บล็อก Building Windows 8 เผยข้อมูลเกี่ยวการเชื่อมต่อระหว่าง Windows 8 กับ "เซ็นเซอร์" แขนงต่างๆ ที่อยู่ในอุปกรณ์นานาชนิด
- เซ็นเซอร์มาตรฐานที่ Windows 8 รองรับได้แก่ ambient light sensor (ALS) ที่ช่วยปรับความสว่างหน้าจอตามแสงภายนอก และข้อมูลจาก accelerometer ที่คอยปรับหน้าจอเป็นแนวตั้ง-นอน อันนี้คงไม่ต่างจากระบบปฏิบัติการอื่นๆ
- แต่ที่เป็นประเด็นยืดยาวคือ เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว 3 ประเภท ได้แก่ 3D accelerometer (วัดความเร่ง 3 แกน), 3D magnetometer (วัดสนามแม่เหล็ก 3 แกน) และ gyro sensor วัดการหมุน
- บล็อกของไมโครซอฟท์อธิบายแนวคิดของเซ็นเซอร์ทั้ง 3 ชนิดนี้ และบอกข้อจำกัดของการใช้เซ็นเซอร์แต่ละตัวว่า ไม่สามารถวัดการเคลื่อนไหวได้ละเอียดเท่าที่ควร โดยเฉพาะถ้าต้องการการตอบสนองในเวลาที่จำกัด
- ทางออกของไมโครซอฟท์คือนำข้อมูลจากเซ็นเซอร์ทั้ง 3 ชนิดมารวมกัน จะวัดความเคลื่อนไหวได้ 9 มิติ ไมโครซอฟท์เรียก API ตัวนี้ว่า “9-axis sensor fusion” ซึ่งเป็น API มาตรฐานของ WinRT และแอพใดๆ สามารถเรียกใช้ได้เลย
- ข้อดีของ 9-axis sensor fusion คือการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ไมโครซอฟท์จะทำมาให้เสร็จ แอพไม่ต้องไปคิดคำนวณเอง (แต่จะใช้ raw data ก็ย่อมได้) แถมการประมวลผลจะอยู่ในระดับฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์ ไม่ต้องเปลืองพลังของซีพียูมาคำนวณอีกทีหนึ่ง
- 11 comments
- 900 reads
- Read more
ก่อนหน้านี้เราเคยเห็น ข่าวลือ เรื่องนี้มาก่อนแล้ว ล่าสุดบล็อก Building Windows 8 ของไมโครซอฟท์เพิ่งออกมาเปิดเผยข้อมูลของมันอย่างเป็นทางการ
อธิบายแบบสั้นๆ คือ Windows 8 จะมีระบบไฟล์ (file system) แบบใหม่ที่เป็นภาคต่อของ NTFS ที่ใช้กันมานาน ระบบไฟล์ตัวใหม่มีชื่อเรียกว่า Resilient File System หรือตัวย่อ ReFS ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นที่ความเหนียวแน่น (resilence) ของมันในการรับมือกับปัญหาระบบไฟล์พัง
ReFS จะเสร็จพร้อมใช้ใน Windows 8 แต่ไมโครซอฟท์พยายามปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นในขั้นแรก มันจะถูกใช้กับ Windows Server 8 ก่อนเฉพาะในพาร์ทิชันเก็บข้อมูล จากนั้นในอนาคตข้างหน้า ไมโครซอฟท์จะเพิ่มมันเข้ามาใน Windows Client รุ่นหน้า (อาจจะเป็น Windows 9) ในฐานะระบบไฟล์สำหรับเก็บข้อมูลเช่นกัน และสุดท้ายมันจะเข้ามาทดแทน NTFS อย่างสมบูรณ์ในพาร์ทิชันที่วินโดวส์ติดตั้งอยู่ (boot partition)
- 6 comments
- 3821 reads
- Read more
ในที่สุดซัมซุงก็พูดถึงอนาคตของระบบปฏิบัติการอีก 2 ตัวที่ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง นั่นคือ bada ที่ทุกคนรู้จักกันดี และ Tizen ที่จับมือกับอินเทล สืบทอดตำนานจาก MeeGo
