Tags:

การเข้าถึงคอมพิวเตอร์ดูจะเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในทุกวันนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย แต่คำถามคือในระดับประถมและมัธยม การมีคอมพิวเตอร์ส่งผลดีต่อการเรียน (ในวิชาทั่วไป) อย่างไรบ้าง และผลการทดลองพบว่าการมีคอมพิวเตอร์แทบไม่มีผลอะไรทั้งด้านบวกและด้านลบต่อการเรียน

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย California Santa Cruz โดย Robert Fairlie และ Johnathan Robertson ทดลองด้วยการเลือกนักเรียนชั้นเกรด 6 (ประถม 6) ไปจนถึงเกรด 10 (มัธยม 4) จำนวน 1,123 คนที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ แล้วแบ่งครึ่งหนึ่งเพื่อแจกคอมพิวเตอร์ให้ฟรีเป็นเวลาหนึ่งปีการศึกษา แล้วจึงดูผลการเรียนของทั้งสองกลุ่มที่ได้คอมพิวเตอร์และไม่ได้คอมพิวเตอร์เพื่อหาความแตกต่าง

Google

กูเกิลประกาศความร่วมมือกับศูนย์วิจัย NASA Ames Research Center เปิดห้องวิจัย Quantum Artificial Intelligence Lab มาวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ด้วยเทคโนโลยี "ควอนตัมคอมพิวเตอร์"

ห้องวิจัยแห่งนี้จะใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์จากบริษัท D-Wave (อ่านรายละเอียดในข่าว Quantum Computer เริ่มวางขายแล้ว) เพื่อศึกษาว่าเทคโนโลยีด้านควอนตัมคอมพิวติงจะช่วยพัฒนาการวิจัยด้านการเรียนรู้ของเครื่องจักร (machine learning) ได้อย่างไร

กูเกิลบอกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไม่เหมาะสำหรับการแก้ปัญหาด้าน machine learning ที่ต้องอาศัยความสร้างสรรค์สูงมาก ดังนั้นจึงต้องใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์เข้าช่วย โดยกูเกิลระบุว่าประสบความสำเร็จในการสร้างอัลกอริทึมด้าน quantum machine learning บ้างแล้ว แต่จะผลักดันให้งานวิจัยก้าวหน้าต่อไปผ่านห้องวิจัยแห่งนี้

ที่มา - Google Research

Tags:
Microsoft

หลายเว็บทุกวันนี้จะมีมิเตอร์วัดความแข็งแรงของรหัสผ่านเพื่อจูงใจให้ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านให้ยากขึ้นกว่าเดิม แม้มิเตอร์นี้จะเตือนคนที่ระวังตัวได้ว่าให้ตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก แต่ไม่เคยมีการศึกษาในวงกว้างว่ากับคนทั่วไปแล้วรหัสผ่านนั้นเดายากง่ายเพียงใดเทียบกับรหัสผ่านที่ไม่มีมิเตอร์บอกระดับความแข็งแรง

ทีมวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์, มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย, และไมโครซอฟท์ ร่วมกันทำวิจัยวัดผลของการใส่มิเตอร์วัดความแข็งแรงเช่นนี้ลงในหน้าตั้งรหัสผ่าน โดยการทำหน้าเว็บพอร์ทัลสำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียให้แจ้งนักศึกษาให้เปลี่ยนรหัสผ่าน

Tags:
Intel

Jennifer Healey นักวิจัยจากอินเทลกำลังทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันเพื่อพัฒนาระบบสื่อสารระหว่างเครื่องจักร ในกรณีนีี้คือรถยนต์ที่จะสามารถแชร์ข้อมูลระหว่างกันเอง

เธอระบุว่าอุบัติเหตุบนถนนร้อยละ 75 ในสหรัฐฯ ไม่ได้เกี่ยวกับยาเสพติด และอุบัติเหตุน่าจะลดลงได้หากรถสามารถสื่อสารถึงกันได้

ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้รถยนต์สามารถส่งข้อมูลเพิ่มเติมออกไปทางอินฟราเรด เช่น ความเร็วรถ ทำให้รถสามารถรักษาระยะห่างระหว่างกันได้อย่างแม่นยำ แต่ในระบบของ Healey จะใช้สัญญาณวิทยุแบบรอบทิศทางเพื่อสื่อสารถึงกันโดยแต่ละคันจะระบุตำแหน่งของตัวเองด้วย GPS พร้อมกับข้อมูลเส้นทาง

ข้อมูลเหล่านี้ทำให้รถสามารถสื่อสารถึงได้ละเอียดยิ่งขึ้น เช่น เราจะรู้ว่ารถคันอื่นๆ น่าจะเปลี่ยนเลนเพื่อเปลี่ยนเส้นทางในระยะกี่ร้อยเมตรข้างหน้า รถทุกคันในถนนจะสามารถสับหลีกกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอาจจะรายงานว่ามีรถที่ขับขี่อย่างอันตรายอยู่ข้างหน้าและให้หลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันอันตราย

ความท้าทายของงานวิจัยนี้คือแบนวิดท์ที่รถแต่ละคันจะต้องสื่อสารกันได้เร็วพอ

มาทำวิจัยในไทย เราอาจจะได้เครือข่าย "มีด่าน บอกด้วย" แบบ ad hoc

ที่มา - Computer World

Tags:

นักวิทยาศาสตร์จาก North Dakota State University ในสหรัฐอเมริกา ประสบความสำเร็จด้านการพัฒนาระบบ RFID โดยการใส่วงจรดังกล่าวลงในเนื้อกระดาษได้แบบเนียนๆ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสในการประยุกต์เพื่อใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้อีกหลากหลาย

วงจร RFID เป็นวงจรที่ใช้เพื่อจำแนกวัตถุหรือบุคคล โดยใช้วงจรที่มีลักษณะเฉพาะไม่ซ้ำกัน อาศัยการตรวจสอบความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละวงจรด้วยสัญญาณคลื่นวิทยุ ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้กันหลากหลาย ทั้งในบัตรประจำตัว, หีบห่อสินค้า เป็นต้น

ทั้งนี้การนำวงจร RFID ใส่ในกระดาษนั้น มีการทำอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คือกระดาษที่มีความหนาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ อีกทั้งสภาพกระดาษแข็งจนรู้ได้ทันทีว่ามีวงจรพิเศษฝังอยู่ในเนื้อกระดาษ

ด้วยเทคนิคใหม่ในการทำแผงวงจรให้มีขนาดที่บางลง โดยอาศัยการใช้พลังงานจากลำแสงเลเซอร์เปลี่ยนสภาพของแผ่นเวเฟอร์ที่ใช้เตรียมวงจร และใช้พลังงานจากลำแสงเลเซอร์เช่นเดียวกันในการฝังเสาอากาศลงสู่แผงวงจร

ทีมงานนักวิทยาศาสตร์ได้ระบุเพิ่มเติมว่า เทคนิคการผลิต RFID แบบใหม่นี้ มีต้นทุนในการผลิตที่ถูกกว่าการทำวงจร RFID แบบเดิมๆ เพื่อเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกกว่าและการใช้วัตถุดิบในการผลิตที่น้อยกว่า ที่สำคัญคือ เทคนิคในการผลิตวงจร RFID แบบใหม่นี้มีความเร็วในการผลิตที่สูงกว่าแบบเดิมด้วย

ด้วยเทคนิคการใช้ RFID ฝังในเนื้อกระดาษนี้ จะทำให้การพิมพ์ธนบัตร, เอกสารทางกฎหมาย, ตั๋วคูปองต่างๆ รวมไปถึงฉลากหรือป้ายอัจฉริยะหลากหลายรูปแบบ สามารถเพิ่มคุณสมบัติพิเศษคือสามารถยืนยันความเป็นของแท้ และมีระบบการจำแนกข้อมูลเฉพาะวัตถุและบุคคลด้วย

ที่มา - BBC News

Tags:

แม้จะไม่ค่อยได้ใช้งาน แต่หลายคนก็คงมีความเชื่อว่าการสั่งงานด้วยเสียงแบบไร้สายขณะขับขี่ยานพาหนะน่าจะเป็นวิธีที่ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ดีวิธีหนึ่ง ทว่าผลการศึกษาจากองค์การขนส่งประจำรัฐเทกซัสกลับได้ผลออกมาตรงกันข้ามเสียงั้น

นาง Christian Yager เจ้าของผลการศึกษาบอกว่าเมื่อเปรียบเทียบระหว่างการส่งข้อความแบบเดิมๆ (ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุมาตลอด) กับการส่งข้อความด้วยเสียง ผลปรากฏว่าผู้ขับขี่ก็ยังมีปฏิกิริยาตอบสนองช้ากว่าเมื่อไม่ได้ใช้งานมากพอๆ กันคือเท่าตัวจากปกติ

Yager ให้เหตุผลว่าการการส่งข้อความแบบไร้สายยังคงทำให้ผู้ขับขี่ไม่มีสมาธิต่อถนนหนทาง และวิธีนี้ยังใช้เวลามากกว่าปกติ ทั้งการประมวลผลที่ช้าอยู่แล้ว ยังต้องพะวงเรื่องการแก้คำผิดอีกด้วย ในระหว่างนั้นสมองจึงจดจ่ออยู่กับข้อความที่พูดออกไปมากกว่าสนใจถนนนั่นเอง

ที่มา - Reuters

Tags:
IBM

IBM ประกาศลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี flash storage เป็นจำนวนเงินถึง 1 พันล้านดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่า flash เป็นเทคโนโลยีเก็บข้อมูลแห่งอนาคต และจะพลิกโฉมการเก็บข้อมูลของตลาดไอทีองค์กรอย่างสิ้นเชิง

IBM บอกว่าประสิทธิภาพและราคาของ flash อยู่ในระดับที่ใกล้นำมาใช้งานในระบบไอทีองค์กรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในงานที่ต้องการ transaction มากๆ การเปลี่ยนมาใช้ flash ช่วยให้อ่านข้อมูลมาวิเคราะห์ได้เร็วขึ้น ในขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์เรื่องการใช้พลังงานที่ลดลง

นอกจากการวิจัยในเทคโนโลยี flash ตามปกติแล้ว IBM ยังจะเปิดศูนย์วิจัยพิเศษอีก 12 แห่งทั่วโลก เพื่อทดสอบโซลูชันระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ flash ของตัวเองกับข้อมูลจริงของลูกค้า และวัดผลประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากระบบแบบใหม่ด้วย

ที่มา - IBM

Tags:
Nokia

ในขณะที่ปัจจุบันสมาร์ทโฟนพัฒนาหน่วยประมวลผลไปมากและยังทวีความใหญ่ของหน้าจอขึ้นเรื่อยๆ การพัฒนาแบตเตอรี่กลับดูเหมือนจะไม่ทันต่อความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของสมาร์ทโฟน ขณะที่เรากำลังรอสิ่งที่พอช่วยได้อย่างพลังงานแสงอาทิตย์ (สิทธิบัตรของแอปเปิล, ข่าวลือจากทางโนเกีย) งานวิจัยจากโนเกียก็เสนอนวัตกรรมอีกอย่างที่ดูน่าตื่นเต้นพอดู

โนเกียได้พัฒนาตัวต้นแบบของระบบชาร์จไฟที่เก็บเกี่ยวพลังงานจากคลื่นวิทยุในสภาพแวดล้อม (สัญญาณโทรทัศน์, สัญญาณวิทยุ และสัญญาณโทรศัพท์ที่มีอยู่รอบตัวเรา) ที่แม้ว่าพลังงานที่เก็บเกี่ยวได้อาจจะไม่มากนักแต่ก็เกือบเพียงพอที่จะทำให้มือถืออยู่ในโหมดสแตนบายได้ตลอดกาลโดยไม่ต้องเสียบชาร์จ อ้างจากคำพูดของ Markku Rouvala นักวิจัยในศูนย์วิจัยของโนเกียในเมืองเคมบริดจ์ (เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เป็นสิ่งพบเห็นได้ใน RFID tag แต่ก็เก็บเกี่ยวพลังงานได้น้อยกว่ามากและใช้การส่งคลื่นไปตรงๆ)

