ที่ผ่านมาเราได้เห็นภาพหลุดของ iPhone ตัวใหม่หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งก็ทำให้เราพอจะเห็นภาพได้ชัดว่า iPhone ตัวต่อไปที่จะเปิดตัวในวันที่ 12 กันยายนนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
ล่าสุดบริษัทในจีนแห่งหนึ่งได้เปิดตัวโทรศัพท์ที่มีรูปลักษณ์เหมือนกันแทบทุกประการในชื่อ Goophone I5 พร้อมทั้งอ้างว่าได้จดสิทธิบัตรการออกแบบในประเทศจีนเป็นที่เรียบร้อย และยังเตรียมที่จะฟ้องร้องหากแอปเปิลนำ iPhone รุ่นใหม่มาขายในประเทศจีน ซึ่งหากมีผลจริงอาจส่งผลกระทบถึงการเจาะตลาดสมาร์ทโฟนในจีนของแอปเปิล รวมทั้งยังอาจส่งผลต่อการส่งออกสินค้าจากโรงงานในประเทศจีนอีกด้วย
Goophone I5 ใช้ซีพียู Tegra 3 แบบ quad-core, แรม 1GB, จอขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720, กล้องหลัก 8MP และใช้ Android 4.0 พร้อมธีม iOS 6
คดีสิทธิบัตรจาวามูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์ของออราเคิลกลายเป็นค่าใช้จ่ายของออราเคิลเองเมื่อมาถึงช่วงเคลียร์ค่าใช้จ่ายในคดี โดยกูเกิลเรียกค่าใช้จ่ายในคดีเป็นเงิน 4.03 ล้านดอลลาร์ แต่ผู้พิพากษาตัดสินให้ออราเคิลจ่ายให้กูเกิล 1.13 ล้านดอลลาร์
ผู้พิพากษา Alsup ให้เหตุผลที่ออราเคิลต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายของกูเกิลว่าออราเคิลตั้งค่าเสียหายเริ่มต้นไว้ไกลจากความเป็นจริงเกินไป แม้จะชนะคดีในส่วนของลิขสิทธิ์ (ซึ่งออราเคิลไม่เรียกค่าเสียหาย) แต่ความเสียหายเหล่านั้นก็ไม่ใช่ความเสียหายที่ออราเคิลเรียกร้องเป็นหลักแต่แรก ทำให้สุดท้ายออราเคิลต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในคดีนี้
ค่าใช้จ่ายที่กูเกิลเรียกร้องแบ่งเป็นสองก้อนใหญ่คือ ค่าตัวของดร. James Kearl ผู้เชี่ยวชาญในคดี และค่าบริการของบริษัท FTI Consulting สำหรับค่าใช้จ่ายก้อนหลังเกือบสามล้านดอลลาร์นั้นผู้พิพากษา Alsup ระบุว่าไม่สามารถนำมาใช้เรียกร้องเป็นค่าใช้จ่ายได้ ทำให้ถูกตัดทิ้งทั้งหมด
ที่มา - Groklaw
นี่เป็นอีกหนึ่งคดีที่สองบริษัทนี้ฟ้องกันไปมาในหลายประเทศทั่วโลก เมื่อปีที่แล้ว แอปเปิลยื่นฟ้องต่อศาลเขตโตเกียวว่าซัมซุงละเมิดสิทธิบัตรด้านการซิงก์ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์พกพากับคอมพิวเตอร์ (Kies นั่นเอง) โดยแอปเปิลเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านเยน (ประมาณ 40 ล้านบาท)
วันนี้ศาลญี่ปุ่นตัดสินแล้วว่าซัมซุงไม่ได้ละเมิดสิทธิบัตรชิ้นนี้ เพราะ Kies ใช้วิธีการแยกแยะไฟล์ที่จะซิงก์แตกต่างไปจาก iTunes ของแอปเปิล และผู้พิพากษา Tamotsu Shoji ยังสั่งให้แอปเปิลเป็นฝ่ายจ่ายค่าดำเนินการของคดีนี้
ตัวแทนของซัมซุงออกมาแสดงความยินดีกับผลการตัดสิน (แน่นอนว่าหุ้นขึ้น) ส่วนแอปเปิลก็ปฏิเสธการแสดงความเห็นตามที่คาดกันได้
ที่มา - Bloomberg
หนังสือพิมพ์ Korea Times ของเกาหลีใต้ อ้างข้อมูลจากผู้บริหารของซัมซุงถึงผลจากคดีความกับแอปเปิลดังนี้
- ซัมซุงกำลังเจรจากับโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ของสหรัฐ เพื่อปรับแก้ดีไซน์ของมือถือตระกูล Galaxy ร่วมกัน
- ทีมทนายของซัมซุงกำลังเตรียมการโต้กลับแอปเปิลในสิทธิบัตรทุกประเด็น จากสิทธิบัตร 50 รายการใน 10 ประเทศ
- ประธานของซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์คือ Lee Kun-hee อนุมัติให้รองประธาน Choi Gee-sung มีอำนาจเต็มในการเปิดศึกสิทธิบัตรรอบใหม่
- ซัมซุงยืนยันแล้วว่าจะฟ้องสิทธิบัตรแอปเปิลทันที เมื่อแอปเปิลวางขายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยี LTE ซึ่งซัมซุงถือสิทธิบัตรอยู่ประมาณ 12.2% ของสิทธิบัตร LTE ทั้งหมด (โนเกียถือมากที่สุด 18.9% ตามด้วย Qualcomm 12.5% ของซัมซุงเป็นอันดับสาม)
- ซัมซุงจะหันไปร่วมมือกับไมโครซอฟท์มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจาก Android
ที่มา - Korea Times
ถึงแม้ว่ากูเกิลในสหรัฐอเมริกาเพิ่งจะฟ้องแอปเปิลผ่านทางโมโตโรล่าก็ตาม แต่ล่าสุดมีรายงานว่าโมโตโรล่าในเยอรมนีได้บรรลุข้อตกลงกับแอปเปิลแล้วกรณีที่แอปเปิลได้ละเมิดสิทธิบัตรของโมโตโรล่า
สิทธิบัตรที่ถูกรวมอยู่ในข้อตกลงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสิทธิบัตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีไร้สายซึ่งเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยแอปเปิลยินยอมที่จะจ่ายค่าเสียหายให้กับโมโตโรล่าเป็นรายการไป และตอนนี้ทั้งสองบริษัทยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับค่าไลเซ่นส์ที่แอปเปิลต้องจ่าย
เว็บ 9to5Mac เองได้แสดงความเห็นว่าข้อตกลงนี้ระหว่างสองบริษัทเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกูเกิล เจ้าของโมโตโรล่า เป็นหัวหอกกองทัพ Android แต่กลับเลือกที่จะไม่สู้กับแอปเปิลโดยตรงเช่นเดียวกับคดีซัมซุง เช่นกัน แอปเปิลก็มีท่าทีที่อ่อนโยนกว่าในคดีกับซัมซุงมาก ถึงได้เลือกที่จะยอมรับข้อตกลงและยอมจ่ายค่าเสียหาย แทนที่จะสู้ไปเรื่อย ๆ เหมือนกับตอนที่สู้กับซัมซุง
ที่มา - FOSS Patents
Blognone ลงข่าวเกี่ยวกับคดีนี้ไปเยอะมากๆ แล้ว (ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมเขียนด้วย) รายละเอียดย้อนกลับไปอ่านกันเองในข่าวเก่านะครับ
บทความนี้จะเน้นไปที่ผลกระทบถัดจากนี้ต่อทั้งสองบริษัท และวงการไอทีในภาพรวมครับ เนื่องจากประเด็นมีเยอะ ผมจะใช้วิธีเขียนแบบ bullet เพื่อไม่ให้ประเด็นตีกัน
C|net ได้เขียนรายงานที่น่าสนใจรายงานหนึ่ง ว่าผลประโยชน์กรณีที่แอปเปิลชนะคดีสิทธิบัตรซัมซุงน่าจะตกอยู่ที่ไมโครซอฟท์และ Windows Phone มากกว่าใคร เพราะว่าผลการตัดสินใจชั้นศาลครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่ซัมซุง แต่รวมไปถึงวงการ Android ทั้งหมดด้วยความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ว่าแอปเปิลอาจจะเลือกฟ้องผู้ผลิต Android รายอื่นต่อไปอีกหรือไม่ ผู้ผลิตต่าง ๆ จึงเริ่มกลับมาพิจารณาความสัมพันธ์ของตัวเองกับ Android และเริ่มหันมามอง Windows Phone เป็นแพลตฟอร์มสำรองที่ปราศจากความไม่แน่นอนนี้
แม้ว่าผู้ผลิตอาจจะไม่เปลี่ยนมาใช้ Windows Phone ทันทีซะทีเดียว แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนก็คือการให้ความสำคัญกับ Windows Phone มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา Android มากเกินไป และที่สำคัญ ทุกวันนี้ผู้ผลิตมือถือ Android ก็ต้องจ่ายค่าไลเซ่นส์ให้กับไมโครซอฟท์อยู่แล้ว ถ้าต้องจ่ายเพิ่มให้แอปเปิลอีก ทำไมไม่ทำ Windows Phone ออกมาเสียเลย?
