เว็บไซต์ All Things D รายงานการจัดอันดับบริษัทที่มีจำนวนสิทธิบัตรในครอบครองมากที่สุดประจำปี 2012 โดยผลก็คือ ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคอมพิวเตอร์คือ IBM ยังคงครองแชมป์จำนวนสิทธิบัตรมากที่สุดอยู่ โดยในปีนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรใหม่กว่า 6,478 สิทธิบัตร (รวมกับที่มีอยู่แล้วจะอยู่ที่ประมาณ 67,000 สิทธิบัตร) สำหรับอีก 9 อันดับที่ตามมาก็เป็นดังนี้ครับ
สงครามสิทธิบัตรระหว่างโมโตโรลากับไมโครซอฟท์ (ที่สืบต่อมาจนถึงยุคของกูเกิล) เริ่มมีสัญญาณของสันติภาพ เมื่อกูเกิลยื่นเอกสารต่อ ITC ขอ "ถอนคำฟ้อง" สิทธิบัตรบางรายการที่เคยฟ้องไมโครซอฟท์เอาไว้
สิทธิบัตรที่ว่าเกี่ยวข้องกับ H.264 ซึ่งมีส่วนหนึ่งที่ถือเป็น "สิทธิบัตรพื้นฐาน" (standards-essential patents) ที่จำเป็นต่อการใช้งานของทุกบริษัทในวงการ และตามมารยาทแล้วไม่ควรนำมาใช้กลั่นแกล้งหรือต่อรองกันในทางธุรกิจ (ในข้อตกลงที่กูเกิลยอมความกับ FTC ก็มีเรื่องนี้ คือจะอนุญาตให้คู่แข่งใช้งานสิทธิบัตรพื้นฐานเหล่านี้ได้)
อย่างไรก็ตาม กูเกิลยังมีสิทธิบัตรหนึ่งรายการที่ไม่ถือเป็นสิทธิบัตรพื้นฐาน และสิทธิบัตรรายการนี้ยังอยู่ในคำฟ้องเดิม รอกระบวนการของ ITC พิจารณาคดีต่อไป
ก่อนหน้านี้ โมโตโรลาเพิ่งถอนฟ้องสิทธิบัตรบางชิ้นต่อแอปเปิลเช่นกัน
ที่มา - AllThingsD
FTC หรือคณะกรรมการการค้าของสหรัฐ หยุดการสอบสวนกูเกิลในข้อหาผูกขาดและกีดกันคู่แข่ง (ข่าวเก่า 1, ข่าวเก่า 2) หลังจากกูเกิลทำข้อตกลงยอมความและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ FTC ต้องการ
ข้อตกลงระหว่าง FTC กับกูเกิล แบ่งได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ ดังนี้
วงการเกมมือสองนับวันจะยิ่งอนาคตมืดหม่น หลังจาก Sony จดสิทธิบัตรตัวใหม่ที่ทำให้เกมหนึ่งแผ่นใช้ได้กับผู้ใช้เพียงหนึ่งรายเท่านั้น
จากสิทธิบัตรหมายเลข 20130007892 การทำงานของมันคือระบบจะใช้ permission tag สำหรับการเล่นเกม โดยเมื่อเล่นเกมตัวเครื่องจะอ่านหมายเลขของแผ่นเกม (disk ID) แล้วทำสำเนาไปรวมกับหมายเลขผู้เล่น (player ID) เพื่อให้ใช้งาน permission tag ได้
จากกระบวนการดังกล่าวทำให้ตัวแผ่นเกมจะถูกผูกเข้ากับหมายเลขผู้เล่นโดยสิ้นเชิง แม้จะยังไม่มีแผนว่าเริ่มใช้เมื่อใด แต่ก็คาดกันว่าฟีเจอร์นี้จะมาพร้อมกับ PlayStation 4 เป็นแน่
หลังจากข่าวนี้ออกมา GameStop ร้านขายแผ่นเกมมือสองก็หุ้นตกลงทันที 5%
สงครามทางด้านสิทธิบัตรของแอปเปิลและซัมซุงยังไม่ได้จบลงง่าย ๆ เพราะว่าล่าสุดทางแอปเปิลยื่นเรื่องขอให้ศาลอนุมัติการนำเอา Samsung Galaxy S III mini เข้าไปในคดีการฟ้องร้องครั้งนี้ด้วย เนื่องจากมีการขายสินค้านี้ในร้านค้าออนไลน์ชื่อดังอย่าง Amazon.com