Tags:
Google Glass

ทีมนักวิจัยจาก Duke University กำลังพัฒนาแอพสำหรับ Google Glass ชื่อว่า InSight

แนวคิดของมันเหมือนกับแอพกลุ่ม facial recognition แต่เปลี่ยนจากใบหน้ามาเป็นเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับแทน ทีมงานผู้พัฒนาระบุว่าแอพนี้ตั้งใจทำเพื่อค้นหาเพื่อนของเราที่อยู่กลางฝูงชน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า สนามกีฬา หรือสนามบิน

หลักการทำงานคือฝั่งผู้ถูกค้นหาต้องถูกถ่ายภาพด้วยแอพบนสมาร์ทโฟนของเจ้าตัว แล้วสร้างเป็นประวัติเครื่องแต่งกายที่เรียกว่า spatiogram (เก็บข้อมูลสีหรือลายของเสื้อผ้า) จากนั้นแอพบน Google Glass จะทำการแยกแยะบุคคลผู้นี้จากประวัติเครื่องแต่งกายนี้

ทางทีมผู้พัฒนาระบุว่าประวัติเครื่องแต่งกายจะใช้ไม่ได้ทันทีเมื่อเปลี่ยนชุด ทำให้ปกป้องความเป็นส่วนตัวของบุคคลได้ระดับหนึ่ง

ผลการทดลองกับอาสาสมัคร 15 คนพบว่าถูกต้องแม่นยำ 93% แม้บางครั้งบุคคลผู้ทดสอบจะหันหลังให้ Glass ก็ตาม

ที่มา - NewScientist

Tags:

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของ "Six degrees of separation" มาบ้าง ซึ่งเป็นทฤษฎีที่บอกว่าถ้าเราลากเส้นเชื่อมโยงว่าคนไหนรู้จักกับคนไหนบ้างแล้วหาเส้นที่สั้นที่สุด ทุกคนบนโลกนี้จะเชื่อมโยงรู้จักกันภายในไม่เกิน 6 ลำดับขั้น เช่น ผมอาจจะมีคนรู้จักที่รู้จักกับคนที่รู้จักกับคนที่รู้จัก...ที่รู้จักกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าผมจะเป็นมนุษย์ที่สังคมรังเกียจกีดกั้นเพียงไร ระยะห่างที่สั้นที่สุดของห่วงโซ่ระหว่างผมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะน้อยกว่าหรือเท่ากับ 6 ลำดับขั้น (ทฤษฎี Six degrees of separation ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่และไม่มีหลักฐานงานวิจัยรองรับอย่างตรงๆ ฉะนั้นโปรดใช้ด้วยความระมัดระวัง)

งานวิจัยล่าสุดของ Albert-László Barabási นักฟิสิกส์ชาวฮังกาเรียนแสดงให้เห็นว่าหน้าเพจเว็บไซต์กว่าหนึ่งหมื่นสี่พันล้านเพจทั้งอินเตอร์เน็ตก็มีระยะห่างไม่เกิน 19 ลำดับขั้น! นั่นคือ มันรับประกันได้ว่ามันจะต้องมีหนทางอย่างน้อย 1 ทางเสมอที่พาคุณจากเว็บไซต์กระทรวงวัฒนธรรมไปโผล่เว็บโป๊สักเว็บภายใน 19 คลิก (Blognone น่าจะน้อยกว่านั้นนะ)

Tags:
Samsung

ซัมซุงประกาศข่าวความเคลื่อนไหว 3 ประการดังนี้

  • ตั้งศูนย์วิจัยนวัตกรรมและยุทธศาสตร์ (Samsung Strategy and Innovation Center หรือ SSIC) ที่เมือง Menlo Park ในสหรัฐอเมริกา (เมืองเดียวกับสำนักงานของ Facebook) พร้อมสาขาในเกาหลีใต้และอิสราเอล เป้าหมายคือวิจัยเทคโนโลยีพกพา กลุ่มเมฆ และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Internet of Things)
  • ตั้งกองทุน Samsung Ventures America Fund มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ลงทุนในเทคโนโลยีและธุรกิจ
  • ตั้งกองทุน Samsung Catalyst Fund มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ลงทุนในบริษัทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

