Dan Russell นักวิจัยด้านมานุษยวิทยาที่กูเกิล เปิดเผยข้อมูลกับเว็บไซต์ The Atlantic ว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวสหรัฐ 90% ไม่รู้จักการใช้ปุ่มลัด Ctrl/Cmd+F เพื่อค้นหาคำในเอกสาร
Russell ต้องศึกษาพฤติกรรมการหาข้อมูลของมนุษย์ และเขาบอกว่าสิ่งที่เจอบ่อยมากคือกลุ่มตัวอย่างนั่งไล่หาคำในเอกสารยาวๆ เป็นเวลานาน เมื่อการทดสอบยุติ Russel จะบอกเทคนิคนี้กับกลุ่มตัวอย่างของเขา และเกือบทุกคนจะตกใจมากว่าเสียเวลาขนาดนั้นมาตลอดชีวิตได้อย่างไร!
แถวนี้ใครไม่รู้ จงสารภาพมาแต่โดยดี
ที่มา - The Atlantic via Slashdot
จากข่าวงานวิจัยชี้ผู้ใช้ IE มีระดับไอคิวน้อยกว่าผู้ใช้เบราเซอร์อื่นนั้นทำให้ผู้ใช้ IE หลายรายไม่พอใจ และอีเมลไปต่อว่าบริษัท AptiQuant ผู้ศึกษาแล้ว
Leonard Howard ซึ่งเป็น CEO ของบริษัทได้ออกมาชี้แจงว่าตอนนี้ในกล่องอีเมลของเขานั้นเต็มไปด้วยอีเมลบ่นด่าของผู้ใช้ IE โดยเขาได้พยายามชี้แจงว่ารายงานของบริษัทนั้นไม่ได้สรุปว่า "ถ้าคุณใช้ IE คุณจะมีไอคิวต่ำ" แต่หมายความว่า "ถ้าคุณมีไอคิวต่ำ ก็มีโอกาสสูงที่คุณจะใช้ IE" ต่างหาก
นอกจากนี้แล้วเขายังรู้สึกตื่นเต้นที่ผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจกับงานศึกษาชิ้นนี้ด้วย
ที่มา: PR Web
บริษัทที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาของแคนาดา AptiQuant ได้รายงานผลการวิจัยว่าด้วยความสัมพันธ์ของระดับเชาวน์ปัญญา (ไอคิว) กับเว็บเบราเซอร์ที่ใช้ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างมากกว่าหนึ่งแสนคนทำแบบทดสอบวัดไอคิว จากนั้นก็เก็บผลคะแนนที่ได้กับเว็บเบราเซอร์ที่บุคคลนั้นใช้ พบผลลัพธ์ที่น่าสนใจดังนี้
ในภาพรวมแล้วผลการสำรวจพบว่าผู้ใช้ Internet Explorer มีระดับไอคิวอยู่ราว 80-90 ขณะที่กลุ่มผู้ใช้ Firefox, Chrome และ Safari มีไอคิวอยู่ในช่วง 100-110 ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นผู้ใช้งาน Chrome Frame, Camino หรือ Opera จะมีระดับไอคิวสูงมากกว่า 120 กันเลย
เมื่อเทียบกับผลการวิจัยในปี 2006 เห็นได้ว่าระดับไอคิวของผู้ใช้ IE6, IE7 ในขณะนั้นสูงกว่าค่าที่ได้ในปัจจุบันอย่างมาก รวมถึงเมื่อแยกย่อย IE ลงไปในแต่ละเวอร์ชั่นก็จะเห็นว่าผู้ใช้ IE8, IE9 มีคะแนนสูงกว่า IE6, IE7 ที่เป็นเวอร์ชั่นเก่ากว่า
ข้อสรุปของงานวิจัยนี้ชี้ว่านอกจากจะเห็นความแตกต่างของผู้ใช้งานเบราเซอร์แต่ละชนิดแล้ว ยังใช้อธิบายไอคิวของผู้ใช้งานซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นที่เก่าเกินไปและไม่ยอมเปลี่ยนไปใช้เวอร์ชั่นใหม่ๆ ได้ด้วยเช่นกัน
ที่มา: AptiQuant
อัพเดท: ทาง AptiQuant ออกมายอมรับแล้วครับว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก
ผลวิจัยจากกลุ่มนักวิชาการ ซึ่งส่วนมากมาจาก Universidad Carlos III de Madrid พยายามศึกษาแรงจูงใจของคนปล่อยไฟล์ (seeder) ในเว็บ BitTorrent รายใหญ่ของโลกคือ The Pirate Bay และ Mininova
การศึกษาครั้งนี้พบประเด็นที่น่าสนใจว่า เจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งค่ายหนังและค่ายเพลง พยายามตอบโต้การละเมิดลิขสิทธิ์บน BitTorrent โดยจ้างคนปล่อยไฟล์ปลอมขึ้นไปบนเว็บแลกเปลี่ยนไฟล์เหล่านี้ เพื่อให้การดาวน์โหลดไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ทำได้ยากขึ้น
คณะผู้ศึกษาได้รวบรวมสถิติและพบว่าไฟล์ปลอมมีสัดส่วนประมาณ 30% ของไฟล์ที่นำมาตรวจสอบ (การศึกษานี้สุ่มตัวอย่าง 55,000 ไฟล์) และไฟล์เกือบทั้งหมดมีคนดาวน์โหลดไปจริงๆ คิดเป็น 25% ของไฟล์ที่ถูกดาวน์โหลดทั้งหมด
ที่มา - Ars Technica
นักวิจัยจาก Oak Ridge National Laboratory ใน Tennessee ใช้ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า Jaguar เข้ามาช่วยเหลือตำรวจในการค้นหาพวกที่เผยแพร่ภาพอนาจารเด็กในอินเทอร์เน็ต ทั้งการแจกไฟล์ในรูปแบบ peer-to-peer และตามเว็บแชร์ไฟล์ต่างๆ
โดย Jaguar เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่งานได้ 1.8 petaflop ซึ่งจะเข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่ถูกส่งผ่านกันในอินเทอร์เน็ต และค้นหาแพทเทิร์นที่ต้องสงสัยว่ากำลังแจกจ่ายไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับการทำอนาจารเด็ก และเก็บไอพีของเครื่องที่ต้องสงสัยไว้และแจ้งตำรวจเพื่อเข้าไปตรวจสอบ
ทีมนักวิจัยจาก Institute for Creative Technologies แห่ง University of Southern California โชว์การเล่นเกม World of WarCraft ด้วยร่างกายผ่านกล้อง Kinect
นักวิจัยทีมนี้พัฒนาซอฟต์แวร์ชื่อ Flexible Action and Articulated Skeleton Toolkit (FAAST) เป็นมิดเดิลแวร์สำหรับประมวลผลภาพจากกล้อง เพื่อแยกแยะส่วนประกอบต่างๆ ของร่างกาย จากนั้นนำไปแปลงเป็นคำสั่งในเกมต่อไป
เกม World of WarCraft เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น อนาคตคงประยุกต์ใช้กับเกมอื่นๆ ได้อีกมาก หลักการทำงานแบบละเอียดดูได้จากวิดีโอ
ที่มา - Fast Company
ยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ได้สอบถามความเห็นจากนักวิจัยของตัวเอง 3,000 คนว่าเทคโนโลยีอะไรบ้างที่มีโอกาสเป็นจริงได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า คำตอบ 5 อันดับแรกได้แก่ (ไม่เรียงลำดับ)
- มือถือที่แสดงภาพโฮโลแกรมของคู่สนทนาได้
- แบตเตอรี่พลังงานอากาศ
- ระบบทำความร้อนในอาคารที่ใช้ความร้อนจากเซิร์ฟเวอร์
- ระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถพยากรณ์สภาพจราจรได้แม่นยำ
- การส่งข้อมูลสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวด้วยมือถือ-อุปกรณ์พกพา ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจระบบได้มากขึ้น
