โรคอัลไซเมอร์คงเป็นหนึ่งในโรคที่เรากลัวว่าจะเป็นกันเมื่อแก่ตัวลง โดยโรคนี้สาเหตุเกิดจากการเพิ่มขึ้นของโปรตีนชื่อว่า amyloid-beta ข้อนี้ทำให้ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Rochester Medical Center สร้างวัคซีนเพื่อให้หนูสามารถทนทานต่อโปรตีนตัวนี้ได้
ผลการวิจัยในหนูที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีการผลิตโปรตีนตัวนี้ในปริมาณมาก ได้ผลที่ดีโดยหนูที่ได้รับวัคซีนสามารถทนทานต่อโปรตีนตัวนี้ได้อย่างชัดเจน และยังไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงแต่อย่างใด โดยหนูที่ได้รับวัคซีนและมีปริมาณของ amyloid-beta สูงกว่าปรกติยังคงมีความสามารถในการเรียนรู้และจดจำได้อย่างสมบูรณ์
แม้การทดลองในหนูจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ด้วยข้อกฏหมายที่ค่อนข้างซับซ้อน ทีมงานคาดว่าการทดสอบในมนุษย์จะเริ่มทำได้ในประมาณ 3 ปีข้างหน้าหรือนานกว่านั้น
ที่มา - PhysOrg
ฮอร์โมนที่ชื่อว่า Neuropeptide Y หรือ NPY โดยปกตินั้นถูกสร้างโดยสมอง เป็นที่รู้จักกันว่า เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อความรู้สึกหิว และกระตุ้นให้กินอาหาร ที่ทรงพลังมากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา จากการทดลองในหนูของ University of Western Ontario ประเทศแคนาดา พบว่า NPY ที่คิดว่าถูกสร้างโดยสมองเพียงที่เดียวนั้น ก็ถูกสร้างโดยเซลล์ไขมันที่หน้าท้องเช่นเดียวกัน คนอ้วนซึ่งมีเซลล์ไขมันที่หน้าท้องมากจึงมีการสร้าง NPY ออกมามาก และกระตุ้นให้กินมากขึ้น ดังนั้นจึงมีวงจรของการกิน และความอ้วน เกิดขึ้น ไม่รู้จบ
จากการค้นพบนี้ นำไปสู่แนวคิดการตรวจวัดระดับของ NPY ในเลือด เพื่อเป็นตัวบอกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความอ้วน และวิธีที่จะควบคุมผล NPY เพื่อตัดวงจรความอ้วน ซึ่งเป็นการป้องกันโรคแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากความอ้วน ซึ่งยุ่งยากกว่ามากในการรักษา
ที่มา
Western News, Scientific American
NASA ประกาศรับสมัครผู้เข้าร่วมทดลองเกี่ยวกับผลของสภาวะไร้น้ำหนักที่มีต่อร่างกายมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากล้ามเนื้อลีบ กระดูกพรุน ซึ่งจำเป็นที่นักบินอวกาศจะต้องปรับตัว เมื่อกลับเข้าสู่แรงโน้มถ่วงปกติบนโลก
ตามกติกา ผู้เข้าร่วมทดลอง จะต้องไม่สูบบุหรี่ ไม่มีประวัติโรคหัวใจ โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และโรคทางเดินอาหาร โดยจะมีการตรวจคัดกรองก่อน
การทดลองจะใช้เวลาประมาณ 120 วัน โดยใน 15 วันแรก คุณสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติภายในสถานที่ทดลองที่จัดไว้ให้ รวมทั้งรับการตรวจร่างกายระบบต่าง ๆ ตั้งแต่ระบบกล้ามเนื้อ กระดูก ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบประสาทและสมอง และระบบภูมิคุ้มกัน
หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงของการ นอน เป็นเวลา 90 วัน โดยท่านอนที่กำหนด ก็คือ ยกเท้าให้อยู่สูงกว่าศีรษะเล็กน้อย และมีช่วงเวลาตื่นนอนเป็นเวลา 16 ชั่วโมง และนอนหลับ 8 ชั่วโมง โดยระหว่างนี้ก็จะมีการติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ
พอครบ 90 วัน ก็เป็นช่วงเวลาพักฟื้น (recovery) โดยจะให้ผู้เข้าร่วมการทดลองทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามปกติในสถานที่ทดลอง และทำการตรวจติดตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอีกครั้ง