หลังจากมีข่าวลือว่าโนเกียจะเปิดตัว Lumia ใหม่พร้อมกัน 3 รุ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรุ่นโค้ดเนม Phi ที่มีภาพหลุดไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดก็มีคนไปค้นพบว่าโนเกียได้รับอนุมัติสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เมื่อสองวันก่อน โดยหน้าตามือถือในสิทธิบัตรตรงกับภาพหลุดที่กล่าวไปข้างต้น (ดูภาพเปรียบเทียบที่ท้ายข่าว)
Phi เป็นมือถือรุ่นท็อป มีหน้าจอ 4.7 นิ้ว ใช้กระจกหน้าจอโค้งและบอดี้แบบโพลีคาร์บอเนตเช่นเดียวกับ 800/900 ซีพียูดูอัลคอร์จาก Qualcomm รองรับ microSD, NFC, LTE และขายผ่าน AT&T
ศาลแคลิฟอร์เนียได้ออกคำตัดสินคดีแอปเปิล-ซัมซุงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยงานนี้ซัมซุงต้องจ่ายค่าเสียหายกับแอปเปิลเป็นมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ จากคดีที่ทั้ง 2 บริษัทได้ฟ้องร้องกล่าวหากันเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรหลายรายการ ซึ่งคณะลูกขุนใช้เวลาประชุมหารือร่วมกันทั้งหมด 21 ชั่วโมง กับอีก 37 นาที หลังจากการแถลงปิดคดีเสร็จสิ้นลง ซึ่งถือว่าทำงานกันรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับรายละเอียดของคดีที่มีอยู่ค่อนข้างเยอะ
ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดคำตัดสินก็ขอสรุปเนื้อหาฟ้องร้องคร่าวๆ ก่อนครับ แอปเปิลฟ้องซัมซุงละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบ UI เรื่อง Bounce-back, Multi-touch, Pinch-to-Zoom และ Tap-to-Zoom รวมถึงสิทธิบัตรการออกแบบตัวเครื่อง ตลอดจนการจัดเรียงและหน้าตาไอคอน โดยโทรศัพท์รุ่นหลักในการฟ้องร้องคือ Galaxy S และ S II ส่วนซัมซุงก็ฟ้องแอปเปิลกลับเช่นกัน โดยเป็นสิทธิบัตรการออกแบบเรื่องการทำงานหลายอย่างขณะฟังเพลง, การสลับอัลบั้มภาพและกล้อง ไปจนถึงสิทธิบัตรว่าด้วยกระบวนการส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย โดยมี iPhone 4 เป็นโทรศัพท์หลักในการฟ้องร้อง
คำตัดสินระบุว่า
ศาลประเทศเกาหลีใต้ได้ออกคำตัดสินในคดีฟ้องร้องกันระหว่างแอปเปิล และซัมซุงเรื่องสิทธิบัตร โดยออกเป็นสองกรณี กรณีแรกคือซัมซุงฟ้องแอปเปิลว่าละเมิดสิทธิบัตรเรื่องการเชื่อมต่อพีซีกับโทรศัพท์ และสิทธิบัตรเรื่องการใช้เครือข่าย 3G โดยศาลมีคำตัดสินให้แอปเปิลหยุดจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดทันที ได้แก่ iPhone 3GS, iPhone 4, iPad รุ่นแรก และ iPad รุ่นที่ 2 รวมทั้งจ่ายค่าเสียหายให้ซัมซุง 40 ล้านวอนหรือคิดเป็นเงิน 35,000 ดอลลาร์
