Dr Brent Coker จากภาควิชาการจัดการและการตลาด ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น พบว่าผู้ที่เล่นอินเทอร์เน็ตเพื่อความสนุกที่ทำงาน (Workplace Internet Leisure Browsing - WILB) โดยจำกัดเวลาเล่นไม่ถึง 20% ของเวลาทั้งหมดนั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่าคนที่ไม่เล่นเลยถึง 9% นอกจากนี้จากการสำรวจยังพบว่าเกือบ 70% ของคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตที่ที่ทำงานนั้นมีการใช้เพื่อความสนุกสนานเป็นหลัก โดยกิจกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ คือการหาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ, อ่านข่าว, เล่นเกมออนไลน์ และดูวิดีโอผ่านทาง YouTube
Dr Coker ยังได้กล่าวอีกว่าหลักการของการเพิ่มประสิทธิภาพนั้นคือการที่มีการพักเป็นเวลาสั้นๆ นั้นจะช่วยให้จิตใจได้พักผ่อน และสามารถเพิ่มความตั้งใจทำงานต่อไปได้อีกในแต่ละวัน แต่หากเป็นผู้ที่เล่นอินเทอร์เน็ตมากเกินไป หรือเล่นไม่เป็นเวลา ซึ่งเป็นอาการของการติดอินเทอร์เน็ตนั้นอาจได้ผลในทางตรงกันข้าม
แล้วคุณละครับใช้เวลาเกิน 20% ของเวลาในที่ทำงานหรือเปล่า?
หลังเวลาผ่านเที่ยงคืนวันที่ 31 ไปไม่กี่นาที กูเกิลก็เปิดตัวระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สุดยอดล้ำสมัยที่ชื่อว่า CADIE (Cognitive Autoheuristic Distributed Intelligence Entity) โดยการหาคำมาอธิบายหลักการและการทำงานของ CADIE นั้นยากเกินกว่าที่จะเรียบเรียงเป็นภาษาไทยได้ จึงขอรวบรวมผลงานของ CADIE ที่เปิดตัวในวันเดียวกันดังนี้
- Google Chrome 3D เวอร์ชันพิเศษสำหรับ Chrome ที่ทำให้ปุ่มต่างๆ บนเว็บลอยออกมาเป็น 3 มิติ (ใช้ได้จริงนะครับ ลองแล้ว) โดยมีไฟล์ PDF ให้พิมพ์ออกมาทำแว่น 3 มิติดูที่บ้านได้ โดยตอนนี้ระบบ 4 มิติกำลังอยู่ในขั้นทดสอบ
- GMail Autopilot ระบบตอบอีเมล์อัตโนมัติ เช่น ตอบรับข้อเสนอทางธุรกิจโดยส่งเลขบัตรเครดิตพร้อมประกันสังคมไปให้ หรือยกเลิกความสัมพันธ์กับเพื่อนตัวแสบของคุณอัตโนมัติ
- Google Brain Search สามารถค้นหาข้อมูลในส่วนลึกของสมอง เช่น ชื่อเพื่อน เบอร์โทรคนสำคัญ หรือแม้แต่เหตุผลที่คุณออกเดทกับสาวคนนี้ ผ่านทาง Google Mobile App ตัวล่าสุด
ติดตามผลงานของ CADIE แพนด้าน่ารักตัวนี้ได้ผ่านทาง YouTube และบล็อกสุดล้ำสมัย
ที่มา - Google CADIE
เคยลองค้นหาคำเหล่านี้บนกูเกิล เช่น "นักศึกษา", "นักเรียน", "มัธยม" แล้วเจอภาพหรือเว็บที่ไม่เหมาะสมไหมครับ ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้ต้องการจะหาข้อมูลแบบนั้น แต่มันก็ยังขึ้นมาให้เห็นอยู่เป็นประจำ คำถามคือถ้าเราเห็นอย่างนั้นและก็รู้ว่ามันไม่เหมาะถ้าเด็กตัวน้อยๆ ของชาติบ้านเมือง แล้วเราจะทำอย่างไร ?
เมื่อประมาณเดือนที่แล้วผมได้เข้าไปพูดคุยในกระทู้ ดาบสองคมระหว่าง Google Vs. Thailand ซึ่งพูดคุยกันเรื่องผลของการค้นหาเว็บและภาพที่กูเกิลชอบหลุดออกมาให้เห็นประจำเมื่อเวลาค้นหาเป็นภาษาไทย เวลานั้นก็สงสัยในใจว่าทำไมไม่ใช้ตัวกรอง SafeSearch กันเพื่อจะได้ไม่มีภาพแบบนั้นออกมา แล้วผมก็เริ่มค้นพบว่า SafeSearch นั้นไม่มีในกูเกิลภาษาไทย !!
