กลุ่มผู้ใช้ Tor รายงานว่ารัฐบาลอิหร่านได้บล็อคทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตส่วนที่เป็น HTTPS/SSL ทำให้เว็บไซต์ที่เชื่อมต่อผ่าน HTTPS ไม่สามารถใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็น Google, Yahoo, Facebook อะไรก็ตามที่ผ่าน HTTPS ย่อมโดนบล็อคทั้งหมด
ทางการอิหร่านไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ ในเรื่องนี้ ซึ่งสื่อตะวันตกคาดการณ์ว่าการบล็อค HTTPS ครั้งนี้เป็นการทดลองระบบเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของประเทศ (ลักษณะเดียวกับ Great Firewall ของจีน) ที่ทางรัฐบาลเคยประกาศไว้ว่าจะทำ และรอบนี้น่าจะทดสอบบล็อคเป็นการชั่วคราวเท่านั้น
ที่มา - The Register, ReadWriteWeb
- 15 comments
- 411 reads
หลังการพิจารณาคดีระหว่าง Eolas ที่ฟ้องสิทธิบัตรเว็บแบบโต้ตอบได้ คณะลูกขุนก็มีมติไม่ยอมรับสิทธิบัตร '906 ที่ทาง Eolas อ้างแล้ว โดย Tim Berners-Lee ได้ทวีตแจ้งข่าวนี้
ทางกูเกิลเองก็แสดงความยินดีกับข่าวนี้และการที่ลูกขุนตัดสินเช่นนี้เป็นการยืนยันจุดยืนของกูเกิลว่าข้ออ้างของสิทธิบัตรนี้ไม่มีเหตุผลหนักแน่น
ที่มา - ArsTechnica
- 7 comments
- 473 reads
บริษัท Eolas Technologies เป็นบริษัทผู้ถือสิทธิบัตรของ Michael Doyle นักชีววิทยาได้เขียนโปรแกรมเพื่อติดต่อระหว่างนักชีววิทยาในช่วงปี 1993 และจดสิทธิบัตรเอาไว้ ในตอนนี้เขากำลังใช้สิทธิบัตรเหล่านั้นเพื่อฟ้องบริษัทไอทีต่างๆ โดยอ้างว่าสิทธิบัตรครอบคลุมถึง เว็บแบบโต้ตอบได้ (interactive web) ทั้งหมด
Tim Berners-Lee ขึ้นให้การต่อศาลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เล่าถึงการสร้างเบราเซอร์ที่ชื่อว่า Viola ของนักเรียนที่ชื่อว่า Pei Wei ในช่วงปี 1991
เรื่องที่น่าสนใจคือ Doyle ไม่ได้อ้างว่าครอบครองเทคโนโลยีเว็บทั้งหมด แต่ครอบครองเทคโนโลยีเว็บโต้ตอบ ซึ่งจะหมายถึงเมื่อเว็บสามารถคลิกเพื่อดูวิดีโอ หรือมีการโต้ตอบแบบ AJAX ได้ก็จะกลายเป็นละเมิดไปทั้งหมด
งานนี้ Tim Berners-Lee พยายามชี้แจงว่าเว็บนั้นเป็นบริการที่โต้ตอบกับผู้ใช้อยู่แล้วตั้งแต่แรก ส่วนทนายของ Eolas นั้นพยายามจะชี้ว่า Tim นั้นมีภาพลบต่อสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ โดยยกการให้พูดของเขาหลายๆ ครั้งขึ้นมา
บริษัทที่ถูก Eolas ฟ้องตั้งแต่ปี 2009 นั้นมีถึง 20 บริษัทแต่ส่วนใหญ่ยอมความกันนอกศาล เหลือ 8 บริษัทที่ต่อสู้คดีในชั้นศาล และกระบวนการต่อจากนี้อยู่ในช่วงของการพิจารณาว่าสิทธิบัตรนี้มีผลจริงหรือไม่ เช่นหากพบว่ามันทับซ้อนกับเว็บทั่วไป ก็จะถือว่าไม่มีผลจริงเพราะมีการสร้างสรรค์ขึ้นก่อน (prior arts)