Tae-Jin Kang ผู้บริหารของซัมซุงให้สัมภาษณ์ที่ CES เปิดเผยว่ากำลังรวม bada กับ Tizen เข้าด้วยกัน เขาบอกว่ายังไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะเสร็จเมื่อใด แต่เมื่อรวมกันเรียบร้อย Tizen จะสามารถรันแอพที่สร้างจาก bada SDK ได้
หลังจากรวมสองระบบเข้าด้วยกัน นักพัฒนาจะมี SDK และ API ชุดเดียว (ไม่ว่าจะมาจากสาย bada หรือ Tizen)
อย่างไรก็ตาม Kang ยอมรับว่าซัมซุงยังไม่ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะวางตัว bada กับ Tizen อย่างไรดี เขาบอกว่า bada อาจจะจับมือถือตลาดล่างที่ใช้ซีพียูคอร์เดี่ยว และ Tizen จับมือถือตลาดบนที่ไม่ได้ใช้ Android/Windows Phone
เขายังทิ้งท้ายว่าเราจะได้เห็นมือถือ Tizen 1-2 รุ่นในปีนี้ และบอกว่า Tizen จะยังไม่ใช่ระบบปฏิบัติการหลักของซัมซุงในอนาคตอันใกล้
ที่มา - Forbes
- 7 comments
- 2489 reads
วันนี้ (12 มกราคม 2012) เว็บไซต์ The H Online ได้รายงานว่าเคอร์เนลลินุกซ์รุ่น 3.3 ตัวล่าสุดที่อยู่ใน Git ของสายพัฒนาหลัก (main Linux development tree) มีซอร์สโค้ดเป็นจำนวน 15,046,951 บรรทัด ตัวเลขนี้นับรวมพวก comments, blank lines, documentation, scripts และ userland tools ที่รวมอยู่ในเคอร์เนลทั้งหมด เป็นครั้งแรกที่จำนวนบรรทัดของซอร์สโค้ดเคอร์เนลลินุกซ์ทะลุหลักตัวเลข 15 ล้าน นับเป็นจุดหลักสำคัญอีกครั้งของโครงการลินุกซ์
- 13 comments
- 1944 reads
- Read more
สองเดือนกว่าๆ หลังการเปิดโครงการ Tizen จากค่ายอินเทลที่จับมือกับซัมซุง ตอนนี้ซอร์สโค้ดรุ่นแรกก็ออกมาให้ใช้งานกันแล้ว พร้อมกับข่าวลือว่าทางซัมซุงจะสร้างมือถือ I9500 ที่เป็น Tizen ที่อาจจะออกมาเปิดตัวในงาน MWC 2012
Tizen ในตอนนี้เป็นระบบปฎิบัติการที่เปิด API ให้กับแอพพลิเคชั่นเฉพาะ Web API เท่านั้น ข้อดีที่เราน่าจะได้เห็นคือแอพพลิเคชั่นใช้งานทั่วไปแบบต่างๆ น่าจะพัฒนาได้ง่ายมากเพราะมีพื้นฐานจากการพัฒนาเว็บทั้งหมด ปัญหาคือชุดพัฒนาตอนนี้ยังไม่รองรับแอพพลิเคชั่นแบบ native ทำให้การเปิดตัวอาจจะขาดเกมไปจำนวนมาก
ขณะที่ I9500 นั้นก็ยังไม่มีข้อมูลว่าจะใช้ซีพียูตระกูลใด หากใช้ Medfield ของอินเทลก็อาจจะเป็นครั้งแรกที่อินเทลขายชิป x86 ให้กับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ได้ นอกเหนือจากที่พัฒนาแล้วไม่มีการผลิตขายจริง
ชุดเครื่องมือพัฒนาของ Tizen นั้นสร้างบนฐานของ Eclipse เช่นเดิม แต่ตัว emulator นั้นเป็น virtual machine ในสถาปัตยกรรม x86 ทำให้น่าจะทำความเร็วได้ดีกว่าฝั่ง Android มาก
- 15 comments
- 2946 reads
- Read more