หลังจากครบกำหนดแล้วผู้เข้าร่วมทดลองก็จได้เงินค่าจ้างเป็นจำนวน $17,000
ส่วนกิจกรรมที่ทำได้ระหว่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้น ผู้เข้าร่วมทดลอง สามารถดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกมได้ด้วย
ใน Q&A บอกว่า ใครติด PS/3, XBox360 เอาเครื่องมาเองก็ได้ แต่ถ้าเอาเครื่อง Wii เข้าไปน่าจะมีปัญหา
ใครว่าง สนใจ ลองเข้าไปดูที่
ตามทฤษฎีเซลล์ไขมัน เดิมที่เชื่อกันว่า จำนวนเซลล์ไขมันในร่างกายของมนุษย์มีปริมาณคงที่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่จะอ้วน หรือผอมนั้นขึ้นอยู่กับขนาดเซลล์ไขมัน ว่ามีการสะสมไขมันเอาไว้มากแค่ไหน (เป็นที่มาของการที่คนที่เคยอ้วนมาก่อน มักจะกลับมาอ้วนได้ง่ายกว่า และเด็กที่อ้วนก็มักจะเป็นผู้ใหญ่อ้วนที่ลดยากกว่า)
ล่าสุดนักวิจัยจากสวีเดนได้เปิดเผยข้อมูลที่ทำการพบเพิ่มเติมว่า เซลล์ไขมันในร่างกายมีการผลัดเปลี่ยนใหม่ในอัตรา 10% ของแต่ละปี โดยจะมีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนในจำนวนเท่าเดิม การค้นพบนี้นำไปสู่มุมมองใหม่ในการจัดการกับความอ้วน ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาวิธีระงับการสร้างเซลล์ไขมันขึ้นใหม่ และการหาคำตอบว่าการดูดไขมัน (liposuction) จะทำให้ให้ผอมแบบถาวรได้หรือไม่
อย่างไรก็ตามนักวิจัยกลุ่มนี้ก็ยังแสดงความเป็นห่วงว่า เรายังไม่เข้าใจขบวนการที่ทำให้เกิดความอ้วนอย่างครบถ้วน การเข้าไปรบกวนกระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง อาจส่งผลอย่างอื่นตามมาก็เป็นได้
ที่มา NYTimes
งานวิจัยล่าสุดจากคณะจิตวิทยามหาวิทยาลัยมิชิแกน อาจจะเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงว่าการฝึกสมองช่วยให้เราฉลาดขึ้นได้จริง (ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นความเชื่อซะมากกว่าครับ เพราะไม่มีงานวิจัยรองรับ)
งานนี้เรียกว่าสร้างความตื่นเต้นได้มากพอสมควรครับ เพราะงานวิจัยที่ผ่านๆมา ไม่มีงานไหนเลยที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ผลจากการฝึกอย่างหนึ่งสามารถส่งผ่านไปยังการทดสอบอีกแบบหนึ่งได้ เช่นฝึกในแบบฝึก A ก็จะทำแบบฝึก A เก่งขึ้น แต่พอไปทำแบบฝึก B ก็ง่อยพอๆกับคนไม่เคยฝึกแบบฝึก A มาก่อน
แต่ในงานวิจัยนี้พบว่าการฝึก "ความทรงจำเฉพาะหน้า" (แบบฝึก A) สามารถส่งผลต่อการทดสอบ "ความเฉลียวฉลาดแบบยืดหยุ่น" (แบบทดสอบ B) ได้ครับ และผลทดสอบที่เพิ่มขึ้นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณการฝึกด้วย (ยิ่งฝึกเยอะยิ่งทดสอบได้คะแนนเพิ่มขึ้นเยอะ)
นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Leicester ได้ลองตรวจสอบถึงต้นทุนของการส่ง SMS เทียบกับค่าใช้จ่ายในการรับภาพจากดาวเทียม Hubble พบว่าการส่งข้อมูลผ่าน SMS แต่ละเมกกะไบต์นั้นจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 374.49 ปอนด์อังกฤษ หลังจากนั้นเขาได้สอบถามข้อมูลไปยังองค์กรนาซ่าว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการรับภาพจากดาวเทียม Hubble นั้นเป็นเท่าใหร่ จึงได้รับคำตอบว่าอยู่ที่ 8.5 ปอนด์ต่อเมกกะไบต์
อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายของนาซ่ายังไม่ได้รวมถึงค่าบำรุงรักษา และค่าแรงของผู้ดูแลระบบ ทำให้ต้องมีการประมาณการใหม่เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายเหล่านี้เข้าไป แต่จากการประมาณการ ค่าใช้จ่ายรวมนั้นไม่มีทางเกิน 85 ปอนด์ต่อเมกกะไบต์ไปได้ ทำให้ค่าส่ง SMS นั้นแพงกว่าอย่างน้อยๆ สี่เท่าตัว