แต่ทว่าทางซัมซุงกลับส่งเอกสารคัดค้านการนำ Samsung Galaxy S III Mini เข้าไปในการฟ้องร้อง โดยกล่าวว่าเครื่องนี้ไม่ได้ขายอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกา ทำให้การยื่นฟ้องนี้ตกไป ถึงอย่างไรก็ตามแอปเปิลยังคงสามารถนำรุ่นนี้เข้าสู่การฟ้องร้องได้อีก ถ้าซัมซุงนำรุ่นนี้มาขายในสหรัฐอย่างเป็นทางการ
ที่มา : The Verge
เมื่อสามวันก่อน ศาลในสหราชอาณาจักรได้แถลงปิดคดีที่ไมโครซอฟท์ฟ้องร้องโมโตโรล่าโมบิลิตี้ ซึ่งกูเกิลซื้อไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าสิทธิบัตรด้านการซิงค์สถานะของข้อความที่โมโตโรล่าโมบิลิตี้ถืออยู่เป็นโมฆะ โดยผู้พิพากษากล่าวว่าการขอจดสิทธิบัตรนั้นถือเป็นโมฆะและสิทธิบัตรควรถูกเพิกถอน (ทั้งสองบริษัทได้รับคำตัดสินล่วงเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนหน้านี้แล้ว)
ถึงแม้สิทธิบัตรที่ได้รับการจดในสหราชอาณาจักรนั้นจะอ้างถึงเทคโนโลยีเพจเจอร์ตั้งแต่ยุคปี 1990 แต่การต่อสู้ทางกฎหมายนี้เน้นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในอุปกรณ์พกพาสมัยใหม่และคอมพิวเตอร์ที่ทำงานอยู่บนการซิงค์สถานะของข้อความ อาทิ สถานะที่ระบุว่าผู้รับปลายทางเปิดอ่านอีเมลแล้วหรือไม่
ไมโครซอฟท์กล่าวว่าอุปกรณ์ทั้งหมดที่รันบนระบบปฏิบัติการ Android ใช้เทคโนโลยีของบริษัทที่ถูกพูดถึงในสิทธิบัตรด้านการซิงค์สถานะของข้อความนี้ และบริษัทกำลังเรียก royalty fee จากโมโตโรลาโมบิลิตี้ แต่หากสิทธิบัตรนี้ใช้บังคับได้ ระบบ Windows Live Messenger และโปรโตคอล Exchange ActiveSync จะละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทันที
โมโตโรลาโมบิลิตี้กำลังฟ้องร้องไมโครซอฟท์ในสิทธิบัตรเดียวกันนี้ในประเทศเยอรมนี
ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมกูเกิลประกาศเลิกให้บริการ Exchange ActiveSync สำหรับลูกค้าทั่วไป
ที่มา: สำนักข่าวบลูมเบิร์ก
คริสต์มาสหรือปีใหม่ในอนาคต คุณอาจจะกอดคนที่คุณรักได้แม้เขาจะอยู่อีกคนละซีกโลก ด้วยเทคโนโลยีสิทธิบัตรของ Microsoft ที่เพิ่งผ่านการอนุมัติ
สิทธิบัตรใหม่นี้ว่าด้วยเรื่องของระบบตอบสนองการสัมผัส โดยอุปกรณ์ที่ต่ออยู่กับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถรู้สึกได้ถึงการสัมผัสวัตถุหรือคนที่อยู่ห่างไกลกัน ซึ่งในคำบรรยายสิทธิบัตรกล่าวว่าผู้ใช้สามารถ กอด, จับมือ, หยิบจับเอกสาร, เขียนข้อความบนกระดาน และระบบจะตอบสนองต่อการกระทำเหล่านั้นด้วยรูปแบบเฉพาะที่สัมพันธ์กัน ซึ่งแน่นอนว่าระบบสามารถทำงานเชื่อมโยงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อแสดงผลตอบสนองระหว่างกันและกันได้ด้วย
ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในการสนทนาทางไกล เมื่อต้องการกอดกัน ก็สามารถทำได้โดยต่างฝ่ายต่างนำตุ๊กตาที่ใช้งานระบบสิทธิบัตรใหม่นี้มากอด ตัวตุ๊กตาเองก็จะรับแรงกอดจากทางไกลมาตอบสนองแก่ผู้ใช้งานแต่ละคนเสมือนกับว่าผู้ใช้กำลังสัมผัสกับคู่สนทนาโดยตรง
เนื้อหาของสิทธิบัตรแท้จริงแล้วครอบคลุมการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้งานอีกหลากหลายรูปแบบ เช่น การให้ความรู้สึกถึงพื้นผิว, การเปลี่ยนอุณหภูมิ, แรงกด และความแข็ง-อ่อน เป็นต้น เชื่อแน่ว่าอีกไม่นานคำทำนายของ IBM ก็คงเป็นจริงได้อีกอย่าง
ที่มา - GeekWire, ข้อมูลสิทธิบัตรจาก FPO
สงครามสิทธิบัตรระหว่างโนเกียและ RIM (โนเกียเป็นฝ่ายยื่นฟ้อง) ยุติลงแล้ว โดยทั้งสองบริษัทบรรลุข้อตกลงให้ RIM สามารถใช้สิทธิบัตรของโนเกียได้ โดย RIM จ่ายเงินให้กับโนเกีย (ไม่เปิดเผยมูลค่า)
คดีการฟ้องร้องระหว่างสองบริษัทในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และแคนาดา ก็ยุติลงทั้งหมดครับ
ที่มา - Nokia Press
ซัมซุงได้ขอถอนคำขอร้องให้แบนการขายสินค้าแอปเปิลในยุโรป โดยคำขอร้องที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับกรณีที่ซัมซุงกล่าวหาว่าแอปเปิลได้ละเมิดสิทธิบัตรที่เป็นมาตรฐานของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งก่อนหน้านี้ซัมซุงต้องการทั้งการแบนการขายสินค้าของแอปเปิลและค่าเสียหาย
ซัมซุงเองบอกว่า การถอนคำขอร้องครั้งนี้เป็นการทำเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเสียตัวเลือกในการเลือกซื้อสินค้า แต่เหตุผลที่แท้จริงอาจจะเกี่ยวข้องกับการที่คณะกรรมธิการยุโรป (European Commission) เริ่มจับตาซัมซุงเป็นพิเศษจากความเป็นไปได้ที่ซัมซุงอาจจะมีพฤติกรรมผูกขาดจากการใช้อำนาจในการบีบคู่แข่งด้วยสิทธิบัตรที่กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม
ในสหภาพยุโรป สิทธิบัตรที่กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมจะต้องถูกแจกเป็นไลเซ่นส์ให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ด้วยข้อตกลง FRAND ซึ่งย่อมาจากแฟร์, มีเหตุผลและต้องไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งข้อตกลงนี้จะทำให้เจ้าของสิทธิบัตรไม่สามารถที่จะปฏิเสธการขายสิทธิบัตรให้กับบริษัทใด ๆ ที่สนใจจะซื้อสิทธิบัตรดังกล่าวมาได้ใช้ได้
ทนายความของแอปเปิลเองก่อนหน้านี้ก็พยายามที่จะผลักดันในชั้นศาล ให้มีการพิจารณาตรวจสอบคำจำกัดความของข้อตกลง FRAND และต้องการการยืนยันว่าสิทธิบัตรที่อยู่ภายใต้ FRAND จะไม่ถูกนำมาฟ้องเพื่อแบนการจำหน่ายสินค้าของผู้ที่น่าจะถูกคุ้มครองด้วยไลเซ่นส์อยู่แล้ว
ที่มา - The Verge
จากการร่วมมือกันของแอปเปิลและกูเกิลเพื่อประมูลสิทธิบัตรของ Kodak ตอนนี้ได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้วว่าสิทธิบัตรทั้งหมดถูกซื้อไปด้วยราคา 525 ล้านเหรียญ
