JOPUX ย่อมาจาก JOhan Palmaer UX (ชื่อผู้สร้าง) เป็นโอเพนซอร์สลินุกซ์ดิสทริบิวชันที่สร้างขึ้นจาก SUSE Studio บนพื้นฐาน openSUSE (64-bit) และ GNOME เดสก์ท็อป โดยผู้ใช้สามารถเลือก appliance สำเร็จรูปมาใช้งานได้อย่างเหมาะสม เช่น สำหรับเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูล, สำหรับเซิร์ฟเวอร์สำนักงาน เป็นต้น
JOPUX แบ่ง appliance ออกเป็น 2 ประเภท คือ ถ้าต้องการใช้งานแบบรวดเร็วเลือก FE=Foundation Editon หรือหากต้องการโคลนและปรับแต่งเลือก CE=Community Edition ตัวอย่าง appliance สำเร็จรูป เช่น
- กลุ่ม Data Server Suite ได้แก่ File server, SQL Database Server, NoSQL Database Server
- กลุ่ม Application Server Suite ได้แก่ Python Server, Ruby Server, LAMP server, Java EE Server
- กลุ่ม BI Server Suite ได้แก่ Analysis Server, Data Integration Server
- กลุ่ม Infrabasic Server Suite ได้แก่ DHCP and DNS server, Gateway Server, Printer Server, Mail Server, Cluster Server
สำหรับผู้ใช้ลินุกซ์ openSUSE อยู่แล้วคงชอบเพราะ JOPUX ทำให้การติดตั้งเซิร์ฟเวอร์โซลูชันนั้นเป็นเรื่องง่ายขึ้น
ที่มา - Jopux.org, SUSE Studio
Ubuntu 13.04 Raring Ringtail ออกรุ่น Beta เพื่อทดสอบระบบ ก่อนออกรุ่นสมบูรณ์วันที่ 18 เมษายนนี้ ของใหม่ได้แก่
- Unity Launcher สามารถ scroll ที่ตัวไอคอนเพื่อสลับหน้าต่าง (กรณีแอพเดียวแต่เปิด 2 หน้าต่างขึ้นไป) ได้แล้ว
- เปลี่ยนไอคอนของแอพสำคัญๆ เช่น Dash, File Manager, Workspace, Software Center
- เปลี่ยนสไตล์ของเมนู Shutdown/Logout ใหม่
- Unity Launcher สามารถย่อขนาดลงได้เล็กสุด 8px จากเดิม 32px
- ปรับปรุงประสิทธิภาพของ Dash และเพิ่ม scrollbar แบบ overlay
- ถอดแอพทวิตเตอร์ Gwibber ออก เตรียมเปลี่ยนเป็นแอพตัวใหม่ Friends-App ในอนาคต
ที่มา - Webupd8, OMG Ubuntu
หลังจาก Ubuntu หันไปทำระบบเดสก์ท็อป Unity ของตัวเองโดยไม่ใช้ GNOME 3 ตัวเต็ม (อย่างที่เคยเป็นในยุค GNOME 2) ทำให้มีนักพัฒนากลุ่มหนึ่งพยายามผลักดันให้มี Ubuntu เวอร์ชัน GNOME 3 ด้วย (เช่นเดียวกับ Kubuntu หรือ Xubuntu ที่ใช้ระบบเดสก์ท็อปแบบอื่น) ผลคือโครงการ GNOMEbuntu ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Ubuntu GNOME อีกทีหนึ่ง
ล่าสุด Ubuntu GNOME ได้รับอนุมัติจากโครงการ Ubuntu ให้เป็นดิสโทรย่อยอย่างเป็นทางการแล้ว นั่นแปลว่าโครงการ Ubuntu GNOME จะได้รับการสนับสนุนและเข้าถึงทรัพยากรด้านเซิร์ฟเวอร์ของ Canonical เช่นเดียวกับโครงการดิสโทรย่อยตัวอื่นๆ
Ubuntu GNOME 13.04 ที่จะออกในเดือนหน้าจะใช้ GNOME 3.6 ไปก่อน (เพราะ Ubuntu 13.04 จะอิงกับ GNOME 3.6) และจะมี GNOME 3.8 รุ่นล่าสุดให้ลองใช้ผ่าน PPA แทน