ทีมนักวิจัยของ Universal Parallel Computing Research Center (UPCRC) ณ มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ (University of Illinois at Urbana-Champaign) ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Science Foundation) อินเทล และไมโครซอฟท์ ได้พัฒนา Deterministic Parallel Java (DPJ) หรือภาษาจาวาสำหรับการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุเพื่อการประมวลผลแบบขนาน ที่รับรองโดยค่าปริยาย (default) ว่าผลลัพธ์การประมวลผลข้อมูลนำเข้า (input) เดียวกันจะเหมือนกันทุกครั้งโดยไม่ต้องอาศัยการตรวจสอบขณะโปรแกรมทำงาน (run-time)
ภาษา DPJ นี้เป็นภาษาแรกที่ใช้การตรวจสอบขณะคอมไพล์สำหรับการประมวลผลแบบขนานกับพอยต์เตอร์ที่ชี้ไปยังออปเจ็ค ซึ่งแตกต่างจากโมเดลการโปรแกรมแบบใช้งานหน่วยความจำร่วมกัน (shared-memory programming model) (อาทิ เธรดและ lock) ในปัจจุบันที่ไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์การประมวลผลได้และไม่สามารถตรวจจับ data races ได้อีกด้วย นอกจากนั้นยังเป็นภาษาแรกที่ใช้ regions และ effects สำหรับโครงสร้างแบบยืดหยุ่นและเป็นเชิงซ้อน (flexible, nested data structure)
เทคโนโลยีการควบคุมรถยนต์โดยไร้คนบังคับเป็นเทคโนโลยีที่คนไฝ่หากันมานาน แม้เทคโนโลยีนี้จะมีพัฒนาการมากในช่วงหลังๆ แต่ก็ไม่มีการรายงานการใช้งานจริงกันก่อนหน้านี้ แต่วันนี้กูเกิลก็แถลงข่าวว่าบริษัทได้ทดสอบรถแบบไม่ต้องการคนควบคุมมาแล้วกว่าสองแสนกิโลเมตร
นักข่าวจาก New York Times ได้มีโอกาสไปทดสอบรถคันนี้เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร เขารายงานว่ารถจะวิ่งที่ความเร็วที่กำหนดพอดี โดยตัวรถมีฐานข้อมูลว่าเส้นทางใดมีขีดจำกัดความเร็วไว้เท่าใดบ้าง คนขับสามารถเข้าควบคุมรถได้สามทางคือ กดปุมแดงบนรถ, เหยียบเบรก, และหักพวงมาลัย โดยตลอด 50 กิโลเมตรนั้น Christopher Urmson นักวิจัยที่อยู่หลังพวงมาลัยเข้าควบคุมรถทั้งหมดสามครั้งเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แต่เขารายงานว่าจริงๆ ตัวรถน่าจะหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุเหล่านั้นได้อยู่แล้ว
กูเกิลจ้างนักวิจัย 15 คนในโครงการนี้ และคนขับรถประวัติดีอีก 12 คนเพื่อให้ขับรถไปเรื่อยๆ ด้วยค่าจ้าง 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง โดยโครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการที่กูเกิลลงทุนกับเทคโนโลยีที่จะไม่ทำเงินไปอีกหลายปี โดยทุกวันนี้เองก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีนี้จะทำเงินให้กูเกิลอย่างไร
วีดีโออยู่ท้ายข่าว
ที่มา - New York Times
สำหรับวงการไอที คงไม่มีห้องปฏิบัติการวิจัยไหนยิ่งใหญ่ไปกว่า Xerox PARC (ปัจจุบันชื่อ PARC เฉยๆ เพราะแยกตัวเป็นบริษัทอิสระตั้งแต่ปี 2002)
