจะต้องบอกว่าทาง Samsung ใกล้สมหวังไปอีกหนึ่งก้าว เมื่อการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุดของ Harman International นั้นได้เปิดลงคะแนนโหวต ซึ่งผลลัพธ์คือการเห็นชอบด้วยจำนวน 46.9...
Categories: Partners

Apple แพ้เจ้าถิ่น !! ส่วนแบ่ง iPhone ในตลาดจีนปี 2016 ตกลงไปอยู่อันดับ 5

MacThai - 19 February 2017 - 12:44

เหมือนสถานการณ์ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เพราะว่าล่าสุด Canalys ได้ออกมารายงานถึงส่วนแบ่งการตลาดในจีนว่า ตอนนี้ไอโฟนตกลงไปอยู่อันดับ 5 เรียบร้อยแล้ว โดยสมาร์ทโฟนสัญญาณจีนครอง 4 อันดับรวด สำหรับผู้ที่ครองแชมป์ในตลาดสทาร์ทโฟนในจีนก็คือ Huawei ส่วนอีก 3 เจ้าที่เหลือก็คือ Oppo, Vivo และ Xiaomi

Canalys เผยว่าในปี 2016 ที่ผ่านมา พบว่ายอดขายสมาร์ทโฟนในประเทศจีนทั้งหมด 476.5 ล้านเครื่อง ในไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้วยอดขายอยู่ที่ 131.6 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 11.4% โดย Huawei ขายได้ทั้งหมด 76.2 ล้านเครื่อง ส่วน Oppo ขายได้ 73.2 ล้านเครื่อง ซึ่งถือว่าไม่ห่างจากที่หนึ่งมากนัก ส่วนอันดับ 3 Vivo ขายได้ 63.2 ล้านเครื่อง

ถือว่าในปีที่ผ่านมาตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศจีนถือว่ากำลังเติบโตขึ้นอีกครั้ง มีผู้ผลิตหลาย ๆ ต่างออกมาแย่งส่วนแบ่งจากแอปเปิลไป ทำให้แอปเปิล รวมถึงซัมซุงเองเริ่มคิดหนักกับตลาดในประเทศจีน เพราะว่าตลาดในประเทศจีนถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่และน่าที่จะทำกำไรได้มากที่สุด

 

ที่มา – iClarified

// //

Categories: Partners

Apple ครองตำแหน่ง Most Admired Company เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน

MacStroke - 19 February 2017 - 09:19

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นรางวัลที่แสดงออกได้อย่างชัดเจนที่สุดถึงผลงานของ Apple ในช่วงสิบขวบปีหลังสุดที่ผ่านมา โดยอ้างอิงจากผลการสำรวจลงคะแนนจากผู้บริหาร ผู้อำนวย ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์จำนวน 3800 ชีวิต พบว่า Apple สามารถชนะเลิศในรางวัล Most Admired Company ไปเป็นครั้งที่สิบติดต่อกัน โดยในปีนี้มีคู่แข่งรอบสุดท้ายอย่าง Disney, Amazon, Starbucks และ Berkshire Hathaway ซึ่งเป็นการจัดลำดับโดยนิตยสารธุรกิจระดับโลก Fortune

โดยการลงคะแนนครั้งนี้คัดเลือกจากการประเมินในส่วนของนวัตกรรม คุณภาพของสินค้า และความรับผิดชอบจากสังคม รวมไปถึงผลการประกอบธุรกิจที่สามารถทำรายได้มากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป ซึ่งมีบริษัทต่างๆ ถูกนำเข้ามาพิจารณารวมกันกว่า 680 แห่ง จาก 28 ประเทศทั่วโลก และถ้าหากยังจำกันได้ปีแรกที่ Apple ได้รับมอบรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าวนี้ คือ ปีที่ถูกบันทึกว่าบริษัทได้เป็นผู้ลงมือปฏิวัติอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน ด้วยการเปิดตัวโทรศัพท์ iPhone สู่ท้องตลาดเป็นครั้งแรก

อ่านข่าวและบทความอื่นที่น่าสนใจต่อ...
Categories: Partners

รอกันยาวไป LG ต้องรอ V30 เปิดทางซิ่ง Snapdragon 835 ทีเด็ดพกกล้องคู่หน้าคู่หลัง

MXPhone - 18 February 2017 - 16:28
ภายหลังจากที่การทำตลาดโทรศัพท์เรือธงทั้ง G4 และ G5 จากผู้ผลิต LG นั้นไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในค่ายผู้ผลิตที่ตกที่นั่งในสถานการณ์ลำบาก เนื่องจากยอดขายและรายได้แผนกสมาร์ทโฟนของบริษัทนั้นหลุดจากกรอบที่ถูกคาดหวังเอาไว้ ทำให้การเปิดตัวอุปกรณ์รุ่นใหม่อย่าง G6 ย่อมที่จะแบกภาระความคาดหวังเอาไว้เพิ่มขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเมื่อมีการยืนยันว่าค่ายเกาหลีใต้รายนี้ ต้องเลือกใช้เพียง Snapdragon 821 ในการทำตลาดครึ่งแรกของปี 2017 โดยข้อมูลล่าสุดจากแหล่งข่าวในประเทศจีนนั้นเปิดเผยว่า ทาง...
Categories: Partners

5 ชอบ / 5 ไม่ชอบ กับเครื่อง New Macbook Pro

Freeware.in.th - 18 February 2017 - 15:55

New Macbook Pro … เครื่อง Macbook Pro รุ่นล่าสุดที่ Apple ออกมาแทนรุ่นเก่าที่ไม่เปลี่ยนโฉมเลยประมาณ 4 ปีกว่าๆ ได้ ตอนที่เปิดตัวมีแต่คนกริ๊ดอยากจะได้ อยากจะได้ แต่พอเห็นราคาแล้วหลายคนก็หงายหลังเป็นแถบๆ ผมเองก็เป็นคนที่ใช้ Mac มาหลายรุ่น รุ่นล่าสุดก่อนที่จะซื้อเจ้า New Macbook Pro มาใช้ก็คือ Macbook Pro Retina 13 ของปี 2013 ครับ ซึ่งก็เปลี่ยนมาได้ 2 เดือนกว่าๆแล้ว มีหลายๆคนอยากจะให้ผมเล่าความรู้สึกการใช้งานเจ้านี่หลายคนมาก ก็เลยเอามาปั่นเป็น Block เล่าซักตอนละกันครับ

ผมขอเรียก Blog ตอนนี้ว่า 5 ชอบ 5 ไม่ชอบ กับ New Macbook Pro ละกันนะครับ จะไม่ขอเล่ารายละเอียดทางเทคนิค เพราะว่ามีหลายสำนักรีวิวไปแล้ว และอีกอย่างเครื่องรุ่นของผมเป็น New Macbook Pro ตัวเริ่มต้นที่ “ไม่มี Touchbar นะครับ” ซึ่งที่เลือกรุ่นนี้ก็เพราะว่า ด้วยงาน Network ที่ทำอยู่ตอนนี้ ใช้เท่านี้ก็พอแล้ว และ Touchbar ไม่มีประโยชน์ต่องาน Network Config ที่ทำแต่อย่างใด

5 ชอบ กับ เครื่อง New Macbook Pro

น้ำหนักที่เบาอย่างเห็นได้ชัด

ผมเคยใช้ Macbook มาหลายเครื่อง ตั้งกะ Macbook Pro รุ่นเก่าปี 2008 / Macbook Air 11 ปี 2011 / Macbook Air 13 ปี 2012 และ Macbook Pro Retina 13 ปี 2013 ซึ่งเจ้า MBP 13 Retina นี่แหละ ที่ทำให้สายตาผมเสียด้วย Retina Display มันทำให้ผมย้อนกลับไปใช้ Macbook Air ไม่ได้เลยทีเดียว เรียกว่าสายตาเสียนิสัยเลยล่ะ แต่ก็ต้องแลกกันที่ MBP 13 มันหนักถึง 1.58 กิโล ไม่นับรวม Adapter อีกตัวนึงที่หนัก 635 กรัม รวมสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน ก็ซัดไป 2.2 โลแล้วครับ ไหนจะกระเป๋า และอุปกรณ์อื่นๆอีก ซึ่งผมเองก็แก่แล้ว แบกกระเป๋าโหดๆแบบเดิมไม่ไหวแล้ว นี่ขนาด ไม่โหดมาก กระเป๋า + อุปกรณ์ของผมก็รวมกัน 3 โลกว่าๆ จะสี่โลอยู่แล้วครับ

แต่พอย้ายมาใช้ New Macbook Pro 13 น้ำหนักเครื่องลดลง เหลือแค่ 1.37 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักของ Power Adapter ก็น่าจะเบาลงด้วย แต่ไม่รู้เท่าไหร่ รวมๆแล้วน้ำหนักน่าจะหายไปประมาณ 3 ขีดครับ เหมือนจะไม่เยอะ แต่ลองแบกทั้งวันนี่ก็เอาเรื่องเหมือนกันนะ

สี Space Grey สวยมาก

ก็อย่างที่บอกไป Macbook Pro มันแทบไม่ออกดีไซน์ใหม่เลย ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา และตอนที่เครื่อง Macbook รุ่นปี 2015 เปิดตัว สี Space Grey ก็เป็นสีที่มีคนซื้อเยอะที่สุด ผมเองก็รอสีนี้มาโผล่ใน New Macbook Pro เหมือนกัน แหม่ และมันก็มาจริงๆซะด้วย โดยส่วนตัว ผมไม่ติดอะไรกับโลโก้ Apple ส่องแสงได้นะ คือเอาออกไปก็ได้ เปลือง Battery เปล่าๆ ขอให้ใช้งานได้นานๆดีกว่า เพราะตอนที่เราทำงานเราก็ไม่เห็นหลังเครื่องอยู่แล้ว นอกเหนือจากสีใหม่ อีกเรื่องก็คงเป็นความบาง ที่ไม่ใช่บางเหลวไหล แต่เป็นบางที่แน่นหนา ทนทาน สัมผัสที่จับเครื่องคุณจะรู้ได้เลยว่า เครื่องมันเฟิร์มจริงๆครับ