จากนั้นมาผมจึงติดต่อเข้าไปที่กูเกิลเพื่อเรียกร้องให้กูเกิลรองรับฟีเจอร์ SafeSearch ภาษาไทย และหลังจากใช้เวลาตามตื้ออยู่ 5 สัปดาห์ ตอนนี้เราสามารถใช้ SafeSearch เป็นภาษาไทยและเริ่มแจ้งรูปภาพหรือเว็บที่ไม่เหมาะสมเข้าไปที่กูเกิลได้ในที่สุด
หลังจากที่ปล่อย Maxnet นำไปด้วย 2mb 590 บาท และต่อมาด้วย 3mb 590 บาท ตอนนี้ทรูเริ่มเอาคืนแล้วครับ ด้วยโปรโมชั่น 3mb 450 บาท โดยที่ความเร็วออกต่างประเทศ 256k (หมายเหตุ: มีสมาชิก Pantip ท่านหนึ่งขอยกเลิก True Internet ทางทรูโทรมาว่า Maxnet Inter 256k ครับ โปรดใช้วิจารณญาณ) สำหรับ 599 บาท จะได้ 3mb เช่นเดียวกันครับ ด้วย Inter 1mb และโปรอื่นๆ ก็จะอัปไป 1mb ครับ ดูตารางความเร็ว สำหรับโปรต่างๆ ด้านในครับ
ที่มา: True via ADSL Thailand
True Internet ออกแพ็คเกจใหม่สำหรับ broadband internet ด้วยความเร็ว 8 Mb จ่ายแค่ 1,199 บาท/เดือน แต่ราคานี้ต้องซื้อเบียร์พ่วงเหล้า เอ้ย ต้องเป็นลูกค้าทรูมูฟหรือทรูวิชชั่นด้วย ถ้าไม่ได้เป็นก็จ่าย 1,990 บาท/เดือนแทน ราคานี้ยังไม่รวม VAT
John Rennie เป็นสุดยอดฮีโร่ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย ถ้าใครยังจำกรณี สายเคเบิลใต้น้ำขาดในทะเลเมดิเตอเรเนียน สองครั้ง ได้ John Rennie และผู้ประกอบวิชาชีพซ่อมเคเบิลใต้น้ำทั้งหลายนี่ล่ะที่เป็นคนซ่อมมัน
John Rennie เป็นหัวหน้าวิศวกรใต้น้ำของเรือ Wave Sentinel ของบริษัท Global Marine Systems ซึ่งมีฐานที่มั่นในประเทศอังกฤษ เขาและลูกทีมอีก 6 คนจะควบคุมเรือดำน้ำชื่อว่า "The Beast" ราคา 10 ล้านดอลลาร์ ผ่านทางจอยสติ๊ก ดำลงไปยังก้นทะเลด้วยความเร็ว 3 น็อต ค้นหาเคเบิลจุดที่มีปัญหาแล้วยึดจับด้วยแขนกล ตัดมันออกแล้วดึงปลายทั้งสองข้างขึ้นมาบนเรือเพื่อเชื่อมต่อสายเคเบิลให้ถูกวิธี
John Rennie บอกว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการจับแล้วตัดซึ่งต้องใช้เทคนิคและประสบการณ์สูงมาก ล่าสุดทีมของเขาเพิ่งออกไปปฏิบัติภารกิจนาน 12 วันเพื่อเชื่อมต่อสายเคเบิลระหว่างเกาะอังกฤษและไอร์แลนด์ ซึ่งโดนชาวประมงตัดขาดเนื่องจากไปเกี่ยวกับอวน ดูภาพของ The Beast ได้ในลิงก์ที่มา
PopSci ยังมีแผนภาพอธิบายการทำงานของเคเบิลใต้น้ำ และการเดินทางของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตจากคอมหนึ่งเครื่องไปยังคอมอีกเครื่อง ใครสนใจดูได้จากหน้านี้
ที่มา - PopSci
มีรายงานว่าทีมนักวิจัยของไอบีเอ็ม (ประเทศอินเดีย) กำลังพัฒนาโพรโทคอล HSTP (Hyperspeech Transfer Protocol) ที่ทำให้สามารถใช้งานเว็บด้วยเสียงพูดผ่าน voice application ต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือได้ จุดประสงค์หลักเพื่อใช้กับการเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยมีหลักการทำงานเหมือนโพรโทคอล HTTP นอกจากนี้ทางผู้พัฒนายังหวังว่า HSTP จะช่วยให้การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นอีกด้วย เช่น การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตเมื่อสั่งซื้อสินค้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับยอดผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเฉพาะที่ประเทศอินเดียปัจจุบันสูงถึง 360 ล้านคน และกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกก็ตาม