โครงการลินุกซ์นั้นที่จริงแล้วเป็นผู้ดูแลตัวเคอร์เนลเป็นหลัก และเมื่อวานนี้เคอร์เนลรุ่น 3.2 ก็ออกมาแล้ว โดยมีฟีเจอร์สำคัญๆ หลายอย่าง
- Ext4 เพิ่มขนาดบล็อคสูงสุด: แต่เดิม Ext4 จะรองรับขนาดบล็อคสูงสุดที่ 4KB ทำให้เสียเวลาจองพื้นที่ขนาดใหญ่ๆ ค่อนข้างมาก ค่าสูงสุดถูกปรับให้ไปได้ถึง 1MB แล้วในรุ่นนี้
- กำหนดโควต้าซีพียูให้กับโปรเซส: แม้ลินุกซ์จะมีความสามารถในการกำหนดความสำคัญ ในการประมวลผลได้เสมอมา (ผ่าน nice) แต่ไม่สามารถกำหนดเพดานการใช้งานซีพียูได้ มารอบนี้จะสามารถกำหนดการใช้งานว่าจะใช้เป็นเวลาเท่าใหร่ในช่วงเวลาที่กำหนด ฟีเจอร์นี้น่าจะมีประโยชน์มากกับบริการเว็บโฮสต์บางที่ที่แยกโปรเซสของเว็บเซิร์ฟเวอร์ให้แต่ละเว็บ ที่จะสามารถบีบการใช้งานของแต่ละเว็บตามโควต้าได้แล้ว
- TCP Proportional Rate Reduction: ถ้าใครเรียนวิชาเน็ตเวิร์คมาในมหาวิทยาลัย กระบวนการดันความเร็วของ TCP นั้นคือการส่งข้อมูลเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแพ็กเก็ตเริ่มหาย (RFC2988) ซึ่งมีข้อเสียคือการเข้าสู่จุดที่ความเร็วพอดีนั้นทำได้ช้า แต่ข้อเสนอใหม่จากกูเกิลที่ตั้งชื่ออัลกอลิธึ่มว่า "Proportional Rate Reduction" เพิ่งได้รับการเสนอเข้า IETF เมื่อกลางปีที่แล้ว และตอนนี้ลินุกซ์ก็รองรับแล้ว
- Cross memory attach: เพิ่มช่องทางการเขียนเมมโมรีข้ามโปรเซสโดยตรง โดยไม่ต้องเขียนผ่าน shared memory อีกต่อไป กระบวนการนี้จะทำให้งานที่ต้องการสื่อสารข้ามโปรเซสทำงานได้เร็วขึ้น
ฟีเจอร์เต็มๆ และรายการแก้บั๊กอื่นๆ อยู่ในที่มา ส่วนถ้าใครอยากลอง เร็วๆ นี้น่าจะเริ่มมีดิสโทรต่างๆ คอมไพล์รุ่นทดสอบมาให้ลองกันในไม่กี่วันนี้
ที่มา - Kernel Newbies
- 14 comments
- 2134 reads
หลังจาก Dianne Hackborn วิศวกรกูเกิลออกมาอธิบายเหตุผลทางเทคนิคว่าทำไม Android ไม่ลื่น ก็มีคนมาร่วมแจมมากมาย ความเห็นที่น่าสนใจเป็น "อดีต" เด็กฝึกงานคนหนึ่งของกูเกิลชื่อ Andrew Munn ซึ่งเขาเคยทำงานในทีม Android เสียด้วย
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาหลัก ควรดูประวัติของ Andrew Munn กันก่อนนะครับ ตอนนี้เขาเป็นนักศึกษาด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ปี 3 เคยฝึกงานกับบริษัทมาแล้วหลายแห่ง ได้แก่ Amazon, Google, Xtreme Labs และล่าสุดเขาจะไปฝึกงานกับทีม Windows Phone ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้
- 73 comments
- 6704 reads
- Read more
เว็บไซต์ WinRumors รายงานข่าวที่ยังไม่ยืนยันว่า Windows Server 8 (ชื่อจริงอาจจะใช้เป็น Windows Server 2013) จะใช้ระบบไฟล์แบบใหม่ที่ชื่อ Resilient File System (ย่อว่า ReFS)