ในส่วนของอีกคดีคือแอปเปิลฟ้องกลับซัมซุงว่าละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบหลายรายการ ศาลก็มีคำสั่งให้ซัมซุงหยุดจำหน่าย Galaxy S II และ Galaxy Tab 10.1 เช่นกัน รวมถึงจ่ายค่าเสียหายให้แอปเปิลเป็นเงิน 25 ล้านวอนหรือประมาณ 22,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามคำตัดสินของศาลเกาหลีใต้นั้นบอกว่าซัมซุงไม่ได้ละเมิดสิทธิหลักด้านการออกแบบซอฟต์แวร์, ตัวผลิตภัณฑ์ หรือบรรจุภัณฑ์ของแอปเปิลแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามบทลงโทษสำหรับสองบริษัทนั้นถือว่าเป็นเงินเล็กน้อยมากๆ และสินค้าที่สั่งห้ามจำหน่ายก็เป็นสินค้าตกรุ่นแล้วทั้งสิ้น ในส่วนของคดีที่อเมริกานั้นภายหลังการแถลงปิดคดีแล้วตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการหารือกันของคณะลูกขุนครับ ก็ต้องรอวันที่จะนัดฟังคำตัดสินกันต่อไป
ที่มา: The Verge
กระบวนการพิจารณาคดีแอปเปิล-ซัมซุงเดินทางมาถึงขั้นตอนเกือบสุดท้ายแล้ว หลังการเจรจารอบสุดท้ายล้มเหลว และศาลได้ออกแบบฟอร์มการพิจารณาคดีสำหรับคณะลูกขุน โดยในขั้นตอนสุดท้ายก่อนแถลงคำตัดสิน ศาลได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีสองฝ่ายได้แถลงปิดคดี เพื่อสรุปข้อกล่าวหา ข้อโต้แย้ง พยาน ตลอดจนหลักฐานที่นำเสนอมาอีกครั้ง แล้วลูกขุนจะได้นำพิจารณาในขั้นตอนถัดไป
ก่อนเริ่มต้นการแถลงปิดคดี ผู้พิพากษา Lucy Koh ได้อ่านเอกสารคำสั่งข้อกฎหมาย (instruction) แก่ลูกขุนซึ่งเอกสารนี้ความยาวถึง 109 หน้า โดย Koh ขอให้ลูกขุนและผู้เข้ารับฟังการพิจารณาคดีมีสมาธิเนื่องจากมันยาวมาก เนื้อหาในเอกสารได้แยกย่อยหัวข้อการพิจารณาไว้ 84 หัวข้อ ตั้งแต่การละเมิดสิทธิบัตร การลอกเลียนแบบ ไปจนถึงแบบประเมินความเสียหายที่เป็นตัวเงิน โดยหลังการอ่านเอกสารทั้งหมดเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ผู้พิพากษา Koh ก็ได้สั่งพักการพิจารณาคดีเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน และเข้าสู่ขั้นตอนการแถลงปิดคดีของแต่ละฝ่ายในภาคบ่าย โดยแต่ละฝ่ายมีเวลาในการแถลงปิดคดีไม่เกิน 2 ชั่วโมง
การเจรจาครั้งสุดท้ายตามคำสั่งศาลของคดีแอปเปิล-ซัมซุงล่มไปแล้ว ทั้งคู่ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาผ่านลูกขุน งานของผู้พิพากษาในตอนนี้ก็คือการออกแบบฟอร์มคำพิพากษาให้คณะลูกขุนไปกรอก แบบเดียวกับคดีกูเกิลและออราเคิลก่อนหน้านี้
โค้งสุดท้ายยังมีการโต้เถียงกันในเรื่องสำคัญ คือ ผู้พิพากษาจะเตือนลูกขุนว่าทั้งสองบริษัทลบอีเมลภายในแม้จะอยู่ในช่วงการเก็บหลักฐานไว้ก็ตาม โดยก่อนหน้านี้แอปเปิลได้ร้องให้ผู้พิพากษาเตือนคณะลูกขุนในเรื่องนี้ ซึ่งผู้พิพากษาก็ทำตาม แต่หลังจากนั้นก็เป็นคำเตือนในฝั่งแอปเปิลที่ถูกแจ้งพฤติกรรมแบบเดียวกันให้กับคณะลูกขุน
แบบฟอร์มพิพากษายาว 22 หน้ากระดาษ สรุปรวมประเด็นออกเป็นสามอย่าง ได้แก่ สิทธิบัตรการออกแบบสี่ฉบับ, สิทธิบัตรประดิษฐกรรม, และการละเมิด "หีบห่อ" (trade dress) ทั้งหมดฟ้องกับโทรศัพท์มือถือ 21 รุ่น และแท็บเล็ตอีกสองรุ่น รวมถึงพิพากษาว่าซัมซุงผูกขาดการค้าในการใช้สิทธิบัตร UMTS หรือไม่ รวมทั้งหมดมูลค่าความเสียหาย 2,750 ล้านดอลลาร์