อาจจะได้เวลาหาทางใหม่ๆ ในการส่ง SMS แล้วสินะ
ที่มา - PhysOrg
ข่าวดีสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีลูกหลานเเหลนโหลน ชอบเล่นเกม หากลูกหลานของท่าน เป็นเซียนเกมชั้นอ๋อง รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์อาจจะตกอยู่กับลูกหลานของท่านโดยไม่รู้ตัว
สำหรับผู้ที่เล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ คงจะเคยใช้เวลาข้ามวันข้ามคืน ในการเล่นเกมที่โปรดปรานให้จบหมดทุกด่าน จบแบบธรรมดาไม่พอ ต้องจบแบบเก็บได้ครบทุกไอเท็ม อีกต่างหาก นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (Washington University) เล็งเห็นประโยชน์ของเหล่าบรรดาเกมเมอร์เหล่านี้ ก็เลยพัฒนาเกมที่มีส่วนช่วยในการวิจัยขึ้นมา เกมส์ดังกล่าวมีชื่อว่า Foldit
ก่อนที่เล่นเกมนี้แล้วได้รางวัลโนเบล ก็ต้องอธิบายหลักการในเบื้องต้นก่อน เนื่องจากในร่างกายของมนุษย์เรา ประกอบไปด้วยโปรตีน และโปรตีน ก็สามารถมีูรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่า 100,000 รูปแบบ รวมถึงมีความไวต่อปฏิกิริยาเคมีที่ไม่เหมือนกัน เรารู้รหัสพันธุกรรมบางส่วนของโปรตีน แต่เราไม่รู้ว่ามันจะโค้งงอเปลี่ยนรูปร่างซับซ้อนได้อย่างไร ซึ่งรูปร่างของโปรตีน ถือเป็นส่วนสำคัญมากในทางชีววิทยา
จากการรวบรวมงานวิจัยใน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ สวีเดน ญี่ปุ่น ที่มีการตีพิมพ์ในช่วงปีค.ศ. 2003-2007 ครอบคลุมกลุ่มประชากร 37,000 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 40-80 ปี พบว่า โรคอ้วน (obesity) เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อม (dementia) ขึ้น 42% เทียบกับกลุ่มประชากรที่มีน้ำหนักปกติ ในขณะที่การที่มีน้ำหนักตัวน้อยเกินไป (underweight) ก็เพิ่มความเสี่ยงขึ้น 36%
ภาวะสมองเสื่อมในการศึกษานี้หมายความถึง โรคอัลไซเมอร์ และโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากหลอดเลือดสมองเสียหาย (vascular dementia)
เมื่อสาวย้อนกลับไปจะพบว่า 12% ของผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม มีโรคอ้วนเป็นตัวการร่วม และถ้าเจาะจงเฉพาะโรคอัลไซเมอร์ ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 21%
ผู้วิจัยก็เลยสรุปความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัว กับภาวะสมองเสื่อมเป็นแบบ U-shape ซึ่งส่วนของท้อง U (ความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อมต่ำที่สุด) ก็คือผู้ที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกตินั่นเอง
ที่มา Physorg
งานวิจัยจาก Duke University เผยว่า แม้ตอนเป็นวัยรุ่นเราจะมีไอคิวต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน ถ้าเลือกงานถูกก็จะทำให้ไอคิวสูงขึ้นได้
งานวิจัยนี้ได้เปรียบเทียบค่า IQ ของผู้เข้าร่วมจำนวน 1,036 คน ระหว่าง IQ ตอนอายุ 20 ต้นๆ (โดยใช้ข้อมูลจากการทดสอบไอคิว ตอนเข้าประจำการกองทัพสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) กับ IQ ในปัจจุบัน (50 ปีให้หลัง) และทำการเปรียบเทียบลักษณะงานที่ทำหลังจากปลดประจำการ พบว่ากลุ่มที่ทำงานที่ต้องอาศัยสติปัญญา (เช่นงานที่ต้องทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน (multi-tasking) หรืองานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและการจัดระบบ รวมถึงงานที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ) และงานที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้คน มี IQ เพิ่มขึ้น ในขณะทีกลุ่มที่ทำงานใช้แรงงานจะมี IQ ต่ำลง
