เมื่อเดือนสิงหาคม 2011 กูเกิลประกาศปิดเครื่องมือสร้างแอพผ่านเว็บ Android App Inventor ซึ่งภายหลัง สถาบันการศึกษาอย่าง MIT ก็ประกาศว่าจะรับช่วงดูแลมันต่อในฐานะโครงการโอเพนซอร์ส
จากนั้นข่าวคราวของโครงการนี้ก็เงียบไปพักใหญ่ จนล่าสุด MIT และกูเกิลออกมาประกาศเปิดซอร์สโค้ดเสร็จเรียบร้อย โครงการจะอยู่บน Google Code ที่ app-inventor-releases ใครสนใจก็เข้าไปดูเองตามสะดวก
MIT ประกาศว่าช่วงแรกจะยังไม่รับโค้ดจากภายนอก โดยเบื้องต้นจะพัฒนาโค้ดกันเองภายใน และเปิดเซิร์ฟเวอร์ App Inventor ของตัวเองเพื่อให้บริการสร้างแอพจากหน้าเว็บเสียก่อน จากนั้นจะเริ่มเปิดกระบวนการพัฒนาตามมา
ที่มา - MIT App Inventor via Hack Education
- 1 comment
- 634 reads
สถาบัน MIT เปิด "ศูนย์การเรียนรู้บนอุปกรณ์พกพา" (MIT Center for Mobile Learning) ซึ่งจะพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้อุปกรณ์พกพาชนิดต่างๆ โดยเป็นส่วนหนึ่งของห้องวิจัย MIT Media Lab ที่โด่งดัง
โครงการนี้ได้รับเงินสนับสนุนจาก Google University Relations และจะได้ Hal Abelson ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ของ MIT ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์ (ซึ่งมีเอี่ยวกับ Android App Inventor) มานั่งเป็นผู้อำนวยการ พร้อมด้วยอาจารย์จาก MIT อีกสองคนคือ Eric Klopfer กับ Mitchel Resnick (ผู้สร้างภาษา Scratch) มาร่วมทีม
งานแรกของ MIT Center for Mobile Learning คือรับช่วงดูแล Android App Inventor ที่กูเกิลประกาศหยุดพัฒนาไปเมื่อสัปดาห์ก่อน
สรุปว่าภาคการศึกษาที่ใช้ App Inventor ช่วยสอนก็สบายใจได้ครับ พัฒนาต่อแน่นอน
ที่มา - Google Research, Hack Education
- 3 comments
- 1805 reads
เมื่อสิบปีก่อน สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์หรือ MIT ได้เปิดโครงการ OpenCourseWare ซึ่งนำเนื้อหาที่สอนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง MIT มาเผยแพร่บนเว็บแบบเต็มๆ ไม่ตัดทอน (พูดง่ายๆ ว่าอยู่บ้านก็เรียนเนื้อหาเดียวกับเด็ก MIT ได้ฟรีถ้าความตั้งใจมากพอ เพียงแต่ไม่ได้ปริญญาเท่านั้น) จนกลายเป็นกระแสให้มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ ในสหรัฐต้องทำแบบเดียวกันบ้าง
เดือนเมษายนปีนี้ OpenCourseWare จะมีอายุครบ 10 ปี ซึ่ง MIT ก็ออกมาเผยยอดว่ามีคอร์สให้เรียนผ่านเว็บกว่า 2,000 คอร์ส มีผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนจากทั่วโลก ในโอกาสฉลอง 10 ปีครั้งนี้ MIT วางแนวทางการพัฒนา OpenCourseWare ในอีก 10 ปีข้างหน้าว่าจะกระจายเนื้อหาออกไปให้มากขึ้น เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว้างกว่าเดิม
ถ้ามีใครเคยไปเรียนในคอร์ส OpenCourseWare ก็ช่วยแสดงตัวหน่อยนะครับ
ที่มา - OpenCourseWare
- 16 comments
- 818 reads
นักวิจัยจาก MIT ร่วมกับ Texas Advanced Computing Center พัฒนาโปรแกรมประมวลผลแบบเดียวกับที่ใช้บนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ แต่ใช้ได้บน Nexus One
David Knezevic นักวิจัยจาก MIT เล่าว่า โปรแกรมประมวลผลนี้เป็นการ "ลดรูป" (reduced model) จากการประมวลผลเต็มขั้นบนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ แต่มันเพียงพอสำหรับการคำนวณโดยทั่วไป และออกแบบมาสำหรับนักวิจัยที่ต้องการคำนวณงานนอกสถานที่ ยามที่ไม่มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ใช้
ความแม่นยำของการประมวลผลบน Nexus One อาจลดลงไปบ้าง ซึ่งทีมพัฒนาเลือกใช้วิธีบอกอัตราความแม่นยำที่ลดลง เพื่อให้ผู้ใช้บนมือถือรับรู้ข้อจำกัด อย่างน้อยก็ได้คำตอบคร่าวๆ ก่อนจะนำไปคำนวณแบบละเอียดต่อไป
ที่มา - Texas Advanced Computing Center
- 12 comments
- 2889 reads
Jamie Zigelbaum ศิษย์เก่าแห่ง MIT ได้พัฒนา Slurp ขึ้นจากแนวคิดของหลอดหยดสาร (dropper) เพียงแต่ว่ามันต่างจากหลอดหยดสารธรรมดาตรงที่มันไม่ได้มีไว้เพื่อดูดสารที่เป็นของเหลว แต่ใช้ดูดสารสนเทศจากคอมพิวเตอร์แทน!