- 12 comments
- 572 reads
การเป็นนิรนาม (Anonymity หรือ Anonymous) และอินเทอร์เน็ตอาจจะดูว่าเป็นสิ่งคู่กัน แต่ในมุมมองของ Alexander Ntoko หัวหน้าฝ่ายแผนปฏิบัติการของ International Telecommunication Union (ITU) อินเทอร์เน็ตในยุคเริ่มต้นไม่ได้เป็นเช่นนั้น และมันก็ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้นในอนาคตเช่นกัน
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีกระแสการเรียกร้องถึงการทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นสภาวะนิรนาม แต่ Ntoko มีมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยเขาเชื่อว่าบางส่วนของข้อมูลส่วนตัวควรถูกเปิดเผยไว้ เพราะข้อมูลบางอย่างเราสามารถรับรู้ได้ทันทีจากการพบกันซึ่งหน้าแต่ไม่สามารถรับรู้ได้จากการติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น รู้ว่าคนที่กำลังพูดคุยด้วยอยู่ขณะนี้เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่, อยู่ในพื้นที่ภูมิภาคเดียวกันหรือไม่ หรือแม้กระทั่งรูปร่างลักษณะเป็นยังไง เขายังบอกอีกด้วยว่าในยุคเริ่มแรก อินเทอร์เน็ตก็เป็นเช่นนี้ คือไม่ได้ถูกสร้างโดยมีเป้าหมายว่ามันจะต้องเป็นสังคมนิรนาม
- 14 comments
- 513 reads
- Read more
บริษัท 51Degrees.mobi ซึ่งทำธุรกิจด้าน mobile web optimization และ mobile analytics ออกมาเผยสถิติการใช้งาน mobile web ตลอดปี 2011 ที่ผ่านมา
51Degrees.mobi ไม่ได้ให้สถิติภาพรวมของทั้งโลก แต่แบ่งออกเป็นภูมิภาคต่างๆ โดยที่เปิดเผยข้อมูลมีเพียงยุโรปและสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
- ทิศทางตลาดเว็บยุโรปทั้งปี 2011 - เข้าผ่านพีซี 82.47%, มือถือ 14.10%, แท็บเล็ต 3.43%
- ส่วนแบ่งตลาดเว็บสหรัฐ ครึ่งหลังของปี 2011 - Android แซงขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งที่ 36.6%, iOS ลดเหลือ 34.1%
- ส่วนแบ่งตลาดเว็บยุโรป ครึ่งหลังของปี 2011 - iOS ยังเป็นแชมป์ที่ 42.6% (แต่ส่วนแบ่งลดลง) Android ตามมาห่างๆ ที่ 19.5%, RIM ประมาณ 9%
- ส่วนแบ่งตลาดเว็บยุโรป ครึ่งหลังของปี 2011 แยกตามยี่ห้อ - ซัมซุงขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งที่ 11.6% ที่เหลือก็ตามกราฟ
- ส่วนแบ่งตลาดเว็บอินเดีย ครึ่งหลังของปี 2011 - มีข้อมูลของโนเกียยี่ห้อเดียว โดยส่วนแบ่งลดลงจาก 57.3% มาเหลือ 50.6% แต่ภาพรวมยังเป็นแชมป์แบบทิ้งห่าง, ส่วน Android โดยรวมขึ้นมาที่ 6%
- 7 comments
- 763 reads
- Read more