ทั้งนี้นอกจากจะมี IQ สูงขึ้นแล้ว กลุ่มที่ทำงานแบบใช้่สมอง มีความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อม (เช่นโรคอัลไซเมอร์) น้่อยลงด้วย
ที่น่าสนใจก็คือ IQ ที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับค่า IQ ตั้งต้น คือ แม้แต่กลุ่มที่มี IQ ตอนหนุ่มๆอยู่ในช่วงต่ำสุด (อยู่ใน fourth quartile) ถ้าไปทำงานที่ต้องใช้สมอง ก็ยังมีค่า IQ สูงขึ้นขนาดติดอันดับต้นๆ และมีสมองที่มีสุขภาพดีได้
แบบนี้สินะครับ ที่เขาเรียกว่า "หัวเราะทีหลังดังกว่า" :)
ที่มา: [Time](http://www.time.com/time/health/article/0,8599,1737671,00.html?xid=rss-health Time)
บทคัดย่อ: [วารสาร Neurology](http://www.neurology.org/cgi/content/abstract/70/19_Part_2/1803 วารสาร Neurology)
ปัญหาโลกร้อนในทุกวันนี้เกิดขึ้นจากปริมาณก๊าซคาร์บอนในชั้นบรรยากาศมากเกินปรกติ การรณรงค์ลดขยะในทุกวันนี้คือความพยายามลดการปล่อยคาร์บอนให้น้อยลง แต่อีกหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาคือการเก็บกักคาร์บอนที่เกิดขึ้นไม่ให้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
ทีมนักวิจัยจาก National Centre for Scientific Research (CNRS) แห่งประเทศฝรั่งเศสได้ประกาศถึงความสำเร็จในการพัฒนาสาร MIL-101 ที่ออกแบบมาเพื่อเก็บกักคาร์บอนให้อยู่ในรูปของแข็ง โดยผงแป้งนี้เพียงหนึ่งลูกบาศก์เมตรจะเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 400 ลูกบาศก์เมตร จากการพัฒนาช่องกักคาร์บอนในผงแป้งที่มีขนาด 3.5 นาโนเมตรเทียบกับขนาดของผงแป้งกักคาร์บอนที่มีช่องกักคาร์บอนขนาดเพียง 2.2 นาโนเมตรที่มาวางขายในท้องตลาด
งานวิจัยนี้กำลังได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร American Chemical Society ฉบับหน้า
การกักคาร์บอนเป็นอีกทางออกที่น่าสนใจ และน่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าเนื่องจากภาคการผลิตยังคงสามารถทำการผลิตได้เช่นเดิม เพียงแต่เพิ่มต้นทุนในการหาทางกักคาร์บอนแทนที่จะปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศเช่นเดิม
ที่มา - PhysOrg
เมื่อ 40 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์หลาย ๆ คนเข้าใจว่าวงจรไฟฟ้าธรรมดานั้นสามารถจดจำข้อมูลได้แม้จะไม่มีไฟฟ้าเลี้ยง แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นไปไม่ได้ ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ของ HP ได้ออกมาแถลงว่าการพัฒนาวงจรไฟฟ้าชนิดใหม่นั้นสำเร็จแล้ว ซึ่งมีผลทำให้คอมพิวเตอร์ไม่ต้องบูตอีกต่อไป
โดยวงจรไฟฟ้าชนิดใหม่ในนาม Memristor ที่มาจาก Memory Resistor นั้นได้นำทฤษฎีวงจรไฟฟ้าที่สามารถจดจำข้อมูลได้โดยไม่มีไฟเลี้ยงของ Leon Chua แห่ง University of California-Berkeley จนในที่สุดสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าสามารถใช้งานได้จริง
Stanley Williams ได้ออกมาอธิบายว่า Memristor ไม่เหมือนกับวงจรไฟฟ้าปกติ เนื่องจากไม่มีการใช้ตัวต้านกระแสไฟและตัวนำไฟฟ้า โดยปกติวงจรไฟฟ้าทั่วไปมีการทำงานคล้ายกับท่อน้ำที่น้ำสามารถไหลไปได้มากกว่าหนึ่งทิศทาง แต่ Memristor นี้นั้นท่อน้ำสามารถจดจำการไหลของน้ำได้