ที่มา - Economic Times, ReadWriteWeb
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 1989 ทิม เบอเนอร์ส-ลี ซึ่งขณะนั้นทำงานในศูนย์วิจัยในเจนีวา ได้เขียนเอกสารชื่อ Information Management: A proposal ซึ่งเป็นระบบจัดการข้อมูลข่าวสารสำหรับแลกเปลี่ยนกันระหว่างห้องวิจัย ซึ่งมันเป็นจุดเริ่มต้นของ World Wide Web เขาใช้เวลา 2-3 ปีถัดจากนั้นสร้างเว็บรุ่นทดสอบขึ้นมา และหลังจากนั้นไม่นาน Marc Andreessen ก็ได้เริ่มตำนานของ Mosaic และกลายมาเป็น Netscape ในที่สุด
20 ปีผ่านไป เว็บกลายมาเป็นเว็บแบบที่เรารู้จักและใช้งานกันทุกวัน ปัจจุบันทิม เบอเนอร์ส-ลี เป็นผู้อำนวยการของ W3C และวิสัยทัศน์ของเขาต่อเว็บในอนาคตก็คือ Semantic Web ถ้าใครสนใจอาจลองอ่าน บทความต้นฉบับของ Semantic Web (ลงพิมพ์ในนิตยสาร Scientific American เมื่อปี 2001) และโครงการ TED ได้ฉลองโอกาสครบรอบ 20 ปีของเว็บด้วยการเชิญทิม เบอเนอร์ส-ลี มาพูด วิดีโออยู่ด้านในครับ
ที่มา - CNET
ข่าวนี้ไม่ใช่ Adobe จะหยุดทำ Dreamweaver นะครับ แต่เป็นบทความจากคอลัมนิสต์นิตยสาร PC Pro ของอังกฤษ แสดงความเห็นว่ายุคสมัยของการสร้างเว็บแบบ static ด้วย HTML editor (หรือชื่ออื่นๆ ตามแต่จะเรียก) ซึ่งนำโดย Macromedia/Adobe Dreamweaver น่าจะใกล้สิ้นสุดลงแล้ว
ส่วนสิ่งที่เข้ามาแทนก็คือซอฟต์แวร์จำพวก CMS ที่เราน่าจะรู้จักกันดีนั่นเอง เหตุผลที่อธิบายได้คือเว็บยุคใหม่นั้น ดีไซน์ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดอีกต่อไป แต่เป็นเนื้อหาต่างหาก และโดยหลักๆ แล้วงานที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหามี 2 อย่าง คือ วิธีการสร้างเนื้อหา (รวมถึงคอมเมนต์) กับ การทำให้เนื้อหาสามารถค้นเจอได้ง่าย ซึ่ง HTML editor เพียงลำพังไม่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้
จริงๆ หัวข่าวควรจะเป็น "หมดสมัยของ static HTML" แต่ผมก็ยึดตามต้นฉบับทั้งสองแหล่งนะครับ โดยส่วนตัวไม่เคยใช้ DreamWeaver เลยแสดงความเห็นเกี่ยวกับตัวโปรแกรมไม่ถูก (Blognone สร้างด้วย Vim, GIMP, Firebug)
กูเกิลเริ่มทำตลาดในเมืองไทยมากขึ้นหลังจากเปิดตัว Google Translate แปลภาษาไทยได้ไม่นาน กูเกิลก็ได้เปิดตัว Google Maps ประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กูเกิลได้เปิดตัว Google Maps เวอร์ชั่นท้องถิ่น
ความสามารถที่มีเพิ่มเติม
- ค้นหาเป็นภาษาไทยได้ดียิ่งขึ้น