Butterfly Keyboard Generation 2 เอาเข้าจริงดีกว่าที่คิด

ตอนที่ผมไปสัมผัสเจ้า Macbook ใหม่ๆ นอกจากเรื่อง มีเรื่องให้ผมติสองเครื่องครับ นั่นคือ CPU ที่กากเกิ๊น กับ Butterfly Keyboard รุ่น 1 นี่แหละ สัมผัสแรกที่พิมพ์ลงไป คือ อะไรของเมิงวะเนี่ย จังหวะในการพิมพ์ผมเพี้ยนไปหมด แรงกดที่ใส่ลงไปแล้วให้มันเด้งต่อไปกระโดดจากปุ่มนึงไปอีกปุ่มนึงเพี้ยนไปหมด เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ผมเกลียดเข้าขั้นเลยก็ว่าได้

พอ New Macbook Pro ออก ซึ่งผมก็เดาได้อยู่แล้วล่ะว่ามันต้องมาแน่ ไอ้ Butterfly Keyboard เนี่ย แล้วก็ไม่ผิดคาดซึ่งผมก็คิดนะว่า ผมคงต้องใช้ Mac ต่อไปเรื่อยๆ และ ผมก็คงจะไม่มีทางหนีมันพ้น แทนที่เราจะหนีไปใช้ยี่ห้ออื่น ลองเปลี่ยนเป็นหัดใช้งานมันดู

และก็จริงครับ พอเข้าใจธรรมชาติของ Butterfly Keyboard แล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ ปรับตัวนิดหน่อย ไม่ต้องส่งแรงเยอะ ปล่อยให้ไหลไป ให้ลอยลงสู่ทะเล ให้หายไป ให้มันอย่าคืนย้อนมา เด๋วๆ ไม่ใช่เพลง Y NOT 7

สรุปก็คือ Butterfly Keyboard ดีมาก แต่ต้องปรับ Mindset ในการใช้งาน ลดกำลังที่คุณใส่ลงกับการพิมพ์ลงซัก 50% แล้วจังหวะมันจะมาเองครับ ตอนนี้กลายเป็นว่าติดใจ Butterfly Keyboard แทนเลยล่ะ

Trackpad ใหม่ใหญ่และดีกว่าเดิมมาก

ถ้าถามคนใช้ Mac ว่า ชอบอะไรใน Macbook ทุกรุ่นมากที่สุด ผมว่าเกินครึ่งต้องตอบว่า “Trackpad” ครับ .. Trackpad ของ Mac ขึ้นชื่อเรื่องความเสถียร ความแม่นยำ ความลื่นไหล ความทนทาน เรียกได้ว่า ไม่มี Trackpad ใดๆในโลกหล้าสามารถทัดเทียมมันได้ ต่อให้เป็น Trackpad จากฝั่งพีซีโน๊ตบุ๊กตัวละสองแสนก็ตาม (Dell XPS13 ที่ว่าแน่ก็สู้ไม่ได้ครับ) และ Trackpad ใหม่ใน New Macbook Pro ก็ยังคงรักษาคุณภาพของความแม่นยำได้เช่นเดิม แถมเพิ่มความสามารถ Force Touch เข้ามาด้วย คือ นอกจาก แตะ กับ กด ลงไปได้แล้ว เรายัง “กดแบบทิ้งน้ำหนัก” ลงไปเพิ่มได้อีกหนึ่งหน้าที่ ซึ่งทำให้มันเพิ่มฟีเจอร์ในการควบคุมได้เยอะมาก ถ้าอยากรู้ว่ามันทำไรได้บ้าง ก็ไปดูที่ https://support.apple.com/en-us/HT204352 เลยครับ

เสียงลำโพงที่ดังลั่นบ้าน

ตอนผมใช้ Macbook Air เนี่ย เรื่องที่โคตรจะไม่ชอบเลยก็คือ เสียงลำโพงเบามากๆ เอาไปเปิดพรีเซนต์งาน หรือ ดูวีดีโอ อะไรง่ายๆ ไม่ไหวเลย เสียงเบาจนได้ยินแล้วรำคาญ แต่พอย้ายมาเป็น Macbook แล้วเสียงดังกว่ามากๆ พอมาเป็น Macbook Pro Retina เนี่ย ผมนึกว่า พอเครื่องบางลงแล้วเสียงจะเบากว่าเดิม แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ครับ แม่งดังกว่าสมัย Macbook Pro Retina ตัวเก่าซะอีก

ซึ่งอันนี้ อาจจะเป็นกับเครื่อง New Macbook Pro รุ่นที่ไม่มี Touchbar นะครับ เพราะถ้าดูจากวีดีโอการแงะเครื่องของ iFixit แล้วเนี่ย จะพบว่าลำโพงของ Macbook Pro with Touchbar มันอยู่ค่อนไปทางด้านล่างของเครื่อง

ซึ่งจะไม่ตรงกับตะแกรงที่ทำไว้ให้เสียงออก ผลก็คือ เสียงของ Macbook Pro with Touchbar อาจจะเบากว่าตัว Macbook Pro รุ่นที่ไม่มี Touchbar ก็เป็นได้ครับ

จบเรื่องที่ชอบ ไปสู่เรื่องที่ไม่ชอบกันบ้าง ก็แน่ล่ะ ถึงจะชอบเครื่องนี้ แต่มันเป็นเครื่องที่เป็นจุดผ่านไปสู่โลกยุคหน้าของ Apple เลย เรียกได้ว่า เหมือนจุดข้าม Red Line ไปสู่โลกใหม่ในวันพีซ การเปลี่ยนแปลงมันต้องมีเรื่องเฮงซวยให้บ่นบ้างแหละ และมันก็เป็นเรื่องที่เดาได้ไม่ยากสำหรับหลายๆคนหรอกครับ

5 ไม่ชอบ กับ เครื่อง New Macbook Pro USB-C ล้วนๆ ชีวิตพังมาก

ตอนแรกก็คิดว่าเตรียมใจพร้อมแล้ว แค่คิดว่า ไม่เป็นไรมั้ง เพิ่ม USB-C Hub มาในชีวิตซักอันไม่น่าจะเดือดร้อน โอ้โห เดือดร้อนสัสๆเลยครับ พ่อแม่พี่น้อง เพราะผมต้องทำงาน Network ไปด้วย ก็ต้องไปหาซื้ออุปกรณ์ใหม่หมด ตั้งกะ

  • หัวแปลง LAN เพราะต้องเอาไว้ใช้ Config อุปกรณ์ Network
  • หัวแปลง USB-C -> VGA เพราะเอาไว้บรรยาย
  • USB-C -> USB-A Hub เพราะต้องเอาไปเสียบกับอุปกรณ์พื้นฐาน

แค่ไอ้สามอย่างนี่ก็หลายพันแล้วครับ ไหนจะต้องแบกไปไหนมาไหนด้วย เพิ่มน้ำหนักเข้าไปอีก

แถม Macbook Pro รุ่นไม่มี Touchbar ที่ผมใช้ให้ USB-C มาแค่ 2 Port เคยเจอสถานการณ์แบบนี้คือ MBP แบทจะหมดก่อนขึ้นบรรยายเลยต้องเสียบชาร์จ + ต้องเสียบหัวแปลงจอ และเน็ตในงานใช้ไม่ได้ ต้องใช้ 4G อีก ก็ต้องต่อกับ iPhone ไปด้วย อัลไลแบบนี้ครับ ถึงปัญหาจะไม่ได้ใหญ่ แต่มันก็จุกจิกจนน่ารำคาญ

ถ้าเป็นไปได้ แกจะบุกเบิกโลก USB-C ก็ได้นะ แต่ช่วยให้มา 4 Port เหมือน Macbook Pro with touchbar หน่อยจะได้ไหมฟระ????

