Health
นักวิจัยชี้ความอ้วนอาจมีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้น
Submitted by elixer
on 16 May, 2008 - 22:19.
tags:
Phil Edwards และ Ian Roberts นักวิจัยของ London School of Hygiene and Tropical Medicine ได้ชี้ให้เห็นว่าประชากรที่มีภาวะน้ำหนักเกินจนถึงอ้วน อาจมีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้น จากการทำให้ความต้องการอาหาร และพลังงานเพิ่มมากขึ้น
นักวิจัยทั้งสองคนนี้ชี้ให้เห็นว่าคนทั่วไปต้องการพลังงานในการดำรงชีวิตประมาณ 2510 แคลอรี่ต่อวัน ในขณะที่คนอ้วนต้องการพลังงานถึง 2960 แคลอรี่ต่อวัน ซึ่งสูงกว่าคนทั่วไปถึง 18 % โดยพลังงานที่ต้องการมากกว่า หมายถึงปริมาณอาหารที่ต้องรับประทานมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการอาหารเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการทำการเกษตรมากขึ้น เกิดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น (20 % ของก๊าซเรือนกระจกมาจากภาคเกษตรกรรม) ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น
นอกจากนี้น้ำหนักที่มากของคนอ้วนยังส่งผลโดยตรงต่อภาคการขนส่ง เพราะยานพาหนะต้องรับน้ำหนักมากขึ้น ทำให้มีการใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น ส่งผลให้โลกร้อนขึ้นเช่นเดียวกัน
องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าในปัจจุบันมีคนอย่างน้อย 400 กว่าล้านคนทั่วโลกอยู่ในภาวะอ้วน (BMI > 30) และในปี 2015 ประชากร 2,300 ล้านคนจะอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน (BMI > 25) โดย 700 ล้านคนในนั้นจะอยู่ในภาวะอ้วน
ว่าแล้วก็ไปออกกำลังกาย และลดการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟ่์กันดีกว่า
ที่มา - YAHOO! NEWS, The Lancet (ต้องใช้รหัสผ่านในการเข้าอ่าน)
หมายเหตุ BMI (Body Mass Index) หรือดัชนีมวลกาย คือค่าที่คำนวณโดยการเอาน้ำหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง มีหน่วยเป็น กิโลกรัมต่อเมตรยกกำลังสอง (คำนวณออนไลน์ได้ที่ NHBI) ค่าปกติคือ 18 - 25 สำหรับคนตะวันตก และ 18 - 23 สำหรับคนเอเชีย
คนอ้วนเท่าเดิม แต่เซลล์ไขมันมีการผลัดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
Submitted by zybernav
on 14 May, 2008 - 20:11.
tags:
ตามทฤษฎีเซลล์ไขมัน เดิมที่เชื่อกันว่า จำนวนเซลล์ไขมันในร่างกายของมนุษย์มีปริมาณคงที่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่จะอ้วน หรือผอมนั้นขึ้นอยู่กับขนาดเซลล์ไขมัน ว่ามีการสะสมไขมันเอาไว้มากแค่ไหน (เป็นที่มาของการที่คนที่เคยอ้วนมาก่อน มักจะกลับมาอ้วนได้ง่ายกว่า และเด็กที่อ้วนก็มักจะเป็นผู้ใหญ่อ้วนที่ลดยากกว่า)
ล่าสุดนักวิจัยจากสวีเดนได้เปิดเผยข้อมูลที่ทำการพบเพิ่มเติมว่า เซลล์ไขมันในร่างกายมีการผลัดเปลี่ยนใหม่ในอัตรา 10% ของแต่ละปี โดยจะมีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนในจำนวนเท่าเดิม การค้นพบนี้นำไปสู่มุมมองใหม่ในการจัดการกับความอ้วน ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาวิธีระงับการสร้างเซลล์ไขมันขึ้นใหม่ และการหาคำตอบว่าการดูดไขมัน (liposuction) จะทำให้ให้ผอมแบบถาวรได้หรือไม่
อย่างไรก็ตามนักวิจัยกลุ่มนี้ก็ยังแสดงความเป็นห่วงว่า เรายังไม่เข้าใจขบวนการที่ทำให้เกิดความอ้วนอย่างครบถ้วน การเข้าไปรบกวนกระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง อาจส่งผลอย่างอื่นตามมาก็เป็นได้
ที่มา NYTimes
ศาสตร์แห่งการตายคาอก
Submitted by zybernav
on 12 May, 2008 - 17:37.