ดูเหมือนว่าการปิดหน้าเว็บเพื่อประท้วงร่างกฎหมาย PIPA และ SOPA โดยเว็บชื่อดังหลายเว็บได้ผล โดยสมาชิกสภาคอนเกรสเริ่มถอดถอนชื่อเพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายสองฉบับดังกล่าวแล้ว เช่น ส.ว. Marco Rubio ที่สนับสนุน PIPA มาตลอดกับ ส.ส. รัฐอาริโซน่า Ben Quayle ที่เคยสนับสนุน SOPA
Rubio ได้เขียนบนหน้าเฟสบุ้คของตัวเองว่า "มันมีวิธีที่ดีกว่าที่จะต่อสู้กับการขโมยทรัพย์สิน ไอเดีย และอาชีพของชาวอเมริกันในโลกออนไลน์" และยังได้บอกอีกว่าสภาคอนเกรสไม่ควรที่จะรีบผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวที่อาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้โดยไม่ได้ตั้งใจ
คาดว่าหลังจากนี้เราจะได้เห็นการถอดถอนรายชื่อโดยนักการเมืองอีกหลายรายในสหรัฐ จากการสนับสนุนร่างกฎหมายทั้งสองนี้เรื่อย ๆ (ในที่มาของข่าวนี้ก็มีการอัพเดตเรื่อย ๆ ว่ามี ส.ส. และ ส.ว. อีกหลายรายขอถอนตัว) นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการ "ฟังเสียงของประชาชน" เหมือนกัน
ที่มา - Mashable
- 8 comments
- 3314 reads
Internet Society อาศัยวันครบรอบ 1 ปีวัน(ทดสอบ) IPv6 โลก ประกาศให้วันที่ 8 มิถุนายนนี้ เป็นวันเปิดใช้งาน IPv6 เต็มรูปแบบสำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ซึ่งเบื้องต้นได้รับความร่วมมือจากบรรดาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ๆ เช่น AT&T, Comcast (ที่ได้ให้บริการ IPv6 อยู่ระยะหนึ่งแล้ว), KDDI และรายอื่นๆ อีกพอสมควร
นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากเจ้าพ่อวงการเครือข่ายอย่าง Cisco และรายย่อยลงไปอย่าง D-Link ที่จะเปิด IPv6 มาให้เป็นค่าปกติสำหรับอุปกรณ์เราท์เตอร์ตามบ้านที่วางจำหน่ายตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป และเจ้าเก่าอย่าง เฟซบุค กูเกิล ไมโครซอฟท์ (เฉพาะ Bing) และยาฮู รวมถึงผู้ให้บริการ CDN ระดับโลกอย่าง Akamai และ Limelight ยืนยันที่จะร่วมเปิดใช้งานในหน้าเว็บไซต์หลักของตน "เป็นการถาวร" หลังจากที่ให้บริการในช่องทางเฉพาะมาระยะหนึ่งแล้วด้วย
งานนี้ไม่ได้จำกัดประเทศที่เข้าร่วมแน่นอนครับ ท่านใดพร้อมก็เตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ ได้เลย จะได้ไม่ฉุกละหุกในวันเปิดใช้งานจริง ทั้งนี้หากท่านใดสนใจหาข้อมูลผลการทดสอบเมื่อปีที่แล้วก็สามารถเข้าไปดูกันได้ที่เว็บไซต์ของ World IPv6 Day เลยครับ
- 12 comments
- 2018 reads
ช่วงหลังเราคงเห็น TLD (Top Level Domain) แปลกๆ กันหลายอัน ล่าสุดผู้ดูแลระบบโดเมนคือ ICANN ได้ประกาศว่าจะรับจด TLD อย่างอิสระหรือที่เรียกว่า gTLD (Generic Top Level Domain) แต่ค่าจดนั้นอยู่ที่ 185,000 ดอลลาร์ต่อ TLD หรือประมาณ 6 ล้านบาท