ความจำเป็นที่จะต้องบูตเครื่องนั้นเกิดจากการที่ DRAM ไม่สามารถจดจำข้อมูลได้หากมีการปิดเครื่อง เมื่อมีการเปิดเครื่องแล้วนั้น หน่วยความจำจึงต้องดึงข้อมูลซึ่งเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ออกมา ทำให้เราต้องรอเวลาบูตเครื่อง โดยวงจรไฟฟ้าใหม่นี้ สามารถนำไปใช้พัฒนามาเป็นอุปกรณ์แทนที่ DRAM ได้
ที่มา - CyberBiz by Manager Online
เราทุกคนคงรู้กันดีว่าอาหารการกินของแม่มีผลโดยตรงต่อสุขภาพของลูกที่เกิดมา แต่บทความในวารสาร Journal of Physiology ระบุว่าแม้แต่อาหารที่แม่กินก่อนการตั้งครรภ์ก็มีผลต่อสุขภาพของลูกด้วยเช่นกัน
ทีมงานวิจัยนี้นำโดยนาย Adam Watkins ได้ทดลองเลี้ยงแม่หนูด้วยอาหารที่มีโปรตีนต่ำในช่วงแรกของการตกใข่ หลังจากนั้นจึงเริ่มให้มีการผสมพันธุ์ แล้วจึงตรวจสอบสุขภาพของลูกหนู พบว่าลูกหนูนั้นมีความเครียดสูง, ระบบเลือดผิดปรกติ, และไตรูปร่างผิดปรกติและทำงานไม่สมบูรณ์
งานวิจัยนี้เป็นการทดลองในหนู และยังไม่มีการยืนยันว่าในมนุษย์จะเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่ โดยยังต้องรอการทดลองเพิ่มเติมต่อไป
ที่มา - PhysOrg
PETA (People for Ethical Treatment of Animal) ซึ่งเป็นองค์กรพิทักษ์สิทธิของสัตว์ต่างๆ ได้ยื่นข้อเสนอล่อใจแก่นักวิทยาศาสตร์ จำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตเนื้อสัตว์จากสเต็มเซลล์ ในระดับห้องปฏิบัติการ
PETA ได้กล่าวว่า สัตว์ต่างๆ จำนวนกว่า 4 หมื่นล้านตัว ในสหรัฐ ได้ถูกฆ่าในแต่ละปี เพื่อนำมาเป็นอาหารใช้ในการบริโภค, ไก่ถูกเสริมฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต, หมูถูกขุนให้อ้วนจนไม่สามารถเดินได้, ปลาถูกแล่ออกเป็นชิ้นๆ ในขณะที่ยังไม่ตาย ทั้งหมดนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของชาวสหรัฐเพียงอย่างเดียว
ทางกลุ่มได้กล่าวอีกว่า การสร้างเนื้อสัตว์เทียมในห้องทดลอง จะเป็นการลดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม ที่อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ได้สร้างขึ้น
รายละเอียดสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจ ทางกลุ่มได้ระบุรายละเอียดไว้ดังนี้
- รางวัล 1 ล้านเหรียญ สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถผลิตเนื้อไก่สังเคราะห์ได้สำเร็จ และสามารถวางตลาดขายได้ภายในเดือนมิถุนายน 2012
- เนื้อไก่ที่ได้ ต้องมีรสชาติและลักษณะเหมือนเนื้อไก่แท้ๆ ทุกประการ
- ต้องสามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์ และสามารถแข่งขันทางด้านราคาในท้องตลาดได้ อย่างน้อยใน 10 รัฐ
นี่ถ้าไม่จำกัดว่าต้องเป็นเนื้อสัตว์สังเคราะห์ ประเทศไทยก็น่าจะส่งพวกอาหารเจ ไปแข่งบ้างนะ
Cochrane Collaboration ซึ่งเป็นที่ที่มีการรวบรวม วิเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับการทดลอง และเก็บสถิติทางการแพทย์ ได้ทำการรวบรวมการวิจัยผลของการกินอาหารเสริมที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant -- beta-carotene, วิตามิน A, วิตามิน C, วิตามิน E และ Selenium) เปรียบเทียบกับการใช้ยาหลอก (placebo) หรือการไม่ได้รับยาเลย ที่เคยตีพิมพ์ออกมาจำนวน 67 งานวิจัย และมีประชากรกลุ่มตัวอย่างรวมกัน 232,550 ราย โดยในจำนวนนี้ 21 งานวิจัยเป็นการเปรียบเทียบในกลุ่มประชากรที่แข็งแรง และ 46 งานวิจัยเปรียบในกลุ่มตัวอย่างที่มีโรคประจำตัว