tags:
มีตัวอย่างตามที่ต่าง ๆ อยู่บ่อย ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ หนัง ละคร ทำให้เราคิดกันไปว่าการมีเซ็กซ์ทำให้ตายคาอกกันง่าย ๆ
จากการรวบรวมสถิติของภาวะหัวใจขาดเลือด (heart attack) พบว่า ผู้ชายอายุ 50 ปี ที่ไม่มีความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด อยู่ที่ 1 ใน 1,000,000 คน ใน 1 ชั่วโมงอยู่แล้ว ในขณะที่การมีเซ็กซ์เพิ่มความเสี่ยงขึ้นมาเป็น 2 ใน 1,000,000 คน (แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แต่ก็ยังถือว่าน้อยอยู่ดี)
ที่จริงแล้วการมีเซ็กซ์ การคือการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง ซึ่งเคยมีการทดลองมาแล้วว่า จะเพิ่มการทำงานของหัวใจโดยเฉลี่ยขึ้นเป็น 130 ครั้งต่อนาทีโดยประมาณ ซึ่งก็เท่ากับการเดินขึ้นบันได 2 สองชั้นเท่านั้นเอง
เรียกว่า ถ้าเดินขึ้นบันไดไหว ก็เตะปี๊บดัง ว่างั้น
ที่มา Times online: Top ten medical myths (มีเรื่องอื่น ๆ ด้วยครับ), Keepthedoctoraway.co.uk
เพิ่มความฉลาด โดยการดูดนมจากเต้า
Submitted by Mr.JoH
on 9 May, 2008 - 00:25.
tags:
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย McGill ได้ทำการศึกษาว่าการให้นมแม่แก่เด็กทารก มีผลต่อการพัฒนาการของตัวเด็กอย่างไร ซึ่งผลกจากกลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวนมาก ก็พบความสัมพันธ์ ระหว่างการพัฒนาการทางด้านสติปัญญา กับระยะเวลาที่ลูกมีโอกาสได้ดูดนมจากแม่
จากผลการศึกษาดังจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 14,000 คน เป็นเวลากว่า 6 ปี ทำให้ ดร. Michael Kramer ได้้ข้อสรุปที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน ว่า ยิ่งแม่ให้ลูกดูดนมเป็นเวลานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เด็กฉลาดขึ้นเท่าั้นั้น
วิธีการประเมินผล ที่ทีมวิจัยกลุ่มนี้ใช้ ก็ได้แก่ การทำข้อสอบวัดไอคิว และการให้คะแนนความสามารถด้านการเขียน, อ่าน, คณิตศาสตร์ จากบรรดาอาจารย์ที่ทำการสอน ซึ่งจากผลลัพธ์ได้ แสดงให้เห็นว่า เด็กที่ดูดนมแม่เป็นระยะเวลานานกว่า ก็จะมีสติปัญญาที่สูงกว่าเด็กทั่วไป
ที่มา - EurekAlert via Jusci.net
อ้วนเกิน หรือผอมเกิน ก็เสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม
Submitted by zybernav
on 8 May, 2008 - 23:27.