นอกจากการจดแบบอิสระแล้ว TLD ทั้งหมดจะไม่ถูกจำกัดเป็นภาษาอังกฤษอีกต่อไป
ทาง ICANN คาดว่า จะได้รับคำขอจดทะเบียนโดเมนเหล่านี้เป็นจำนวน 1,000 ถึง 1,500 ชุด โดยส่วนมากน่าจะเป็นแบรนด์ต่างๆ ที่ชิงจดเพื่อยุติปัญหาแบรนด์ของตัวเองถูกนำไปใช้งานใน TLD อื่นๆ ที่บริษัทเหล่านี้ต้องตามไปจดไม่หยุดหย่อน
ปัญหาเดิมๆ ที่เคยมีมาคือ ความน่ากลัวของการทำ phishing จะสูงขึ้น อาจจะมีใครสักคนจด .com ด้วยตัวอักษรที่คล้ายตัวโรมัน แต่ค่าใช้จ่ายของโดเมนเกือบ 6 ล้านบาทก็น่าจะทำให้คุ้มค่าได้ยากเพราะหากมีการปล่อยจนเกิด phishing จริงเพียงแค่ผู้ดูแลระบบทั่วโลกบล็อกโดเมนนั้นๆ ที่ลงทุนมาหลายล้านบาทก็จะไร้ค่าทันที
เร็วๆ นี้คงมีบริษัทไปจด .thai เอามาขายกันในประเทศ
ที่มา - The Register
- 11 comments
- 1759 reads
ทีมงาน Tor ที่สร้างเครือข่ายที่ระบุตัวตนไม่ได้ด้วยการเข้ารหัสและส่งข้อมูลต่อไปมาในเครือข่ายอย่าง Tor สร้างความกังวลใจให้กับรัฐบาลหลายต่อหลายประเทศ ด้วยความสามารถในการซ่อนตัวผู้ใช้งานข้ามไปมาหลายประเทศจนการติดตามตัวแทบเป็นไปไม่ได้ ทำให้หลายรัฐบาลหลายชาติพยายามบล็อคการใช้งาน Tor กันเรื่อยมา
ทีมงาน Tor ได้ขึ้นเวที 28C3 และรายงานถึงความพยายามที่จะบล็อค Tor ในหลายประเทศ เหตุการณ์สำคัญๆ
- ประเทศไทยเป็นชาติแรกที่บล็อคเว็บ torproject.org ด้วยการ redirect ไปยังเว็บของกระทรวงไอซีที
- ความพยายามบล็อค Tor ด้วยการบล็อคทุกเว็บที่มี URL เป็น
/tor/...เพื่อป้องกันการเข้าถึงฐานข้อมูลเครื่อง relay ในระบบ Tor - จีนพยายามบล็อค Tor ด้่วยการดาวน์โหลดรายชื่อเครื่องทั้งหมดในฐานข้อมูลแล้วบล็อคตามหมายเลขไอพี
- ทีมงาน Tor เคยพยายาม "หลอก" ทางการจีนด้วยไอพีของบริการที่ทางการจีนอนุญาต พบว่าบริการเหล่านั้นไม่ถูกบล็อค แสดงว่าจีนใช้คนนั่งตรวจรายการหมายเลขไอพี
- ทีมงาน Tor สร้างระบบ Bridge เพื่อเป็นทางเข้าเครือข่าย Tor ให้กับประเทศที่ไม่สามารถเข้าถึงเครือข่ายได้ ผลคือระบบมีผู้ใช้จากจีนสูงขึ้นมาก ช่วงที่สูงสุดนั้นสูงกว่า 60,000 คน
- อิหร่่านและบางประเทศนั้นพยายามตรวจสอบแพ็กเก็ตในระดับลึก (Deep Packet Inspection - DPI) เพื่อค้นหาการเชื่อมต่อ Tor และบีบความเร็วลงเพื่อสร้างลำบากให้กับผู้ใช้
- จีนพยายามบล็อคการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสทั้ง Tor และ SSH Tunnel
ทีมงาน Tor ยังเน้นว่าปัญหาสำคัญของ Tor คือเป้าหมายที่จะปกปิดตัวตนของผู้ใช้ หากประเทศใดมีผู้ใช้ไม่มากพอก็จะทำให้ผู้ใช้ถูกเปิดเผย (จากการถูกตรวจสอบว่าใช้ Tor) นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะเปลี่ยน Tor ให้เป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ SSL เพื่อหลบ DPI ต่อไป