ชื่อ PARC หรือ Palo Alto Research Center อาจไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก แต่เมาส์, ส่วนติดต่อผู้ใช้แบบกราฟิก, Ethernet, เลเซอร์พรินเตอร์, จอภาพแบบบิตแมป, ภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ Smalltalk และแนวคิด Cut-Paste ล้วนเกิดขึ้นที่นี่ทั้งสิ้น วัดผลงานแล้วหาห้องวิจัยอื่นเทียบชั้นได้ยาก
เนื่องในโอกาสฉลอง 40 ปีของ PARC ทาง Computerworld มีสกู๊ปพิเศษ ซึ่งรวมถึงบทสัมภาษณ์พนักงานทั้งเก่าและใหม่ของ PARC ว่าองค์กรมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างไร ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า PARC เป็นคนคิด PARCPad และ PARCTab มาตั้งแต่ปี 1988 เรียกว่าเป็นปู่ของ iPad และ Galaxy Tab ได้เลย
ที่มา - Computerworld
นางสาวรัตตยา กุลประดิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทซินโนเวท ประเทศไทย จำกัด บริษัทวิจัยระดับโลก เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของวัยรุ่นอายุ 8-24 ปี จาก 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ประกอบด้วยจีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และไทย ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา พบว่า
- ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน วัยรุ่นเอเชียใช้ชีวิตอยู่กับโทรศัพท์มือถือไปพร้อมๆ กับการทำกิจกรรมอื่นมากขึ้น ทำให้อัตราการครอบครองโทรศัพท์มือถือของวัยรุ่นปรับตัวสูงขึ้นจาก 60% ในปี 2551 เป็น 64% ในปี 2553
- วัยรุ่นไทยมีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเองมากเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย และมีอัตราการพูดคุยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่อัตราเฉลี่ยของภูมิภาคอยู่ที่ 49 นาทีต่อวัน
- วัยรุ่นไทยใช้บริการต่างๆ จากโทรศัพท์มือถือมากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย โดย 67% ใช้ไปกับการฟังเพลง สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคซึ่งอยู่ที่ประมาณ 51% ใช้ฟังวิทยุ 47% ใช้ถ่ายรูป 65% ใช้บันทึกวีดิโอ 32%
- วัยรุ่นไทยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือสื่อสารหลักกับครอบครัว เพื่อนสนิท และใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กติดต่อกับผู้คนในวงกว้างมากที่สุด เห็นได้จากการที่วัยรุ่นไทยมีเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์กเฉลี่ยอยู่ที่ 211 คน สูงกว่าวัยรุ่นในเอเชียที่มีค่าเฉลี่ยการมีเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่ที่ประมาณ 140 คน
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์