พบว่าการกินอาหารเสริมในกลุ่ม antioxidant ไม่ได้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตแต่อย่างใด โดยอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมที่มีฤทธิ์ antioxidant อยู่ที่ 13.1% เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับอาหารเสริมอยู่ที่ 10.5% เมื่อทำการวิเคราะห์ลงไปในแต่ละการทดลองแล้วพบว่า beta-carotene, วิตามิน A และวิตามิน E เพิ่มอัตราการเสียชีวิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และในส่วนของวิตามิน C และ Selenium นั้น ก็ยังไม่พบหลักฐานว่าสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้
ผลจากการรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงสรุปว่าหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สนับสนุนให้ใช้อาหารเสริมที่เป็น antioxidant ในคนที่มีสุขภาพแข็งแรง และในกลุ่มที่มีโรคประจำตัวบางโรค
อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยนี้ไม่ได้รวมถึงผลของ antioxidant ที่เฉพาะเจาะจงต่อโรคบางชนิด และ antioxidant ที่มีอยู่ในอาหารจำพวกผัก และผลไม้
งานนี้ไม่รู้ว่าจะส่งผลต่อวงการอาหารเสริมยังไงบ้าง
ชุดว่ายน้ำแบบบิกินีนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์บนหมู่เกาะบิกินีซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส แต่ผลของการระเบิดครั้งนั้นนอกจากชุดว่ายน้ำแล้ว สิ่งแวดล้อมบริเวณเกาะนั้นยังเสียหายอย่างหนัก แต่รายงานล่าสุดจากโครงการวิจัยร่วมจาก ออสเตรเลีย, เยอรมัน, อิตาลี, ฮาวาย, และหมู่เกาะมาร์แชล ก็ได้ผลออกมาว่าปะการังบริเวณหมู่เกาะบิกินีเริ่มฟื้นสภาพอย่างน่าพอใจ
ระเบิดลูกใหญ่ที่สุดนั้นถูกทดสอบในปี 1954 ส่งผลให้เกาะ "ระเหิด" เป็นไอไปถึงสามเกาะ แรงระเบิดรวม 15 เมกกะตัน และแผ่นดินไหวส่งผลไปถึง 200 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตามแม้จะมีการฟื้นสภาพอย่างน่าพอใจ ผลของการทดสอบระเบิดอย่างต่อเนื่องก็ทำให้สิ่งมีชีวิต 42 สายพันธุ์ต้องหายไปหมู่เกาะแถบนี้ โดยเฉพาะในจำนวนนี้มี 28 สายพันธุ์ที่มีเฉพาะในหมู่เกาะนี้เท่านั้น
เหตุผลหนึ่งของการฟื้นสภาพคือหมู่เกาะนี้มีมนุษย์เข้าไปรบกวนต่ำมาก เนื่องจากไม่มีผู้คนอาศัยบนหมู่เกาะเหล่านี้ อีกทั้งการท่องเที่ยวและการจับปลาในแถบนี้ก็น้อยมากเช่นกัน
ถ้าใครเคยดูเรื่องก็อตซิลลาร์ หมู่เกาะที่ให้กำเนิดก็อดซิลลาร์ก็ที่นี่ล่ะครับ
ที่มา - PhysOrg
CBS 13/4/51 รายการ 60 Minutes ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ Kanzius Machine ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นขึ้นโดย John Kanzius นักประดิษฐ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคลื่นวิทยุ ผู้ซึ่งเคยล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) ร่วมกับทีมวิจัยของศาสตราจารย์ Steve Curley แห่ง M.D. Anderson เพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยไม่เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายของผู้ป่วย โดยอาศัยแนวคิด และวิทยาการทางด้าน nanotechnology ร่วมกับการใช้คลื่นวิทยุ