โดยเจ้า Slurp นั้นมีลักษณะคล้ายขวดยาหยอดตา ความสามารถของมันคือการ "ดูด" ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งแล้วนำไป "หยด" ลงบนอีกเครื่องหนึ่ง หรือจะใช้เป็นรีโมทเลือกเพลงไปเปิดในเครื่องเสียงก็ยังไหว (ดูวีดีโอได้ในข่าว)
ยังไม่มีข้อมูลทางเทคนิคเพิ่มเติมครับ
- 15 comments
- 2690 reads
- Read more
ในปีที่แล้ว MIT เคยจัดอันดับให้กราฟีน (Graphene) เป็นหนึ่งในสิบเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง [ข่าวเก่า] ล่าสุดนี้ นักวิจัยจาก MIT ใช้กราฟีนพัฒนาไมโครชิปที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิการะดับ 1 เทราเฮิรตซ์ (THz) หรือ 1,000 กิกะเฮิรตซ์สำเร็จแล้ว ซึ่งชิปแบบกราฟีนตัวนี้จะสามารถเพิ่มความเร็วในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ รวมถึงเพิ่มความเร็วในการขนส่งข้อมูลของโทรศัพท์มือถือได้
ชิปแบบกราฟีนของ MIT เป็นตัวคูณความถี่ที่เร่งความเร็วขึ้นสองเท่าด้วยการใช้ทรานซิสเตอร์เพียงตัวเดียว ทำให้ชิปตัวนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าที่น้อยกว่าชิปแบบซิลิกอนทั่วๆไปแต่ให้ความเร็วที่สูงกว่ามากๆ และหากติดตั้งตัวคูณความถี่ของชิปตัวนี้หลายๆตัวแบบอนุกรมแล้ว ก็จะทำให้เราได้ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว โดยในทางปฏิบัติจริง ชิปแบบกราฟีนตัวนี้จะให้ความเร็วในช่วงตั้งแต่ 500 กิกะเฮิรตซ์ ถึง 1,000 กิกะเฮิรตซ์
หากย้อนไปที่ข่าวปี 2006 ทีมวิจัยจากไอบีเอ็มและจอร์เจียเทคเองก็เคยประสบความสำเร็จในการสร้างชิปแบบซิลิกอนที่เพิ่ม germanium ทำให้ได้ความเร็ว 500 กิกะเฮิรตซ์ที่อุณหภูมิ 8 องศาเหนือศูนย์สมบูรณ์ (อ้างอิงจากข่าวเก่า) อย่างไรก็ตาม ทางทีมวิจัยเองเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสามารถพัฒนาชิปตัวนี้ให้ได้ความเร็ว 1 เทราเฮิรตซ์ที่อุณหภูมิห้อง
ที่มา - SoftSailer และ MIT
- 26 comments
- 2494 reads
เทคโนโลยีแสงอาทิตย์ในตอนนี้น่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจสูงสุด เพราะสะอาดและน่าจะวางใจได้ว่าไม่หมดในเร็วๆ นี้ แต่ปัญหาของเทคโนโลยีเหล่านี้คือต้นทุนค่าเทคโนโลยีและการผลิตที่แพงมาก ล่าสุดนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลจาก MIT ก็สาธิตจานรวมแสงประสิทธิภาพสูงที่อาจจะเป็นเทคโนโลยีรวมแสงให้คุ้มค่าในแง่ของต้นทุนมากที่สุดในตอนนี้
ทีมงานอาศัยการรวมแสงจากจานสะท้อนเข้าหาหม้อต้มน้ำสีดำขนาดเล็ก รูปร่างของจานนั้นคล้ายกับจานดาวเทียม
เทคโนโลยีแบบเดียวกันนี้เคยมีมาก่อนหน้า และผู้ถือสิทธิบัตรในเทคโนโลยีนั้นคือ Doug Wood โดย Wood นั้นก็ได้เซ็นสัญญาอนุญาตให้ทีมงานใช้เทคโนโลยีของเขาไปแล้ว