รายงานผลการวิจัยทางการตลาดของบริษัท Harris Interactive ร่วมกับบริษัทวิจัยการตลาดในกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยนโดยเฉพาะอย่าง Witeck-Combs Communications, Inc. พบว่าประชากรกลุ่มที่เป็นเกย์และเลสเบี้ยน ในสหรัฐอเมริกามีการใช้ social network มากกว่ากลุ่มคนทั่วไป การวิจัยเป็นการสำรวจผ่านอินเทอร์เน็ต มีผู้ร่วมเข้าร่วมทั้งสิ้น 2,412 คน มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ผมสรุปผลที่น่าสนใจไว้ข้างในครับ
ในงานแข่งขัน UIST (User Interface Software and Technology) Student Innovation Contest ไมโครซอฟท์ได้นำต้นแบบคีย์บอร์ดที่มีชื่อเรียกว่า "Adaptive Keyboard" มาให้นักศึกษาที่ลงแข่งขันทำอะไรก็ได้เพื่อการแข่งขันดังกล่าว
Adaptive Keyboard มีตัวแป้นพิมพ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนอักขระและสัญลักษณ์ได้ อาทิ ผู้ใช้สามารถเลือกภาษาที่จะแสดงผลบนแป้นพิมพ์ หรือผู้ใช้สามารถกดคีย์ลัดของ PowerPoint จากแป้นพิมพ์ได้โดยตรง เป็นต้น พร้อมทั้งจอภาพทัชสกรีนด้านบนแป้นพิมพ์ที่รองรับการทำงานได้หลายอย่าง อาทิ เป็นทางลัด (shortcut) เข้าถึงไฟล์ต่างๆ หรือสามารถเลือกดูสไลด์ PowerPoint ได้ เป็นต้น รายละเอียดที่เหลือลองดูได้จากวีดีโอที่ท้ายข่าว
ไมโครซอฟท์ยังย้ำในวีดีโอที่สองด้วยว่า ตัวอย่างที่แสดงในการนำเสนอนี้เพียงเป็นการทดลองเท่านั้น ไม่ได้มีนัยว่าไมโครซอฟท์จะทำออกมาขายจริงๆ แต่อย่างไร
ที่มา: Microsoft Hardware Blog ผ่าน Engadget
ไมโครซอฟท์รีเสิร์ชเผยผลงานวิจัย "RearType: Text Entry Using Keys on the Back of a Device" ซึ่งเป็นการแบ่งคีย์บอร์ด QWERTY ออกเป็นสองส่วนแล้วไปวางไว้ด้านหลังของตัวเครื่อง โดยที่ตำแหน่งของนิ้วมือทั้งสี่จะสามารถกดได้ในขณะที่นิ้วโป้งที่เหลือก็สามารถกดปุ่มที่อยู่ด้านหน้าเครื่องได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังมีปุ่มล็อกคีย์บอร์ดด้านหลังเพื่อป้องกันการไปกดโดนโดยไม่ได้ตั้งใจอีกด้วย หน้าตาจะเป็นอย่างไรดูได้จากท้ายข่าว
ที่มา: ไมโครซอฟท์รีเสิร์ช (ไฟล์ PDF) ผ่าน ZDNet
ในงานวิจัยชื่อ "User Experiences with Activity-Based Navigation on Mobile Devices" ไมโครซอฟท์ได้เผยต้นแบบและรายละเอียดของโทรศัพท์มือถือที่มีโค้ดเนมว่า "Menlo" โดยระบุว่า Menlo มีหน้าจอสัมผัสแบบ capacitive ขนาด 4.1 นิ้ว ที่ความละเอียด 800*480 พิกเซล ใช้ Windows Embedded CE 6.0 R2 และมาพร้อมกับ accelerometer แบบ 3 ทิศทาง Bosch BMA150 และเซ็นเซอร์วัดแรงดันแบบดิจิทัล (บาโรมิเตอร์) Bosch BMP085 (ดูภาพตัวเครื่องได้ท้ายข่าว)
งานวิจัยดังกล่าวนำเสนอการนำทางแบบ activity-based ซึ่งเก็บข้อมูลการกระทำ (activity) ของคนโดยใช้เซ็นเซอร์รวบรวม เพื่อช่วยนำทางในลักษณะเดียวกับการย้อนรอยเส้นทางที่ตัวผู้ใช้หรือคนอื่นกระทำไว้ ไมโครซอฟท์นั้นได้พัฒนา Silverlight แอพพลิเคชัน (โค้ดเนมว่า "Greenfield") ที่ให้ผู้ใช้ค้นหารถยนต์ที่จอดตามลานจอดต่างๆ โดยส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI) จะแสดงผลการนำทางแบบ activity-based และทดสอบการทำงานในสถานการ์ต่างๆ ใครสนใจก็อ่านเพิ่มเติมได้ในไฟล์ PDF