หัวชาร์จที่ไม่ใช่ MacSafe

ไม่นึกเลยว่าพอย้ายมาใช้เครื่องที่ไม่ใช่ MacSafe จะมีเหตุการณ์ให้เดินสะดุดสายตัวเองมากขนาดนี้ หัว MacSafe ก็คือ Power Adapter หัวแม่เหล็กที่เอาไว้ชาร์จไฟให้เครื่อง Mac ครับ มันดีตรงที่ เสียบง่าย และเวลาเดินสะดุดสายเครื่องจะไม่โดนลากลงมาบนพื้นด้วย เป็นนวัตกรรมระดับโลกที่เปรียบเสมือนตัวแทนด้านเทคโนโลยีของ Apple เลยนะ คือ โคตรชอบบบเลย แต่สุดท้าย พอ Apple จะก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่ง USB-C ก็พินาศสิครัช ไม่อยากจะเชื่อว่า พอไม่มี MacSafe แล้วเราจะสะดุดสายได้มากขนาดนี้ ผมก็งงตัวเองเหมือนกันนะ สมัยก่อนไม่เห็นสะดุดเลย พอไม่มีปุ๊บ สะดุดปั๊บ ถึงจะยังไม่ถึงขั้นลากเครื่องลงมา แต่หัวเสียบ USB-C ก็เรื่มมีอาการหงิกๆงอๆ บ้างแล้ว เส้นนึงก็แพงโคตร นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องระวังมากๆในการใช้ Macbook Pro รุ่นใหม่เลยครับ

ผลการ Ping ทดสอบจาก New Macbook Pro

 

ผลการ Ping ทดสอบจาก Gaming Notebook MSI การ์ด WIFI ที่ทะแม่งๆ

อันนี้เป็นความรู้สึกของผมตอนแรกๆที่ใช้ก็คือ จะรู้สึกว่าการตอบสนองของสัญญาณ WIFI ในตัว New Macbook Pro มันทะแม่งๆ แต่ก็ไม่ได้มีเวลาตรวจสอบละเอียดๆครับ เป็นแค่ความรู้สึกเฉยๆ จนกระทั่ง เจอแบบจังๆกับตัวตอนที่ไปติดตั้งระบบ Network ให้ลูกค้า คือตอนนั้น Setup ตัว Access Point เพื่อปล่อย WIFI ให้ลูกค้า โดยที่สัญญาณรบกวนก็ไม่มี ตัว AP ก็ตั้งอยู่ข้างๆ แล้วระหว่างที่ Setup อยู่ก็ Ping IP ปลายทางเพื่อทดสอบไปด้วย ผลการ Ping ทดสอบเนี่ย เลข time ยิ่งน้อย จะยิ่งดีครับ เพราะอุปกรณ์ปลายทางตอบสนองเรากลับมาได้เร็ว

แต่พอผมเห็นเลข Ping บนเครื่อง Macbook Pro ของผม ผมร้องเฮ้ยยย อะไรฟระ ทำไมเลขเวลาตอบสนองโหดมากๆ ประมาณ 700-800 ms เลยทีเดียว ในขณะที่เครื่องลูกน้องผมที่เป็น Gaming Notebook ของ MSI ดันได้ผลที่ 1-2 ms เท่านั้น

ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าอาการนี้เป็นหมด ทุกเครื่อง หรือเป็นแค่เครื่องผมเครื่องเดียว เพราะหลังจากนั้นมา มันก็กลับมาเป็นปกติ ก็มีบ้างที่ออกอาการหลอนๆ ซึ่งมันกลายเป็นปัญหาตรงที่ว่า ผมจะไม่สามารถเชื่อมั่นอุปกรณ์ที่ผมใช้ทำงานได้ครับ ว่าตอนผม Setup อุปกรณ์รอบหน้าแล้วสัญญาณมันไม่ดี มันเป็นที่ Access Point หรือเป็นที่เครื่องผมวะ อะไรแบบนี้

แล้วที่สำคัญ พึ่งไปเช็คใน iFixit มา เห็นว่า การ์ด WIFI AC ของ Macbook Pro with Touchbar กับ รุ่นที่ไม่มี Touchbar เป็นคนละตัวกัน เห็นว่า ตัวมี Touchbar เป็นเสาอากาศแบบ 3T3R หรือสามเสาส่ง สามเสารับ ซึ่งจะได้ Bandwidth เยอะกว่าครับ ส่วนรุ่นที่ไม่มี Touchbar จะเป็นแค่ 2T2R หรือสองเสาส่ง สองเสารับ ซึ่งจะได้ Maximum Bandwidth จะน้อยกว่าครับ

ปุ่ม Cursor ที่ออกแบบมาให้กดปุ่มลูกศรผิดบ่อยโคตร

ถ้าเป็น Keyboard ของ Macbook รุ่นเก่าเนี่ย ปุ่ม Cursor ซ้าย ขวา จะมีขนาดเท่ากับ ปุ่ม บนล่าง เรียกว่าปุ่มเล็กก็จริง แต่ก็ไม่ค่อยกดผิด แต่พอเค้าทำให้ปุ่ม Cursor ซ้าย-ขวา ใหญ่ขึ้น ผมดันกดผิดบ่อยมาก ไม่ได้กดซ้ายขวาผิดนะ แต่เป็นไอ้ปุ่มบนล่างนี่แหละที่กดผิดประจำ ส่วนใหญ่อาการที่โดนคือ แทนที่จะกดปุ่มขึ้น ก็ไปโดนปุ่ม Shift แทน ส่วนปุ่มลง ก็จะไปโดนปุ่มขึ้นแทน อยากจะบอกว่า ยังไม่ชินซักที เป็นปัญหามากๆ คนที่เขียนบทความอย่างผมอาจจะโดนไม่มากเท่าไหร่ แต่คนที่ทำงานด้าน Coding เช่นพวก Programmer น่าจะใช้ปุ่ม ขึ้นลงซ้ายขวา บ่อยโคตร น่าจะโดนปัญหานี้บ่อยกว่าผมอีกนะ

แพงสัส!!!

ราคาเริ่มต้นที่แพงสัสๆ ถึง 56,900 บาท แถมถ้าจะทำเครื่อง CTO หรือ Custom To Order เพื่อประกอบตาม Spec ที่เราต้องการ ก็ยิ่งแพงเข้าไปอีก โดยส่วนตัว ผมอยากจะได้เครื่องไม่มี Touchbar แล้วเพิ่มแรมเป็น 16GB ก็บวกไปอีก 8,000 บาท ถ้าอยากได้ SSD512 ก็บวกไปอีก 8,000 บาท แค่บวกสองอย่างนี่ก็ซัดราคาเครื่องไป 72,900 บาท เข้าไปแล้วนี่ยังมี Apple Care อีก 8,500 บาท อ้วกเป็นเลือด ถ้าเอารุ่น Touchbar ก็ซัดไปอีกสิ

ผมซื้อเครื่องนี้ของผมที่ AppleStore ประเทศญี่ปุ่นมา ซึ่งถูกกว่าบ้านเราเกือบหมื่นครับ ได้มาในราคา 49,xxx บาท ก็เอาแค่นั้นแหละครับ แรม 8GB กับ SSD256 ตัวพื้นฐาน เพราะถ้าสั่ง CTO ในญี่ปุ่นอาจจะไม่ทันวันกลับ เลยเอารุ่นนี้ก็พอ เลยทำให้กลั้นใจหิ้วกลับมาได้ครับ

และนี่ก็คือ 5 ชอบ / 5 ไม่ชอบ กับเครื่อง New Macbook Pro ที่ผมใช้มาประมาณสองเดือนกว่า หลายๆคนอาจจะอ่านรีวิวมาจนปรุแล้ว หรือ มีข้อมูลเยอะกว่าผมซะอีก ก็คิดซะว่าอ่านเพิ่มเติมเป็นทางเลือกละกันนะครับ

อนึ่ง : 5 ชอบ 5 ไม่ชอบ นั้น ผมได้ยินมาจากรายการ Changkhui ของ พี่ภาสกร หงษ์หยก ผู้ก่อตั้งรายการช่างคุย ซึ่งแกก็บอกว่า เอาไอเดียมาจากนิตยสาน สีสัน อีกทีนึงครับ

อสอง : ฝากแชร์ด้วยจ๊ะ

The post 5 ชอบ / 5 ไม่ชอบ กับเครื่อง New Macbook Pro appeared first on Freeware.in.th.

Categories: Partners

บทวิพากษ์ถึงการไต่สวนเลเวอสันกับกระแสปฏิรูปสื่อของสหราชอาณาจักร

Thainetizen - 18 February 2017 - 15:02

อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา
ธันวาคม 2558 / ปรับปรุง กุมภาพันธ์ 2560

สื่อเสรีเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมประชาธิปไตย แต่มันก็มีต้นทุน กล่าวคือ สังคมจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันด้วยความอดทน เพราะเสรีภาพในการแสดงออกไม่ได้นำมาเพียงแค่ภาพฝันถึงการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีอารยะ ในอีกทางหนึ่ง มันก็เปิดโอกาสให้พื้นที่แก่การแสดงออกที่อาจนำไปสู่การยั่วยุ เกลียดชัง และบางครั้ง ละเมิดสิทธิด้านอื่นๆ

รูเพิร์ต เมอร์ด็อก (Rupert Murdoch) เจ้าของกิจการสื่อทั่วโลก รวมถึงเจ้าของเครือบริษัทนิวส์คอร์เปอเรชั่น (News Corporation) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในกรณีที่เขาถือครองสื่อยอดนิยมจำนวนมากในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ สื่อในเครือของเขามีชื่อเสียงในแง่การเผยแพร่ข่าวซุบซิบดาราและไฮโซ เนื้อหาโดยมากเป็นเรื่องฉาวทางเพศ ไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่นำเสนอ แต่ที่มาของเนื้อหาแต่ละชิ้นของสื่อในเครือนิวส์คอร์ปอเรชั่นได้กลายเป็นตัวจุดชนวนคำถามถึงการความจำเป็นต้องปฏิรูปสื่อในสหราชอาณาจักร จากกรณีที่หนังสือพิมพ์นิวส์ออฟเดอะเวิลด์ (News of the World – NoW) สืบข่าวด้วยการดักฟังโทรศัพท์ ซึ่งต่อมาการกระทำอันละเมิดนี้ถูกเปิดโปงโดยหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน (The Guardian) จนเป็นที่รู้จักในชื่อ “เรื่องอื้อฉาวแฮ็กเกต” (Hackgate Scandal)