ส่วนทางฝั่งซัมซุงเรียกร้องค่าเสียหายจากสิทธิบัตร UMTS และเทคโนโลยีอื่นรวม 5 ฉบับ มูลค่าความเสียหายที่อ้างคือ 400 ล้านดอลลาร์
ผู้พิพากษา Koh แสดงความกังวลอย่างเปิดเผยว่าลูกขุนอาจจะสับสนต่อแบบฟอร์มที่ยาวและใช้คำที่สับสน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายพยายามยื่นคำคัดค้านเพื่อปรับเปลี่ยนแบบฟอร์มให้เข้ามาอยู่ฝั่งตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จนกระทั่งผู้พิพากษา Koh ดูจะหมดความอดทนและบอกทั้งสองบริษัทให้หยุด
ที่มา - ArsTechnica
ระหว่างการให้ปากคำในคดีฟ้องร้องกันระหว่างแอปเปิลกับซัมซุง ได้จบลงด้วยการที่ผู้พิพากษา Lucy Koh ได้บอกเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่าให้ทั้งสองฝ่ายลองพยายามเจรจากันอีกครั้ง โดยการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่สามารถตกลงอะไรได้เลย และสุดท้ายก็คงต้องรอคำตัดสินของศาล
นี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายได้พยายามเจรจากันมาแล้วหลายครั้ง และมีครั้งหนึ่งที่ทั้งซีอีโอของซัมซุง และทิม คุก ต้องมาร่วมเจรจาตามที่ศาลได้ร้องขอเป็นเวลาสองวันเต็ม
ที่มา - Ars Technica
จากรายงานก่อนหน้านี้ ที่กูเกิลได้ฟ้องแอปเปิลผ่านโมโตโรล่า และขอให้ ITC พิจารณาแบนสินค้าของแอปเปิลหลายชนิดด้วยกัน ล่าสุด TechCrunch ทราบแล้วว่ากูเกิลได้ฟ้องแอปเปิลฐานละเมิดสิทธิบัตรหลายใบของโมโตโรล่า ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกูเกิลแล้ว
สิทธิบัตรต่าง ๆ ที่กูเกิลกล่าวหาว่าแอปเปิลละเมิด ได้แก่ การแจ้งเตือนตามตำแหน่งสถานที่ (location reminder), การแจ้งเตือนอีเมล (e-mail notification), การเล่นคลิปวีดีโอและ Siri โดยสินค้าของแอปเปิลเกือบทุกชนิดรวมถึงคอมพิวเตอร์ ละเมิดสิทธิบัตรที่กล่าวมานี้ ยกเว้น iPod classic และ iPod nano
เมื่อตอนที่กูเกิลเข้าซื้อโมโตโรล่า กูเกิลยังได้ของแถมเป็นสิทธิบัตรกว่า 17,000 ใบติดกับโมโตโรล่ามาด้วย และหลายคนเชื่อว่านี่เป็นสาเหตุหลักที่กูเกิลได้เข้าซื้อโมโตโรล่า กูเกิลเองในฐานะที่เป็นบริษัทน้องใหม่ไม่ได้มีสิทธิบัตรไว้ในครอบครองมากเท่ากับผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลิต Android OS ออกมา แต่ตอนนี้กูเกิลมีเครื่องมือใหม่มาให้เล่นในสนามที่มีการแข่งขันสูงนี้แล้ว
ที่มา - TechCrunch
ต่อจากข่าว ผู้พิพากษา Alsup สั่งกูเกิลและออราเคิลเปิดเผยชื่อสื่อที่ได้รับเงินเพื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับคดีจาวา ทั้งสองบริษัทก็ปฏิบัติตามคำสั่งและเปิดเผยรายชื่อของสื่อที่รับเงินจากตัวเองมาเรียบร้อย
