สร้างผลงานไม่หยุดหย่อน สำหรับสองบริษัท Intel และ Micron หลังจากปีก่อนเพิ่งประกาศเริ่มการผลิตชิปบนสถาปัตยกรรม 25 นาโนเมตรไปหมาดๆ และล่าสุดทั้งสองบริษัทจับมือกันประกาศเริ่มสายการผลิตสำหรับขนาด 20 นาโนเมตร อีกครั้ง
รายละเอียดของชิปนี้ได้แก่ ผลิตด้วยสถาปัตยกรรม 20 นาโนเมตรแบบ MLC NAND ความจุที่ทำได้ในขณะนี้คือ 8GB มีขนาด 118ตารางมิลลิเมตร ซึ่งจะช่วยลดขนาดของบอร์ดลงไปได้ 30-40 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว และในอนาคตทั้งสองบริษัทมีแผนจะปล่อยหน่วยความจำแบบ 16GB ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรมแบบเดียวกันนี้ และจะส่งผลให้ SSD ความจุ 128GB มีขนาดเท่าแสตมป์เท่านั้น
ที่มา - Engadget
- 12 comments
- 518 reads
- Read more
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวานนี้ ทำให้เกิดความกังวลถึงปริมาณอุปทานของสินค้าหลายอย่างซึ่งมีฐานการผลิตหลักในญี่ปุ่น ซึ่งชิปหน่วยความจำก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะสินค้าอย่างหน่วยความจำแฟลชแบบ NAND ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ซึ่งปัจจุบันบริษัท Toshiba ซึ่งพาร์ทเนอร์การผลิตร่วมกับ SanDisk มีส่วนแบ่งการตลาดของหน่วยความจำแฟลชถึง 35%
โฆษกของ Toshiba กล่าวว่าบริษัทกำลังตรวจสอบความเสียหายของโรงงานต่างๆอยู่ บางโรงงานมีปัญหาเรื่องระบบไฟฟ้า แต่ส่วนใหญ่สามารถเริ่มการผลิตได้ตามปกติแล้ว ส่วนที่น่ากังวลมากกว่าคือปัญหาการขนส่งสินค้าเนื่องจากทุกเส้นทางทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศล้วนได้รับความเสียหาย
นักวิเคราะห์มองว่าปัญหาสินค้าขาดแคลนน่าจะมีผลเพียงช่วงสั้นๆ เพราะโรงงานในญี่ปุ่นล้วนออกแบบมาเพื่อรองรับแผ่นดินไหวอยู่แล้ว อีกทั้งช่วงครึ่งปีแรกความต้องการสินค้าในตลาดอิเล็กทรอนิกส์จะไม่สูงอยู่แล้ว
ที่มา: The Wall Street Journal
- 18 comments
- 675 reads
การฝังไมโครชิพเพื่อติดตามสัตว์ไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างกทม.เองก็เคยมีแผนจะฝังไมโครชิพในสุนัข แต่ตอนนี้อินโดนีเซียมาแปลกจะฝังชิพในคน และที่สำคัญเป็นคนไข้โรคเอดส์ด้วยครับ
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า จังหวัดปาปัวของอินโดนีเซีย กำลังจะพิจารณากฎหมายการฝังชิพในคนไข้โรคเอดส์ โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงที่จะไปติดคนอื่นสูง เพื่อที่จะดูกิจกรรมของผู้ป่วย
"มันเป็นเทคโนโลยีง่ายๆ ที่ทางการจะใช้สอดส่องผู้ป่วยโรคเอดส์" John Managsang ผู้เสนอกฎหมายกล่าว นอกจากนี้ เขายังให้สัมภาษณ์ว่าหากผู้ป่วยไปมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ได้เป็นโรค จะยังต้องถูกทำโทษอีกด้วย
อย่างไรก็ดี Constan Karma ผู้บริหารของคณะกรรมการโรคเอดส์ในจังหวัดปาปัว ไม่เห็นด้วยเนื่องจากจะเป็นการจำกัดสิทธิมนุษยชน ถึงแม้ว่าสถานการณ์โรคเอดส์ในจังหวัดปาปัวของอินโดนีเซีย มีผู้ป่วยติดเชื้อเกือบ 20 เท่าเมื่อเทียบกับทั้งประเทศก็ตาม
ส่วนตัวผมเห็นว่างานนี้ Managsang คงเละ... สำหรับในไทยจากข้อมูลของ UNAIDS อินโดนีเซียทั้งประเทศมีผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ 0.2% ส่วนไทย 1.4% -- อาจดูเหมือนว่าคนไทยเป็นเยอะกว่า แต่ในทางกลับกันหมายความว่าคนไทยรอดมากกว่า ก็ได้
- 7 comments
- 2157 reads
ชิพส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะสามารถหักหรือแตกได้ง่ายดาย แต่ชิพซิลิคอนสามารถที่จะโค้งงอ ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเครื่องมือิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆได้
ชิพที่มีความยืดหยุ่นนี้ สามารถนำไปใช้ในการปลูกถ่ายสมอง การติดตามสุขภาพหรือเสื้อผ้าอัจฉริยะ โดยเจ้าชิพนี้ประกอบด้วย วัสดุที่คล้าย concertina ถักทอบนพันธะของซิลิคอนบนแผ่นยาง และได้ตีพิมพ์ลงวารสารอย่าง Science
ซึ่งการที่ชิพรุ่นที่มีมามีลักษณะแข็งจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมาฝังในร่างกายมนุษย์ที่มีพื้นผิวไม่ราบเรียบตามอวัยวะต่างๆ การที่ชิพมีความยืดหยุ่นจึงทำให้สามารถมาประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย เช่นการปลูกถ่ายอวัยะต่างๆ ซึ่งตอนนี้หนึ่งในทีมวิจัยได้คิดที่จะมาประยุกต์ใช้กับถุงมือผ่าตัด ที่ทำให้ถุงมือรับรู้ถึงสัญญาณชีพ ระดับออกซิเจน ความดันเลือด
ที่มา - foosci.com via bbc.co.uk
- 11 comments
- 909 reads
STMicro บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ชิปชั้นนำจากยุโรป (พัฒนาร่วมกับห้องปฏิบัติการ Veredus ในสิงคโปร์) ประกาศว่าได้พัฒนาชิปที่สามารถตรวจจับเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงไข้หวัดนก H5N1
โดยชิป Vereflu นี้มีขนาดเล็กเท่าเล็บหัวแม่มือ ทำงานโดยการตรวจจับสารก่อโรค (pathogens) และสารพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆในเลือดหรือสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกได้ในการตรวจครั้งเดียว โดยใช้เวลารอผลเพียงสองชั่้วโมง ตามข่าวระบุว่าชุดตรวจไข้หวัดที่ใช้อยู่ปัจจุบันสามารถตรวจได้ครั้งละ 1 สายพันธุ์เท่านั้น และกว่าจะรู้ผลก็ใช้เวลาเป็นวันถึงเป็นอาทิตย์
ซึ่งนอกจากจะนำไปใช้ตามโรงพยาบาลเพื่อตรวจผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อแล้ว ก็น่าจะเอาไปใช้ตรวจผู้โดยสารตามด่านตม.ในสนามบินได้ด้วย เวลามีการระบาดขึ้นที่ไหนก็น่าจะคัดกรองผู้โดยสารได้สะดวกมากขึ้น (แต่เสียเวลาตรวจ 2 ชม. ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน)
ที่มา: [Reuters](http://www.reuters.com/article/scienceNews/idUSSIN21726520080324 “Reuters”)
- 1 comment
- 782 reads






