ปัญหาความเป็นส่วนตัวของสหรัฐฯ มีประเด็นในช่วงหลังเมื่อเอฟบีไอใช้ช่องทางการขอข้อมูลด้วยจดหมายความมั่นคง (National Security Letters - NSLs) เพื่อสั่งให้บริษัทโทรคมและหน่วยงานทางการเงินให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาล ล่าสุด EFF ฟ้องร้องต่อศาลแคลิฟอร์เนียชนะ โดยผู้พิพากษา Susan Illston สั่งให้หน่วยงานเพิกถอนจดหมายเหล่านี้และหยุดการออกจดหมายเพิ่มเติมภายใน 90 วัน
จดหมาย NSLs ออกโดยอาศัยอำนาจภายใต้กฎหมาย Patriot Act แต่ในการพิพากษารอบนี้ระบุว่าอำนาจนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดีระยะเวลา 90 วันที่ศาลให้กับเอฟบีไอ ทำให้เอฟบีไอสามารถยื่นเรื่องเข้าสู่ศาลอุทธรณ์ได้
Kai Fu Lee อดีตผู้อำนวยการของกูเกิลสาขาประเทศจีน และย้ายไปทำงานบริษัท Innovation Works ของเขาเอง เขาเป็นหนึ่งในคนจีนที่มีคนตามจำนวนมากใน Sina Weibo เว็บ microblogging ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในจีน โดยล่าสุดมีคนตามถึงสามสิบล้านคน แต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนในช่วงหลังทำให้เขาถูกลงโทษแบนจากเว็บไปสามวัน
ตัว Kai Fu Lee ยอมรับว่าวิจารณ์รัฐบาลในหลายประเด็น เช่น
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) จัดอภิปรายเรื่องผลกระทบจากพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ Ann Lavin ตัวแทนจากกูเกิลระบุถึงปัญหาของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ของไทยว่ามีปัญหาหลักคือมาตรา 15 ที่ระบุถึงความผิดของผู้ให้บริการ ทำให้ทั้งที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้กูเกิลสามารถเข้าไปทำธุรกิจได้ ทั้ง สิงคโปร์, มาเลเซีย, และอินโดนีเซีย
ปัญหากฎหมายที่ทำให้กูเกิลไม่เข้ามาเปิดธุรกิจ YouTube ซึ่งเปิดให้เจ้าของเนื้อหาทำเงินจากการโฆษณาที่ส่งลงบนวิดีโอได้ เป็นปัญหาที่คุณกริช ทอมมัสได้เคยระบุว่าเป็นปัญหาทางกฎหมายจนแกรมมี่ไม่ต้องการนำวิดีโอขึ้น YouTube อีกต่อไปเพราะไม่สามารถสร้างรายได้กลับเข้ามาได้
คดีระหว่างสหภาพนักเรียนชาวยิวในฝรั่งเศส (French Union of Jewish Students - UEJF) กับทวิตเตอร์ถูกยื่นฟ้องในฝรั่งเศสเพื่อขอให้มีคำสั่งให้เปิดตัวผู้ใช้ที่สร้างแฮชแท็กเหยียดชาวยิวจนกระทั่งขึ้น Trending ภายในประเทศ ทนายของทวิตเตอร์ได้ให้การต่อศาลฝรั่งเศสว่าทวิตเตอร์จะยอมเปิดเผยตัวตนของผู้ใช้ต่อเมื่อได้รับคำสั่งศาลสหรัฐฯ เท่านั้น
ทนายของทวิตเตอร์ระบุว่าเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก ทำให้ทวิตเตอร์ต้องทำตามกฎหมายสหรัฐฯ ทวิตเตอร์ระบุกับ The Register ว่าแนวทางคำตอบเช่นนี้เป็นแนวทางเดียวกันกับรัฐบาลทั่วโลก และทวิตเตอร์ไม่ได้กรองเนื้อหาก่อนนำขึ้นเว็บ โดยเว็บจะเข้าไปตรวจสอบต่อเมื่อได้รับแจ้งเท่านั้น
นอกจากเรียกร้องให้เปิดเผยผู้ใช้แล้ว UEJF ยังเรียกร้องให้ทวิตเตอร์สร้างเครื่องมือรายงานข้อความไม่เหมาะสมให้ใช้งานได้ง่ายกว่านี้
ที่มา - The Register
แนวทางการเซ็นเซอร์ตามแต่ละประเทศดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่กูเกิลเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ จากเดิมที่มีการใช้แนวทางใน YouTube เป็นหลัก ตอนนี้ก็ถึงคราวของ Blogger แล้ว
โดยกูเกิลได้ปรับนโยบายเงียบๆ ว่าจะปรับโดเมนที่ให้บริการไปตามพื้นที่ของผู้เข้าชม เช่นออสเตรเลียนั้นจะถูก redirect ไปยัง [ชื่อบล็อก].blogspot.com.au แทน URL บล็อกตามปรกติ โดยโดเมนเหล่านี้จะถูกเซ็นเซอร์ตามกฏหมายของแต่ละประเทศ