tags:
จากการรวบรวมงานวิจัยใน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ สวีเดน ญี่ปุ่น ที่มีการตีพิมพ์ในช่วงปีค.ศ. 2003-2007 ครอบคลุมกลุ่มประชากร 37,000 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 40-80 ปี พบว่า โรคอ้วน (obesity) เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อม (dementia) ขึ้น 42% เทียบกับกลุ่มประชากรที่มีน้ำหนักปกติ ในขณะที่การที่มีน้ำหนักตัวน้อยเกินไป (underweight) ก็เพิ่มความเสี่ยงขึ้น 36%
ภาวะสมองเสื่อมในการศึกษานี้หมายความถึง โรคอัลไซเมอร์ และโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากหลอดเลือดสมองเสียหาย (vascular dementia)
เมื่อสาวย้อนกลับไปจะพบว่า 12% ของผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม มีโรคอ้วนเป็นตัวการร่วม และถ้าเจาะจงเฉพาะโรคอัลไซเมอร์ ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 21%
ผู้วิจัยก็เลยสรุปความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัว กับภาวะสมองเสื่อมเป็นแบบ U-shape ซึ่งส่วนของท้อง U (ความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อมต่ำที่สุด) ก็คือผู้ที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกตินั่นเอง
ที่มา Physorg
Pixie dust: ผงมหัศจรรย์ช่วยงอกนิ้ว
Submitted by ds2kGTS on 1 May, 2008 - 22:12. tags:นาย Lee Spievak ชายวัย 69 ผู้สูญเสียนิ้วไปจากอุบัติเหตุกลับมามีนิ้วงอกสมบูรณ์อีกครั้งจากการใช้ผงมหัศจรรย์ pixie dust
หลังจากที่ถูกใบพัดของเครื่องบินจำลองเฉือนนิ้วหายไป 1/2” โดยไม่สามารถหาชิ้นส่วนส่วนที่ถูกตัดเพื่อนำกลับมาต่อใหม่ได้ นาย Lee แทบจะสิ้นหวัง แต่โชคดีที่น้องชายของเขาซึ่งทำงานอยู่ในวงการ regenerative medicine ได้ส่งผงมหัศจรรย์ดังกล่าวมาให้เพื่อใช้โรยที่แผลเพื่อการรักษา สี่สัปดาห์หลังจากนั้นนิ้วของเขาก็กลับมามีสภาพสมบูณ์ดังเดิม
Pixie dust (ชื่ออย่างเป็นทางการคือ Extracellular matrix) ทำมาจากเนื้อเยื่อกระเพาะปัสสาวะสุกร มีคุณสมบัติช่วยสร้างเนื้อเยื่อแทนที่จะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ ถูกคิดค้นจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก
ในอนาคตเราคงจะได้เห็นการใช้งานผงมหัศจรรย์นี้เพื่อรักษาผู้ป่วยในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ
อาหารของแม่ก่อนตั้งครรภ์อาจมีผลถึงสุขภาพของลูก
Submitted by lew
on 27 April, 2008 - 11:24.
tags:
เราทุกคนคงรู้กันดีว่าอาหารการกินของแม่มีผลโดยตรงต่อสุขภาพของลูกที่เกิดมา แต่บทความในวารสาร Journal of Physiology ระบุว่าแม้แต่อาหารที่แม่กินก่อนการตั้งครรภ์ก็มีผลต่อสุขภาพของลูกด้วยเช่นกัน
ทีมงานวิจัยนี้นำโดยนาย Adam Watkins ได้ทดลองเลี้ยงแม่หนูด้วยอาหารที่มีโปรตีนต่ำในช่วงแรกของการตกใข่ หลังจากนั้นจึงเริ่มให้มีการผสมพันธุ์ แล้วจึงตรวจสอบสุขภาพของลูกหนู พบว่าลูกหนูนั้นมีความเครียดสูง, ระบบเลือดผิดปรกติ, และไตรูปร่างผิดปรกติและทำงานไม่สมบูรณ์
งานวิจัยนี้เป็นการทดลองในหนู และยังไม่มีการยืนยันว่าในมนุษย์จะเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่ โดยยังต้องรอการทดลองเพิ่มเติมต่อไป
ที่มา - PhysOrg
การกินวิตามินเสริมในกลุ่ม antioxidant อาจทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร
Submitted by zybernav
on 19 April, 2008 - 02:12.