หลักการของ Kanzius Machine คือ การฉีดอนุภาคนาโนของทองคำที่มี antibody ที่เฉพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็งติดอยู่ด้วย เข้าไปในร่างกาย เพื่อให้อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้ไปจับกับเซลล์มะเร็ง ก่อนที่จะใช้คลื่นวิทยุเข้าไปสั่นสะเทือนอนุภาคนาโนเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อน และฆ่าเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด
ปัญหาของแนวคิดนี้คือ จำเป็นต้องหาโมเลกุลที่มีความเฉพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็ง เพื่อให้อนุภาคนาโนเหล่านี้เข้าไปจับ และทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง โดยที่ไม่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันออกไปในเซลล์มะเร็งแต่ละชนิดด้วย
ขณะนี้การศึกษาค้นคว้ายังอยู่ในห้องทดลอง ซึ่งสามารถทำลายเซลล์มะเร็งที่ถูกฉีดอนุภาคนี้เข้าไป แล้วกระตุ้นด้วยคลื่นวิทยุได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อปกติที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งผู้วิจัยคาดว่าจะสามารถเริ่มการทดลองด้านคลินิก (clinical trial) ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า
ที่มา
- บทความจาก Wired
- เนื้อหารายการ 60 minutes มี video ยาวประมาณ 13 นาที
งานวิจัยล่าสุดระบุว่าเงินสามารถซื้อความสุขได้จริงๆครับ... ด้วยการใช้เงินนั้นเพื่อคนอื่น หรือบริจาคให้กับการกุศล
งานวิจัยดังกล่าว (ตีพิมพ์ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 21 มีนาคม 2008) ระบุว่า จากการสำรวจรายได้ และการใช้จ่ายของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 632 คน พบว่าการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียวที่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับระดับความสุข คือการใช้จ่ายเพื่อสังคม (เช่นซื้อของขวัญให้คนอื่น หรือบริจาคให้การกุศล) ซึ่งพบว่ามีผลในระดับที่ใกล้เคียงกับการได้ขึ้นเงินเดือนเลยทีเดียว และเมื่อทำการเปรียบเทียบระดับความสุขก่อนและหลังได้รับโบนัสของพนักงานบริษัทจำนวน 16 คน พบว่ากลุ่มที่ใช้เงินโบนัสส่วนใหญ่เพื่อคนอื่น ก็มีความสุขเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ใช้จ่ายเพื่อตัวเอง
ยังไม่จบแค่นี้ครับ... ทีมวิจัยทีมเดิม จาก Harvard Business School และ University of British Columbia,Vancouver ยังได้ทดลองต่อ โดยการสุ่มให้เงิน 5$ หรือ 20$ กับนักศึกษาจำนวน 46 คน
แล้วบอกให้กลุ่มแรกเอาไปใช้ซื้อของให้ตัวเอง และอีกกลุ่มให้เอาไปซื้อของให้เพื่อน
ซึ่งก็ได้ผลว่า กลุ่มที่ถูกมอบหมายให้เอาไปซื้อของให้เพื่อน มีระดับความสุขสูงกว่ากลุ่มที่ใช้เงินเพื่อตัวเองเช่นกัน
ที่น่าสนใจก็คือ ระดับความสุขที่เพิ่มขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนเงินที่ได้รับ หรือจำนวนที่ใช้ไป
แปลว่าแค่ได้ใช้เงินเพื่อคนอื่นก็ช่วยเพิ่มความสุขได้แล้วครับ จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ
ปล. ใครอ่านข่าวนี้แล้วอยากมีความสุขก็ส่งเงินมาให้ผมได้นะครับ :P
ที่มา: Nature News, Scientific American
บทคัดย่อ: Science: Spending Money on Others Promotes Happiness
วันนี้ได้ยินข่าวในโทรทัศน์ว่า กำลังจะมีการนำเอากล้องอัตโนมัติสำหรับตรวจจับการขับรถฝ่าไฟแดง (Red Light Camera) แบบที่ใช้ในต่างประเทศมาใช้ในสี่แยกหลาย ๆ จุดทั่วกรุงเทพฯ แล้วก็ทำการส่งภาพถ่ายทะเบียนรถที่ฝ่าไฟแดงไปยังเจ้าของรถเพื่อเก็บค่าปรับครับ
ดู ๆ ไปก็น่าจะมีประโยชน์ดี ทำให้คนฝ่าไฟแดงน้อยลง มิใช่หรือ???