ประเด็นอื่นๆ ยังมีอีกมา วิดีโอสำเนียงฟังไม่ยากนัก ถ้าใครพอฟังไหวก็ดูได้ท้ายข่าว
ที่มา - CCC
- 31 comments
- 5281 reads
- Read more
David Ascher ผู้บริหารของ Mozilla เขียนบล็อกถึงแนวทางใหม่ที่ Mozilla จะมุ่งไปในอีก 5 ปีข้างหน้า
เขาบอกว่า Mozilla เดิมที่เราเคยรู้จักต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว เดิมทีเป้าหมายของ Mozilla คือดึงศักยภาพของเว็บออกมาให้เต็มที่ (จากที่เคยถูก IE6 กดเอาไว้) โดยสร้างเบราว์เซอร์ที่ทำงานได้รวดเร็ว มีฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์ และมีฐานผู้ใช้เป็นจำนวนมาก ซึ่งผลที่ได้ (หมายถึงการออก Firefox) ออกมาค่อนข้างดี นั่นคือเบราว์เซอร์พัฒนาไปเยอะมาก มาตรฐานเว็บก็พัฒนาตาม และเว็บไซต์เองก็น่าสนใจกว่าเดิม
แต่เขาก็บอกว่าตอนนี้เบราว์เซอร์ไม่ใช่เรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียวของชีวิตออนไลน์อีกแล้ว เพราะมีประเด็นใหม่อีก 3 ประเด็นที่ปรากฏขึ้นมา และ Mozilla ควรจะให้ความสนใจกับมัน
- 21 comments
- 4839 reads
- Read more
เว็บ Know Your Meme ซึ่งเป็นเว็บในเครือ Cheezburger (เจ้าของ FAIL Blog ต้นตำรับ) เป็นเว็บที่ทำการรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ Internet Meme ต่าง ๆ ที่เป็น "กระแส" ตลอดปีที่ผ่านมาอยู่ในสังคมออนไลน์ทั่วโลก
สำหรับใครที่ไม่รู้จักว่า Internet Meme คืออะไร มันคือ "กระแส" ที่กลายเป็นวัฒนธรรมบนโลกออนไลน์ในระยะเวลาสั้น ๆ หนึ่งตัวอย่างที่ดีของ Internet Meme ที่กลายเป็นวลีดังข้ามทะเลมาถึงไทยก็คือ "ธนูปักหัวเข่า" ซึ่งไม่ติดโผ Meme ฮิตประจำปีนี้ อาจจะเป็นเพราะว่ามาช้าไป อีกตัวอย่างที่เรารู้จักกันดีก็คือ "แพล้งกิ้ง" ครับ
ในปีนี้จากข้อมูลที่ทางเว็บได้เก็บผ่านวิธีต่าง ๆ ปี 2011 เรามี Internet Meme ที่ยอดนิยมเรียงลำดับตามนี้ครับ
- 33 comments
- 6538 reads
- Read more
Chrome นับเป็นการลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตัวหนึ่งของกูเกิล (แม้จะยังไม่สามารถทำเงินได้โดยตรงก็ตาม) ทาง StatCounter ได้รายงานว่าล่าสุด Chrome 15 นับเป็นเบราเซอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกแล้ว เมื่อนับเบราเซอร์แยกตามรุ่น ขณะที่อันดับสองนั้นคือ IE8 ที่กำลังถดถอยลงเรื่อยๆ
เมื่อนับสถิติแยกรุ่นเช่นนี้ Chrome มีความได้เปรียบหลายอย่าง นับแต่นโยบายการอัพเกรดโดยไม่บอกผู้ใช้ และการไม่ผูกติดกับระบบปฎิบัติการ ทำให้ Chrome รุ่นเดียวกันอยู่บน Windows XP จนถึง Windows 7, Linux, และ Mac OS X ได้ หากอนาคตกูเกิลสามารถรวม Chrome เข้าไปใน Android ได้ตามแผน ส่วนแบ่งรวมน่าจะยิ่งนำห่างชัดกว่านี้มาก