tags:
Cochrane Collaboration ซึ่งเป็นที่ที่มีการรวบรวม วิเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับการทดลอง และเก็บสถิติทางการแพทย์ ได้ทำการรวบรวมการวิจัยผลของการกินอาหารเสริมที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant — beta-carotene, วิตามิน A, วิตามิน C, วิตามิน E และ Selenium) เปรียบเทียบกับการใช้ยาหลอก (placebo) หรือการไม่ได้รับยาเลย ที่เคยตีพิมพ์ออกมาจำนวน 67 งานวิจัย และมีประชากรกลุ่มตัวอย่างรวมกัน 232,550 ราย โดยในจำนวนนี้ 21 งานวิจัยเป็นการเปรียบเทียบในกลุ่มประชากรที่แข็งแรง และ 46 งานวิจัยเปรียบในกลุ่มตัวอย่างที่มีโรคประจำตัว
พบว่าการกินอาหารเสริมในกลุ่ม antioxidant ไม่ได้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตแต่อย่างใด โดยอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมที่มีฤทธิ์ antioxidant อยู่ที่ 13.1% เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับอาหารเสริมอยู่ที่ 10.5% เมื่อทำการวิเคราะห์ลงไปในแต่ละการทดลองแล้วพบว่า beta-carotene, วิตามิน A และวิตามิน E เพิ่มอัตราการเสียชีวิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และในส่วนของวิตามิน C และ Selenium นั้น ก็ยังไม่พบหลักฐานว่าสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้
ผลจากการรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงสรุปว่าหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สนับสนุนให้ใช้อาหารเสริมที่เป็น antioxidant ในคนที่มีสุขภาพแข็งแรง และในกลุ่มที่มีโรคประจำตัวบางโรค
อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยนี้ไม่ได้รวมถึงผลของ antioxidant ที่เฉพาะเจาะจงต่อโรคบางชนิด และ antioxidant ที่มีอยู่ในอาหารจำพวกผัก และผลไม้
งานนี้ไม่รู้ว่าจะส่งผลต่อวงการอาหารเสริมยังไงบ้าง
Kanzius Machine: ความหวังใหม่ในการรักษาโรคมะเร็ง
Submitted by zybernav
on 15 April, 2008 - 13:17.
tags:
CBS 13/4/51 รายการ 60 Minutes ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ Kanzius Machine ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นขึ้นโดย John Kanzius นักประดิษฐ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคลื่นวิทยุ ผู้ซึ่งเคยล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) ร่วมกับทีมวิจัยของศาสตราจารย์ Steve Curley แห่ง M.D. Anderson เพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยไม่เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายของผู้ป่วย โดยอาศัยแนวคิด และวิทยาการทางด้าน nanotechnology ร่วมกับการใช้คลื่นวิทยุ
หลักการของ Kanzius Machine คือ การฉีดอนุภาคนาโนของทองคำที่มี antibody ที่เฉพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็งติดอยู่ด้วย เข้าไปในร่างกาย เพื่อให้อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้ไปจับกับเซลล์มะเร็ง ก่อนที่จะใช้คลื่นวิทยุเข้าไปสั่นสะเทือนอนุภาคนาโนเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อน และฆ่าเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด
ปัญหาของแนวคิดนี้คือ จำเป็นต้องหาโมเลกุลที่มีความเฉพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็ง เพื่อให้อนุภาคนาโนเหล่านี้เข้าไปจับ และทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง โดยที่ไม่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันออกไปในเซลล์มะเร็งแต่ละชนิดด้วย
ขณะนี้การศึกษาค้นคว้ายังอยู่ในห้องทดลอง ซึ่งสามารถทำลายเซลล์มะเร็งที่ถูกฉีดอนุภาคนี้เข้าไป แล้วกระตุ้นด้วยคลื่นวิทยุได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อปกติที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งผู้วิจัยคาดว่าจะสามารถเริ่มการทดลองด้านคลินิก (clinical trial) ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า
ที่มา
- บทความจาก Wired
- เนื้อหารายการ 60 minutes มี video ยาวประมาณ 13 นาที
ผู้ป่วยรับบริจาคอวัยวะ 4 ราย ติดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจากอวัยวะผู้เสียชีวิต
Submitted by zybernav
on 10 April, 2008 - 20:25.