อย่างไรก็ดีผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าบล็อกผ่าน URL [ชื่อบล็อก].blogspot.com/ncr เพื่อยืนยันว่าจะเข้าใช้งาน .com แทนโดเมนของประเทศนั้นๆ ได้
มันคือการทำให้เจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศสบายใจว่าได้ปิดเนื้อหาในประเทศตัวเองแล้ว โดยที่ยังมีหนทางในการเข้าอ่านในทางอื่นๆ ได้นั่นเอง
ที่มา - Blogger Support
หลายๆ คนคงทราบดีว่าอิหร่านเป็นประเทศที่มีความเข้มงวดกับอินเทอร์เน็ตและกิจกรรมออนไลน์ของประชาชนเป็นอย่างมาก (ใน Blognone ก็เคยรายงานอยู่หลายข่าว ติดตามได้จากแท็ก Iran) คดีล่าสุดที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติเป็นเรื่องที่ศาลฎีกาของอิหร่านตัดสินพิพากษาประหารชีวิตโปรแกรมเมอร์คนหนึ่งด้วยข้อหา "ดูหมิ่นความเป็นที่สักการะของศาสนา"
นาย Saeed Malekpour ชาวอิหร่าน อายุ 35 ปี เป็นโปรแกรมเมอร์ที่ทำงานอยู่ในประเทศแคนาดา แต่ขณะที่กลับมาบ้านเกิดในปี 2008 ก็โดนรวบตัวจับไปขังคุกโดยไม่แจ้งข้อหาและไม่มีทนายความเป็นเวลาปีกว่า และถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิตในเดือนมิถุนายน 2011 โดยศาลอ้างว่า นาย Saeed เป็นผู้สร้างเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาอนาจาร แต่คดียืดเยื้อออกไปเนื่องจากองค์กรสิทธิต่างชาติรณรงค์ให้มีการพิจารณาคดีใหม่
ครอบครัวของนาย Saeed ให้ข้อมูลว่า นาย Saeed เขียนโปรแกรมสำหรับอัปโหลดรูปภาพขึ้นสู่เว็บไซต์ แต่โปรแกรมนี้ถูกขายให้กับเว็บโป๊โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง แล้วเว็บเหล่านี้ก็ใช้โปรแกรมของนาย Saeed นี้เพื่ออัปโหลดภาพขึ้นเว็บ
จากจดหมายที่นาย Saeed เขียนขึ้นอ้างว่าขณะถูกควบคุมตัวเขาถูกทรมานและข่มขู่ให้รับสารภาพ
หลังจากพิจารณาคดีใหม่แล้วศาลฎีกาของอิหร่านยืนยันคำตัดสินเดิม คือให้ประหารชีวิต
ที่มา - The Guardian, Mashable
กฏหมาย SOPA หรือ Stop Online Piracy Act นั้นเป็นกฏหมายที่สร้างข้อถกเถียงและแรงต่อต้านสูงมาก แต่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาหลายกลุ่ม ตั้งแต่เจ้าเก่าอย่างสมาคมภาพยนตร์สหรัฐฯ หรือ MPAA จนถึงเจ้าของแบรนด์สินค้าอย่างบริษัท L'Oreal แต่บริษัทที่อยู่ฝั่งอินเทอร์เน็ตอย่าง Go Daddy นั้นก็กลับไปลงชื่อร่วมสนับสนุนด้วย
กระแสโต้กลับต่อ Go Daddy นั้นแรงกว่าบริษัทอื่นๆ ที่ลงชื่อสนับสนุนกฏหมายฉบับนี้มาก เว็บใหญ่ๆ จำนวนมากขู่จะย้าย หรือย้ายโดเมนออกจาก Go Daddy หลังจากรายชื่อบริษัทที่ให้การสนับสนุนกฏหมายฉบับนี้ออกมา โดยเว็บใหญ่ๆ ที่ออกมาแสดงท่าที่เช่นนี้มีตั้งแต่ Wikipedia, FAIL Blog, ตลอดจน Stack Overflow
Go Daddy เจอกระแสโต้กลับเช่นนี้ก็ไม่สามารถอยู่เฉยได้ จำเป็นต้องออกประกาศถอนชื่อจากรายชื่อบริษัทที่ให้การสนับสนุนกฏหมาย แน่นอนว่าคำแถลงเต็มไปด้วยการแสดงความเชื่อมั่นในสิทธิของการแสดงออก แต่หลังจากนนี้จะมีใครเชื่อ Go Daddy มากแค่ไหนก็ยังเป็นคำถามต่อไป
บริษัทคู่แข่งเช่น Namecheap นั้นออกมาฉวยโอกาสนี้ทันทีด้วยการออกโปรโมชั่นพิเศษสำหรับการต่อต้าน SOPA โดยต้องใส่คูปอง SOPAsucks สำหรับการลดราคาค่าโอโดเมนเหลือ 6.99 ดอลลาร์ (จำกัด 10 โดเมน) หรือ BYEBYEGD และจนตอนนี้มีการย้ายไปแล้วกว่า 15,000 โดเมน