ที่มา - Ubuntu mailing list, OMG Ubuntu, WebUpd8
หลังจาก Fedora 18 เลื่อนแล้ว เลื่อนอีก มาหลายรอบ การรอคอยก็สิ้นสุดเมื่อโครงการ Fedora ประกาศออก Fedora 18 เป็นที่เรียบร้อย
Fedora 18 โค้ดเนม "Spherical Cow" ยังเลือกใช้ GNOME 3.6.2 เป็นเดสก์ท็อปหลักเช่นเดิม แต่ในรุ่นนี้เปิดให้ใช้ MATE (โครงการแยกของ GNOME 2 ที่ริเริ่มโดย Linux Mint) เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งด้วย
ของใหม่อย่างอื่นได้แก่รองรับ Samba 4 และ Windows Active Directory มาตั้งแต่ต้น, เปิดใช้ Avahi สำหรับเครื่องพิมพ์ที่แชร์ภายในองค์กร, NetworkManager รองรับการทำ hotspot, รองรับ Secure Boot หรือ UEFI ที่เริ่มพบในฮาร์ดแวร์ Windows 8 เป็นต้น
ที่มา - TechRepublic, ZDNet
หลังจากปล่อย Release Candidate มาได้ไม่นาน (ข่าวเก่า) ตอนนี้ Linux Mint 14 โค้ดเนม Nadia ก็ปล่อยตัวจริงให้ได้อัพเดตกันแล้ว ทั้งเวอร์ชัน Cinnamon 1.6 และ MATE 1.4
นักพัฒนากล่าวว่า Cinnamon 1.6 จะเสถียรกว่ารุ่นก่อน ๆ ซึ่งนอกจากนั้น ฟีเจอร์เด็ดคือสามารถตั้งชื่อ workspace ได้ และขณะสลับ workspace จะขึ้นชื่อ workspace มา ทำให้สะดวกขึ้น และเปลี่ยนมาใช้ระบบจัดการไฟล์ Nemo แทน Nautilus
applet ใหม่ ๆ ทำให้เดสก์ทอปใช้งานได้สะดวกขึ้น เช่น Window Quick-List จะแสดงหน้าต่างทั้งหมด เรียงตาม workspace, Notification เก็บการแจ้งเตือน และ Brightness ปรับแสงหน้าจอได้สะดวกมากขึ้น MintStick อนุญาตให้เขียนอิมเมจไฟล์ลงบนแฟลชไดรฟ์ได้ ส่วน Gedit 3 ที่มากับ GNOME 3 ถูกแทนด้วย Gedit 2.30 เพราะนักพัฒนาบอกว่าเวอร์ชันนี้สมบูรณ์และเสถียรที่สุดแล้ว
ส่วน MATE 1.4 ทั้งบลูทูธและ GNOME Keyring จะทำงานได้ดีขึ้น ส่วนระบบจัดการไฟล์ Caja รองรับ Dropbox สามารถเปรียบเทียบไฟล์ได้โดยตรง และแก้บั๊กหลายจุด
Linux Mint 14 ก็ใช้ลินุกซ์เคอร์เนล 3.5 เช่นเดียวกับ Ubuntu 12.10 ที่ออกมาก่อนหน้าแล้ว
ตามไปดาวน์โหลดได้ ที่นี่
ที่มา - The H
Clement Lefebvre ผู้ก่อตั้งโครงการ Linux Mint ได้ประกาศว่า วันนี้ Linux Mint ปล่อยเวอร์ชัน 14 โค้ดเนม "Nadia" ซึ่งพัฒนาบนพื้นฐานของ Ubuntu 12.10 โดยมีสภาพแวดล้อมเดสก์ทอปให้เลือกทั้ง Cinnamon 1.6 ที่พัฒนาบนพื้นฐาน GNOME 3 และ MATE 1.4 ที่พัฒนาบนพื้นฐาน GNOME 2.x
นอกจากนั้น Lefebvre ยังกล่าวอีกว่า Linux Mint 14 ที่มาพร้อมกับ KDE และ Xfce มีแผนจะปล่อยในเดือนธันวาคมนี้ และ Nadia ยังเป็นรุ่นแรกของ Linux Mint ที่รวมระบบจัดการไฟล์แบบใหม่ชื่อว่า Nemo ซึ่งเป็นอีกแขนงหนึ่งของระบบจัดการไฟล์บน GNOME ชื่อ Nautilus แต่เนื่องจาก Nautilus ตัดฟีเจอร์สำคัญ ๆ ออกหมด กลายเป็นหน้าต่างเรียบ ๆ (ข่าวเก่า) จึงทำให้ทีมพัฒนา Linux Mint เลือกพัฒนาระบบจัดการไฟล์ของตนเองชื่อ Nemo ขึ้นมา