- ตรวจสอบรอบหนังในและโรงที่ฉายได้ ตัวอย่าง
- ค้นหาอีเวนต์และคอนเสิร์ตได้ ตัวอย่าง
- แสดงแหล่งท่องเที่ยว รวมไปถึงโครงการในพระราชดำริ
- ค้นหาร้านอาหาร เช่น "อาหารไทย ใกล้รถไฟฟ้า สุขุมวิท"
- ค้นหาธุรกิจ บริษัทต่างๆ โดยแสดงที่อยู่พร้อมเบอร์โทรติดต่อ
งานนี้กูเกิลจัดเปิดตัวใหญ่โตที่ The Style By Toyota สยามสแควร์ซอย 2 คาดว่าหลังจากนี้คงมีบริการเพิ่มเข้ามาใน Google Maps เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างในญี่ปุ่นที่ไปไกลถึงแสดงตารางเวลารถไฟ สภาพอากาศ ไปจนถึงเส้นทางการบานของดอกซากุระ
ที่มา - ThaiPR
จากปัญหาทางด้านความมั่นคง (security) ที่มีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอินเทอร์เน็ต มีความเห็นว่าวิธีการเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือการออกแบบอินเทอร์เน็ตขึ้นมาใหม่ ซึ่งหน้าตาของอินเทอร์เน็ตใหม่นี้น่าจะออกมาเป็นในแนวที่เรียกว่าชุมชนแบบมีรั้วรอบ (gated community) หลัก ๆ ก็คือผู้ใช้จะต้องยอมเปิดเผยตัวตน และจะต้องยอมเสียเสรีภาพอย่างที่มีอยู่ในตอนนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วแนวคิดนี้องค์กรและหน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งในสหรัฐเอมริกาก็เริ่มใช้กันแล้ว ในประเทศไทยก็อาจจะถือได้ว่าเริ่มแล้วเช่นกัน เช่นแนวคิดของรัฐบาลที่จะให้ข้าราชการใช้เฉพาะอีเมลของทางราชการเท่านั้นในการติดต่องาน
หลังจากที่ประกาศโครงการ Medpedia (ข่าวเก่า) สารานุกรมทางการแพทย์ ตอนนี้เว็บของโครงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งผมหวังว่าจะใช้ Medpedia เป็นแหล่งอ้างอิงที่ดีกว่า Wikipedia ได้
ณ เวลาที่ผมเขียนข่าวมีสมาชิกแล้ว 781 คน บทความเท่าที่ดูคร่าวๆ (ไม่รู้จะนับอย่างไรดี) ก็ครอบคลุมเนื้อหาทั้งพื้นฐานและขั้นสูง รายละเอียดของโรคที่ค่อนข้างมาก และรายละเอียดของยาแทบจะคลุมทุกกลุ่ม แต่ไม่มีเนื้อหาทางด้านโภชนาการครับ :x
ที่มา Medpedia ผ่าน email subscription
ผู้อ่านเว็บไซต์ Consumerist ได้ตามหา iPhone ที่บิดาของเขาทำหายไปโดยได้โพสต์รูปของคนที่เอาไปไว้ในเว็บไซต์ หลังจากนั้นเพียงหนึ่งชั่วโมงเขาก็สามารถติดต่อหาผู้ที่เอาโทรศัพท์ไปให้เอามาคืนได้
คงต้องขอบคุณวิธีการที่บิดาของผู้อ่านคนดังกล่าวที่จะส่งอีเมล BCC (Blind Carbon Copy) วนกลับมาหาตัวเองทุกครั้งที่ส่งอีเมลออกจากเครื่อง ทำให้เมื่อคนที่เอาไปนำไปถ่ายภาพตัวเองเล่นแล้วรูปถ่ายดังกล่าวก็ถูกอีเมลมายังเจ้าของ และเมื่อเจ้าของโพสต์รูปนั้นไว้บนเว็บไซต์ ก็มีคนที่สามารถหาหน้า Facebook และ Hi5 ของขโมยได้ ทำให้เขายอมติดต่อกลับและเอามาคืนเนื่องจากกลัวขายหน้าในที่สุด สิ่งที่น่าสนใจคือกระบวนการดังกล่าวเกิดภายในหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น
ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเตรียมซื้อใหม่ได้เลย!