ฝั่งกูเกิลไม่มีอะไรน่าสนใจเพราะกูเกิลบอกว่า "ไม่ได้จ่ายเงินให้สื่อรายไหน" แต่ก็แนบรายชื่อนักวิจัยด้านคอมพิวเตอร์ที่เคยได้รางวัล Focused Research Awards จากกูเกิล และสมาคมการค้า-ล็อบบี้ยิสต์มาจำนวนหนึ่งเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ที่น่าสนใจกลับเป็นฝั่งออราเคิลที่ระบุว่าจ้าง Florian Mueller เจ้าของบล็อกสิทธิบัตร FOSS Patents (ซึ่ง Blognone ก็ใช้ข้อมูลจากที่นี่บ่อยๆ) เป็นที่ปรึกษาในด้านที่เกี่ยวกับสิทธิบัตร แต่ตัวของ Florian เองก็ประกาศเรื่องนี้ไว้ในบล็อกของเขาตั้งแต่เดือนเมษายน 2011 ว่าทำงานให้ออราเคิลและก็ยังติดตามคดีนี้ไปพร้อมๆ กันด้วย
ที่มา - paidContent
รายงานล่าสุดเผยว่ากูเกิลให้โมโตโรล่ายื่นฟ้องแอปเปิลแก่คณะกรรมการการค้าสากลหรือ ITC ให้แบนสินค้าของแอปเปิลหลายชนิด ตั้งแต่ iPhone, iPad, iPod touch และคอมพิวเตอร์ของแอปเปิลหลายรุ่น โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่โมโตโรล่าได้ออกมาฟ้องร้องแอปเปิลโดยตรง หลังจากที่กูเกิลได้ซื้อกิจการของโมโตโรล่าไปแล้ว
ในรายงานนี้ ยังไม่ระบุว่ากูเกิลและโมโตโรล่าต้องการฟ้องแอปเปิลจากสาเหตุใด แต่คาดว่าเนื้อหาของคำร้องครั้งนี้น่าจะหนีไม่พ้นเทคโนโลยีที่แอปเปิลได้เลือกใช้ในสินค้าหลายชนิด ที่ได้ละเมิดสิทธิบัตรที่โมโตโรล่าถือครองอยู่
ขณะนี้แอปเปิลกับโมโตโรล่าได้มีเรื่องฟ้องร้องกันอยู่แล้วอีกหนึ่งคดี ซึ่งเกี่ยวกับสิทธิบัตรเทคโนโลยีไร้สาย และผู้พิพากษาของ ITC ในคดีนี้ได้ออกมาแสดงความเห็นก่อนการตัดสินคดีจริงแล้วว่าแอปเปิลได้ละเมิดสิทธิบัตรโมโตโรล่าจริง
ที่มา - TechCrunch
เดือนที่แล้วมีข่าวออกมาบอกว่าทั้งกูเกิล แอปเปิล ซัมซุง และ HTC ต่างก็สนใจที่จะเข้าประมูลสิทธิบัตรเกี่ยวกับการถ่ายภาพดิจิตอล แต่รายงานล่าสุดจาก The Wall Street Journal รายงานว่าบริษัทเหล่านี้อาจจะรวมตัวกันประมูลสิทธิบัตรของ Kodak เพื่อที่จะกดราคาสิทธิบัตรลงให้ต่ำกว่าราคาที่ Kodak หวังว่าจะได้ในตอนแรก
โดยพันธมิตรใหม่นี้ จะรวมตัวพยายามซื้อสิทธิบัตรของ Kodak หลายใบที่มีมูลค่ารวมสูงกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าที่ Kodak หวังไว้ว่าจะได้เงินประมาณ 2.2-2.6 พันล้านดอลลาร์จากการประมูล โดยพันธมิตรใหม่กลุ่มนี้จะต้องแข่งขันกับบริษัทอย่าง Intellectual Ventures Management ที่ต้องการซื้อสิทธิบัตรเพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม Kodak มีสิทธิที่จะถอนตัวจากการประมูลสิทธิบัตร หากไม่พอใจกับราคาที่คาดหมายไว้ เช่นกัน การรวมตัวกันเพื่อประมูลสิทธิบัตร อาจจะถือว่าเป็นการผูกขาด และอาจจะโดนฟ้องโดยหน่วยงานของรัฐได้เช่นกัน
ที่มา - MacRumors