tags:
MSNBC: มีรายงานผู้ป่วยที่รับบริจาคอวัยวะได้รับมะเร็งจาก เด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Meningitis) ที่มาโรงพยาบาล Stony Brook University Hospital ด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหลัง และคออย่างรุนแรง ตาพร่า และชัก แต่ไม่สามารถตรวจพบเชื้อที่เป็นสาเหตุได้ ซึ่งเสียชีวิตลงในเวลาต่อมาหลังจากที่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
หลังการเสียชีวิต บิดามารดาของเด็กหนุ่มได้ตัดสินใจบริจาคอวัยวะให้กับผู้ป่วยรายอื่น แต่ผลของการผ่าชันสูตรศพในภายหลังพบว่า เด็กหนุ่มรายนี้ไม่ได้เสียชีวิตจากไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง (non-Hodgkin Lymphoma) ซึ่งพบได้น้อย (ประมาณ 1,500 ราย/ปี ในสหรัฐอเมริกา) ซึ่งต่อมาบิดาและมารดาของเด็กหนุ่มรายนี้ได้ทราบข่าวว่า ผู้ป่วยอายุ 52 ปี ที่ได้รับการปลูกถ่ายตับของเด็กหนุ่มรายนี้ และผู้ป่วยอายุ 36 ปี ที่ได้รับตับอ่อน เสียชีวิตลงด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเดียวกันในเวลาไม่กี่เดือนต่อมา
นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ป่วยอีก 2 ราย ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตของเด็กหนุ่ม ได้เข้ารับเคมีบำบัด และผ่าตัดเอาไตที่ปลูกถ่ายไว้ออก
เหตุการณ์ที่ผู้ป่วยได้รับมะเร็งจากการปลูกถ่ายอวัยวะนั้นค่อนข้างเกิดได้น้อย (ประมาณ 64 ราย จาก 230,000 ราย จากการรวบรวมข้อมูลของ United Network for Organ Sharing) ในกรณีนี้ จากการตรวจสอบของ State Health Department ไม่พบว่ามีข้อผิดพลาดของแนวทางการปฏิบัติแต่อย่างใด แต่เป็นอาการของโรค และการวินิจฉัยที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทีมแพทย์ และก็ได้แจ้งให้ผู้ป่วยทั้ง 4 รายทราบ และเข้ารับเคมีบำบัด หลังจากที่ทราบผลชันสูตร
กล้องอัตโนมัติตรวจจับการฝ่าไฟแดง (Red Light Camera): ใครได้ประโยชน์?
Submitted by zybernav
on 9 April, 2008 - 13:48.
tags:
วันนี้ได้ยินข่าวในโทรทัศน์ว่า กำลังจะมีการนำเอากล้องอัตโนมัติสำหรับตรวจจับการขับรถฝ่าไฟแดง (Red Light Camera) แบบที่ใช้ในต่างประเทศมาใช้ในสี่แยกหลาย ๆ จุดทั่วกรุงเทพฯ แล้วก็ทำการส่งภาพถ่ายทะเบียนรถที่ฝ่าไฟแดงไปยังเจ้าของรถเพื่อเก็บค่าปรับครับ
ดู ๆ ไปก็น่าจะมีประโยชน์ดี ทำให้คนฝ่าไฟแดงน้อยลง มิใช่หรือ???