ตามข่าวบอกว่าเดิมทีไมโครซอฟท์พัฒนาระบบไฟล์ตัวใหม่ชื่อ Monolithic NTFS (MNTFS) และโค้ดเนม "Protogon" แต่สุดท้ายเปลี่ยนชื่อมาเป็น ReFS แทน ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดของมันออกมามากนัก บอกเพียงแค่ว่ามันนำแนวคิดหลายอย่างที่ไมโครซอฟท์เคยจะทำใน WinFS สมัย Longhorn แต่สุดท้ายล้มโครงการนี้ไป
ReFS จะเน้นความยืดหยุ่นตามชื่อของมัน และจะมีฟีเจอร์หลายอย่างที่ป้องกันไม่ให้ปัญหาด้านฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ไม่กระทบระบบไฟล์มากนัก มันออกแบบมาสำหรับงานเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น ซึ่ง Windows 8 จะไม่ได้ใช้ระบบไฟล์แบบนี้
ที่มา - WinRumors
- 8 comments
- 2174 reads
ไมโครซอฟท์โพสต์บล็อก Building Windows 8 ตอนล่าสุด พูดถึงนโยบายการบูตเครื่องใหม่หลังอัพเดตแพตช์ต่างๆ ผ่านบริการ Windows Update ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ารำคาญของผู้ใช้วินโดวส์มาโดยตลอด ซึ่งใน Windows 8 จะลดความถี่ของการบูตเครื่องใหม่ลงไปมาก
นโยบายใหม่ด้านการรีบูตเครื่องหลังอัพเดต แบบสรุปรวบรัด
- Windows 8 จะบังคับให้เราบูตเครื่องใหม่ เฉพาะเมื่อมีอัพเดตด้านความปลอดภัยเท่านั้น ตามธรรมเนียมของไมโครซอฟท์จะออกอัพเดตความปลอดภัยทุกวันอังคารที่สองของเดือน นั่นแปลว่าเราจะต้องบูตใหม่อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง (แต่ถ้าผู้ใช้อยากรีบูตก่อนเอง ก็ทำได้ตามปกตินะครับ)
- ในกรณีที่มีอัพเดตด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่แก้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย Windows 8 จะสะสมไปรอบูตพร้อมกันทีเดียวทุกเดือน
- ในกรณีพิเศษจริงๆ ที่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยแบบฉุกเฉิน (เช่น แก้เวิร์ม) Windows 8 จะบังคับผู้ใช้บูตเครื่องก่อนกำหนด 1 เดือน
- ในกรณีที่ต้องบูต Windows 8 จะแจ้งข้อความเตือนหน้า login screen โดยจะแสดงเป็นเวลา 3 วันก่อนบังคับให้รีบูต และกรณีที่เรารันงานทิ้งไว้หรือมีงานที่ไม่ได้เซฟ (ล็อคหน้าจอทิ้งไว้) Windows 8 จะเลื่อนการบูตออกไปจนกว่าเราจะกลับมาล็อกอินเข้าระบบอีกครั้ง
- 11 comments
- 3790 reads
- Read more
ไมโครซอฟท์เผยแผนการออก Windows Embedded รุ่นหน้า ซึ่งจะวางกำหนดการณ์ให้สอดคล้องกับ Windows 8
- Windows Embedded Enterprise (สำหรับ ATM และตู้ kiosk) ออก 1 ไตรมาสหลังจาก Windows 8
- Windows Embedded Standard (สำหรับพีซีและอุปกรณ์ทั่วไป) ออก 3 ไตรมาสหลังจาก Windows 8 (จะออกรุ่นพรีวิวในไตรมาสแรกของปี 2012)
- Windows Embedded Compact ออกครึ่งหลังของปี 2012