ส่วน MATE Display Manager (MDM) ที่เปิดตัวใน Linux Mint 13 มีพื้นฐานจาก GNOME Display Manager (GDM) มีฟีเจอร์ใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย เช่น MDM รองรับธีมของ GDM 2, รองรับไอคอนและรายการผู้ใช้ และปรับปรุงประสิทธิภาพในการสับเปลี่ยนผู้ใช้ และแก้บั๊กหลายรายการด้วย
ตามไปดาวน์โหลด Linux Mint 14 ได้ที่บล็อกของ Linux Mint
ที่มา - The H
ทีมพัฒนา openSUSE โครงการสถาปัตยกรรม ARM ประกาศปล่อยรุ่น openSUSE 12.2 สำหรับแพลตฟอร์ม ARM แล้ว ซึ่งพัฒนาอยู่บนพื้นฐานลีนุกซ์ดิสโทร openSUSE 12.2 ฮาร์ดแวร์แพลตฟอร์มที่สนับสนุน (อย่างเป็นทางการ) เช่น BeagleBoard, Panda Board และ VersatileExpress ร่วมถึงอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ เช่น Calxeda Highbank, i.MX53 Loco (IMX53QSB), CuBox และ Origen board
(หวังว่า) อนาคตอาจได้กิน Raspberry Pi อย่างเป็นทางการกับเขา
ดาวน์โหลดอิมเมจไฟล์ openSUSE 12.2 ARM
ที่มา - H-online ผ่าน openSUSE News
บริษัท Canonical เพิ่มหน้าจอบริจาคเงินสนับสนุนโครงการ Ubuntu ในหน้าดาวน์โหลดไฟล์ ISO เวอร์ชันเดสก์ท็อป (หน้านี้)
หน้าจอบริจาคนี้แบ่งเป็นหมวดต่างๆ เช่น บริจาคเงินสำหรับพัฒนาเดสก์ท็อป, มือถือและแท็บเล็ต, รองรับฮาร์ดแวร์เพิ่มเติม, สนับสนุนโครงการอื่นๆ อย่าง Kubuntu/Xubuntu เป็นต้น โดยเราสามารถเลือกบริจาคในแต่ละหมวดได้ตามใจชอบ หรือจะกดข้ามไม่บริจาคเลยก็ไม่มีปัญหา
Canonical ประกาศเรื่องนี้บนบล็อกของบริษัทว่า การบริจาคเงินถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับคนที่อยากมีส่วนร่วมกับ Ubuntu โดยอาจไม่ต้องสนับสุนเรื่องการเขียนโค้ดหรือส่งแพตช์ แต่เป็นการบริจาคเงินโดยตรงแทน
ที่มา - Canonical, OMG Ubuntu
Canonical ให้ข้อมูลวันออกรุ่นของ Ubuntu 13.04 หรือรุ่นโค้ดเนม R (ชื่อเต็มยังไม่ออก) มาแล้วครับ
โดยคร่าวๆ แล้ว Ubuntu 13.04 จะออกมาทั้งหมดสี่ครั้ง (รวมตัวจริง) ได้แก่
- Alpha 1 วันที่ 1 ธันวาคมปีนี้
- Alpha 2 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ปีหน้า
- Beta วันที่ 7 มีนาคมปีหน้า
- ตัวจริงวันที่ 25 เมษายนปีหน้า
และขณะนี้ Ubuntu 12.10 (Quantal Quetzal) อยู่ในสถานะรุ่น Beta และจะออกตัวจริงวันที่ 18 ตุลาคมครับ
ที่มา - Ubuntuclub, OMG! Ubuntu
การปรับปรุงในรุ่น 12.2 ที่สำคัญ ๆ มีดังนี้
- Linux 3.4 ทำให้การโอนข้อมูลทำได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลขนาดใหญ่
- GNOME 3.4 ที่ทำงานได้ลื่นไหลกว่าเดิม
- XOrg 1.12 ที่รองรับอุปกรณ์ multitouch