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีงานวิจัยของ Florida Public Health Review ที่เพิ่งออกมาใหม่ เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลการใช้ Red Light Camera ในรัฐฟลอริด้า รวมทั้งในที่อื่น ๆ ด้วย
ฤทธิ์ยาแก้ปวด: ยิ่งแพงยิ่งหายปวด
Submitted by zybernav
on 8 April, 2008 - 22:44.
tags:
ในท้องตลาดเรามักจะเห็นยาแก้ปวดหลากหลายชนิด มีราคาต่างกันออกไปตามความเก่าใหม่ของยา ส่วนใหญ่ยาที่ออกมาใหม่ ๆ มักมีราคาแพงกว่ายาที่ใช้มาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งบริษัทยาก็โฆษณาว่า ยาตัวใหม่สามารถแก้ปวดได้ดีกว่ายาตัวเก่าเสมอ
ในวารสาร Journal of The American Medical Association ฉบับวันที่ 5 มีนาคม 2008 ได้ตีพิมพ์การศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์การแก้ปวดกับราคายาที่คนไข้รับรู้ โดยทำการศึกษาในคนปกติ 82 คน โดยครึ่งหนึ่งให้กินยาหลอกที่ไม่มีผลใด ๆ ต่อการลดอาการปวด (Placebo = เม็ดแป้งธรรมดา) โดยได้รับข้อมูลว่าเป็นยาแก้ปวดขนานใหม่ที่มีราคา $2.50 ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ให้กินยาหลอกตัวเดียวกัน แต่บอกว่า ยาถูกลดราคาลงมาเหลือ $0.10 แล้วนำกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่มไปทดสอบให้คะแนนระดับความเจ็บปวด (visual analog scale) ตั้งแต่ 0 (ไม่ปวดเลย)-100 (ปวดมากที่สุด) โดยการช็อตด้วยไฟฟ้าในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนทนไม่ได้
เคล็ดลับของการคุมน้ำหนัก: นอนให้พอดี
Submitted by zybernav
on 6 April, 2008 - 22:35.
tags:
นักวิจัยการนอนได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยลงในวารสารการนอน (Journal Sleep) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัว กับระยะเวลานอนในแต่ละคืน โดยทำการวิจัยในกลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 21 ถึง 64 ปี จำนวน 276 คน โดยทำการชั่งน้ำหนักไว้ก่อนเริ่มทำการศึกษา แล้วทำการติดตามน้ำหนักตัวเมื่อเวลาผ่านไป 6 ปี
ผู้วิจัยพบว่า กลุ่มที่ใช้เวลานอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มที่นอน 8 ชั่วโมงต่อวัน และกลุ่มที่ใช้เวลานอนเกิน 9 ชั่วโมงต่อวันก็มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากขึ้นเฉลี่ย 1.58 กิโลกรัม
นอกจากนี้ผู้วิจัยยังพบอีกว่า คนที่นอนน้อยมีความเสี่ยงที่จะได้น้ำหนักตัวเพิ่ม 5 กิโลกรัมในเวลา 6 ปี เพิ่มขึ้น 35% ส่วนคนที่นอนเยอะเกินก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 25%
ผู้วิจัยสันนิษฐานว่าความสัมพันธ์ของน้ำหนักตัวกับระยะเวลาการนอนนี้ เกิดจากการนอนนั้นมีผลต่อวงจรการหลั่งฮอร์โมนที่มีความสำคัญต่อความรู้สึกหิวหรืออิ่ม
ใครว่านอนเยอะแล้วจะขึ้นอืด นอนน้อยก็ขึ้นอืดได้เหมือนกันครับ
แพทย์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบผ่านทางช่องคลอด