ตัวเลข 525 ล้านเหรียญนั้นเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งถือว่าต่ำพอสมควรหากเทียบกับว่าก่อนหน้านี้เคยมีการประมาณค่าไว้สูงถึง 2,600 ล้านเหรียญ
นอกจากแอปเปิล และกูเกิลแล้วยังมีบริษัทอื่นที่เข้าร่วมลงขัน และได้รับสิทธิในการใช้สิทธิบัตรด้วย ได้แก่ ซัมซุง, HTC, Facebook, Amazon, Fujiflim, RIM, Huawei, Adobe และ Shutterfly
ครั้งนี้ก็ถือว่าได้กันทั้งสองฝ่าย Kodak ได้เงินไปใช้หนี้ ส่วนบรรดาผู้ผลิตมือถือทั้งหลายก็หมดห่วงว่าจะโดนฟ้องจากสิทธิบัตรที่ว่าแล้ว
ที่มา - gigaOM
Google ยื่นคำขอจดสิทธิบัตรด้านซอฟท์แวร์เพื่อใช้งานควบคู่กับ Google Glass หลายรายการ เช่น การค้นหารูปภาพ, จดจำใบหน้าบุคคล, ค้นหารายชื่อผู้ติดต่อ, แก้ไขเอกสาร หรือส่งอีเมล เป็นต้น
นอกจากนี้ในคำขอจดสิทธิบัตรยังระบุถึงหน้าต่างแสดงผลที่เรียกว่า viewfinder ซึ่งเป็นการเน้นแสดงผลข้อมูลบางอย่างในบริเวณที่กำหนด เช่น การขยายภาพเฉพาะส่วน, การจับภาพหน้าจอ, การสแกนข้อความ เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้สามารถย่อ-ขยาย และย้ายตำแหน่งของหน้าต่าง viewfinder นี้ได้อย่างอิสระ
ในคำขอจดสิทธิบัตรดังกล่าว Google เล็งที่จะเพิ่มช่องทางในการป้อนคำสั่งจากผู้ใช้งานให้หลากหลาย ไม่ว่าจะผ่านทางแป้นสัมผัส, คีย์บอร์ด, ไมโครโฟน และกล้องวิดีโอ ทั้งยังจะเปิดโอกาสให้นักพัฒนารายอื่น ได้สร้างแอพพลิเคชันมาเพื่อใช้งานควบคู่กันกับฟีเจอร์ของ Google Glass ตามที่กล่าวมาข้างต้นด้วย
ระหว่างนี้ คงต้องดูกันว่าเมื่อเทียบกับคำขอจดสิทธิบัตรของ Microsoft ที่ยื่นไปก่อนหน้านี้จะมีความซ้ำซ้อน หรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และใครจะเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ใช้งานได้จริง และเข้าถึงตลาดได้ก่อนกัน
ที่มา - Android Authority
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Google, Facebook, Zynga, Dell, Red Hat และบริษัทชั้นนำด้านไอทีอีกสามบริษัทได้ร่วมกันยื่นหนังสือถึงศาลอุทธรณ์ของสหรัฐ เพื่อร้องขอให้ศาลปฏิเสธการคุ้มครองของสิทธิบัตรสี่ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องระหว่างสถาบันการเงินสองแห่ง เนื่องจากสิทธิบัตรกลุ่มดังกล่าวพูดถึงกระบวนการประมวลผลในเชิงแนวคิดเท่านั้นและได้รับการคุ้มครองอย่างกว้างขวาง เนื่องจากใช้วลีทั่วไปอย่าง "บนคอมพิวเตอร์" หรือ "ผ่านอินเทอร์เน็ต" ผู้ร้องขอจึงมองว่าสิทธิบัตรลักษณะนี้เป็นการขอความคุ้มครองแค่ไอเดียเท่านั้นซึ่งใครจะคิดขึ้นมาก็ได้ แต่ในความเป็นจริงการอิมพลีเมนต์ไอเดียให้ใช้งานได้ในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก ดังนั้นสิทธิบัตรลักษณะนี้จะขวางกั้นการเกิดนวัตกรรมใหม่