- glibc 2.15 เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบปฏิบัติการแบบ 64 บิต
- KDE 4.8.4 บน Qt 4.8.1 ทำให้เดสก์ท็อปทำงานได้ลื่นไหลขึ้น
- GRUB2 เป็นค่าเริ่มต้น
- LibreOffice 3.5 (เป็นรุ่น 3.5.4 ส่วนรุ่น 3.6 ยังอยู่ในหมวด unstable)
สามารถดาวโหลดได้ที่นี่ หรือถ้าใครใช้ openSUSE 12.1 อยู่แล้ว อ่านวิธีอัพเกรดได้ที่นี่
ที่มา: openSUSE News
Mandriva ลินุกซ์สัญชาติฝรั่งเศส (Mandrake เดิม) มีชะตาชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอดในช่วงหลัง เพราะบริษัทแม่ Mandriva SA มีปัญหาทางการเงินเรื้อรัง (จนทีมงานบางส่วนแยกไปทำดิสโทรใหม่ชื่อ Mageia)
ล่าสุดทาง Mandriva SA ประกาศปรับทิศทางของบริษัทอีกครั้ง โดยจะเปิดการพัฒนาดิสโทร Mandriva เป็นโครงการของชุมชน ที่ไม่ขึ้นกับบริษัท Mandriva SA อีกต่อไป (ลักษณะเดียวกับ Fedora ที่ไม่ได้ขึ้นกับ Red Hat)
กระบวนการเปิดการพัฒนาดิสโทรแก่ชุมชนจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า และเราน่าจะเห็นข่าวโครงการใหม่ช่วงเดือนหน้า
ที่มา - Mandriva Blog via Phoronix
ทีมงาน Ubuntu กำลังพิจารณากันว่าสุดท้ายแล้ว Ubuntu 12.04 Precise Pangolin ที่จะออกช่วงปลายเดือนนี้ จะใช้สถาปัตยกรรมแบบไหนเป็นหลักระหว่าง 32 หรือ 64 บิต (ข่าวเก่าเรื่องแผนการของ 12.04)
Ubuntu 12.04 จะยังมีรุ่น 32 บิตให้เลือกดาวน์โหลดเช่นเดิม เพียงแต่ทีมงานเสนอว่าปัจจุบันนี้ระบบปฏิบัติการแบบ 64 บิตสามารถทำงานแทนรุ่น 32 บิตได้เกือบหมดแล้ว ให้ประสิทธิภาพดีกว่า เห็นหน่วยความจำมากกว่า และปลั๊กอินสำคัญอย่าง Flash/Java บนลินุกซ์ก็มีรุ่น 64 บิตกันหมดแล้ว ดังนั้น Ubuntu อาจเสนอรุ่น 64 บิตให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดเป็น default แทน
ปัญหาของการใช้ระบบปฏิบัติการ 64 บิตยังติดอยู่ที่ฮาร์ดแวร์ x86 รุ่นเก่าๆ ที่ยังไม่รองรับ และคอมพิวเตอร์ที่มีแรมน้อยกว่า 2GB อาจมีปัญหาแรมไม่พอใช้ในบางกรณี
ที่มา - Phoronix
Ubuntu 12.04 เดินทางมาถึงรุ่น Beta 2 ซึ่งจะเป็นรุ่นสุดท้ายก่อนออกตัวจริงปลายเดือนเมษายน ของใหม่ได้แก่
- Unity เวอร์ชัน 5.8
- โปรแกรม Ubuntu One เวอร์ชันที่เขียนด้วย Qt
- เพิ่มโปรแกรมที่รองรับฟีเจอร์ Quicklist (เหมือน Jumplist ของ Windows 7)
- Unity รองรับการต่อออกสองจอแล้ว เลือกได้ว่าจะแสดง Unity Launcher ในจอไหนบ้าง
- ปรับปรุงแอนิเมชันของ HUD
- ปรับรุ่น LibreOffice และ Firefox
- เพิ่มแพกเกจจาก GNOME 3.4
ที่มา - OMG Ubuntu
Ubuntu 12.04 ออกรุ่น Beta 1 มาให้ทดสอบแล้ว ของใหม่ที่สำคัญในรุ่นนี้คือ เปลี่ยนเมนูบาร์เป็น HUD ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ถูกวิจารณ์มาก (ต้องลองกันเองว่าสุดท้ายจะดีแค่ไหน)