ที่มา: Consumerist via Gizmodo
ผู้ประกอบการเว็บไซต์จำนวน 17 เว็บรวมถึง MySpace, Facebook, และกูเกิล ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับสหภาพยุโรปเพื่อลดปัญหาอันธพาลในอินเทอร์เน็ตและการล่วงละเมิดเยาวชน
ข้อตกลงนี้เป็นความพยายามที่จะลดความเสี่ยงการล่วงละเมิดต่อเยาวชนให้น้อยลง ด้วยสองแนวทางคือการจำกัดการเปิดเผยข้อมูลของเยาวชนให้น้อยกว่าปรกติ และเว็บทั้งหมดที่เข้าร่วมสัญญาว่าจะมีแบบฟอร์มแจ้งการล่วงละเมิดต่างๆ ในเว็บของตนเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้โดยสะดวก
ในเนื้อข่าวระบุว่าการที่ MySpace ได้ลบผู้ใช้ออกไป 90,000 คนก่อนหน้านี้ก็เป็นความร่วมมือในรูปแบบคล้ายคลึงกัน ที่ MySpace ได้ร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐฯ
ที่มา - AP
อย่างที่ทราบกันว่าเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอินเทอร์เน็ตไปถึงบ้านผู้ใช้ (The last mile) ที่เร็วติดอันดับโลก โดยตอนนี้คนเกาหลีใต้โดยทั่วไปใช้อินเทอร์เน็ตที่ความเร็ว 100 Mbps แต่ KCC (Korea Communications Commission) ซึ่งน่าจะคล้าย ๆ กับกทช.ของบ้านเราได้ออกมาประกาศว่าในปี คศ. 2012 (พศ. 2555) อินเทอร์เน็ตตามบ้านของคนเกาหลีจะใช้งานกันที่ความเร็ว 1 Gbps ส่วนอินเทอร์เน็ตไร้สายจะวิ่งที่ความเร็ว 10 Mbps ซึ่งการสร้างเครือข่ายความเร็วสูงแบบนี้ KCC หวังว่าจะสร้างงานได้มากกว่าแสนตำแหน่ง ซึ่งก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาในประเทศได้เป็นอย่างดี เหมือนในสมัยก่อนที่สหรัฐหรือออสเตรเลียจะทำโครงการถนนใหญ่ ๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เพื่อลดอัตราการว่างงานและเป็นการสร้างเครือข่ายสาธารณุปโภคพื้นฐานใหม่ ๆ
บ้านเราตอนนั้นหวังว่าคงได้ใช้ 3G กันแล้วนะครับ
ที่มา: South Koreans could see 1Gbps web connections by 2012
เป็นข่าวลือมานานหลายปีแล้วสำหรับบริการเก็บข้อมูลออนไลน์ของกูเกิล แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีท่าทีที่จะออกมาให้เห็นอย่างเป็นทางการเสียที แต่หลังจากที่กูเกิลได้เปิดตัว Picasa สำหรับ Mac OS X เมื่อต้นปี ก็เกิดข้อผิดพลาดครั้งใหญ่เมื่อกูเกิลเพิ่มเมนูปริศนาสำหรับการส่งไฟล์รูปออกไปข้างนอกว่า "Google Web Drive" (รูป) และเมื่อผู้ใช้คลิ๊กไปที่เมนูนี้ก็จะไปที่ www10.google.com ซึ่งถึงแม้กูเกิลจะรีบลบหน้าบริการดังกล่าวออก แต่ก็มีมือดีตามแกะ CNAME ของโดเมนดังกล่าวและก็ได้ว่าจะส่งต่อไปที่ webdrive-client.l.google.com
นอกจากนี้ยังมีคนช่างสังเกตตามแกะไฟล์ css ของกูเกิลและพบว่ามีบรรทัดที่เขียนเพื่อโหลดรูปไอคอน GDrive อยู่ด้วย ซึ่งรูปนั้นก็มีอยู่จริง (รูป1, รูป2) ไม่แน่ใจว่าการหลุดในครั้งนี้เป็นการพลาดหรือตั้งใจรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ โดเมนเนม GoogleWebDrive.com ก็ถูกจดโดยกูเกิลมาตั้งแต่ปี 2007 แล้ว
ที่มา Google Operating System
เป็นที่รู้กันว่าวิดีโอจากเว็บ YouTube นั้นสามารถดูผ่านทางหน้าเว็บออนไลน์ได้เท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังดาวน์โหลดวิดีโอจาก YouTube ได้จากเว็บอื่นๆ นับร้อยหรือผ่านทางปลั๊กอินต่างๆ
