ปรกติตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเราจะได้เห็นการสัมภาษณ์นักเรียนที่ได้รางวัลงานใหญ่ๆ หรืองานที่จัดโดยภาคธุรกิจกันมามาก วันนี้เลยขอพามารู้จักกับนักเรียนสายวิชาการแบบเพียวๆ กันบ้างนะครับ น้องอาณกร จงยินดี เป็นนักศึกษาม.เกษตร แต่ได้ไปฝึกงานที่ Nara Institute of Science and Technology จนงานที่ไปทำที่นั่นได้ตีพิมพ์ในงานประชุมวิชาการ The 6th International Conference on Software Process and Product Measurement (Mensura) เมื่อปีที่ผ่านมาทั้งที่เป็นงานวิจัยเดียวในงานที่เป็นผลงานของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
- 15 comments
- 946 reads
- Read more
เรื่องนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับใครที่บริหารจัดการ Page ใน Facebook ครับ โดยบริษัท EdgeRank Checker ได้ทำการวิเคราะห์โพสต์มากกว่า 30,000 โพสต์จาก Facebook Page มากกว่า 500 Page โดย Page เหล่านี้มีคนกด like เฉลี่ย 140,000 ราย พบว่าอายุของโพสต์แต่ละอันนั้นมีค่าเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 7 นาที ค่ามัธยฐาน 2 ชั่วโมง 56 นาที
อายุของโพสต์นั้นทาง EdgeRank ใช้วิธีการวัดจากการที่มีคนกด Like หรือแสดงความคิดเห็นนับจากเวลาที่โพสต์ โดยเมื่อพ้นไปจาก 3 ชั่วโมงแล้วการโต้ตอบจากผู้ชมจะเหลือน้อยลงไปมากจึงสรุปว่าโพสต์หมดอายุของมันนั่นเอง
อย่างไรก็ตามผลการศึกษานี้ไม่ได้หมายความว่า Page ควรจำกัดโพสต์เพียงวันละ 8 โพสต์ (24 ชั่วโมงหาร 3) เพียงแต่เป็นการนำเสนออายุของโพสต์โดยเฉลี่ยเท่านั้น ยังมีปัจจัยอีกมากที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสร้างการโต้ตอบกับผู้เข้าชม ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพเนื้อหาที่โพสต์ เวลาที่โพสต์ ตลอดหมวดหมู่ของ Page นั้นๆ เช่นถ้าเป็น Page อย่างสำนักข่าวก็ควรโพสต์ตามสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ถ้าเป็นแบรนด์สินค้าแล้ว การโพสต์มากเกินไปอาจจะรก News Feed ผู้ใช้งานและทำให้เนื้อหาแต่ละอย่างตกเร็วเกินไปได้
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วนักบริหาร Page คงต้องหาจุดสมดุลเอาเองว่าควรโพสต์วันละกี่คำคมดี?
ที่มา: TechCrunch
- 5 comments
- 3671 reads
- Read more
บริษัทวิจัย NPD เผยรายงานจากการสำรวจผู้บริโภคในอเมริกาพบว่าภาพถ่ายปัจจุบันถึง 27% ถ่ายด้วยกล้องสมาร์ทโฟน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ 17% แปลว่ากว่า 1 ใน 4 ของภาพถ่ายปัจจุบันนั้นเป็นภาพจากกล้องมือถือไปแล้ว
การสำรวจยังพบว่ายอดขายกล้องถ่ายรูปแบบ point-and-shoot (คนไทยเรียกกล้องคอมแพค) ลดลงถึง 17% เทียบกับปีก่อน เช่นเดียวกันกับกล้องแคมโค้ดเดอร์พกพาที่ยอดขายลดลง 13% ส่วนกล้องระดับบนที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ยังมียอดขายเพิ่มขึ้น 12% เช่นเดียวกับกล้องคอมแพคที่มีความสามารถซูมออฟติคอลมากกว่า 10x ยังเติบโตได้ 16% จึงอาจกล่าวได้ว่า ในมุมมองของผู้บริโภคนั้นภาพจากกล้องสมาร์ทโฟนดีเพียงพอที่จะทดแทนสินค้าอย่างกล้องคอมแพคตัวเล็กและแคมโค้ดเดอร์ได้แล้ว