ทีมงานเชื่อว่าเมื่อจานรวมแสงนี้ผลิตในจำนวนมากแล้ว มันน่าจะสร้างพลังงานคืนทุนตัวเองภายในไม่กี่ปี และทีมงานก็ได้ตั้งบริษัทเพื่อเตรียมผลิตจานรวมแสงนี้แล้วในชื่อบริษัท RawSolar
ที่มา - MIT
- 10 comments
- 2809 reads
นิตยสาร Technology Review ของ MIT จัดอันดับ 10 เทคโนโลยีใหม่ที่น่าจับตามอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ TR10 มีรายชื่อดังนี้ครับ
- Modeling Surprise - การจำลองโมเดลความเสี่ยง (ผมอ่านแล้วนึกถึง Psychohistory)
- Probabilistic Chips - ความผิดพลาดทางการคำนวณ (แบบน้อยมากๆ) ในชิปอาจเป็นผลดีต่ออายุแบตเตอรี
- NanoRadio - สร้างตัวรับสัญญาณวิทยุด้วย carbon nanotube
- Wireless Power - พลังไฟฟ้าแบบไร้สาย (เคยลงข่าวใน Blognone ไปแล้ว)
- Atomic Magnetometers - เซนเซอร์วัดสนามแม่เหล็กขนาดเล็กมากๆ ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์หลายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและถูกลง
- Offline Web Applications - ในนิตยสารสัมภาษณ์คนของ Adobe คงเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก AIR
- Graphene Transistors - สร้างทรานซิสเตอร์ด้วย graphene (แผ่นคาร์บอน ความหนา 1 อะตอม)
- Connectomics - วาดแผนผังการเชื่อมต่อของเส้นประสาท เพื่ออธิบายต้นเหตุของโรคหลายๆ ชนิด
- Reality Mining - ทำ data mining จากข้อมูลที่เก็บด้วยมือถือ เพื่ออธิบายพฤติกรรมมนุษย์
- Cellulolytic Enzymes - เอนไซม์ที่ช่วยผลิตพลังงานชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่มา - MIT Technology Review ผ่าน Slashdot
- 2 comments
- 19194 reads
ตลาดชิปประหยัดพลังงานกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการใช้งานของอุปกรณ์เช่น เครื่องเล่น MP3 และโทรศัพท์มือถือ ล่าสุดทางบริษัท Texas Instrument ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย MIT ผลิตชิปต้นแบบที่อาศัยสถาปัตยกรรมของ MSP430 ที่ใช้อยู่เป็นวงกว้าง มาผลิตชิปที่ทำงานที่ไฟเลี้ยงเพียง 0.3 โวลต์เท่านั้น
การลดระดับความต่างศักย์ของไฟเลี้ยงช่วยให้ชิปต้นแบบนี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก แต่กระบวนการผลิตชิปที่ทำงานที่ความต่างศักย์ต่ำขนาดนี้ก็ต้องการความแม่นยำที่สูงมาก จนอาจจะยังคงอีกนานกว่าเทคโนโลยีในการผลิตจะสูงพอที่เราจะได้เห็นชิปแบบนี้ในตลาด
ความพยายามในการลดระดับการใช้พลังงานของไมโครโปรเซสเซอร์กำลังมุ่งไปสู่ การใช้พลังงาน "รอบตัว" ของระบบคอมพิวเตอร์เอง เช่นการอาศัยพลังงานจากการขยับร่างกายของผู้ป่วยยเพื่อมาเลี้ยงระบบคอมพิวเตอร์ที่ใข้ในการดูแลสุขภาพ
ที่มา - Yahoo! News
- 4 comments
- 877 reads
สมัยเราเรียนวิชาระบบปฏิบัติการ มาน่าจะได้ยินชื่อของ MULTICS ในช่วงที่เรียนประวัติศาสตร์ของระบบปฏิบัติการมาบ้าง โดย MULTICS นี้เป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี 1965 และเป็นต้นแบบของระบบปฏิบัติการตระกูล *NIX เกือบทั้งหมด