Submitted by Whistend on 6 April, 2008 - 01:04. tags:เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551 ทีมศัลยแพทย์จาก University of California San Diego Medical Center ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบผ่านทางช่องคลอดของผู้ป่วย เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา (ข่าวไม่ได้ระบุว่าเคยมีที่ประเทศอื่นมาก่อนรึเปล่าครับ)
โดยเทคนิคในการผ่าตัดนี้มีชื่อว่า “NOTES” (Natural Orifice Translumenal Endoscopic Surgery; การผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องภายใน ผ่านทางช่องเปิดตามธรรมชาติ) ซึ่งกระบวนการก็ตรงตัวตามชื่อครับ คือเป็นการผ่าตัดโดยการสอดกล้องเข้าไปทางช่องเปิดตามธรรมชาติของมนุษย์ เช่น ช่องปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก แล้วเจาะรูผ่านทางช่องเปิดนั้นๆเพื่อเข้าสู่ช่องท้อง แล้วทำการผ่าตัดที่อวัยวะเป้าหมาย (เช่นไส้ติ่ง หรือถุงน้ำดี)
ซึ่งเทคนิคดังกล่าวนี้มีข้อดีคือไม่ต้องผ่าเปิดช่องท้อง หรือผ่าแผลเล็กมากๆในระดับไม่กี่มิลลิเมตร เพื่อสอดกล้องเข้าไปช่วยบอกตำแหน่งเื้ท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดน้อยลง และสร้างความเจ็บปวดน้อยกว่าการผ่าตัดตามปกติ (เมื่อให้ผู้ป่วยที่ผ่าตัดครั้งนี้ให้คะแนนความเจ็บปวดหลังผ่าตัดจาก 1-10 ปรากฏว่าเธอให้คะแนนแค่ 0.5-1 คือแทบไม่รู้สึกอะไรเลย) และนอกจากนั้นยังช่วยให้ใช้เวลาพักฟื้นน้อยลงด้วย
ปล. งานนี้ผู้หญิงได้เปรียบผู้ชายครับ เพราะท่อปัสสาวะของท่านชายมีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะสอดกล้องเข้าไปได้ เลยมีช่องเปิดให้สอดกล้องเข้าไปได้น้อยกว่าผู้หญิง 1 ช่อง (ฮา)
(จะว่าไป ถ้าเกิดผ่าผ่านทางทวารหนัก แล้วเกิดเย็บช่องที่เจาะไว้ไม่ดี ของเสียทะลักเข้าช่องท้องนี่คงสยองดีพิลึกนะครับ…)
ที่มา: Science Daily
รายละเอียดเพิ่มเติมของเทคนิค NOTES: Nature Clinical Practice (โหลด PDF มาอ่านได้ฟรีครับ)
แฮกเกอร์โจมตีผู้ป่วยลมบ้าหมูผ่านเว็บไซต์
Submitted by mk
on 31 March, 2008 - 02:20.
tags:
แฮกเกอร์ได้เจาะเข้าเว็บมูลนิธิผู้ป่วยโรคลมบ้าหมู Epilepsy Foundation และฝังภาพเคลื่อนไหวแบบ GIF ที่กระพริบและเคลื่อนไหวเร็ว จนส่งผลให้ผู้ป่วยที่เป็นสมาชิกของเว็บไซต์ และเข้าไปตอบเว็บบอร์ดจำนวนหนึ่งเกิดอาการปวดหัวและลมชัก
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม โดยแฮกเกอร์ฝังภาพเคลื่อนไหวลงในเว็บบอร์ด จากนั้นในวันอาทิตย์ก็ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อฝังโค้ดจาวาสคริปต์ให้ redirect ไปยังหน้าที่ออกแบบมาอย่างจงใจให้เกิดอาการลมชัก ปัจจุบันในโลกมีผู้ป่วยโรคลมบ้าหมูประมาณ 50 ล้านคน และ 3% ในนั้นอ่อนไหวต่อแสงกระพริบและสี
RyAnne Fultz หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เล่าว่าหลังจากเข้าเว็บและเกิดอาการแล้ว เธอไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือพูดได้ ยังดีที่ลูกชายของเธอเดินมาเจอเข้าพอดีและช่วยเหลือได้ทัน
เหตุการณ์ครั้งนี้อาจถือได้ว่าเป็นการแฮกครั้งแรกที่ส่งผลกระทบทางร่างกายต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์
ที่มา - Wired