ซัมซุงอธิบายว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวด้าน Big Data ที่เกิดขึ้นจากกระแสอุปกรณ์พกพา-กลุ่มเมฆ ทำให้ต้องลงทุนเพื่อพร้อมรับกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้

ที่มา - Droid-life

Tags:

หลังจากมีการทดลองแปลงข้อมูลอีบุ๊กไปสู่รหัสพันธุกรรมสำเร็จมาแล้ว ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ก็ประสบความสำเร็จในการทดลองแปลงไฟล์ MP3 และจัดเก็บข้อมูลไฟล์ดังกล่าวในรูปของรหัสพันธุกรรม DNA

การทดลองทำโดยแปลงข้อมูลไฟล์ MP3 ที่อยู่ในรูปข้อมูลดิจิทัลซึ่งแท้จริงแล้วก็คือชุดตัวเลขฐาน 2 ให้อยู่ในรูปของตัวเลขฐาน 3 เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนประเภทโมเลกุลของ DNA ที่สามารถใช้งานได้จริง จากนั้นจึงแปลงข้อมูลเลขฐาน 3 ให้เป็นรูปแบบรหัสพันธุกรรม โดยข้อมูลภายหลังการแปลงจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อให้ง่ายต่อการสังเคราะห์โมเลกุลของ DNA

ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าข้อมูลไฟล์ดิจิทัล สามารถแปลงและจัดเก็บในรูปของ DNA ได้จริง โดยโมเลกุลที่สังเคราะห์ขึ้นตามรหัสที่เตรียมไว้ สามารถคงค่าและนำมาถอดรหัสใหม่ได้ข้อมูลเดิมอย่างถูกต้อง ซึ่งการทดลองเพิ่มเติมด้วยไฟล์ข้อความ, ไฟล์ PDF และไฟล์ภาพถ่ายดิจิทัลก็ให้ผลที่น่าพอใจเช่นเดียวกัน

ในทางทฤษฎีหากเก็บ DNA ไว้ด้วยการแช่แข็งอย่างเหมาะสม จะสามารถคงสภาพเก็บข้อมูลอยู่ได้นานถึง 5,000 ปี โดย DNA แต่ละกรัมสามารถจุข้อมูลได้มากถึง 2.2PB

หวังว่าเราจะมีอายุยืนยาวพอได้เห็นวันที่เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้งานได้จริง

ที่มา - Ars Technica

Tags:
Facebook

ผลการศึกษาจากนักวิจัยประจำมหาวิทยาลัยสองแห่งจากเยอรมนี พบว่าสิ่งที่เราได้อัพโหลดขึ้นไปบนเครือข่ายสังคมออนไลน์สามารถทำให้คนอื่นอิจฉาได้จริง จากการศึกษานี้พบว่า 1 ใน 3 ของคนที่เข้าไปเล่น Facebook รู้สึกพอใจในชีวิตตัวเองน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่โพสต์อะไรมากมายแต่อ่านอย่างเดียว

การกระทำที่กระตุ้นต่อมอิจฉาคนอื่นได้ดีที่สุดอันดับ 1 บน Facebook ได้แก่การแชร์รูปภาพตอนไปเที่ยว รองลงมาคือปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้รายอื่นบน Facebook เช่นจำนวน Likes ที่มาก การตอบสนองเช่นจำนวนคอมเมนท์บนโพสต์หรือรูปภาพ หรือแม้กระทั่งคำอวยพรในวันเกิด

ส่วนสิ่งอื่น ๆ ที่ทำให้คนอิจฉารองลงมาจากนี้ ได้แก่ การแสดงให้เห็นถึงครอบครัวที่มีความสุข ที่ทำให้คนอายุ 30 กว่า ๆ อิจฉา ส่วนรูปร่างสัดส่วนของร่างกายที่น่าดึงดูดใจ ส่วนใหญ่แล้วมีผลกับผู้หญิงมาก