ตัวแทนจาก Flickr ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าการอัพโหลดภาพผ่านอุปกรณ์พกพาทั้งหลายเข้ามาใน Flickr เองก็เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 8 เท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นการทดแทนของกล้องสมาร์ทโฟนได้เช่นกัน
- 25 comments
- 3191 reads
- Read more
บริษัทวิจัย NM Incite ในเครือ Nielsen ได้ทำการวิจัยสำรวจผู้ใช้ Facebook จำนวน 1,865 คน เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งาน พบความน่าสนใจที่สะท้อนถึงทัศนคติการใช้ชีวิตใน Social Network หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ดังนี้ครับ
ผลสำรวจพบว่าผู้ชายส่วนใหญ่ใช้ Social Network เพื่อการสร้างคอนเนกชั่นและส่งเสริมประโยชน์ทางหน้าที่การงาน รวมถึงใช้มันสร้างความรู้จักกับเพศตรงข้าม ขณะที่ผู้หญิงใช้มันเพื่อประโยชน์ในการซื้อขายสินค้า ค้นหาส่วนลด โปรโมชั่น และเพื่อให้คนมาแสดงความเห็นในทำนองชื่นชมตนเอง เมื่อถามถึงเหตุผลที่จะเลือกเป็นเพื่อน (Friend) กับใครสักคน ผู้ชายบอกว่าเครือข่ายธุรกิจและหน้าตามีผลต่อการตัดสินใจ ขณะที่ผู้หญิงนั้นจะเลือกเป็นเพื่อนกับคนที่รู้จักกับใครสักคนในชีวิตจริงก่อน
งานวิจัยยังตั้งคำถามว่าเหตุผลที่เราจะเป็นเพื่อนหรือเลิกเป็นเพื่อน (Unfriend) กับใครสักคนคืออะไร คำตอบส่วนใหญ่คือจะรับเป็นเพื่อนถ้ารู้จักกันในชีวิตจริง ขณะที่การเป็นเพื่อนร่วมกัน (Mutual Friend) คือเหตุผลรองลงมา ขณะที่ความน่าสนใจคือการจะเลิกเป็นเพื่อนนั้น เหตุผลส่วนใหญ่คือเป็นคนที่แสดงความคิดเห็นไปในทางที่ตนเองไม่ชอบหรือไม่พอใจ ขณะที่เหตุผลว่าไม่รู้จักกันเท่าใดนักคือเหตุผลรองลงมา
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก Infographic ท้ายข่าวครับ
ที่มา: Nielsen Wire
- 36 comments
- 17188 reads
- Read more
FUSE (Future Social Experiences) Labs จากไมโครซอฟท์รีเสิร์ชได้เผย So.cl (อ่านว่า "social") หรืองานวิจัยบริการค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่มีเป้าหมายเฉพาะสำหรับนศ. และอาจารย์ที่ต้องการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน
So.cl เปิดให้ผู้ใช้สามารถโพสข้อความ รูปภาพ คลิปวีดีโอ และผู้ใช้สามารถค้นหาสิ่งที่ตนสนใจและสร้างชุมชนขึ้นมาได้เอง ซึ่งไมโครซอฟท์ก็ได้เตรียมเครื่องมือให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งชุมชนตนเองได้ เช่น การใช้ทวิตเตอร์ในการโพสไอเดียใหม่ เป็นต้น
So.cl นั้นเกิดขึ้นจากการผสมผสานหลายแนวคิดที่ FUSE Labs ได้เริ่มทำมาก่อนหน้านี้ อาทิ Montage (บริการสร้างและแบ่งปันอัลปั้มเสมือนตามแต่ละหัวข้อที่ผู้ใช้สนใจ) และ Kodu (เกมโปรแกรมมิ่ง) ตอนนี้ไมโครซอฟท์ได้เปิดให้ทดลองใช้ So.cl แบบวงจำกัดแล้ว