ฟีเจอร์ใหม่อย่างอื่นได้แก่ Video Lens ที่สามารถค้นวิดีโอจากเว็บได้, ตัวเลือก Privacy Options, เปลี่ยนมาเขียน Ubuntu One Client ด้วย Qt (เพื่อใช้บนวินโดวส์ด้วย), Firefox 11, LibreOffice 3.5
Ubuntu 12.04 จะออก Beta 2 ช่วงปลายเดือนมีนาคม และออกรุ่นจริงปลายเดือนเมษายนครับ
ที่มา - OMG Ubuntu
นับเวลาเกือบ 3 ปีหลังจากที่ได้ออกรุ่น SUSE Linux Enterprise 11 มา วันนี้ทาง SUSE ประกาศออกรุ่น Service Pack 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณสมบัติใหม่ๆ เช่น ปรับปรุงมาใช้ Linux kernel 3.0, สนับสนุน Btrfs filesystem และอื่นๆ
สามารถอ่านฟีเจอร์ทั้งหมดที่ Release Notes for SUSE Linux Enterprise Server 11 Service Pack 2 และ Release Notes for SUSE Linux Enterprise Desktop 11 Service Pack 2 หรือดาวน์โหลด SUSE Linux Enterprise 11 Service Pack 2 (ฟรีทดลองใช้ 60 วัน)
จากข่าวก่อนหน้านี้ ความนิยม Ubuntu ร่วง Linux Mint กลายเป็นดิสโทรยอดนิยม ซึ่งกระบวนการวัด "ความนิยม" อาจไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริงเท่าไรนัก เพราะวัดข้อมูลจากคนเข้าหน้าเว็บของดิสโทรแต่ละตัวบนเว็บ DistroWatch เท่านั้น
ทาง OMG Ubuntu ได้เสนอตัวชี้วัดที่น่าจะเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า นั่นคือสถิติคนเข้าเว็บในเครือ Wikimedia ซึ่งแยกสถิติของลินุกซ์แต่ละตัวอย่างละเอียด
- เดือนตุลาคม 2011: Ubuntu 16,924,000 ครั้ง, Mint 556,000 ครั้ง
- เดือนธันวาคม 2011: Ubuntu 29,432,000 ครั้ง, Mint 624,000 ครั้ง
จะเห็นว่าผู้ใช้ดิสโทรทั้งสองตัวเพิ่มขึ้น เพียงแต่ผู้ใช้ของ Ubuntu เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เยอะกว่ามาก (อาจเป็นเพราะ Ubuntu 11.10 ที่ออกในช่วงเวลานั้น?)
อย่างไรก็ตาม สถิติชุดนี้เป็นแค่ตัวชี้วัดตัวหนึ่งเท่านั้น ประเด็นว่าผู้ใช้ของค่ายไหนมากขึ้น-น้อยลง คงเป็นที่ถกเถียงกันอีกมากครับ
ที่มา - OMG Ubuntu
เว็บไซต์ Royal Pingdom รวบรวมสถิติจากเว็บไซต์ DistroWatch.com ซึ่งเป็นเว็บรวมข้อมูลของลินุกซ์ดิสโทรต่างๆ ผลปรากฎว่าดิสโทรอันดับหนึ่งในอดีต Ubuntu มีความนิยมลดลงเรื่อยๆ และโดน Linux Mint แซงในช่วงกลางปี 2010
ความน่าสนใจอยู่ที่ปี 2011 อัตราความนิยม (วัดจากการเข้าชมหน้าเว็บของแต่ละดิสโทรใน DistroWatch) ของ Mint เพิ่มขึ้นสูงมาก ในขณะที่ Ubuntu ก็ตกลงมากจนโดน Fedora และ openSUSE แซงหน้าไปแล้ว
ปี 2011 เป็นปีที่ Ubuntu ตัดสินใจเปลี่ยนระบบจัดการเดสก์ท็อปเป็น Unity ของตัวเอง หรือมันคือปัจจัยที่ทำให้ผู้ใช้ Ubuntu เดิมเปลี่ยนไปใช้ Linux Mint (และดิสโทรอื่นๆ) แทน?