แม้สื่อในเครือของเมอร์ด็อกจะได้รับความนิยม แต่ก็มาพร้อมกับภาพลักษณ์เชิงลบ เพราะถูกมองเป็น “ข่าวแท็บลอยด์” ที่ดูไม่มีจริตด้านคุณภาพเท่ากับหนังสือพิมพ์บรอดชีต นอกจากหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์จะถูกก่นด่าแล้ว องค์กรกำกับกันเองของสื่อสิ่งพิมพ์อย่างคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนสื่อ หรือ PCC (Press Complaints Commission) ก็แสดงบทบาทเป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความไร้ประสิทธิภาพ เป็นเพียงเสือกระดาษที่ไร้เขี้ยวเล็บ เมื่อเกิดประเด็นฉาวกรณีดักฟังโทรศัพท์ จึงเกิดกระแสวิพากษ์จำต้องถึงเวลาต้องปฏิรูปสื่อ เหตุการณ์นี้ถือเป็นหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์สื่อของสหราชอาณาจักรที่มีต่อจุดยืนด้านเสรีภาพสื่อ ที่แฝงมิติของความขัดแย้งระหว่างหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ ที่เน้นเนื้อหาชาวบ้าน เข้าถึงคนส่วนใหญ่ ไม่เป็นวิชาการ เน้นประเด็นที่สังคมสนใจ กับหนังสือพิมพ์บรอดชีตที่บุคลิกเนื้อหาจริงจัง เข้าถึงคนมีการศึกษา แต่มีส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่า [1]

กรณีนักข่าวดักฟังโทรศัพท์ถูกเปิดโปงโดย นิก เดวิส (Nick Davies) นักข่าวเดอะการ์เดียน และ มาร์ก ลูอิส (Mark Lewis) นักกฎหมาย [2] โดยการ์เดียนเผยว่า นิวส์ออฟเดอะเวิลด์เจาะเข้าไปในกล่องฝากข้อความเสียงทางโทรศัพท์ของ มิลลี่ ดาวเลอร์ (Milly Dowler) เด็กผู้หญิงที่เป็นเหยื่อของการลักพาตัวและฆาตกรรม นิวส์ออฟเดอะเวิลด์ไม่เพียงแต่แอบฟังข้อความเท่านั้น แต่ยังลบบางข้อความออกจากกล่องข้อความ พฤติการณ์ของสื่อส่วนนี้เป็นเหตุให้พ่อแม่ของเหยื่อเข้าใจผิดว่าลูกสาวยังมีชีวิต เพราะพบว่ากล่องข้อความมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งน่าจะแปลว่าลูกสาวของพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ข้อมูลปรากฏขึ้นในภายหลังว่า เกลน มัลแคร์ (Glenn Mulcaire) นักสืบเอกชนที่ทำงานให้นิวส์ออฟเดอะเวิลด์ เป็นคนที่แฮ็กโทรศัพท์แล้วเข้าไปลบบางข้อความจากกล่องข้อความที่เต็มแล้ว เพื่อให้ระบบสามารถรับข้อความเสียงได้เพิ่มเติม กรณีนี้ นิวส์ออฟเดอะเวิลด์อ้างว่า นักสืบเอกชนได้กระทำการดังกล่าวโดยปราศจากการรับรู้จากตัวหนังสือพิมพ์ [3]

หลังจากการเปิดโปงของเดอะการ์เดียน นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของสื่อ และเป็นเหตุให้นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการไต่สวน พ.ศ. 2548 (Inquiries Act 2005) ประกาศต่อรัฐสภาให้มีการไต่สวนกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 และแต่งตั้งให้ เซอร์ ไบรอัน เฮนรี เลเวอสัน ผู้พิพากษาแห่งศาลยุติธรรมอังกฤษและเวลส์ เป็นประธานในการไต่สวน (เป็นเหตุให้สาธารณะเรียกชื่อการไต่สวนนี้ว่า “Leveson Inquiry” หรือการไต่สวนเลเวอสัน) ลอร์ดเลเวอสันระบุว่าการไต่สวนจะพิจารณาถึงขอบเขตทางวัฒนธรรม การปฏิบัติงาน และจริยธรรมของสื่อ ภายใต้บริบทความสัมพันธ์ที่สื่อมีต่อสาธารณะ ตำรวจ และนักการเมือง องค์คณะที่ร่วมพิจารณายังประกอบด้วยผู้ประเมินอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งจากวิชาชีพต่างๆ ได้แก่ สื่อ การกระจายเสียง การกำกับกิจการ ตำรวจ และตัวแทนภาคการเมือง ทั้งนี้ หลักฐานต่างๆ ในการไต่สวนไม่ถูกครอบคลุมภายใต้กฎหมายข้อมูลข่าวสาร [4] ภายหลังจากข้อกล่าวหา รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ตัดสินใจปิดตัวหนังสือพิมพ์เดอะนิวส์ออฟเดอะเวิลด์ ปิดฉากหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ยอดนิยมที่มีอายุเก่าแก่ถึง 168 ปี [5]

หน้าแรกหนังสือพิมพ์ News Of The World ฉบับสุดท้าย / ภาพโดย Sarah Marshall

การดำเนินการไต่สวนเลเวอสัน : ปฏิรูปสื่อ เพื่อคุ้มครองหรือควบคุม?

การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการไต่สวน พ.ศ. 2548 ไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนัก [6] กฎหมายนี้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้มีการไต่สวนในประเด็นที่สาธารณะให้ความสำคัญ [7] สำหรับการไต่สวนเลเวอสันแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกว่าด้วยวัฒนธรรม การดำเนินงาน จริยธรรมของสื่อ และสัมพันธภาพของสื่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและนักการเมือง การไต่สวนในส่วนที่สองเน้นที่การประพฤติในทางที่ผิดในบรรดาองค์กรสื่อและการคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวกับการดักฟังโทรศัพท์ ทั้งนี้ การไต่สวนส่วนที่สองถูกพักเอาไว้ก่อนเพื่อรอให้คดีอาญาที่เกี่ยวข้องพิจารณาเป็นที่สิ้นสุดเสียก่อน

มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีการไต่สวนเลเวอสัน ด้านหนึ่งเห็นว่า นิวส์ออฟเดอะเวิลด์เป็นหนังสือพิมพ์ภายใต้อุดมการณ์แบบประชาธิปไตย มันย่อมควรต้องถูกวิจารณ์จากการเสนอข่าวฉาวที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ทั้งหมดทั้งปวงมันก็ทำหน้าที่ให้ข้อมูล ให้ความบันเทิง ทั้งยั่วยุและปลอบประโลมคนทั่วไปที่ไม่ได้โชคดีและได้รับโอกาสดังที่เหล่าผู้มีชื่อเสียงและชนชั้นนำในทางการเมืองและเศรษฐกิจได้รับ งานเขียนที่นำเสนอออกมาก็มีรูปแบบเฉพาะตัวที่ยากจะพบในหนังสือพิมพ์บรอดชีตอื่นๆ ในท้องตลาด [8]

ด้าน เดวิด ลีก์ (David Leigh) นักข่าวสืบสวนสอบสวนของการ์เดียนเห็นว่า งานของสื่อเป็นงานที่มีโอกาสสูงอย่างมากที่จะกระทำผิด หนังสือพิมพ์เองรู้ตัวดีว่ากำลังจะทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่มีการว่าจ้างนักสืบเอกชนจากภายนอก [9] ตัวเขาเองก็ยอมรับว่าเขาเคยดักฟังโทรศัพท์ของผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่งในคราวที่สืบสวนเรื่องการคอรัปชั่นในธุรกิจค้าอาวุธ ซึ่งปรากฏว่า ในครั้งนั้นสำนักงานอัยการมีมติว่าจะไม่ดำเนินคดีการดักฟังกรณีนี้ [10] คำวินิจฉัยลักษณะนี้ทำให้เห็นสองมาตรฐานของเจ้าหน้าที่ในการเอาคุณค่าทางศีลธรรมมาตัดสินใจดำเนินคดีกับสื่อ นอกจากกรณีการดักฟังของ เดวิด ลีก์ แล้ว ยังมีกรณีอื่น เช่นที่เดอะซันเดย์ไทม์ (The Sunday Times) ปลอมตัวและซ่อนกล้องเข้าไปถ่ายคลิปสืบสวนสอบสวนกรณีการให้สินบนผ่านเงินบริจาคที่อาจเกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งขุนนาง (Life Peerage) ซึ่งเป็นข่าวฉาวของการเมืองบริเตนในปี 2549-2550 และรู้จักกันในชื่อกรณี “Cash for Honours” [11]

อย่างไรก็ดี การแฮ็กในงานสื่อบางกรณีก็ถูกดำเนินคดีทางอาญา คลิฟ กูดแมน (Clive Goodman) อดีตผู้สื่อข่าวนิวส์ออฟเดอะเวิลด์ถูกจำคุกเป็นเวลา 4 เดือนตามกฎหมายอาญา เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 หลังรับสารภาพว่าแอบดักฟังโทรศัพท์ของเจ้าชายวิลเลี่ยมและสมาชิกราชวงศ์คนอื่นๆ [12] ถือได้ว่า คลิฟ กูดแมน เป็นผู้สื่อข่าวในสหราชอาณาจักรคนแรกในรอบ 44 ปี ที่ถูกศาลสั่งจำคุก

ด้าน เกลน มัลแคร์ นักสืบเอกชนที่ทำงานให้กูดแมนก็รับสารภาพในการกระทำผิด 5 กรรมจากการดักฟัง ซึ่งเป็นความผิดภายใต้พระราชบัญญัติการกำกับอำนาจในการสืบสวนสอบสวน (Regulation of Investigatory Powers Act (RIPA) 2000) [13]