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีงานวิจัยของ Florida Public Health Review ที่เพิ่งออกมาใหม่ เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลการใช้ Red Light Camera ในรัฐฟลอริด้า รวมทั้งในที่อื่น ๆ ด้วย
ในท้องตลาดเรามักจะเห็นยาแก้ปวดหลากหลายชนิด มีราคาต่างกันออกไปตามความเก่าใหม่ของยา ส่วนใหญ่ยาที่ออกมาใหม่ ๆ มักมีราคาแพงกว่ายาที่ใช้มาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งบริษัทยาก็โฆษณาว่า ยาตัวใหม่สามารถแก้ปวดได้ดีกว่ายาตัวเก่าเสมอ
ในวารสาร Journal of The American Medical Association ฉบับวันที่ 5 มีนาคม 2008 ได้ตีพิมพ์การศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์การแก้ปวดกับราคายาที่คนไข้รับรู้ โดยทำการศึกษาในคนปกติ 82 คน โดยครึ่งหนึ่งให้กินยาหลอกที่ไม่มีผลใด ๆ ต่อการลดอาการปวด (Placebo = เม็ดแป้งธรรมดา) โดยได้รับข้อมูลว่าเป็นยาแก้ปวดขนานใหม่ที่มีราคา $2.50 ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ให้กินยาหลอกตัวเดียวกัน แต่บอกว่า ยาถูกลดราคาลงมาเหลือ $0.10 แล้วนำกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่มไปทดสอบให้คะแนนระดับความเจ็บปวด (visual analog scale) ตั้งแต่ 0 (ไม่ปวดเลย)-100 (ปวดมากที่สุด) โดยการช็อตด้วยไฟฟ้าในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนทนไม่ได้
นักวิจัยการนอนได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยลงในวารสารการนอน (Journal Sleep) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัว กับระยะเวลานอนในแต่ละคืน โดยทำการวิจัยในกลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 21 ถึง 64 ปี จำนวน 276 คน โดยทำการชั่งน้ำหนักไว้ก่อนเริ่มทำการศึกษา แล้วทำการติดตามน้ำหนักตัวเมื่อเวลาผ่านไป 6 ปี
ผู้วิจัยพบว่า กลุ่มที่ใช้เวลานอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มที่นอน 8 ชั่วโมงต่อวัน และกลุ่มที่ใช้เวลานอนเกิน 9 ชั่วโมงต่อวันก็มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากขึ้นเฉลี่ย 1.58 กิโลกรัม
นอกจากนี้ผู้วิจัยยังพบอีกว่า คนที่นอนน้อยมีความเสี่ยงที่จะได้น้ำหนักตัวเพิ่ม 5 กิโลกรัมในเวลา 6 ปี เพิ่มขึ้น 35% ส่วนคนที่นอนเยอะเกินก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 25%
ผู้วิจัยสันนิษฐานว่าความสัมพันธ์ของน้ำหนักตัวกับระยะเวลาการนอนนี้ เกิดจากการนอนนั้นมีผลต่อวงจรการหลั่งฮอร์โมนที่มีความสำคัญต่อความรู้สึกหิวหรืออิ่ม
ใครว่านอนเยอะแล้วจะขึ้นอืด นอนน้อยก็ขึ้นอืดได้เหมือนกันครับ