ที่มา - Royal Pingdom
openSUSE 12.1 ออกแล้วตามกำหนด (ลิงก์สำหรับดาวน์โหลด)
ของใหม่ในรุ่นนี้คือ
- GNOME 3.2 และ GNOME Shell 3.2
- KDE 4.7 พร้อมระบบจัดการสี KolorManagement/Oyranos
- Firefox 7 และ Chromium 17
- Snapper เครื่องมือสำหรับจัดการ snapshot ของระบบปฏิบัติการ ทำให้สามารถ rollback ไฟล์เวอร์ชันเก่าได้ (ต้องใช้กับระบบไฟล์แบบ btrfs)
- ownCloud เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ของเราให้เป็นที่ฝากไฟล์บนกลุ่มเมฆ (เหมือน Dropbox แต่เข้าได้เฉพาะตัวเราเอง)
- พร้อมรันบนระบบกลุ่มเมฆต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น EC2, OpenStack, OpenNebula
- เพิ่มเครื่องมือพัฒนาภาษา Go ของกูเกิล
ที่มา - openSUSE 12.1, openSUSE News
Mandriva ดิสโทรลินุกซ์สัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งภายหลังมี ปัญหาทางการเงิน และการจัดการภายใน จนหายเงียบไปพักหนึ่ง กลับมาออกรุ่นใหม่ Desktop 2011 พร้อมประกาศแนวทางการออกรุ่นแบบใหม่
แนวทางใหม่ของ Mandriva จะออกรุ่นเดสก์ท็อปปีละ 1 ครั้ง และมีระยะเวลาสนับสนุน 18 เดือน โดยรุ่นนี้เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับแนวทางใหม่ และจะมี Mandriva Desktop 2011 LTS ที่ระยะเวลาสนับสนุนนาน 3 ปี ออกมาช่วงปลายปีนี้
ของใหม่ใน Mandriva 2011 คือหยุดสนับสนุนตัวจัดการเดสก์ท็อปแบบอื่นๆ ออกทั้งหมด เหลือเพียง KDE4 เท่านั้น, ตัวติดตั้งแบบใหม่, ธีมและไอคอนใหม่, Firefox/Thunderbird 5.0, เปลี่ยนมาใช้ LibreOffice, Shotwell, Clementine รายละเอียดดูใน Mandriva Tour
ก่อนหน้านี้ทีมงานบางส่วนของ Mandriva แยกตัวออกไปทำดิสโทรใหม่ชื่อ Mageia
แนะนำดิสโทรตัวใหม่ที่น่าสนใจทั้งแนวคิดและชื่อผู้สร้าง
Anti-Tamper/Software Protection Initiative Technology Office (AT/SPI) ห้องวิจัยด้านความปลอดภัยของกองทัพอากาศสหรัฐ ใต้การดูแลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้พัฒนาดิสโทรลินุกซ์ชื่อ Lightweight Portable Security (LPS) สำหรับเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ที่ "ไม่รู้ว่าปลอดภัยหรือไม่" ให้มีสถานะเป็น "ปลอดภัยต่อการส่งข้อมูลสำคัญ"
LPS เป็นดิสโทรสำหรับบูตจากซีดีหรือไดร์ฟยูเอสบี เวลาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไปใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง ระบบจะทำงานในแรมโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น และจะเตรียมสภาพแวดล้อมในการทำงานทั่วไป เช่น Firefox/Flash, ตัวอ่าน PDF และที่สำคัญคือระบบเข้ารหัสตามมาตรฐานของกระทรวงกลาโหม (มีตัวเข้ารหัส Gmail ด้วย)