จากกระแสสังคมที่เป็นเดือดเป็นร้อนกรณีนิวส์ออฟเดอะเวิลด์แฮ็กโทรศัพท์และเข้าไปลบข้อความของเด็กหญิงที่หายตัวไป ลำพังแค่คดีทางอาญาดูจะไม่เพียงพอต่อการจัดการสื่อแท็บลอยด์ การไต่สวนของเลเวอสันตั้งขึ้นเพื่อขยายอำนาจตุลาการภิวัฒน์ไปถึงการสื่อสารและข้อมูลข่าวสาร โดยมีการแฮ็กโทรศัพท์ของมิลลี่ ดาวเลอร์เป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากการทำงานของสื่อ การไต่สวนในคดีนี้ ยังมีคนดังและบุคคลสาธารณะที่นับได้ว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสื่อ อย่าง นักเขียนชื่อดัง เจ เค โรวลิ่ง (J.K. Rowling) นักแสดง ฮิวจ์ แกรนท์ (Hugh Grant) ฯลฯ ที่ต่างมาปรากฏตัวในฐานะพยานให้การในคดีในการไต่สวนนี้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เรื่องสิทธิส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูล ไม่ใช่ประเด็นหลักของการไต่สวน แต่สิ่งที่เป็นประเด็นคือการมุ่งจัดการสื่อมวลชน

การไต่สวนครั้งนี้ ก้าวล่วงประเด็นสิทธิส่วนบุคคลจากกรณีการดักฟังโทรศัพท์ ขยายประเด็นไปถึงเรื่องสัมพันธภาพระหว่างหนังสือพิมพ์กับตำรวจและนักการเมือง นัยยะที่แฝงอยู่ในกระบวนการนี้ชี้ให้เห็นว่า รัฐสามารถใช้อำนาจทางอ้อมในการควบคุมสื่อ จากข้ออ้างที่รัฐพยายามดำเนินการไต่สวนคดีเพื่อคุ้มครองประชาชนจากสื่อไร้จริยธรรม รัฐบาลบริเตนใช้โอกาสนี้ในการโน้มน้าวเพื่อจะครอบงำสื่อผ่านวาทกรรมว่าด้วยการปฏิรูปสื่อและข้อเสนอเกี่ยวกับการกำกับกิจการสื่อ จนอาจกล่าวได้ว่า ความหวาดกลัวจนเกิดเหตุที่มีต่อการทำงานของสื่อไร้จริยธรรม ท้ายที่สุดจะส่งผลระยะยาวต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในการทำงานของสื่อมวลชน

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของการไต่สวนเลเวอสัน / levesoninquiry.org.uk

รายงานข้อเสนอ จากการไต่สวนเลเวอสัน : กลไกกำกับกันเอง ที่สนับสนุนโดยกฎหมาย

การไต่สวนในส่วนแรกพิจารณาเสร็จสิ้นและเผยแพร่รายงานข้อเสนอต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ข้อค้นพบและข้อเสนอแนะของลอร์ดเลเวอสันครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก คือ สัมพันธภาพระหว่างสื่อมวลชนกับตำรวจ สัมพันธภาพระหว่างสื่อมวลชนกับนักการเมือง และสัมพันธภาพระหว่างสื่อมวลชนกับสาธารณะ การไต่สวนไม่พบข้อเท็จจริงใดที่ชี้ชัดว่าสื่อละเมิดหลักวิชาชีพใดในสัมพันธภาพที่มีต่อตำรวจ แต่ลอร์ดเลเวอสันมีความรู้สึกว่า สื่อและตำรวจมีความสนิทสนมกันมากเกินไป เขายังเห็นว่า นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐได้พัฒนาสัมพันธภาพจนมากเกินไปกับสื่อ ซึ่งความสนิทสนมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ เขามีข้อเสนอว่าควรจะมีการเปิดเผยข้อมูลว่าด้วยการติดต่อระหว่างนักการเมืองกับสื่อ ลอร์ดเลเวอสันยังเห็นว่า สื่อมักแสดงออกว่า ดำเนินงานภายใต้ประมวลจริยธรรมของตน (Code of Conduct) แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้มีอยู่ ในความเห็นของลอร์ดเลเวอสัน สื่อมักกระทำการใดๆ โดยอุกอาจ (outrageous) ในรายงานนี้ จึงมีข้อเสนอสำคัญให้มีกลไกกำกับกันเองของสื่อมวลชน [14]

ลอร์ดเลเวอสันได้เสนอแนวคิดการตั้งองค์กรกำกับกิจการที่เป็นอิสระสำหรับสื่อมวลชน โดยองค์กรนี้ต้องมีบทบาทเชิงรุกเพื่อผลักดันมาตรฐานจริยธรรมสื่อและมีอำนาจในการสืบสวนกรณีที่สงสัยว่าจะละเมิดจริยธรรม รูปแบบองค์กรกำกับกิจการจึงควรได้รับการรับรองโดยกฎหมาย ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องคุ้มครองเสรีภาพสื่อ ภายใต้กลไกกำกับกิจการนี้ยังควรรวมถึงช่องทางรับเรื่องร้องเรียนให้ผู้ที่พิจารณาว่าตนเป็นเหยื่อจากการทำงานของสื่อมาร้องทุกข์ได้แทนที่จะไปฟ้องร้องต่อศาล อย่างไรก็ดี ในข้อเสนอของเลเวอสันเห็นว่า องค์กรอิสระดังกล่าวควรจัดการและริเริ่มโดยสื่อมวลชนเอง นอกจากนี้ เลเวอสันยังเสนอให้มีสายด่วนสำหรับคนแจ้งเบาะแส (whistle blowing) เพื่อเปิดโอกาสให้นักข่าวที่รู้สึกว่าต้องทำงานภายใต้ความกดดันให้ต้องทำข่าวในเชิงละเมิดจริยธรรมสามารถแจ้งเบาะแสได้ รายงานของเลเวอสันกล่าวว่าองค์กรกำกับกิจการควรเป็นอิสระจากอิทธิพลทั้งภาคอุตสาหกรรมและรัฐบาล โครงสร้างการดำเนินงานควรบริหารโดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระซึ่งผ่านกระบวนการแต่ตั้งที่เปิดเผย โปร่งใด และเป็นอิสระ [15]

ลอร์ดเลเวอสันเสนอให้สื่อจัดตั้งองค์กรกำกับกิจการกันเองที่เป็นอิสระ โดยได้รับการสนับสนุนจากกฎหมาย (independent self-regulation of media, endorsed by a legislative system) จนนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อและนักวิชาการว่า ข้อเสนอนี้เท่ากับเป็นการเสนอรูปแบบองค์กรกำกับกิจการตามกฎหมาย (statutory regulation) ซึ่งลอร์ดเลเวอสันได้อธิบายปฏิเสธเอาไว้ในรายงานว่า ข้อเสนอของเขาคือการเสนอให้มีองค์กรกำกับกิจการที่เป็นอิสระและดำเนินงานโดยสื่อมวลชน ส่วนกลไกกฎหมายมีไว้เพื่อให้แน่ใจได้ว่า องค์กรกำกับกิจการนี้จะเป็นอิสระ มีประสิทธิภาพ และให้สื่อสิ่งพิมพ์ได้รับประโยชน์จากการเป็นสมาชิก [16]

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามันจะเป็นองค์กรกำกับกิจการตามกฎหมายหรือไม่ ตามข้อเสนอนี้ องค์กรที่จะเกิดขึ้นจำเป็นต้องได้รับการผลักดันจากการออกกฎหมาย และขั้นตอนการออกกฎหมายของรัฐสภาต้องผ่านการผลักดันจากภาคการเมือง การแก้ไขใดๆ จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากสื่อสิ่งพิมพ์

ข้อเสนอนี้ได้รับการขานรับจากสองนักการเมืองใหญ่ เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษ์นิยม และ นิก เครก รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคเสรีประชาธิปไตย โดยคาเมรอนเห็นว่าแม้จะมีความอันตรายที่กลไกนี้ต้องมาจากการออกกฎหมายในสภาซึ่งอาจเป็นการเปิดช่องทางแทรกแซงจากนักการเมือง แต่ในตอนนี้ก็จำเป็นต้องให้สื่อผลักดันกลไกใดๆ ออกมาแก้ไขสภาพเดิมของสื่อ ส่วนนิก เครก ก็ให้ความเห็นในทางเดียวกันว่า แม้เขาจะอยากเห็นกลไกกำกับกิจการอิสระเกิดขึ้นมาโดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย แต่ก็ไม่เห็นหนทางที่ทางออกดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ เขาจึงเห็นด้วยกับลอร์ดเลเวอสันโดยเห็นว่า การแก้ไขกฎหมายเป็นหนทางเดียวที่จะรับรองระบบการกำกับกันเองให้เกิดขึ้น [17] ความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นบนฐานทัศนคติที่ว่า สื่อมักกระทำการขัดหลักจริยธรรมและจำเป็นต้องปฏิรูป

ด้านองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานรณรงค์เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ต่างไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของลอร์ดเลเวอสัน นักเคลื่อนไหวเห็นว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือการกำกับกันเอง ระบบใดๆ ที่ต้องการการผลักดันจากกฎหมายล้วนไม่น่าไว้วางใจ