Tags:

นักวิทยาศาสตร์ชาวเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิคใหม่ในการสร้างแบตเตอรี่แบบ ลิเธียม-ไอออน ที่สามารถดัดให้โค้งงอได้

ศาสตราจารย์ Lee Sang-young จากสถานบัน Ulsan National Institute of Science and Technology พร้อมทีมงานประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบตเตอรี่ที่สามารถโค้งงอได้สำเร็จโดยอาศัยการการฉีดพ่นสารอิเล็กโทรไลต์ซึ่งอยู่ในสถานะของแข็งลงบนพื้นผิวของแผ่นตัวนำอิเล็กโทรด แทนกรรมวิธีแบบเก่าที่ต้องเตรียมสารละลายอิเล็กโทรไลต์สำหรับขั้วบวกและขั้วลบ โดยต้องคอยระวังไม่ให้สารดังกล่าวสัมผัสกันโดยตรง

ข้อจำกัดหนึ่งของการใช้สารละลายอิเล็กโทรไลต์ คือ แผ่นฟิล์มที่กั้นระหว่างสารละลายของขั้วบวกและลบอาจหลอมละลายได้ภายใต้อุณหภูมิสูง ซึ่งจะทำให้เกิดการลัดวงจรและอาจระเบิดในที่สุด ส่วนเทคนิคใหม่ในการทำแบตเตอรี่จะคงสภาพสารอิเล็กโทรไลต์ไว้ในสถานะของแข็งซึ่งมีความเสถียรกว่ามาก แม้จะอยู่ในสภาวะการใช้งานหนักจนเกิดความร้อนสูงก็ตาม

เมื่อปราศจากข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยในการป้องกันสารอิเล็กโทรไลต์ของแต่ละขั้ว ก็สามารถสร้างแบตเตอรี่ด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง จึงเป็นที่มาของต้นแบบแบตเตอรี่ที่โค้งงอได้ในที่สุด

นอกจากนี้เทคนิคการทำแบตเตอรี่โดยพ่นสารอิเล็กโทรไลต์นี้ ยังสามารถทำซ้ำและผลิตเป็นจำนวนมากได้ง่ายกว่าแบตเตอรี่แบบเดิมที่ใช้สารละลายอีกด้วย

ที่มา - Tom's Hardware Guide, ZDNet

Tags:
Facebook

ในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์คบูม บรรดาแบรนด์ต่างๆ ก็แห่กันมาลงโฆษณากันบน Facebook อย่างที่เราเห็นโพสต์โฆษณาเยอะจนเป็นเรื่องปกติ คำถามต่อมาคือเม็ดเงินที่ลงทุนโฆษณาในโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ นั้นคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับการโฆษณาออนไลน์แบบเดิม

จากผลการศึกษาของ Baynote ที่สำรวจการซื้อขายในช่วงคริสต์มาสปรากฏว่าการโฆษณาบนโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้นจูงใจให้คนซื้อของได้ผลน้อยกว่าใบปลิว หรือแคตาล็อกที่แจกให้ด้วยซ้ำ (22% ต่อ 15%) ตอกย้ำอีกด้วยผลศึกษาของ Kenshoo บริษัทการตลาดดิจิทัล ที่ระบุว่าการโฆษณาออนไลน์โมเดลเดิม เช่น AdWords ที่จูงใจให้คนคลิกซื้อยังโตต่อเนื่อง 23% จากปีก่อน

ดูเหมือนสิ่งเดียวที่การโฆษณาบนโซเชียลเน็ตเวิร์คทำได้ดีกว่าคือการสร้าง และรักษาแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ ทางเลือกของผู้นำในตลาดอย่าง Facebook คงหนีไม่พ้นการทำให้ค่าโฆษณาคุ้มค่าขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