ผู้จัดการทั่วไปของ FUSE Labs คุณ Lili Cheng เผยว่าในอนาคต So.cl จะรองรับการ tag และความสามารถการแบ่งปัน feed ตามที่กำหนดได้ เธอยังยืนว่าไมโครซอฟท์ไม่ได้ต้องการจะสร้างสังคมออนไลน์แบบเฟซบุ๊ก และไม่ได้คาดหวังว่า So.cl จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริการที่ไมโครซอฟท์ให้กับกลุ่มธุรกิจแต่อย่างไร
ที่มา: ไมโครซอฟท์รีเสิร์ช ผ่าน ZDNet
- 11 comments
- 2028 reads
- Read more
สืบเนื่องจากผลวิจัยเรื่องผู้ใช้ IE มีไอคิวน้อยกว่าผู้ใช้เบราเซอร์อื่นซึ่งต่อมากลายเป็นเรื่องโกหกไป ก็ดูเหมือนจะมีคนติดใจและอยากพิสูจน์สมมติฐานนี้อีกสักรอบ โดยคราวนี้เป็นบริษัทรับจัดทดสอบความฉลาดรู้ในความเสี่ยง (Risk intelligence quotient - RQ) ที่ชื่อ Projection Point เป็นผู้เสนอผลการวิจัยออกมาครับ
การทดสอบนี้ใช้กลุ่มตัวอย่าง 351 คน ให้ตอบคำถาม 50 ข้อ โดยคำถามจะเป็นประโยคแล้วให้ผู้ตอบพิจารณาว่าจริงหรือเท็จ โดยใช้วิธีให้คะแนนน้ำหนักความมั่นใจว่าจริงหรือเท็จโดยใส่ 100 ถ้ามั่นใจว่าจริงมากๆ ใส่ 0 ถ้ามั่นใจว่าเท็จมากๆ หรือให้คะแนนไล่ระหว่าง 0-100 ตามระดับความมั่นใจ ผลออกมาพบว่าผู้ใช้ Internet Explorer มีคะแนนความฉลาดรู้ในความเสี่ยงต่ำที่สุดเทียบกับผู้ใช้งานเบราเซอร์อื่น สอดคล้องกับรายงานว่ามัลแวร์ทั้งหลายสามารถแพร่กระจายทาง Internet Explorer ได้มากที่สุด ส่วนกลุ่มผู้ใช้เบราเซอร์ที่มีคะแนน RQ สูงสุดนั้นตกเป็นของ Safari
อย่างไรก็ตามทาง Projection Point ให้ความเห็นว่าผลที่ออกมานั้นใช้กลุ่มตัวอย่างที่เล็กมากเกินกว่าจะไปสรุปฟันธงอะไรได้ ผลการวิจัยน่าจะดีกว่านี้ถ้าใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีปริมาณมากขึ้น
ที่มา: Projection Point
- 29 comments
- 3428 reads
- Read more
เว็บ OnlineEducation.net ได้ทำการศึกษาหาความสัมพันธ์ว่าระยะเวลาในการใช้ Facebook ต่อวันของบรรดานักเรียน นักศึกษานั้นมีผลแค่ไหนกับเกรดเฉลี่ย ซึ่งพบว่าอัตราการใช้ Facebook ทุกๆ 1.5 ชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นต่อวันจะส่งผลต่อเกรดเฉลี่ยให้ลดลง 0.12 จุด โดยค่าเฉลี่ยของนักศึกษาในการสำรวจนี้ระบุว่าพวกเขาใช้ Facebook เฉลี่ยวันละ 106 นาที จากการเข้าไปใน Facebook 6 ครั้งต่อวัน
เมื่อพิจารณาระดับความสัมพันธ์ของสองตัวแปร ก็พบว่ามีค่าสหสัมพัทธ์เป็นลบที่น้อยมาก (minor negative correlation) จึงสรุปจากการศึกษานี้ได้ว่า แม้ค่าที่คำนวณได้จะพบว่าการใช้ Facebook ต่อวันส่งผลให้เกรดเฉลี่ยลดลง แต่ก็เป็นปัจจัยที่มีผลน้อยมาก ปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาสักคนมีเกรดเฉลี่ยน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญน่าจะมาจากสาเหตุอื่นผสมผสานกันมากกว่าจะระบุว่ามาจาก Facebook เป็นหลัก
ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ Infographic ท้ายข่าวครับ