ที่มา - Go Daddy
Voice of America เขียนบทความถึงสถานะการณ์เสรีภาพในการแสดงออกในไทยในช่วงนี้โดยสรุปหลายประเด็น นับแต่ที่นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพออกเตือนเรื่องการกด Share/Like ใน Facebook ว่าอาจจะเป็นการทำผิดกฏหมาย, คดีนายอำพล (อากง SMS), คดีจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ที่สร้างความกังวลให้กับนานาชาตินับแต่ กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC), ตัวแทนคณะกรรมาธิการยุโรป, จนล่าสุดกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงความไม่สบายใจต่อมาตรฐานเสรีภาพการแสดงออกของไทยที่ไม่เข้ากับมาตรฐานนานาชาติ
ที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งที่ผมพบตอนอ่านข่าวคือทาง Voice of America เตือนให้ผู้อ่านจากในประเทศไทยให้ใช้ซอฟต์แวร์ซ่อนตัวเช่น Tor ก่อนจะคลิกลิงก์ใดๆ ในข่าวเพื่อป้องกันตัวเอง คงสะท้อนถึงมุมมองของสื่อต่างชาติที่กำลังมองสถานะการณ์อินเทอร์เน็ตในไทย
ร่างกฏหมาย SOPA เป็นกฏหมายที่นับว่าเป็นไม้แข็งต่อปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ บริษัทเทคโนโลยีบางส่วนเริ่มเห็นขัดแย้งกันจนกระทั่งล่าสุดบริษัทผลิตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสอย่าง Kaspersky ก็ประกาศไม่ต่ออายุสมาชิกกับทาง BSA (Business Software Alliance) เพราะ BSA สนับสนุน SOPA แล้ว
ทางฝั่ง BSA เองแม้จะไม่กล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่าสนับสนุน SOPA แต่ก็ระบุว่ากฏหมายฉบับนี้ต้องถ่วงน้ำหนักให้ดีก่อนที่ BSA จะสนับสนุนได้ โดยกระบวนการ (due process), เสรีภาพในการพูด, และการละเมิดลิขสิทธิ์ ต้องได้รับการปกป้อง
ส่วนทาง Kaspersky นั้นโจมตี SOPA อย่างชัดเจน โดยระบุว่ากระบวนการใน SOPA นั้นไม่เหมาะสมต่อเทคโนโลยี, และความต้องการของผู้บริโภค โดยทาง Kaspersky ระบุว่าบริษัทไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างกฏหมาย, ให้ข้อคิดเห็น, หรือสนับสนุนร่างนี้แต่อย่างใด
Kaspersky นั้นเป็นบริษัทสัญชาติรัสเซีย จนตอนนี้เรายังไม่เห็นท่าที่จากบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่อื่นๆ ที่เป็นสมาชิกของ BSA เช่นกันจากฝั่งสหรัฐฯ เช่น ไมโครซอฟท์, อโดบี, หรืออินเทล (ที่มีฝ่ายซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่เช่นกัน)
ที่มา - TorrentFreak
หลังจากรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ คือ นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล ได้ออกมาแถลงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา วันนี้นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้แถลงออกทาง Facebook ว่าทางพรรคไม่เคยมีนโยบายที่จะปราบปรามหรือปิดเว็บไซต์ Facebook, Twitter, หรือ YouTube
ในแถลงการระบุว่าการตีความแถลงการก่อนหน้านี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ปิดเว็บเหล่านี้นั้นเป็นการ "บิดเบือน" โดยนโยบายพรรคจริงๆ คือการขอให้ช่วยกันแจ้งไปยังพรรคประชาธิปัตย์ทางช่องทางต่างๆ ที่กำลังเปิดขึ้นมา
การแถลงนี้มีขึ้นแทบจะพร้อมๆ กับการทวิตสั้นๆ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า "ผมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีนโยบายที่จะปิดเฟสบุ๊คหรือยูทูปครับ"
สรุปว่าข้อ 9 ของรองโฆษกนั้นไม่นับ?