ที่มา - PandoDaily

Tags:
Android

IBM เผยผลสำรวจการซื้อสินค้าออนไลน์ช่วงเทศกาลลดราคาประจำปีในอเมริกาหรือ Black Friday พบว่าอัตราการซื้อสินค้าออนไลน์นั้นเพิ่มขึ้น 17.4% จากปีก่อน โดยทราฟฟิกในการซื้อสินค้าออนไลน์นี้ 24% มาจากอุปกรณ์พกพา ซึ่งสูงขึ้นจากปีก่อนที่มีอัตราส่วน 14.3% ตัวเลขนี้ช่วยชี้ให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปนั่นเองครับ

บริษัทวิจัย Asymco ได้เจาะตัวเลข 24% ในส่วนทราฟฟิกการซื้อสินค้าออนไลน์บนอุปกรณ์พกพาพบว่า 13% มาจากสมาร์ทโฟน ขณะที่ 11% มาจากแท็บเล็ต เมื่อแยกย่อยที่ส่วนสมาร์ทโฟนพบว่า 2 ใน 3 มาจาก iOS ที่เหลือเป็น Android ส่วนบนแท็บเล็ตนั้น iPad กินส่วนแบ่งถึง 88% ทำให้ภาพรวมแล้วทราฟฟิกการซื้อสินค้าจากอุปกรณ์พกพามาจาก iOS ถึง 77% ขณะที่ Android คิดเป็น 23%

Horace Dediu นักวิเคราะห์จาก Asymco ให้ความเห็นว่าแม้ยอดขายสมาร์ทโฟน Android จะชนะขนาด และ iPad สูญเสียส่วนแบ่งในตลาดแท็บเล็ตไปมาก แต่ในแง่การให้ผู้ใช้งานสร้างทราฟฟิกตลอดจนซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์เหล่านี้นั้น iOS กลับชนะขาด จึงเป็นข้อสงสัยว่าพฤติกรรมของการใช้อุปกรณ์ของผู้ใช้ Android กับ iOS นั้นคงมีความแตกต่างกันอยู่มาก และสร้างคำถามต่อไปยังนักพัฒนาถึงรูปแบบการหารายได้บนแต่ละแพลตฟอร์มที่ไม่เหมือนกันอีกด้วยครับ

ที่มา: IBM และ Asymco

Tags:

Disney Research เผยวิดีโอการทดลองควบคุมหุ่นยนต์ให้โต้ตอบโยน-รับลูกบอลกับมนุษย์ได้สำเร็จ โดยใช้ Kinect และกล้องถ่ายภาพของ Asus เป็นตัวตรวจสอบตำแหน่งของมนุษย์และลูกบอล

หุ่นยนต์ดังกล่าว รับสัญญาณจาก Kinect และกล้อง Asus Xtion Pro Live เพื่อระบุตำแหน่งศีรษะของมนุษย์ และตำแหน่งของลูกบอล จากนั้นจึงขยับแขนกลและส่วนต่างๆ เพื่อเคลื่อนไหวตอบโต้กับตำแหน่งของมนุษย์และลูกบอลที่ตรวจจับได้

จากวิดีโอทดสอบการทำงาน หุ่นยนต์สามารถตอบสนองได้ฉับไวพอที่จะเคลื่อนไหวเพื่อรับลูกบอลซึ่งโยนจากมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม หากหุ่นยนต์ไม่สามารถรับลูกบอลได้ ก็สามารถรับรู้และแสดงอากัปกิริยาต่างๆ ตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้เช่นกัน โดย Disney Research ได้เปิดให้นักเล่น Juggling มาร่วมทดสอบโยน-รับลูกบอลกับหุ่นยนต์ด้วย ซึ่งก็สามารถทำได้สำเร็จ

คาดว่าหากทีมพัฒนาระบบจนนำไปใช้การได้ คงนำไปสู่การใช้งานจริงในสวนสนุกเป็นลำดับแรกๆ

Tags:
Wi-Fi

ประสิทธิภาพของการรับส่งข้อมูลของ Wi-Fi จะแย่ลงเมื่อมีผู้ใช้ access point ตัวเดียวกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากช่องความถี่ที่ใช้มีอยู่ช่องเดียว หากผู้ใช้จำนวนมากร้องขอข้อมูลพร้อมกัน ตัว access point จะส่งข้อมูลที่ร้องขอกลับไปลำบาก ในทางกลับกัน ถ้าตั้งความสำคัญให้ access point ส่งข้อมูลออกไปได้ก่อน ผู้ใช้จะมีปัญหาในการร้องขอข้อมูลแทน