อินเด็กซ์ออนเซ็นเซอร์ชิป (Index on Censorship) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่สนับสนุนและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก กังวลต่อข้อเสนอของการไต่สวนเลเวอสันว่า กฎหมายอาจคุกคามเสรีภาพสื่อและมีผลในการควบคุมสื่อ แถลงการณ์ขององค์กรระบุว่า ความสัมพันธ์แบบพวกพ้อง (cronyism) ระหว่างสื่อกับตำรวจและนักการเมืองที่ปรากฏในการไต่สวนเลเวอสัน ไม่ใช่เหตุที่จะใช้อ้างเพื่อก่อตั้งสิ่งที่เป็น “ความสัมพันธ์แบบพวกพ้องด้านกลับ” (reverse cronyism) อันจะนำไปสู่ความเสี่ยงให้สื่อแบกรับความกดดันอันเกิดจากรัฐบาลและนักการเมือง อินเด็กซ์ออนเซ็นเซอร์ชิปเห็นว่ากลไกกฎหมายเท่าที่มีอยู่เดิมและการกำกับกิจการที่เข้มแข็ง สามารถก่อตั้งโครงสร้างสำหรับเสรีภาพสื่อที่แท้จริงโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งกฎหมายเฉพาะหรือการรับรองจากรัฐสภา ในทางตรงกันข้าม แนวทางที่ต้องผ่านการรับรองโดยกฎหมายจะกลับกลายมาทำลายเสรีภาพสื่อแทน [18]

องค์กรผู้สื่อข่าวสื่อไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) เตือนว่าหากสหราชอาณาจักรเลือกใช้ระบบนี้ ก็จำเป็นต้องเพิ่มระดับการจับตาเพื่อป้องกันการละเมิดที่จะนำไปสู่ภาวะรัฐครองสื่อ หากจะเดินหน้าไปสู่รูปแบบองค์กรกำกับกิจการเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องกระทำในสภาวะที่เป็นอิสระและเป็นพหุนิยม คริสตอฟ เดอลัวร์ (Christophe Deloire) เลขาธิการขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนกล่าวว่า ในมุมมองนานาชาติที่มีต่อสื่อของสหราชอาณาจักร รัฐบาลสหราชอาณาจักรไม่เพียงรับผิดชอบต่อประชาชนของตัวเอง แต่ยังรับผิดชอบต่อประชาชนทั่วโลก ความเคลื่อนไหวใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสื่อโดยรัฐจะทำลายเสรีภาพสื่อในสหราชอาณาจักรและส่งสัญญาณที่ผิดๆ ไปถึงรัฐบาลเผด็จการทั้งหลาย [19]

แน่นอนว่า การกำกับกันเองเป็นแนวคิดหนึ่งของการกำกับกิจการที่เป็นอิสระ แต่จากประสบการณ์ของคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนสื่อ (PCC) ได้ทำลายความน่าเชื่อถือที่มีต่อสื่อ อย่างไรก็ดี องค์กรอาร์ติเคิล 19 (Article 19) ซึ่งทำงานปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกเห็นว่า ข้อเท็จจริงเกียวกับความล้มเหลวของการกำกับกันเองไม่ได้หมายความว่า การกำกับกันเองมันไม่ทำงาน ตัว PCC ล้มเหลวในการทำหน้าที่ แต่ตัวระบบของการกำกับกันเอง ยังคงสร้างความมั่นใจใจความรับผิดชอบและคุ้มครองสิทธิของบุคคลได้ อาร์ติเคิล 19 กังวลว่า ประสบการณ์หลายที่ทั่วโลกจากการใช้องค์กรกำกับกิจการที่สนับสนุนโดยกฎหมาย (statutory regulation) ปรากฏพบบ่อยครั้งที่การละเมิดและควบคุมสื่อเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ข้อมูลนี้ทำให้อาร์ติเคิล 19 มีจุดยืนว่า กลไกการกำกับกันเองเป็นทางออกที่ควรเลือกที่สุด [20]

ไม่มีใครปฏิเสธถึงความไร้น้ำยาและไร้ประสิทธิภาพขอ PCC ความล้มเหลวนี้ก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างที่ปรากฎในการไต่สวนของลอร์ดเลเวอสันและรัฐบาลสหราชอาณาจักร เพื่อนำมาข่มขู่ให้สื่อต้องปฏิรูปและลดทอนทางเลือกไปในคราวเดียวกัน ข้อเสนอว่าด้วยการกำกับกิจการที่เป็นอิสระผ่านการรับรองและสนับสนุนโดยกฎหมาย จึงเป็นมายาคติใหม่ถึงโลกที่ดีกว่าเดิม

ปัญหาของตัว PCC คือ องค์กรสื่อสิ่งพิมพ์ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมในองค์กรกำกับกิจการนี้ก็ได้ ลอร์ดเลเวอสันจึงมีข้อเสนอแนะว่า ในองค์กรกำกับกิจการที่เป็นอิสระ มีระบบสมาชิกแบบสมัครใจ และให้มีแรงจูงใจสำหรับหนังสือพิมพ์ต่างๆ ที่เข้าร่วม โดยหากถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาท ก็มีช่องทางไกล่เกลี่ยที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่จะเกิดจากค่าใช้จ่ายในการสู้คดีได้ [21]

ดูเหมือนว่าข้อเสนอดังกล่าวจะแก้ปัญหาที่สื่อสิ่งพิมพ์ไม่ยอมเข้าร่วมในกลไกกำกับภายใต้ PCC แต่พิจารณาในอีกทางหนึ่งจะเห็นได้ว่า ข้อเสนอของเลเวอสันตอกย้ำถึงปัญหาประการใหญ่ต่อเสรีภาพสื่อในสหราชอาณาจักร ที่ต้องเผชิญค่าใช้จ่ายมหาศาลในคดีหมิ่นประมาท ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แรงจูงใจลักษณะนี้ก็ควรจะนำมาใช้กับ PCC ในปัจจุบันได้เลย

อีกข้อโต้แย้งที่มีต่อข้อเสนอเกี่ยวกับการกำกับกิจการแบบใหม่ คือ ในปัจจุบัน ก็มีข้อหาทางอาญาที่ครอบคลุมถึงการทำงานของสื่ออยู่แล้ว เช่น กฎหมายอาญาปี 1977 (Criminal Law Act 1977) กฎหมายคุ้มครองข้อมูล ปี 1998 (Data Protection Act 1998) และกฎหมายว่าด้วยการกำกับอำนาจในการสืบสวนสอบสวน ปี 2000 (Regulation of Investigatory Powers Act 2000)

เว็บไซต์ของ IMPRESS องค์กรกำกับดูแลกันเองของสื่อที่รับรองโดย Press Recognition Panel (PRP) จนถึงขณะนี้ IMPRESS เป็นองค์กรกำกับดูแลสื่อเพียงองค์กรเดียวที่ทำตามข้อแนะนำของลอร์ดเลเวอสัน ปัจจุบันมีสมาชิก 25 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสื่อเฉพาะทางและไม่มีหนังสือพิมพ์ระดับชาติเลย / impress.press

ระดับความสำคัญของ “ประโยชน์สาธารณะ” (Public Interest) ในศาลของสหราชอาณาจักร

แต่ไหนแต่ไรมา ระบบกฎหมายของสหราชอาณาจักรไม่ค่อยเอื้อต่อเสรีภาพสื่อเท่าไรนัก เห็นได้ชัดในเรื่องภาระการพิสูจน์ และการใช้ดุลพินิจตัดสินประเด็นประโยชน์สาธารณะ หากเทียบกันแล้ว ในคดีหมิ่นประมาทของระบบศาลอเมริกัน ผู้สื่อข่าวสามารถยกประเด็นเรื่องประโยชน์สาธารณะเป็นข้อต่อสู้ในศาลได้ โดยที่ภาระการพิสูจน์เป็นของฝ่ายโจทก์ ความหมายของคำว่าประโยชน์สาธารณะนั้น เชื่อมโยงกับบุคคลสาธารณะที่ข้องเกี่ยวกับประเด็นสาธารณะ เรื่องสิทธิส่วนบุคคลไม่สามารถยกขึ้นอ้างหากกรณีนั้นๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ส่วนระบบศาลในสหราชอาณาจักรนั้น ภาระการพิสูจน์เป็นของฝ่ายจำเลย [22] และผู้พิพากษาเป็นผู้วินิจฉัยว่าอะไรคือประโยชน์สาธารณะและอะไรคือความคาดหวังที่สมเหตุสมผลต่อสิทธิส่วนบุคคล [23]

ในกรณีให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้ดุลพินิจตัดสินประเด็นประโยชน์สาธารณะนั้น โชคไม่ดีนักสำหรับสื่อในสหราชอาณาจักร เพราะจากแนวปฏิบัติที่สำนักงานอัยการ (Crown Prosecution Service – CPS) มีเกี่ยวกับดุลพินิจว่าด้วยประเด็นประโยชน์สาธารณะนั้น คดีของสื่อหลายคดีไม่สามารถใช้เรื่องประโยชน์สาธารณะเป็นข้อต่อสู้จำเลยได้ คดีเหล่านั้นรวมถึงกรณีที่นักข่าวการ์เดียนเผยแพร่ข้อมูลลับจากการไต่สวนกรณีดักฟังโทรศัพท์ และข้อหาที่สื่อถูกดำเนินคดีจากการติดสินบนเจ้าหน้าที่ เหล่านี้เป็นอำนาจของสำนักงานอัยการที่จะตัดสินใจว่าเรื่องใดเป็นประโยชน์สาธารณะหรือไม่ [24]