ที่มา: The Next Web
- 13 comments
- 4294 reads
- Read more
กลุ่มนักวิจัยจากไมโครซอฟท์และมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเสนอแนวคิดในการติดตั้งศูนย์ข้อมูลไว้ในบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในเมืองหนาว เพื่อให้ความอบอุ่นภายในบ้าน แนวคิดดังกล่าวเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ศูนย์ข้อมูลปลดปล่อยความร้อนออกมาเป็นปกติอยู่แล้ว และเพื่อไม่ให้ความร้อนเหล่านั้นสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ นักวิจัยจึงเสนอให้นำความร้อนดังกล่าวมาใช้ทดแทนฮีตเตอร์หรือเครื่องทำความร้อน
แนวคิดนี้มีชื่อเรียกว่า เตาข้อมูล (data furnace) ถูกนำเสนอที่งาน USENIX Workshop ครั้งล่าสุด ผลงานวิจัยนี้ได้จำลองการติดตั้งศูนย์ข้อมูลภายในบ้านพักอาศัยที่มีพื้นที่ประมาณ 158 ตารางเมตร ภายในบ้านบุฉนวนเพื่อรักษาอุณหภูมิความร้อนให้ได้ 21 องศาเซลเซียส และติดตั้งระบบกระจายความร้อนภายในบ้าน จากนั้น นักวิจัยได้ประเมินผลการจำลองและพบว่า เตาข้อมูลสามารถประหยัดค่าไฟรายปีได้ 280 ถึง 324 เหรียญต่อเซิร์ฟเวอร์หนึ่งเครื่อง
- 32 comments
- 2107 reads
- Read more
หลังจากช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้มีบริษัทวิจัยสำรวจพบว่าสาวก iPhone มีความภักดีมากที่สุดคือ 73% ตามด้วย Android 40% แต่นั่นก็เป็นเพียงผลการสำรวจจากผู้ใช้งานในสหรัฐฯ เท่านั้น
ล่าสุดบริษัทวิจัย GfK ได้สำรวจถึงความภักดีต่อแพลตฟอร์มในผู้ใช้งานทั้งสิ้น 4,500 คนจากหลายประเทศทั่วโลกได้แก่ สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, สเปน, บราซิล, จีน, สหรัฐฯ และญี่ปุ่น
ผลสำรวจออกมาว่า 84% ของผู้ใช้งาน iPhone ตัดสินใจที่จะซื้อเครื่องต่อไปในแพลตฟอร์มเดิม ตามด้วย Android และ BlackBerry ที่ 60% และ 48% ตามลำดับ และผลวิจัยยังชี้อีกว่ามากกว่า 70% ของลูกค้าตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มเดิมเพราะความราบรื่นมากกว่าในการปรับตัวเข้ากับฟีเจอร์ใหม่ๆ และการเข้าถึงเนื้อหาต่างๆ
- 19 comments
- 3039 reads
- Read more
ไมโครซอฟท์รีเสิร์ชเผยงานวิจัยชื่อ "Code Space: Combining Touch, Devices, and Skeletal Tracking to Support Developer Meetings" หรือระบบที่รองรับการปฏิสัมพันธ์แบบไฮบริดโดยการสัมผัสและ gesture เพื่อสนับสนุนการประชุมของบรรดานักพัฒนา ซึ่งแต่ละคนจะสามารถแบ่งปันไอเดียและข้อมูลร่วมกันได้
ระบบนี้เป็นการประสานร่วมกันระหว่างหน้าจอสัมผัส อุปกรณ์แบบพกพาที่รองรับการสัมผัส และ Kinect ในการรองรับอินพุท ใครสนใจนำไอเดียไปทำโปรเจกต์หรืองานวิจัยก็เชิญศึกษาเอกสารวิจัยได้จากที่มาของข่าว
ที่มา: Channel 9
- 8 comments
- 1742 reads
- Read more
ในวันที่จอสัมผัสเพิ่งฮิตติดตลาดได้ไม่นาน นับเป็นโอกาสทองของนักวิจัย ที่จะได้ทดลองอะไรแปลกๆ เพื่อเพิ่มความสามารถของมันให้ใช้งานได้หลากหลายขึ้นครับ