ที่มา - Facebook: ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต, Twitter: @Abhisit_DP
เช้าวันนี้ทางสำนักสื่อสารสาธารณะและบริการประชาชน สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ได้ส่งจดหมายข่าวเตือนผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ต่อคดี "อากง เอสเอ็มเอส" ว่าสะท้อนว่าเจ้าของเครื่องจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำผ่านเครื่องนั้นๆ แม้จะไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้ลงมือจริงก็ตาม
ผลจากคดีนี้ กสทช.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ออกคำเตือนผ่านสบท. ดังนี้
- รักษาดูแลโทรศัพท์มือถือประจำตัวอย่าให้คลาดสายตา
- ระวังการถูกหยิบยืมไปใช้งาน หรือการส่งซ่อม
- ต้องมีพยานหลักฐานว่าเครื่องไม่ได้อยู่กับเจ้าของเครื่อง
- หากเครื่องหายให้แจ้งความ
นอกจากนี้กสทช.ประวิทย์ ยังชี้ว่าบรรทัดฐานเช่นนี้จะเป็นปัญหาในกรณีการสื่อสารอื่นๆ เช่นอีเมล ที่ผู้ใช้อาจจะถูกเจาะอีกเมลเข้าใช้งานได้ โดยแนะว่าต่อจากนี้ตำรวจต้องเปิดรับแจ้งความกรณีที่ประชาชนถูกแฮกอีเมล
พรรคประชาธิปปัตย์จัดแถลงข่าวว่าทางพรรคจะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงไอซีที ให้จัดการเว็บหมิ่นอย่างจริงจัง โดยต้องกำหนดกรอบเวลา, ประสานความร่วมมือกับเจ้าของเว็บในต่างประเทศ, ประสานผู้นำประเทศต่างๆ เรียกผู้ให้บริการมาเจรจา, และสุดท้ายคือการแบนทั้งเว็บ
พร้อมกันนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังได้เปิดหน้า Facebook "Fight Bad Web" และเปิดอีเมล FightBadWeb@gmail.com เพื่อรับเรื่องร้องเรียนการทำความผิดตามพรบ. คอมฯ
คนที่ขึ้นแถลง ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์คือ น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีไอซีทีในรัฐบาลที่แล้ว ผู้อ่าน Blognone อาจจะจำกันได้จากการออกแถลงการของเธอ ที่ระบุว่ารัฐบาลควรให้โอกาสกสท. ทำ 3G, ประชาธิปัตย์บล็อกเว็บถึง 25 เท่าของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน, และบรอดแบนด์แห่งชาตินั้นสำเร็จแล้ว
Twitter ออกมาเรียกร้องผ่านบล็อกของบริษัท ขอให้ "ไม่สกัดกั้นข้อความทวีต" (The Tweets Must Flow)
เนื้อหาในบล็อกนี้พูดถึงเสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนตามนิยามของสหประชาชาติ โดย Twitter มองว่าข้อความทวีตก็เป็นเสรีภาพในการแสดงออกเช่นกัน และประกาศว่าจะปกป้องสิทธิของผู้ใช้ในการแสดงความเห็นอย่างเต็มที่
ในอีกด้าน Twitter ยอมรับว่ามีลบข้อความทวีตบ้าง เช่น ข้อความสแปม หรือ ข้อความที่ผิดกฎหมาย แต่บริษัทจะพยายามให้กระบวนการโปร่งใสที่สุด
ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศเกาหลีใต้ ได้ตัดสินว่า ข้อกฎหมายที่รัฐบาลใช้ในการจับกุมผู้ปล่อย "ข่าวลือ" บนอินเทอร์เน็ต ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
กฎหมายดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายด้านโทรคมนาคม กำหนดโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกิน 50 ล้านวอน (ประมาณ 1.3 ล้านบาท) แก่ผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ อันส่งผลเสียหายต่อผลประโยชน์สาธารณะ
ศาลได้ให้เหตุผลไว้ว่า คำว่าผลประโยชน์สาธารณะนั้น เป็นคำที่กำกวม ทำให้การตีความสามารถทำได้หลากหลาย และประชาชนทั่วไปไม่สามารถรู้ได้ว่าเส้นแบ่งที่ชัดเจนนั้นอยู่ตรงไหน ในขณะที่เสรีภาพในการแสดงออกนั้นได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
ศาลฝรั่งเศสอ่านคำพิพากษา จากที่ผู้เสียหายไม่ระบุชื่อแต่ระบุเพียงนามสมมติว่า "Mr. X" ฟ้องกูเกิลว่าได้แนะนำคำว่า "ข่มขืืน", "ซาตาน", และ "ผู้ถูกตัดสิน" ต่อท้ายชื่อของเขาในเมื่อมีการค้นหาชื่อของของด้วย Google Suggest โดยสั่งให้กูเกิลและ Eric Schmidt จ่ายค่าเสียหายร่วมกันเป็นเงิน 5,000 ยูโร
Mr. X เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีข่มขืนเด็กหญิงอายุ 17 ปีอย่างไรก็ตามศาลตัดสินให้ผิดในข้อหาล่วงละเมิดผู้เยาว์ ทำให้เขาถูกปรับ 50,000 ยูโรและรอลงอาญาโทษจำคุกอีก 3 ปี
แม้ว่าการแนะนำคำเพิ่มเติมของ Google Suggest จะเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติทั้งหมด แต่ศาลก็ระบุว่า "อัลกอลิธึ่มหรือซอฟต์แวร์ถูกสร้างขึ้นมาในจิตใจของคนก่อนที่มันจะถูกอิมพลีเมนต์ขึ้นมา" และกูเกิลเองไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผลการแนะนำทั้งหมดนั้นเกิดจากความนิยมในการค้นหาอย่างแท้จริงโดยไม่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง
กูเกิลกำลังเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อคำพิพากษานี้ต่อไป
ที่มา - PC World
มาอีกแล้วกับเหตุการณ์นักเรียนกับชีวิตออนไลน์และออฟไลน์ที่ถูกนำมาปะปนกันอีกครั้ง หลังจากที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในรัฐอินเดียน่าได้แบนนักเรียนหญิงเกรด 10 สองคนไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมหลังเลิกเรียนหลังจากที่ทางโรงเรียนพบว่านักเรียนหญิงสองคนนี้ได้ทำการโพสรูปที่ไม่เหมาะสมของตนเองขึ้นไปบน MySpace ในช่วงหยุดเรียนฤดูร้อนที่ผ่านมา หลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนสหรัฐ (American Civil Liberties Union) ได้ทำการฟ้องร้องเรื่องนี้ให้กับเด็กหญิงทั้งสองคนนี้ โดยอ้างว่าการลงโทษดังกล่าวรุนแรงเกินไป ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการพูด และทำให้เกิดอับอายโดยการที่ถูกบังคับให้ขอโทษกับบอร์ดโค้ชกีฬาที่เป็นผู้ชายล้วนที่โรงเรียน
โดยรูปภาพที่เป็นปัญหาดังกล่าวนั้น นอกจากที่จะไม่เหมาะสมแล้ว ก็ไม่ได้มีการกล่าวอ้างถึงโรงเรียนแต่อย่างใด ที่สำคัญ นักเรียนหญิงสองคนนี้ก็ได้ตั้ง Privacy Option ให้เฉพาะเพื่อนเท่านั้นที่สามารถเห็นภาพนี้ได้ แต่ว่าภาพดันไปถึงมือโรงเรียนในทางใดทางหนึ่งเอง