สำหรับ Windows Embedded Standard จะสนับสนุนซีพียูตระกูล ARM ด้วย ทั้งนี้ไมโครซอฟท์ยังไม่บอกนะครับว่า Windows 8 จะออกเมื่อไร
ที่มา - Microsoft, Computerworld
- 9 comments
- 2396 reads
หลังจากประกาศแนวทางพัฒนาไปแล้ว ในที่สุดทีมงานก็ได้ปล่อย Linux Mint 12 RC โค้ดเนม "Lisa" ออกมา ให้ผู้ที่ติดตามได้ลองใช้ ก่อนที่จะปล่อยเวอร์ชันจริงประมาณวันที่ 20 เดือนนี้
โดยสิ่งที่เพิ่มมาใหม่คือ
- Gnome 3 ที่มาพร้อมกับ Mint Gnome Shell Extensions (MGSE) เพื่อคงความเป็น Gnome 2 ไว้
- MATE ที่เป็นการนำ Gnome 2.32 มาพัฒนาต่อเพื่อให้ติดตั้งร่วมกับ Gnome 3 ได้
- หน้าตาที่ปรับปรุงจากรุ่นเดิม โดยใช้ธีมใหม่ที่มีชื่อว่า Mint-Z
- Duck Duck Go เสิร์ชเอ็นจินที่ทีมงานพัฒนาขึ้นมาเองและตั้งให้เป็นค่าเริ่มต้น
- 7 comments
- 3097 reads
- Read more
ระบบปฏิบัติการ Mac OS X 10.7 Lion ที่ขายผ่านช่องทาง Mac App Store มียอดขายในช่วงแรกน่าตื่นตา (ข่าวเก่า: Mac OS X Lion หนึ่งวัน หนึ่งล้านชุด) แต่ตัวเลขล่าสุดจากบริษัทวิจัย Chitika Insights กลับพบว่า Lion มีส่วนแบ่งตลาดเฉพาะใน Mac OS X รุ่นต่างๆ เริ่มคงตัว ไม่โตขึ้นแบบก้าวกระโดดแล้ว
ตัวเลขของ Chitika Insights บอกว่าปัจจุบัน Lion มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 16% ของ Mac OS X ทั้งหมด โดยอันดับหนึ่งยังเป็นของ 10.6 Snow Leopard ที่ประมาณ 56% และตามด้วย 10.5 Leopard ที่ 22%
แต่เมื่อดูส่วนแบ่งตลาดย้อนหลังเทียบกับเวลา (โดยอิงจากสถิติการเข้าชมเว็บไซต์ด้วย Lion) พบว่าส่วนแบ่งของ Lion เติบโตช้ามากในช่วงหลังๆ คือ เติบโต 0.98% ในเดือนกันยายน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านั้น (มิถุนายน-กันยายน) ที่โต 4.05% ต่อเดือน
- 30 comments
- 3167 reads
- Read more
หลังจากที่พรีวิวความสามารถในงาน Oracle OpenWorld เมื่อเดือนก่อน วันนี้ Solaris 11 ออกรุ่นจริงแล้ว
ของใหม่ในรุ่นนี้เป็นความสามารถด้าน virtualization, ความปลอดภัย, ประสิทธิภาพ, ความสะดวกในการจัดการ ฯลฯ ที่น่าสนใจคือออราเคิลเลือกใช้คำว่า "the First Cloud OS" เพื่อเกาะกระแสกลุ่มเมฆที่กำลังมาแรง และเน้นฐานลูกค้าสำคัญของ Solaris ที่มักนำมาใช้เป็นระบบปฏิบัติการเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่
Solaris ถือเป็นจิ๊กซอสำคัญอีกตัวของออราเคิล ที่ต้องการสร้าง "โซลูชันครบวงจร" แก่ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ การซื้อกิจการซันทำให้ออราเคิลมีระบบปฏิบัติการของตัวเองไปแข่งกับ IBM/HP ได้ และแน่นอนว่า Solaris 11 ย่อมถูกปรับแต่งมาอย่างดีให้รันซอฟต์แวร์องค์กรของออราเคิลได้อย่างราบรื่น
ที่มา - Oracle Press
- 6 comments
- 1847 reads