มีการสำรวจในปีที่ผ่านมา พบว่าการฟ้องร้องละเมิดสิทธิบัตรนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้บริษัทในสหรัฐเสียค่าใช้จ่ายรวมสูงถึง 29 พันล้านดอลลาร์
นี่อาจถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฎิรูปการคุ้มครองสิทธิบัตรอย่างขนานใหญ่กันแล้ว ดังที่ ITU และซีอีโออเมซอนได้ออกมาเรียกร้องในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ที่มา: CNET
ซัมซุงได้รับสิทธิบัตร "วิธีการรับรู้การแสดงท่าทางของผู้ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์" โดยใช้กล้องและ motion sensor เพื่อรับรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวและเช็คระยะทางระหว่างวัตถุ ถ้าผู้ใช้งานแสดงท่าทางการเคลื่อนไหววัตถุที่ถูกต้องและอยู่ในระยะทางที่กำหนด ก็จะสามารถใช้คำสั่งต่างๆ ที่ถูกตั้งค่าไว้ได้ แหล่งข่าวบอกว่าทางซัมซุงจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของบริษัท ตั้งแต่โทรทัศน์ยันเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เลยทีเดียว
น่าสนใจว่าถ้าซัมซุงนำเทคโนโลยีนี้มาใส่ใน สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต และ แล็ปท็อป (หลังจากที่ใส่ใน Samsung Smart TV มาแล้ว) จะส่งผลให้รูปแบบการใช้งานแตกต่างจากการใช้งานในปัจจุบันเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด
ที่มา - Pocketnow
หลังจากที่ USPTO ได้เข้ารื้อค้นคลังสิทธิบัตรที่แอปเปิลขอจดเอาไว้ เพื่อใช้ปกป้องสิทธิของตัวเองต่างๆ นานา มากมาย เมื่อเดือนตุลาคม USPTO ได้ประกาศแช่แข็งและยกสิทธิบัตรขึ้นมาพิจารณาใหม่ไปแล้ว 1 ฉบับคือ US Patent 746938 - Apple Rubbing Banding ถ้าไม่เข้าใจ สิทธิบัตรฉบับนี้คือเอฟเฟค เด้งไปเด้งมาเวลาเลื่อนเมนูต่างๆ ที่ดูเหมือนหนังยางน่ะครับ
ล่าสุด USPTO ก็ประกาศแช่แข็งไปอีก 1 สิทธิบัตร คือ US Patent 747949 ซึ่งเจ้าสิทธิบัตรชิ้นนี้มีสมญานามส่วนตัวว่า "Steve Jobs Multitouch" ครับ ซึ่งมันถูกใช้เป็น 1 ในข้อหาหลักที่แอปเปิลเอาไปไล่ฟ้องสมาชิกของ Open Handset Alliance นั่นเอง
โดยขณะนี้สิทธิบัตรตัวนี้กำลังอยู่ในระหว่างการรอพิจารณาใหม่ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า เราๆ ท่านๆ ก็ต้องรอติดตามข่าวกันไปอีกสักพัก ว่าสิทธิบัตรตัวนี้จะยังคงเป็นสิทธิ์ของแอปเปิล หรือจะถูกยกเลิกไปครับ
ที่มา - FOSS Patent ผ่าน Android Central
ก่อนหน้านี้เราทราบความว่าเอชทีซีบรรลุข้อตกลงบางประการ ซัมซุงไม่ยินยอมที่จะตามเกม และร้องขอต่อศาลให้ฝ่ายแอปเปิลเปิดเอกสาร จนในที่สุดศาลมีคำสั่งให้แอปเปิลเผยสัญญา และในตอนนี้แอปเปิลก็เผยสัญญาฉบับนี้เรียบร้อยครับ