ที่มา: ZDNet
หากให้นึกถึงบริการที่ผู้ใช้สามารถมองเห็นมุมมองถนนและบริเวณโดยรอบได้ 360 องศานั้น คงไม่มีใครไม่นึกถึง Google Street View แต่หากจะต้องให้หาที่ตั้งอาคารสถานที่บนนั้นก็คงทำให้ผู้ใช้สับสนและเสียเวลาไม่น้อยทีเดียว
ไมโครซอฟท์รีเสิร์ชได้พัฒนางานวิจัย ที่มีชื่อเรียกว่า "Street Slide" ขึ้นมา มีฟีเจอร์ดังนี้
- สามารถแสดงมุมมองถนนและสถานที่รอบข้างได้หลากหลายมุมมอง ทั้งแบบภาพพาโนรามาปกติ หรือภาพเหมือนเรายืนเห็นฝั่งตรงข้ามแต่สามารถสไลด์มองได้ตลอดแนวถนน
- สามารถกลับมุมมองไปยังอีกฝั่งถนน และหากมีถนนมาตัดเป็นแยก ก็สามารถย้ายไปยังมุมมองของถนนที่มาตัดได้
- สามารถแสดงหมายเลขถนน หมายเลขอาคาร รวมถึงแบนเนอร์โฆษณาของบริษัทต่างๆ ให้ผู้ใช้สามารถค้นหาถนน อาคารสถานที่ต่างๆ ได้ง่าย
ดูท่าจะอธิบายได้ยาก ยังไงก็ลองดูวีดีโอได้ท้ายข่าวครับ
นอกจากนั้นไมโครซอฟท์ยังพอร์ต Street Slide ไปรันบน iPhone ด้วย แต่ดูแล้วคงจะไม่ได้เห็นบริการนี้ออกสู่สาธารณะ เพราะงานวิจัยนี้เก็บภาพเพียงแค่ 2,400 ภาพพาโนรามา ซึ่งครอบคลุมเพียง 4 กม. เท่านั้น
ที่มา: ไมโครซอฟท์รีเสิร์ช ผ่าน MIT Technology Review ผ่าน Engadget
นักวิจัยจากบริษัทผู้วางระบบรักษาความปลอดภัยเน็ตเวิร์คไร้สายในองค์กร AirTight Networks ได้เปิดเผยช่องโหว่ใน WPA2 โปรโตคอล นักวิจัยได้เรียกชื่อมันว่า "Hole 196" และอธิบายว่าผู้บุกรุกที่ได้รับการรับรองเข้าสู่เน็ตเวิร์ค (authenticated) แล้วสามารถถอดรหัสข้อมูลโดยการส่งผ่านผู้ใช้งานอื่นในเน็ตเวิร์คได้
โดยหลักการของ WPA2 นั้น จะใช้กุญแจสองดอกคือ Pairwise Transient Key (PTK) ซึ่งเป็นกุญแจของผู้ใช้งาน (ไคลเอนท์) โดยใช้ปกป้องระหว่างผู้ใช้งานกับจุดเชื่อมต่อ (access point) และ Group Temporal Key (GTK) ซึ่งเป็นกุญแจสาธารณะภายในเน็ตเเวิร์ค โดยใช้เข้ารหัส broadcast traffic
ผู้บุกรุกนั้นไม่จำเป็นต้องทำ brute-forcing หรือทำลายการเข้ารหัสแบบ AES แต่อย่างไร ผู้บุกรุกเพียงแค่ใช้ GTK ส่งแพ็คเก็ตปลอมหลายๆ แพ็คเก็ต (spoofed packets) ไปยังผู้ใช้งานอื่นในเน็ตเวิร์ค และเนื่องจากทั้ง GTK ไม่มีคุณสมบัติในการตรวจจับแพ็คเก็ตปลอมดังกล่าว ไคลเอนท์ที่ได้รับแพ็คเก็ตปลอมก็จะส่ง PTK กลับไปให้ทันที คราวนี้ผู้บุกรุกก็สามารถถอดรหัสมันได้อย่างง่ายดาย
นักวิจัยผู้ค้นพบช่องโหว่ดังกล่าวเปิดเผยว่า เขาแค่เพิ่มโค้ดประมาณสิบบรรทัดลงในโอเพนซอร์สไดร์เวอร์และอะแดปเตอร์ไร้สาย (wireless adaptor) (ที่ผ่านการปลอม MAC address) เท่านั้นก็สามารถ exploit เน็ตเวิร์คได้แล้ว
ที่มา: Network World ผ่าน Neowin.net