Free Software Foundation (FSF) ในฐานะผู้ดูแลสัญญาอนุญาต (license) ยอดนิยมหลายตัว ได้ออกแถลงการณ์ให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ตื่นตัวต่อฟีเจอร์ Secure Boot ที่ไมโครซอฟท์ต้องการให้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ (OEM) เปิดใช้ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดตั้งและบูตเข้าสู่ Windows 8 ได้อย่างปลอดภัย
Secure Boot คือ UEFI ในฐานะตัวโหลดระบบปฏิบัติการ ซึ่งจะทำงานร่วมกับชิป Trusted Platform Module (TPM) ในการตรวจสอบว่าระบบปฏิบัติการมีอะไรปนเปื้อน (เช่น มัลแวร์) หรือไม่ ผ่านการเช็คคีย์ (PKI) ของไฟล์อิมเมจระบบปฏิบัติการ เพื่อป้องกันมัลแวร์หรือการโจมตีที่เข้ามาแก้ไฟล์ระบบปฏิบัติการ เพื่อปิดความสามารถด้านความปลอดภัยของระบบปฏิบัติการตั้งแต่ตอนบูตเครื่อง สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเชิญอ่านได้จากข่าวเก่า
เนื่องจาก Secure Boot อาจทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการอื่นได้ FSF ยื่นข้อเสนอว่า ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์จะต้องยอมให้ผู้ใช้สามารถปิดฟีเจอร์ดังกล่าวหรือแนะนำการติดตั้งและรันระบบปฏิบัติการที่ผู้ใช้ต้องการได้ FSF ยังเปิดให้ลงชื่อร่วมกับแถลงการณ์ดังกล่าว ซึ่งระบุไว้ว่า FSF และผู้ลงชื่อจะไม่ซื้อหรือแนะนำคอมพิวเตอร์ที่จำกัดเสรีภาพของผู้ใช้ และพวกเขาจะกระตุ้นผู้คนอย่างสม่ำเสมอให้หลีกเลี่ยงการใช้ระบบเหล่านั้น
ไมโครซอฟท์ได้แถลงไปก่อนหน้านี้ว่า Windows 8 จะรองรับทั้ง BIOS และ UEFI และฟีเจอร์ Secure Boot นี้ไม่ได้ปิดกั้นการลงระบบปฏิบัติการอื่นๆ (เช่น ลินุกซ์) แต่อย่างใด ผู้ใช้ยังมีสิทธิควบคุมเครื่องของตัวเองเหมือนเดิม
- 30 comments
- 3498 reads
หนึ่งในระบบปฏิบัติการเก่าแก่ของโลกนอกจากยูนิกซ์, วินโดวส์, แมคอินทอช ยังมี Amiga ที่แม้จะมีชื่อเสียงสู้ผู้เล่นหลักๆ ไม่ได้ แต่ถ้ามีอายุสักยี่สิบห้าปีขึ้นไปก็น่าจะเคยผ่านช่วงรุ่งเรืองของ Amiga มาบ้าง
AmigaOS นับเป็นระบบปฏิบัติการแรกๆ ที่รองรับระบบมัลติทาสกิง, ส่วนติดต่อผู้ใช้แบบกราฟิก, วิตเจ็ต, การทำงานแบบหน้าต่าง ฯลฯ
ครั้งสุดท้ายที่โลกได้เห็น AmigaOS คือเจ็ดปีที่แล้วกับ AmigaOS 4 ที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับแมคอินทอช
และล่าสุด Hyperion Entertainment บริษัทผู้พัฒนาได้เผยอย่างไม่เป็นทางการว่าเตรียมวางขายอุปกรณ์ซึ่งทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ AmigaOS 4.x โดยขั้นตอนการพัฒนาฮาร์ดแวร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนวันวางจำหน่ายยังไม่เปิดเผย
ที่มา - Slashdot, Amigaworld
- 20 comments
- 3232 reads