สำหรับการไต่สวนเลเวอสัน นอกเหนือไปจากข้อเสนอให้มีการปฏิรูประบบการกำกับกิจการสื่อ ลอร์ดเลเวอสันยังมีข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสื่อ ประเด็นหนึ่งคือ กฎหมายการคุ้มครองข้อมูล ซึ่งลอร์ดเลเวอสันเสนอให้ลดทอนสิทธิพิเศษของสื่อในการเข้าถึงข้อมูลในส่วนที่กระทบกับข้อมูลส่วนบุคคล ลอร์ดเลเวอสันเห็นว่าข้อยกเว้นที่มีให้สื่อควรตีกรอบให้แคบลงโดยยอมให้เฉพาะกับเรื่องที่เป็นประเด็นสาธารณะ ดังนั้น สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ต้องสามารถอธิบายได้ว่าการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ มีความจำเป็นอย่างไร ลอร์ดเลเวอสันยังแนะนำให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร (Information Commissioner’s Office – ICO) เผยแพร่แนวปฏิบัติและข้อเสนอแนะถึงพฤติการณ์ที่ดี ว่าด้วยหลักการที่เหมาะสม และมาตรฐานในการทำงานของสื่อในการประมวลข้อมูลส่วนบุคคล (Out-Law, 2012) ภายหลังข้อเสนอของลอร์ดเลเวอสัน คณะกรรมการข้อมูลส่วนบุคคลก็ได้ออกแนวปฏิบัติดังกล่าวออกมาแล้ว [25]

ในด้านหนึ่ง ข้อเสนอแนะที่ย้ำว่าสื่อควรกำกับกันเองโดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระ โปร่งใส เป็นคำที่พูดกันมากในสังคม ทว่าในอีกด้านหนึ่งก็มีความพยายามออกกลไกมาจำกัดอำนาจของสื่อโดยใช้น้ำหนักเรื่องประโยชน์สาธารณะมาชั่งน้ำหนักกับเสรีภาพ แม้ข้อเสนอว่าด้วยประโยชน์สาธารณะจะฟังดูมีเหตุผล แต่ก็หนีไม่พ้นว่าอำนาจในการพิจารณาว่าอะไรเข้าข่ายประเด็นสาธารณะนั้น ก็เป็นอำนาจของฝ่ายรัฐเท่านั้น ทิโมธี ครุก (Timothy Crook) นักวิชาการด้านสื่อและกฎหมายเห็นว่า การที่อำนาจในการใช้ดุลพินิจว่าเรื่องใดเป็นประเด็นสาธารณะเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ กฎหมาย ตุลาการ นั่นเท่ากับว่าสังคมบริเตนเข้าใกล้สภาพของรัฐที่สื่อไร้เสรีภาพเข้าไปทุกที [26]

เว็บไซต์ของ Independent Press Standards Organisation (IPSO) องค์กรกำกับกันเองของสื่อที่มาแทนที่ Press Complaints Commission (PCC) ซึ่งปิดตัวไปเมื่อ 8 กันยายน 2014 แม้จะไม่ได้รับการรับรองโดยกฎหมาย (และไม่มีแผนที่จะยื่นขอการรับรอง) แต่ IPSO ก็เป็นองค์กรกำกับดูแลกันเองที่มีสมาชิกเป็นสื่อรายใหญ่จำนวนมาก / ipso.co.uk

อ้างอิง
  1. ดูใน Crook, T. (2012). The Leveson Inquiry and the Chilling Effect: Journalism Inquisition, Moral Panic and Diminishing Returns in Freedom of Expression. In R. L. Keeble & J. Mair (Eds.), The phone hacking scandal: journalism on trial (pp. 75–90). Abramis. Retrieved from http://eprints.lincoln.ac.uk/5825 และ Preston, P. (2012, July 15). Britain isn’t as broadsheet as Leveson would like. Retrieved January 4, 2015, from http://www.theguardian.com/media/2012/jul/15/britain-is-not-as-broadsheet-as-leveson-would-like
  2. Crook, T. (2014). Topic 5: Media Ethics debates: bribes, phone-hacking and cronies. In Media Law & Ethic Course Outline. learn.gold.ac.uk/Media & Communications.
  3. Davies, N. (2009a, July 8). Murdoch papers paid out £1m to gag phone-hacking victims. Retrieved January 3, 2015, from http://www.theguardian.com/media/2009/jul/08/murdoch-papers-phone-hacking
  4. Leveson Inquiry. (2011). Leveson Inquiry: Culture, Practice and Ethics of the Press FAQs. Retrieved from http://webarchive.nationalarchives.gov.uk/20140122145147/http:/www.levesoninquiry.org.uk/faqs/
  5. BBC. (2011, July 7). NoW to close amid hacking scandal. Retrieved January 5, 2015, from http://www.bbc.co.uk/news/uk-14070733
  6. Ireton, E. (2014, March 20). The Inquiries Act 2005 – fit for purpose? Retrieved February 1, 2015, from http://www.localgovernmentlawyer.co.uk/index.php?option=com_content&view=article&id=17808:the-inquiries-act-2005-fit-for-purpose&catid=56:litigation-articles
  7. Section 1 Inquiries Act 2005. (2005). legislation.gov.uk. Retrieved from http://www.legislation.gov.uk/ukpga/2005/12/section/1
  8. Crook, T. (2012). The Leveson Inquiry and the Chilling Effect: Journalism Inquisition, Moral Panic and Diminishing Returns in Freedom of Expression. In R. L. Keeble & J. Mair (Eds.), The phone hacking scandal: journalism on trial (pp. 75–90). Abramis. Retrieved from http://eprints.lincoln.ac.uk/5825
  9. Keeble, R. (2009). Ethics for journalists (Second). Routledge. pp.154.
  10. PA. (2012, June 14). Guardian hacking journalist David Leigh won’t be charged. Retrieved January 6, 2015, from http://www.independent.co.uk/news/uk/crime/guardian-hacking-journalist-david-leigh-wont-be-charged-7851045.html
  11. Keeble, R. (2009). Ethics for journalists (Second). Routledge. pp. 153.
  12. Tryhorn, C. (2007, January 26). Clive Goodman sentenced to four months. Retrieved January 3, 2015, from http://www.theguardian.com/media/2007/jan/26/newsoftheworld.pressandpublishing1
  13. Keeble, R. (2009). Ethics for journalists (Second). Routledge. pp. 153.
  14. Leveson, L. J. (2012, November 29). An inquiry into the culture, practices and ethics of the press: executive summary. Retrieved December 26, 2014, from https://www.gov.uk/government/publications/an-inquiry-into-the-culture-practices-and-ethics-of-the-press-executive-summary
  15. Ibid, pp.14-15.
  16. Ibid, pp.17.
  17. BBC. (2012a, November 29). Leveson: David Cameron and Nick Clegg at odds over plans. BBC. Retrieved from http://www.bbc.co.uk/news/uk-politics-20539239
  18. Hughes, K. (2012, November 29). Index: Leveson goes too far – Index on Censorship. Retrieved January 4, 2015, from http://www.indexoncensorship.org/2012/11/index-leveson-inquiry-press-freedom/
  19. Reporters Without Borders. (2012, December 1). Independence and pluralism must remain central to media regulation. Retrieved January 3, 2015, from http://en.rsf.org/united-kingdom-independence-and-pluralism-must-01-12-2012,43742.html
  20. Article 19. (2012, November 29). UK: Legislation to provide a statutory basis for self-regulation does not mean state control. Retrieved January 4, 2015, from http://www.article19.org/resources.php/resource/3545/en/uk:-legislation-to-provide-a-statutory-basis-for-self-regulation-does-not-mean-state-control
  21. Leveson, L. J. (2012, November 29). An inquiry into the culture, practices and ethics of the press: executive summary. Retrieved December 26, 2014, from https://www.gov.uk/government/publications/an-inquiry-into-the-culture-practices-and-ethics-of-the-press-executive-summary
  22. Crook, T. (2012). The Leveson Inquiry and the Chilling Effect: Journalism Inquisition, Moral Panic and Diminishing Returns in Freedom of Expression. In R. L. Keeble & J. Mair (Eds.), The phone hacking scandal: journalism on trial (pp. 81–83). Abramis. Retrieved from http://eprints.lincoln.ac.uk/5825
  23. Crook, T. (2009). Comparative Media Law and Ethics. Routledge. pp.274-294
  24. Ponsford, D. (2012, June 12). Starmer weighs public interest in Dowler hacking. Retrieved December 29, 2014, from http://www.pressgazette.co.uk/node/49465
  25. ดูใน https://ico.org.uk/media/for-organisations/documents/1552/data-protection-and-journalism-media-guidance.pdf และ Gough, T., & Wilson, E. (2013, January 16). Data protection in 2013: what’s new this year. Retrieved January 6, 2015, from http://www.theguardian.com/media-network/media-network-blog/2013/jan/16/data-protection-2013-predictions-leveson
  26. Crook, T. (2012). The Leveson Inquiry and the Chilling Effect: Journalism Inquisition, Moral Panic and Diminishing Returns in Freedom of Expression. In R. L. Keeble & J. Mair (Eds.), The phone hacking scandal: journalism on trial (pp. 84). Abramis. Retrieved from http://eprints.lincoln.ac.uk/5825

ภาพหนังสือพิมพ์ News of the World ฉบับสุดท้าย ในภาพประกอบภาพแรก โดย Howard Lake สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-อนุญาตแบบเดียวกัน

The post บทวิพากษ์ถึงการไต่สวนเลเวอสันกับกระแสปฏิรูปสื่อของสหราชอาณาจักร appeared first on Thai Netizen Network.