โดยสัญญาฉบับนี้มีความยาวถึง 143 หน้า ซึ่งระบุว่าเอชทีซีสามารถทำอะไรภายใต้ข้อตกลงนี้บ้าง ซึ่งจากการสรุปพบว่าแอปเปิลอนุญาตให้เอชทีซีใช้งานเทคโนโลยีของ iOS และ iPhone ได้เกือบทั้งหมด เพียงแต่ว่า ห้ามทำให้หน้าตาออกมาเหมือน iOS (ในสัญญาระบุว่า "Distinctive Apple User Experience") เพียงเท่านั้น ตัวอย่างเช่นเอชทีซีสามารถใช้วิธีการปลดล็อกแบบ Slide to Unlock ได้ เพียงแต่ลักษณะการออกแบบต้องไม่เหมือนกับใน iOS
แต่งานนี้แอปเปิลเองก็แอบเล่นเกรียนเล็กน้อย ด้วยการเอาแถบสีดำคาดในบางจุดที่เป็นความลับต่อทั้งสองบริษัทครับ ไม่รู้ว่าฝ่ายซัมซุงจะว่ายังไงเพราะยังไม่มีความเห็นออกมา แต่ใครที่อยากอ่านก็ไปโหลดมาอ่านได้จาก ที่นี่ ครับ
ที่มา - All Things D ผ่าน The Verge
มีคนไปพบว่าโซนี่ได้จดสิทธิบัตร "hybrid separable motion controller" หรือเกมคอนโทรลเลอร์ที่สามารถแยกและประกอบร่างได้ โดยคอนโทรลเลอร์นี่มีหน้าตาเหมือนกับ DualShock แต่มีลูกบอลลักษณะเดียวกับ PlayStation Move ติดอยู่ทั้งสองด้านของตัวคอนโทรลเลอร์ (ดูภาพที่ท้ายข่าว) สิทธิบัตรนี้ยังพูดถึงเซ็นเซอร์ที่คอยตรวจจับคอนโทรลเลอร์นั้นแยกร่างหรือรวมร่างกันอยู่อีกด้วย
เกมคอนโทรลเลอร์ที่ใช้กับ PlayStation นั้นไม่เคยได้รับการเปลี่ยนแปลงเลยนับตั้งแต่ PlayStation ตัวแรกปรากฏตัวในปี 1997 ส่วน PlayStation Move นั้นก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก และยังถูกมองว่าเหมือนของเลียนแบบ Wii Remote ด้วยซ้ำ หากโซนี่สามารถทำคอนโทรลเลอร์ตามสิทธิบัตรนี้ออกมาได้จริงและเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับ PlayStation 4 (ที่มีข่าวลือว่าจะได้รับการเปิดตัวในปีหน้า) ก็น่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
ที่มา: BGR
ประธานบอร์ดบริหารและอดีตซีอีโอของกูเกิล Eric Schmidt ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกูเกิลและแอปเปิลในหลาย ๆ กรณี ตั้งแต่เรื่อง Google Maps ไปจนถึงการถอดแอพ YouTube ออกจาก iOS โดย Schmidt บอกว่าทั้งสองบริษัทจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันแบบคนที่โตแล้ว
Schmidt กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างกูเกิลกับแอปเปิลดีบ้างไม่ดีบ้างตลอดเวลาที่ผ่านมา และกูเกิลก็อยากให้แอปเปิลเลือกใช้ Google Maps ส่วนสาเหตุที่แอปเปิลถอด YouTube ออกเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะสาเหตุอะไร
เว็บไซต์ FOSS Patents อ่านเอกสารยื่นอุทธรณ์ของออราเคิลในคดี Java กับกูเกิล (ซึ่งยื่นเมื่อเดือนธันวาคม) พบว่าออราเคิลตัดสินใจไม่อุทธรณ์คดีส่วนสิทธิบัตร และอุทธรณ์เฉพาะคดีเรื่องลิขสิทธิ์ของ Java API เท่านั้น
FOSSPatents ประเมินว่าออราเคิลคงต้องการโฟกัสไปที่ประเด็นเรื่อง Java API เป็นหลัก, สิทธิบัตรบางชิ้นกำลังจะหมดอายุ และสิทธิบัตรบางชิ้นอาจเรียกค่าเสียหายได้ไม่มากนัก เลยตัดสินใจทิ้งประเด็นเรื่องสิทธิบัตรไป