ไม่กี่วันมานี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ก็ได้ออกมาโชว์ TapSense งานวิจัยจอสัมผัสที่สามารถแยกแยะประเภทวัตถุที่มาสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นการกดนิ้ว แตะนิ้ว เล็บ หรือเคาะด้วยข้อนื้ว (tip, pad, nail, knuckle ตามลำดับ) ถ้ายังงงอยู่ ก็เข้ามาดูวิดีโอให้หายสงสัยได้ในข่าวครับ
หลักการทำงานของมันอาจพิสดารจนหลายคนคาดไม่ถึง เพราะมันใช้ "เสียง" ของวัตถุที่มาสัมผัสหน้าจอเพื่อแบ่งแยกประเภทของวัตถุ ตอนนี้วิจัยไปแล้วทั้งบนจอสัมผัสขนาดใหญ่และจอมือถือ น่าเสียดายที่ไมโครโฟนติดมือถือนั้น ไม่สามารถรับเสียงในช่วงความถี่นอกเหนือจากเสียงพูดได้ดีเท่าไหร่นัก จึงต้องอาศัยไมโครโฟนภายนอกเพื่อให้รับเสียงได้ดียิ่งขึ้นครับ (นี่อาจเป็นเหตุผลทางอ้อมว่า ทำไมเราจึงอาจต้องการระบบเสียง HD บนมือถือ)
ที่มา: Gizmodo
- 15 comments
- 2980 reads
- Read more
เป็นที่รู้กันดีว่า เทคโนโลยีจอสัมผัสนั้น มีจุดอ่อนตรงที่เราต้องมองหน้าจอตลอดเวลาเมื่อต้องการสัมผัส ซึ่งในการเล่นเกมก็คงไม่เป็นปัญหาอะไร แต่เมื่อต้องการพิมพ์งานแล้วจะพบว่าไม่สะดวกอย่างยิ่ง (นี่คงเป็นเหตุผลหลักที่ลูกค้าจำนวนไม่น้อยติดใจคีย์บอร์ด BlackBerry)
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Aachen ในเยอรมัน ได้คิดวิธีจัดการกับปัญหานี้โดยใช้แม่เหล็ก พวกเขาตั้งชื่อระบบที่พัฒนาว่า FingerFlux หลักการทำงานของมันคือ ข้างใต้หน้าจอสัมผัสจะฝังชุดแม่เหล็กไฟฟ้าเล็กๆ เอาไว้ (แม่เหล็กไฟฟ้าจะปฏิบัติตัวเป็นแม่เหล็กก็ต่อเมื่อผ่านกระแสไฟเข้าไปเท่านั้น) ด้วยการบังคับเปิด-ปิดตารางแม่เหล็กไฟฟ้าใต้หน้าจอ มันจะทำหน้าที่เป็น "กำแพง" คอยผลักถุงมือแม่เหล็กออกไปเมื่อนิ้วมืออยู่เหนือบริเวณที่ห้ามสัมผัสครับ
งานวิจัยนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น แต่ผมคิดว่าเนื่องจากเวลาใช้งานต้องสวมถุงมือแม่เหล็ก อาจทำให้แนวคิดนี้ยุ่งยากเกินไปที่จะใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้ครับ
ดูวิดีโอแนวคิดและการทดลองได้ในข่าวครับ
ที่มา: Engadget
- 5 comments
- 1419 reads
- Read more
ดร. Joel Yang แห่ง Institute of Materials Research and Engineering (IMRE) ของประเทศสิงคโปร์ ร่วมกับนักวิจัยของ institute of Singapore’s Agency for Science, Technology and Research (A*STAR) และ National University of Singapore (NUS) รายงานความสำเร็จในการเพิ่มความจุของฮาร์ดดิสก์ด้วย NaCl (หรือสูตรเคมีของเกลือแกงนั่นเอง)
ทีมวิจัยใช้วิธีการสร้างฮาร์ดดิสก์ด้วยกระบวนการ e-beam lithography process ที่มีความละเอียดสูง ดร. Joel Yang ค้นพบว่าการเติมผลึกของ NaCl เข้าไปในสารตั้งต้นจะทำให้พื้นผิวเกิดโครงสร้างที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบระดับนาโนเมตร โครงสร้างที่เกิดขึ้นนี้ 1 เม็ดสามารถเก็บข้อมูลได้ 1 บิตเต็มๆ ต่างจากเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลแบบปัจจุบันที่ต้องใช้โครงสร้างอย่างเดียวกันหลายๆ เม็ดในการเก็บข้อมูล 1 บิต