คดีระหว่างแอปเปิลกับซัมซุงที่กำลังต่อสู้กันอยู่ในชั้นศาล ทำให้เรารู้เรื่องต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับทั้งสองบริษัท ล่าสุดอีกข้อมูลที่น่าสนใจที่ถูกเปิดเผยก็คือเรื่องแท็บเล็ตของไมโครซอฟท์ที่กำลังจะวางตลาดในเร็ว ๆ นี้ โดยนาย Boris Teksler ผู้บริหารทางด้านการทำใบอนุญาตสิทธิบัตรของแอปเปิลบอกว่า ไมโครซอฟท์ได้รับสิทธิในการใช้สิทธิบัตรของแอปเปิลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ทั้งสองก็มีข้อตกลง anti-cloning (ว่าจะไม่ลอกเลียนสินค้าของแอปเปิล) แยกอีกต่างหาก
The Wall Street Journal รายงานว่าไมโครซอฟท์สามารถเข้าถึงสิทธิบัตรของแอปเปิลได้ ผ่านการ cross-licensing หรือแลกเปลี่ยนสิทธิบัตรซึ่งกันและกันกับแอปเปิล และดูเหมือนว่าการที่แอปเปิลออกมาเผยรายละเอียดดังกล่าว ก็เพื่อชี้ทางออกให้แก่ซัมซุงว่าซัมซุงเองก็สามารถจะแลกเปลี่ยนสิทธิบัตรกับแอปเปิลได้ เช่นเดียวกับไมโครซอฟท์
ในรายงานยังบอกอีกว่าระบบปฏิบัติการ Windows RT บน Surface นั้นน่าจะแตกต่างจาก iOS เพียงพอที่แอปเปิลถือว่ามันไม่ได้เป็นการลอกเลียนแบบ iOS ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลง anti-cloning ที่ทั้งสองบริษัทบรรลุความเข้าใจกันก่อนหน้านี้แล้ว
ที่มา - MacRumors
ในเอกสารล่าสุดที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะจากคดีความที่ยังต่อสู้กันในชั้นศาลระหว่างแอปเปิลกับซัมซุง พบว่าในปี 2010 แอปเปิลเคยเสนอให้ซัมซุงจ่ายค่าสิทธิบัตรให้กับแอปเปิลเป็นจำนวนเงิน $30 ต่อเครื่องสำหรับโทรศัพท์ และ $40 สำหรับแท็บเล็ต โดยรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่าง Windows Phone, Symbian และ Bada ด้วย โดยหากคำนวณแล้วจะมีมูลค่ารวมในปี 2010 ประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
นอกจากนี้แอปเปิลยังเสนอส่วนลดให้อีก 20% หากซัมซุงยอมที่จะอนุญาตให้แอปเปิลใช้สิทธิบัตรของซัมซุงด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าข้อเสนอดังกล่าวนั้นไม่เป็นผล จนนำมาสู่คดีความปัจจุบันในที่สุด
ที่มา - AppleInsider, AllThingsD
สิทธิบัตร Android นั้นเป็นแหล่งรายได้ของ Microsoft ไปแล้ว จากการที่อุปกรณ์ Android กว่าครึ่งตลาดเซ็นสัญญาใช้งานสิทธิบัตรจาก Microsoft
ล่าสุดบริษัทวิเคราะห์หุ้น Trefis ประเมินว่า Microsoft จะได้รับค่าสิทธิบัตรจาก Samsung เป็นเงิน 12-13 ดอลลาร์ต่อมือถือ Android หนึ่งเครื่อง ส่วนค่าสิทธิบัตรจาก HTC ถูกกว่าเล็กน้อยที่ 10 ดอลลาร์ต่ออุปกรณ์ Android หนึ่งเครื่อง
เมื่อลองพิจารณาว่าในไตรมาสที่สองปีนี้ Samsung ขายมือถือ Android ได้มากกว่า 50 ล้านเครื่อง นั่นคิดเป็นรายได้มากกว่า 600 ล้านดอลลาร์ที่เข้าสู่ Microsoft ถ้ารวม HTC ที่ขายได้ 8 ล้านเครื่องเข้าไปด้วย จำนวนเงินจะสูงจนเกือบแตะ 700 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
เงินจำนวนนี้มากพอที่จะชดเชย "ค่าใช้จ่ายสนับสนุนแพลตฟอร์ม" ที่ Microsoft จ่ายให้กับ Nokia เป็นเงิน 250 ล้านดอลลาร์ทุกไตรมาสและยังเหลือไว้พัฒนา Windows Phone ได้อีก
ที่มา - WMPoweruser