MULTIC ออกจากห้องวิจัยออกไปในฐานะสินค้าของบริษัท GE ที่ขายช่วงเวลาการใช้คอมพิวเตอร์บนเครื่อง 85 ชุดในช่วงที่ MULTICS รุ่งเรืองสูงสุด การพัฒนา MULTICS จบลงในช่วงปี 1985 ที่ผ่านมา หลังจากที่ทาง MIT ถอนตัวจากการพัฒนาไปตั้งแต่ปี 1970 ส่วนคอมพิวเตอร์เครื่องสุดท้ายในโลกที่รัน MULTICS นั้นปิดตัวลงไปในช่วงปี 2000 ที่ผ่านมา
บริษัทผู้ถือสิทธิ์ใน MULTICS เป็นคนสุดท้ายคือ Bull NH ได้บริจาคโค้ด MR 12.5 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของ MULTICS ให้กับ MIT เพื่อเป็นความรู้ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ต่อไป
- 2 comments
- 844 reads
ลืมชุดอวกาศตัวใหญ่ๆ แบบเก่าไปได้เลย เพราะ MIT กำลังสร้างชุดอวกาศแบบใหม่ที่รัดรูป กระชับ และเน้นความคล่องตัวมากขึ้น
ศาสตราจารย์ Dava Newman แห่งภาควิชาวิศวกรรมอวกาศ MIT ออกแบบชุดอวกาศที่เรียกว่า BioSuit ที่มีขนาดเล็กและช่วยให้นักบินอวกาศเคลื่อนที่ได้คล่องตัวมากขึ้น Dava กล่าวว่าปัจจุบันชุดอวกาศหนักประมาณ 300 ปอนด์ (130 กิโล) และพลังงานประมาณ 70-80% ของมนุษย์อวกาศสิ้นเปลืองไปกับออกแรงต้านชุดอวกาศเสียเอง
BioSuit จึงใช้วิธีใหม่ แทนที่จะปรับความดันภายในชุดด้วยแก๊ส ก็เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีทางวัสดุศาสตร์ โดยซ้อนวัสดุภายในชุดเป็นหลายๆ ชั้นแทน ถึงแม้ชุดอวกาศจะรัดรูปแต่ก็ยืดหยุ่นไปตามการเคลื่อนไหวของผู้ใส่ด้วย นอกจากนี้ชุดแบบใหม่ยังลดปัญหาเวลาเจอรูรั่วจากสะเก็ดหิน ก็ซ่อมได้ง่ายๆ เหมือนแปะพลาสเตอร์ลงไปเท่านั้น
ชุด BioSuit ยังไม่เสร็จ แต่ Dava คาดว่ามันจะสมบูรณ์ทันภารกิจสำรวจดาวอังคารที่น่าจะเริ่มในอีกซัก 10 ปีข้างหน้า ผมดูรูปชุดต้นแบบแล้วรู้สึกเหมือนขบวนการห้าสีเลยแฮะ
ที่มา - MIT news
- 9 comments
- 1494 reads
นักวิจัยจากภาควิชาฟิสิกส์ของ MIT ประสบความสำเร็จในการส่งพลังงานไฟฟ้าโดยไม่ต้องมีสายไฟ โดยสามารถทำให้หลอดไฟขนาด 60 วัตต์สว่างได้ แม้อยู่ห่างจากแหล่งพลังงาน 2 เมตร
ทีมวิจัยเรียกกรรมวิธีนี้ว่า "WiTricity" (wireless electricity) หลักการของมันคือวัตถุที่มีความถี่ resonant เหมือนกัน จะถ่ายเทพลังงานซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พลังงานไม่รั่วไหลออกไปสู่วัตถุอื่น ทีมนี้ใช้ความถี่ resonant ทางแม่เหล็ก ต่างออกไปจากความถี่เสียงแบบที่เราเคยเรียนกันในวิชาฟิสิกส์
อาจารย์ Peter Fisher หนึ่งในทีมวิจัยบอกว่า ถ้าใช้ขดลวดขนาดเท่ากับโน้ตบุ๊ค ก็สามารถส่งพลังงานโน้ตบุ๊คต้องใช้ในการทำงานได้เหลือเฟือ แปลว่าถ้านั่งทำงานอยู่ในห้อง ก็ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่เลย
ที่มา - MIT News
- 23 comments
- 4212 reads