ล่าสุดทาง YouTube ได้เริ่มทดสอบให้ดาวน์โหลดวิดีโอผ่านทางเว็บอย่างเป็นทางการแล้ว โดยทาง YouTube ร่วมกับทางรัฐบาลของนายโอบามา เปิดให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดวิดีโอต่างๆ ในช่อง "ChangeDotGov" ซึ่งจะมีปุ่มดาวน์โหลดอยู่ที่มุมล่างซ้ายของวิดีโอทั้งหมด โดยวิดีโอจะถูกจัดเก็บไว้ในรูปแบบ MP4
การดาวน์โหลดวิดีโอมาเก็บแล้วดูในเครื่องมีข้อดีหลายอย่าง เช่นสามารถใช้โปรแกรมที่ช่วยให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้น หรือการดูวิดีโอได้ในขณะที่เราไม่ได้ต่ออินเตอร์เน็ตอีกด้วย
ที่มา - Google Operating System
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ได้ออกมาประกาศในสัปดาห์แรกที่ได้รับตำแหน่งว่า เขามีแผนที่จะเปิดเว็บไซท์ ให้ทุก ๆ คนสามารถรู้ว่าเรานำภาษีที่ได้จากประชาชนไปใช้จ่ายอย่างไร
โดยตัวเว็บไซท์ที่จะใช้คือ Recovery.gov ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ พ.ร.บ. ใหม่ American Recovery and Reinvestment Act of 2009 โดยตัวเว็บนี้จะต้องนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการเงินของรัฐ รวมไปถึงยอดเงินที่ถูกอนุมัติเพื่อนำไปใช้ และสัญญาที่รัฐบาลได้ทำไว้ และต้องทำให้การนำเสนอเหมาะสมและสะดวกสำหรับผู้เข้าชม เพื่อที่จะเพิ่มความตื่นตัวในภาคประชาชนเกี่ยวกับการนำภาษีของประชาชนไปใช้ของรัฐ
นอกจากนี้แล้ว เว็บนี้ยังต้องทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับ Feedback จากประชาชนเกี่ยวกับการใช้เงิน ความโปร่งใสของสัญญาที่ได้ทำไว้กับบุคคลที่สาม และอื่น ๆ อีกด้วย
ตัวเว็บยังไม่เปิดบริการแต่สามารถเข้าไปชมรายละเอียดของ พ.ร.บ. ใหม่นี้ได้แล้วครับ
ที่มา - Slashdot
ตัวเลขจะต่างกันไปตามบริษัทที่สำรวจนะครับ ของ Internet World Stats นั้นมี 1.5 พันล้านคนตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ส่วนของ comScore เพิ่งแตะหลัก 1 พันล้าน
คิดแยกตามภูมิภาค
- เอเชียแปซิฟิก 416 ล้านคน (41.3%)
- ยุโรป 28%
- อเมริกาเหนือ 18.4%
- อเมริกาใต้ 7.4%
คิดแยกตามประเทศ (เฉพาะ 5 อันดับแรก ในต้นฉบับมีถึง 15 อันดับแรก ไทยไม่ติด)
- จีน 179 ล้านคน (17.8%)
- สหรัฐ 163 ล้านคน (16.2%)
- ญี่ปุ่น 6.0%
- เยอรมนี 3.7%
- สหราชอาณาจัร 3.6%
ที่มา - comScore, TechCrunch
เมื่อปี 1998 รัฐสภาของสหรัฐฯ ได้ผ่านกฏหมาย COPA หรือ Child Online Protection Act ที่มีเนื้อหาระบุให้เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมกับเด็กทั้งหมดต้องทำการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าชมได้ ด้วยการใส่รหัสยืนยันอายุ
หลังการผ่านกฏมาย ก็เริ่มมีการต่อสู้เพื่อคว่ำกฏหมายฉบับนี้มาโดยตลอด เนื่องจากเชื่อกันว่าผิดต่อรัฐธรรมนูญข้อแรกของสหรัฐฯ ที่รักษาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพียงแค่ปี 1999 ศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งหยุดบังคับใช้กฏหมายฉบับนี้ จากนั้นกฏหมายฉบับนี้ก็อยู่ในศาลมาโดยตลอดโดยไม่เคยถูกบังคับใช้อีกเลย จนกระทั่งเมื่อวานนี้เองที่ศาลฎีกาได้ออกมาพิพากษาให้กฏหมายฉบับนี้เป็นโมฆะอย่างเป็นทางการ
ทางสหภาพเพื่อเสรีภาพชาวอเมริกัน (ALCU - American Civil Liberties Union) ได้ประกาศชัยชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ว่าเป็นชัยชนะที่ชัดเจนของสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
นับแต่ผ่านกฏหมายมา กฏหมายฉบับนี้ไม่เคยถูกนำไปใช้งานจริงแม้แต่ครั้งเดียว
ที่มา - PC World