Categories: Partners

ช้ายังดีกว่าไม่มา Samsung ปล่อยทีเซอร์ใหม่หน่วยประมวลผลตระกูล Exynos 9

MXPhone - 18 February 2017 - 13:01
แทบจะทำให้ฝันเคลิ้มไปไกลถึงโอกาสที่จะเห็น Samsung ทำตลาดโทรศัพท์เรือธงรุ่นห้ามพลาดของพวกเขาอย่าง Galaxy S8 ด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 835 โมเดลเดียวทุกตลาด เมื่อผ่านไปร่วมสามเดือนแต่กลับยังไร้วี่แววของชิปเซ็ตคู่ขนานที่ยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้พัฒนาขึ้นเองเป็นการภายในอย่าง Exynos แต่ในที่สุดก็มีความเคลื่อนไหวออกมาจากเส้นขอบฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยล่าสุดจาก Samsung ได้จัดการปล่อยทีเซอร์ชิปเซ็ตรหัส Exynos 9 รุ่นใหม่ของบริษัทออกมาบนสื่อโลกออนไลน์ ก็คงจะคาดหมายได้ว่าประสิทธิภาพอาจจะอยู่ในเกณฑ์พอฟัดพอเหวี่ยงกับ Snapdragon...
Categories: Partners

YouTube เตรียมยกเลิก​ โฆษณา 30 วินาทีแบบกด Skip ไม่ได้ ภายในปี 2018 นี้

MacThai - 18 February 2017 - 12:00

Campaign ได้ออกมารายงานถึงแนวทางการโฆษณาใหม่ของ YouTube ล่าสุดกูเกิลประกาศเตรียมยกเลิกการดูโฆษณาระหว่างการชมคลิป ความยาว 30 วินาทีที่ไม่สามารถกดข้ามได้ โดยผู้บริหารกูเกิลออกมาบอกเองว่า มันอาจจะนานเกินไป ทำให้ผู้ใช้ไม่ค่อยชอบการโฆษณานานครึ่งนาทีซักเท่าไหร่

และกูเกิลเตรียมที่จะหาการโฆษณาวิธีอื่นที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้และผู้ที่มาลงโฆษณา เมื่อปีที่แล้ว กูเกิลได้ออกมาแนะนำโฆษณาความยาว 6 วินาทีแบบกดข้ามไม่ได้ และเตรียมผลักดันมากขึ้นในอนาคต

 

ถ้าใครยังจำกันได้กูเกิลก็เคยเปิดตัว YouTube Red บริการฟังเพลง-ดูวิดีโอไม่จำกัด แบบเสียเงินโดยไม่ติดโฆษณา โดยบริการ YouTube Red เปิดให้สมัครใช้งานได้เฉพาะในอเมริกาเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม ที่ราคา $9.99 ต่อเดือน (ทดลองใช้ฟรี 1 เดือน) แต่หากสมัครผ่านแอพ iOS จะคิดราคา $12.99 เนื่องจากมีการหักส่วนแบ่ง 30% ให้แอปเปิล

 

ที่มา – iClarified

Categories: Partners

Microsoft Office ปล่อยอัพเดทใหม่ รองรับ Touch Bar บน MacBook Pro แล้ว

MacThai - 18 February 2017 - 10:00

หลังจากที่ไมโครซอฟต์ปล่อยอัพเดท “Office Insider” หรือรุ่นทดสอบให้กับผู้ที่สนใจใช้งาน Touch Bar บน MacBook Pro รุ่นใหม่ล่าสุดที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

ล่าสุดไมโครซอฟต์ได้ปล่อยอัพเดท Microsoft Office เวอร์ชันใหม่ให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้งาน Touch Bar บน MacBook Pro แล้ว โดยคราวนี้ไมโครซอฟต์ได้ปล่อยอัพเดททั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน คือ Words, Excel, PowerPoint และ Outlook ส่วน Skype ตอนนี้ยังไม่มีอัพเดทเพื่อออกมารองรับ

สำหรับผู้ที่ใช้งาน Microsoft Office อยู่ สามารถเข้าไปอัพเดทกันได้ โดยเข้าไปที่ Help >> Check for Updates

ที่มา – 9to5Mac

Categories: Partners

Apple ออกโฆษณา iPad Pro ใหม่ คล้ายโฆษณาคลาสสิคชุด Get a Mac

MacThai - 18 February 2017 - 09:00

เมื่อหลายปีก่อน Apple เคยมีโฆษณาชุด Get a Mac ซึ่งเป็นการเชิญชวนให้คนหันมาใช้ Mac ด้วยการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียต่าง ๆ กับ PC ซึ่งในวันนี้ Apple ได้ปล่อยโฆษณาชุดใหม่ที่ทำให้เรานึกถึงโฆษณาชุดนั้นอีกครั้งโดยเน้นไปที่การชูฟีเจอร์เด็ด ๆ ของ iPad Pro แต่นี่เสียดายที่ไม่มีการเปรียบเทียบหรือแซะอย่างรุนแรงเท่าของเดิม (ฮา)

น่าจะเป็นเพราะว่า Apple นั้น ตอนนี้ร่วมมือกับ Microsoft ในการนำ Microsoft Office มาสู่ iOS เพื่อให้ iPad สามารถกลายมาเป็นอุปกรณ์การทำงานได้ ไม่ต่างจาก Notebook ทั่วไป ซึ่งในโฆษณาจะเป็นการนำ iPad Pro มาเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ทั่วไปซะมากกว่าการเน้นเล่นงานแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง

Apple ได้ปล่อยโฆษณาออกมา 4 ตัวด้วยกัน โดยตัวแรก

  • Better than a computer – โดยมีชายผู้หนึ่งทวีตบอกว่า “ไอแพดนั้นเทียบคอมพิวเตอร์ไม่ติดเลย” ซึ่งผู้บรรยายก็ได้บอกว่า ใช่แล้วนายพูดถูก เพราะไอแพดนั้น ทั้งเร็วกว่า แล้วก็มี 4G แถมยังเขียนหน้าจอได้ด้วย

  • Don’t hunt for wifi – ทวีตจากนักศึกษาหญิงคนนึงที่บอกว่า ไวไฟที่บ้านช้ามาก ยกคอมมานั่งเล่นไวไฟฟรีที่ยิมเลยละกัน ผู้บรรยายเลยบอกว่า ก็ใช้ iPad Pro สิ เพราะสามารถต่อ 4G ได้เลย

  • No PC Viruses – อันนี้น่าจะเป็นอันที่ทำให้เรานึกถึงโฆษณาชุด Get a Mac ที่สุด หญิงคนนึงทวีตบอกว่าคอมของเธอโดนไวรัสเล่นงาน ผู้บรรยายจึงบอกว่า iPad นั้นไม่มีไวรัสนะ ไม่มีอะไรต้องกลัว แต่ถ้าผีล่ะก็ ไม่แน่!?!

  • Do more with Word – ชายผู้นี้ถามคำถามที่ทุกคนสงสัยว่าซื้อ iPad มาแล้วนั้น จะใช้ Microsoft Word ได้ไหม ผู้บรรยายตอบเลยว่า ได้สิ แค่เข้าไป Download จาก App Store เท่านั้นเอง

เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว ก็อยากให้ Apple ทำโฆษณาแนว ๆ นี้ออกมาเยอะ ๆ แม้ว่าโฆษณาชุดนี้อาจจะเนื้อหาไม่รุนแรงเท่า Get a Mac แต่ก็อาจจะทำให้ใครหลายคน (โดยเฉพาะทีมงาน) นึกถึงความเกรียนและฮาของ Apple เมื่อก่อนได้เยอะเลยทีเดียว

 

รายงานโดย – ทีมงาน MacThai

Categories: Partners

วิ่งล๊อบบี้ Apple, AT&T และ IBM แท๊คทีมค้านกฎหมายเปิดทางร้านซ่อมอิสระ

MacStroke - 17 February 2017 - 18:19

เวลานี้ในประเทศสหรัฐอเมริกากำลังมีการพิจารณาข้อกฎหมายฉบับใหม่ที่น่าสนใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนอย่างยิ่งยวด ซึ่งว่าด้วยเรื่องสิทธิ์ในการซ่อมแซมอุปกรณ์ Right to Repair โดยข้อบังคับนี้ถ้าหากมีผลบังคับใช้แล้วจะทำให้บรรดาผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้องเปิดเผยคู่มือขั้นตอนและวิธีการตรวจสอบอุปกรณ์ รวมไปถึงการขายอะไหล่ชิ้นส่วนออกมาสู่สาธารณะให้กับบรรดาร้านรับซ่อมเครื่องหรือผู้บริโภค ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าและร้านรับซ่อมเอกชนต่างๆ โดยทั่วไป

ปัจจุบันกฎหมายนี้ได้เริ่มบังคับใช้ไปแล้วใน 8 รัฐของสหรัฐอเมริกา ส่วนในรัฐที่กำลังเปิดรับฟังข้อคิดเห็นสาธารณะเองนั้น ก็ต้องเจอกับแรงต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากบรรดาบริษัทผู้ผลิตสินค้าอย่างในรายของ IBM นั้นประสบความสำเร็จในการวิ่งเต้นล๊อบบี้ให้กฎหมายนี้ตกไปจากการพิจารณาในเมืองนิวยอร์กได้แล้ว ในขณะที่ร้านรับซ่อมเอกชนต่างพร้อมใจกันสนับสนุนให้เกิดการบังคับใช้ในวงกว้างต่อไป

และด้านของ Apple และ AT&T ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และให้บริการเครือข่ายนั้นจะเข้าร่วมการพิจารณาในรัฐ Nebraska ในวันที่ 9 มีนาคม เพื่อเป็นแนวร่วมคัดค้านการบังคับใช้ข้อกฎหมายดังกล่าวนี้ ซึ่งคาดหมายว่าจะยกข้ออ้างในเรื่องของความปลอดภัยเป็นสำคัญ เช่นการรั่วไหลของแบตเตอรี่จนเป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้ หรือการซ่อมเปลี่ยนกระจกหน้าจอที่แตกเสียหาย อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

อ่านข่าวและบทความอื่นที่น่าสนใจต่อ...
Categories: Partners

Pages