จากการทดสอบในห้องทดลอง นักวิจัยสามารถสร้างฮาร์ดดิสก์ที่มีความหนาแน่นของการเก็บข้อมูลถึง 1.9 Terabit/ตารางนิ้ว และยังคุยต่ออีกว่าสามารถพัฒนาตัวอย่างสาธิตที่มีความหนาแน่นสูงถึง 3.3 Terabit/ตารางนิ้วได้แล้ว มากกว่าเทคโนโลยีในตลาดปัจจุบัน (โดยเฉลี่ย 0.5 Terabit/ตารางนิ้ว) ถึง 6 เท่า
ตอนนี้ทุกอย่างยังคงอยู่ในขั้นงานวิจัย แต่ ดร. Joel Yang เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะออกมาสู่ตลาดได้ในปี 2016
ดังนั้นก็อย่าเพิ่งใจร้อนจับฮาร์ดดิสก์ไปดองเกลือนะครับ ถ้าไม่รู้จะทำอะไรระบายความอยาก ก็เล่นมุขมาตรฐาน "รอซื้อมาเก็บหนัง AV" ตรงคอมเม้นท์ด้านล่างไปก่อน
ที่มา - Official Media Release ของ A*STAR, ITProPortal, Discovery News
- 43 comments
- 4642 reads
งานวิจัยจาก IBM Research ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง 345 คนว่าการค้นหาอีเมลด้วยคำสั่ง search ในโปรแกรมอีเมล กับการจัดระเบียบอีเมลแยกตามโฟลเดอร์ต่างๆ มีประสิทธิภาพแตกต่างกันอย่างไร
ผลคือการค้นด้วยคำสั่ง search ใช้เวลาเฉลี่ย 17 วินาที ส่วนการค้นหาอีเมลตามโฟลเดอร์ใช้เวลาเฉลี่ย 58 วินาที
ผลการศึกษาสรุปว่าการจัดระเบียบอีเมลในโฟลเดอร์ที่ซับซ้อน มีจุดประสงค์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในตอนค้นหา แต่ผลการทดลองพบว่าไม่ได้ช่วยให้หาเร็วขึ้นสักเท่าไร สิ่งที่ช่วยให้หาอีเมลเร็วขึ้นกลับเป็นความสามารถด้าน search และการจัดกลุ่มอีเมลตาม thread มากกว่า
ผลการศึกษายังบอกอีกว่าการจัดระเบียบอีเมลถือว่าใช้เวลาเสียเปล่า เพราะปัจจุบันปริมาณอีเมลเยอะมาก จนอาจต้องเสียเวลา (ทำงาน) เป็นวันในการจัดระเบียบอีเมล
ที่มา - Box Free IT via Slashdot
- 29 comments
- 2636 reads
นักวิจัยด้านความปลอดภัยสองคนคือ Juliano Rizzo และ Thai Duong ได้นำเสนองานวิจัยที่งาน Ekoparty สาธิตความเป็นไปได้ในการเจาะเว็บที่มีการรวมโค้ดจากภายนอกที่ไม่ได้เข้ารหัส SSL แม้ตัวเว็บหลักจะส่งข้อมูลผ่าน SSL ก็ตาม
เทคนิคนี้อาศัยการส่งจาวาสคริปต์ปลอมด้วยการดักกลาง (man in the middle) ระหว่างการโหลดจาวาสคริปต์จากเว็บภายนอกที่ไม่ได้เข้ารหัส ตัวจาวาสริปต์นั้นจะส่งข้อความที่แฮกเกอร์รู้ล่วงหน้า (known text) กลับไปยังเว็บหลัก เมื่อแฮกเกอร์จับข้อความแบบเข้ารหัสแล้วจึงนำมาเข้ากระบวนการย้อนกลับ เพื่อหากุญแจเข้ารหัสของ session นั้นๆ ได้
สำหรับเว็บต่างๆ ทางแก้ทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือการเรียกใช้จาวาสคริปต์ภายนอกผ่านทาง SSL ทั้งหมด เช่น Google +1 นั้นสามารถรวมจาวาสคริปต์จาก https://apis.google.com/js/plusone.js ได้แทนที่จะใช้ HTTP ปรกติ
ที่มา - ArsTechnica
- 24 comments
- 2333 reads