นักวิจัยจาก North Carolina State University จึงสร้าง WiFox ซึ่งทำหน้าที่เหมือนตำรวจจราจร คอยมอนิเตอร์ปริมาณข้อมูลที่ค้างอยู่ในตัว access point หากข้อมูลค้างอยู่มาก ก็จะปรับระดับความสำคัญในการส่งข้อมูลออกไปจากตัว access point ให้สูงขึ้น การไหลของข้อมูลก็จะคล่องตัวทั้งสองทาง

นักวิจัยได้ทดลองใช้ WiFox กับระบบ Wi-Fi ที่ใช้งานจริง ๆ ในห้องทดลอง พบว่า โปรแกรมทำให้ประสิทธิภาพการใช้งาน WiFi เพิ่มขึ้น คือ เมื่อมีผู้ใช้ 25 คน ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้น 400% และเมื่อมีผู้ใช้ 45 คน ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้น 700% เมื่อเทียบกับระบบที่ไม่ใช้ WiFox

ข้อดีอีกอย่างคือ ซอฟแวร์ตัวนี้สามารถทำเป็นแพกเก็จ แล้วอัพเดทให้กับระบบ Wi-Fi ที่มีอยู่แล้วได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบ Wi-Fi ใหม่

ที่มา: Phys.org, NCSU

Tags:
Kinect

ไมโครซอฟท์โชว์ "Kinect Fusion" ฟีเจอร์ใหม่ของ Kinect for Windows ที่ใช้ในงานวิจัย ความสามารถของมันคือใช้กล้องของ Kinect จับภาพวัตถุหรือสภาพแวดล้อมภายในห้อง แล้วสร้างเป็นโมเดล 3 มิติให้อัตโนมัติ

เทคนิคนี้ใช้ภาพในทางลึก (depth data) จากกล้องของ Kinect โดยการสแกนหลายๆ ครั้งจากหลายมุม (หลักร้อยหรือพันครั้ง) นำมาสร้างพื้นผิว 3 มิติของวัตถุหรือสภาพแวดล้อม

ฟีเจอร์นี้จะถูกรวมเข้ามาใน Kinect for Windows ในอนาคต ตอนนี้ยังเป็นแค่ของโชว์เฉยๆ ครับ หน้าตาเป็นอย่างไรดูกันเองตามลิงก์

ที่มา - Kinect for Windows

Tags:
Intel

ทีมนักวิจัยของ Intel Labs ในบาร์เซโลนา กำลังวิจัยเรื่องการพัฒนาซีพียูที่มีคอร์จำนวนมากๆ บนอุปกรณ์พกพา

ตอนนี้นักวิจัยของอินเทลยังไม่ได้ข้อยุติว่าจำนวนคอร์ที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร แต่ชิปตัวอย่างที่กำลังพัฒนากันอยู่มี 48 คอร์ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับงานบางประเภท (เช่น การถอดรหัสวิดีโอแบบขนาน) และช่วยลดพลังงานในภาพรวมด้วย (เพราะเฉลี่ยงานกันจึงไม่มีคอร์ที่กินไฟสูงๆ)

นักวิจัยคาดว่าเราจะได้เห็นมือถือ 48 คอร์วางขายในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ Justin Rattner ซึ่งเป็น CTO ของอินเทลประเมินว่าระยะเวลาจะสั้นกว่านั้นมาก โดยมีแรงผลักดันมาจากความต้องการใช้งาน natural interface ที่มากขึ้น ทำให้ต้องการอุปกรณ์พกพาที่มีสมรรถนะมากขึ้นตามไปด้วย

นักวิเคราะห์จากบริษัท Moor Insights ประเมินว่าระยะเวลาน่าจะอยู่ราว 5-10 ปีครับ

ที่มา - Computerworld