กระบวนการของคดีนี้ยังต้องใช้เวลาอีกนาน ถ้ากำหนดการเป็นไปตามที่วางแผนกันไว้ กว่าที่ทั้งสองฝ่ายจะแถลงตอบโต้กันครบ (ฝ่ายละ 2 รอบ) ก็ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2013 ครับ
ที่มา - FOSS Patents
ครั้งหนึ่งสิทธิบัตรเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวเคยถูกนำเสนอต่อ Microsoft และ Sony ซึ่งพากันเมิน ก่อนที่สุดท้ายมันจะตกไปสู่ Nintendo และได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นเครืองเกม Wii ที่ขายดีถล่มทลาย
Tom Quinn ซึ่งเป็นเจ้าของเดิมของสิทธิบัตรดังกล่าวได้ให้สัมภาษณ์แก่ CVG และเล่าว่า เขาเคยเข้าพบผู้บริหารของ Microsoft เพื่อนำเสนอสิทธิบัตรเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวด้วยหลักการทำงานของ gyroscope โดยหวังว่า Microsoft จะสนใจนำสิ่งนี้ไปพัฒนาร่วมกับ Xbox แต่กลับต้องผิดหวัง
หลังจากนั้น Quinn ได้ติดต่อ Sony และได้พบกับ Kutaragi ผู้ได้ชื่อว่าบิดาแห่ง PlayStation แต่ผลงานของ Quinn ก็ถูกมองข้ามไปอีกเช่นกัน โดย Quinn กล่าวว่า Kutaragi ไม่แม้แต่จะมองหน้าจอการนำเสนอของเขาด้วยซ้ำ
ท้ายที่สุด Quinn จึงลองนำเสนอสิทธิบัตรของเขาให้แก่ Nintendo ที่ซึ่งเขาไม่ได้สนใจมาแต่แรก เพราะมองว่ายอดขายของ Nintendo ยังตามหลัง 2 คู่แข่งสำคัญอยู่มาก แต่ทว่าเป็นที่นี่เองที่ตกลงทำสัญญากับเขา และเป็นจุดเริ่มต้นของ Wii
Quinn ทิ้งท้ายว่า "เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งหมด มันเหลือเชื่อที่ Microsoft และ Sony ต่างพากันตาถั่วขนาดนั้น"
Apple เดินหน้าฟ้อง Samsung เรื่องการละเมิดสิทธิบัตรอย่างต่อเนื่องโดยเพิ่มรายการผลิตภัณฑ์ของ Samsung ที่เกี่ยวข้องอีก 6 รายการ โดยตัวชูโรงอย่าง Galaxy S III และ Galaxy Note II อยู่ในข่ายด้วย
หลังจาก Samsung ร่ำๆ ว่าจะเพิ่มรายการผลิตภัณฑ์ Apple ในคำฟ้องของตน ฟาก Apple ก็จัดการเพิ่มคำฟ้องผลิตภัณฑ์ของ Samsung อีก 6 รายการ โดยนอกเหนือจาก 2 รายการเด่นแล้ว ยังมี Galaxy Tab 8.9 WiFi, Galaxy Tab 2 10.1, Rugby Pro และ the Galaxy S III Mini รวมอยู่ในคำฟ้องครั้งนี้ด้วย
คำฟ้องของ Apple นี้เป็นคดีเดียวกันกับที่ได้รับการตัดสินไปก่อนหน้าให้ได้รับเงินชดเชย 1 พันล้านดอลลาร์จาก Samsung ทว่าในระหว่างที่รอว่า Samsung จะจ่ายเงินแต่โดยดีหรือจะอุทธรณ์ต่อ Apple ก็อ้างว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวหลังการตัดสินของศาลก็เข้าข่ายละเมิดสิทธิบัตรเช่นกัน และจัดแจงเพิ่มลงในคำฟ้องแล้วเรียบร้อย
ระหว่างนี้หลายๆ คนคงเริ่มเบื่อข่าวคดีสิทธิบัตรระหว่าง 2 ค่ายนี้กันบ้างแล้ว ก็ต้องรอดูว่าคนแปลข่าวจะเริ่มเบื่อกันเมื่อไหร่
ที่มา - SlashGear