ตามการสำรวจของบริษัทผู้ผลิตโซลูชันด้านความปลอดภัย Secunia แอปเปิลได้ก้าวขึ้นมาแทนที่ออราเคิลเป็นเบอร์หนึ่งซอฟต์แวร์ที่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรกนั้นแอปเปิลได้รับรายงานข้อผิดพลาดมากกว่าบริษัทอื่นๆ ส่วนไมโครซอฟท์นั้นยังรั้งอันดับสามเช่นเคย
รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของแอปเปิลนั้นส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นบนระบบปฏิบัติการ แต่กลับเกิดที่ Safari, QuickTime และ iTunes ซึ่งส่วนมากก็เกิดจาก third party อาทิ อโดบี (Flash และ Adobe Reader) หรือออราเคิล (จาวา) สำหรับไมโครซอฟท์กับ third party ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือเมื่อ 5 ปีก่อนช่องโหว่ด้านความปลอดภัยมักเกิดขึ้นที่ first party (ระบบปฏิบัติการวินโดวส์หรือโปรแกรมอื่นๆ ของไมโครซอฟท์) มากกว่า third party แต่ตั้งแต่ปีพ.ศ.2550 เทรนช่องโหว่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเกิดที่ third party และปีนี้ก็คาดกันว่าช่องโหว่ด้านความปลอดภัยใน third party จะมากกว่า first party อยู่ถึงสองต่อหนึ่ง
Secunia ยังระบุด้วยว่า การอัพเดท third-party ซอฟต์แวร์อย่างมีประสิทธิภาพนั้นทำได้ยาก หลายบริษัทต้องให้ผู้ใช้ทำการอัพเดทซอฟต์แวร์เองเนื่องจากไม่มีระบบอัพเดทอัตโนมัติให้
ที่มา: Secunia (ไฟล์ PDF) ผ่าน Ars Technica
พ่อแม่หลายคนเห็นลูกๆ นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันแล้วอาจจะเป็นห่วงเรื่องของการเรียนว่าจะแย่ลงได้ แต่งานวิจัย "Predictors and consequences of differentiated practices on social network sites" จากมหาวิทยาลัย Northwestern ก็ชี้ให้เห็นว่าอาการติด Facebook นั้นมีผลน้อยกว่าเพศ, เชื้อชาติ, และระดับการศึกษาของพ่อแม่เสียอีก
เรื่องนี้อธิบายได้ว่าเด็กที่มีอาการติดอินเทอร์เน็ตหรือเว็บสังคมออนไลน์มากๆ นั้นแม้จะเสียเวลามากไปกับเว็บเหล่านี้แต่ก็สามารถเอาตัวรอดกับการเรียนได้ด้วยการหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต จนดูเหมือนว่าข้อดีของการติดอินเทอร์เน็ตสามารถเอาชนะข้อเสียไปได้
อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้มุ่งอยู่กับ "ผลการเรียน" เท่านั้น เราอาจจะมีเหตุผลดีๆ ที่จะสนับสนุนให้เด็กๆ ออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้างเพื่อไปออกกำลังกาย, พบปะสังคม ฯลฯ
เอาล่ะ เริ่มต้นด้วยการลดการเข้า Blognone ให้เหลือวันละครั้งพอ ดีไหม?
ที่มา - ArsTechnica
Microsoft User Research เปิดรับสมัครผู้ใช้ iPad ผ่านทาง Facebook เพื่อเข้ามาศึกษาเก็บข้อมูลรูปแบบการใช้งานที่เรดมอนด์ระหว่างวันที่ 16 ถึง 21 ก.ค. นี้
ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าไมโครซอฟท์คิดจะเก็บข้อมูลไปทำอะไร หวังว่าคงจะเป็น Courier นะ XD
ที่มา: TechCrunch