ขณะที่ IE นั้นมีปัญหาคือไมโครซอฟท์ไม่ได้ซัพพอร์ตเบราเซอร์ใหม่ให้กับระบบปฎิบัติการเก่าๆ อีกแล้ว การเปลี่ยนรุ่นจึงเปลี่ยนตามระบบปฎิบัติการ แต่ปรากฏว่าความนิยมของ Windows XP นั้นยังสูงอยู่มาก ทำให้เกิดทางตันสำหรับผู้ใช้ Windows XP ที่ไม่สามารถใช้งาน IE9 ได้ จนเกิดการแบ่งตลาดกันเอง
ที่มา - StatCounter
- 40 comments
- 6501 reads
- Read more
โดเมนชั้นบนสุดในชื่อ .xxx นั้นเป็นโดเมนที่ถกเถียงกันมากที่สุดตัวหนึ่งในโลก หลังจากต่อสู้มาหลายปีเพื่อขออนุมัติ และเริ่มใช้งานในการรับจดทะเีบยนวงจำกัดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ตอนนี้ .xxx ก็เปิดให้ทุกคนเข้าจดโดเมนได้เองแล้ว
ทาง ICM Registry ผู้ดูแลโดเมน .xxx ระบุว่าตอนนี้มีการจดโดเมน .xxx ไปแล้วกว่า 100,000 ชื่อ โดยอาจจะเป็นธุรกิจอื่นๆ ที่เข้ามาจองชื่อไว้ก่อนที่จะมีคนเอาชื่อบริษัทไปจดทะเบียน ทาง ICM คาดว่าในปีแรกจะมีคนจดทะเบียนชื่อถึง 500,000 ชื่อแต่ด้วยยอดตอนนี้ก็ไม่น่าจะทันแล้ว
นอกจากโดเมนยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่หวังแล้ว ICM ยังเสี่ยงจะถูกฟ้องจากหลายบริษัทที่ไม่ต้องการใช้งานโดเมน .xxx โดยบริษัทจำนวนมากถูกบีบให้ต้องจดในช่วงเวลาที่เปิดให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าเท่านั้น ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าปรกติ
ค่าจดทะเบียนแต่ละชื่ออยู่ที่ 79 ถึง 129 ดอลลาร์แล้วแต่บริษัทและโปรโมชั่น
มันเต็มไปด้วยเด็กฝึกงาน....
ที่มา - The Register
- 14 comments
- 6986 reads
OpenDNS นั้นให้บริการ DNS ฟรีมาเป็นรายแรกๆ (ช่วงหลังมีกูเกิลลงมาแข่งด้วย) แต่ล่าสุด OpenDNS ก็เปิดบริการ DNSCrypt เพิ่มขึ้นมาแล้ว
บริการ DNSCrypt นี้จริงๆ ก็คือการเชื่อมต่อกับ OpenDNS ผ่าน SSL เพื่อป้องกันการปลอมแปลงข้อมูลหรือดักฟังการใช้งานเว็บ มันช่วยลดความเสี่ยงในบางกรณีเช่น DNS Poisoning ลงได้ แต่มันไม่ใช่การรักษาความปลอดภัยเต็มรูปแบบเหมือน DNSSEC คือหากข้อมูลฝั่ง OpenDNS ผิด เราก็จะได้ข้อมูลมาผิดด้วย
ตอนนี้มีเฉพาะรุ่นแมคเท่านั้นส่วนวินโดวส์และลินุกซ์จะตามมาเร็วๆ นี้ สำหรับบ้านเราระบบเข้ารหัสแบบนี้น่าจะมีปัญหากับระบบล็อกอิน Wi-Fi จำนวนมาก อาจจะต้องปิดโปรแกรมก่อนตอนจะล็อกอิน หรือไม่ก็จำ URL สำหรับล็อกอินเตรียมไว้
ที่มา - OpenDNS
- 3 comments
- 1596 reads
ปัญหาค่าอินเทอร์เน็ตเวลาเปิด roaming นั้นเป็นปัญหาที่ผู้ใช้บริการทุกประเทศต้องเจอ เพราะค่าบริการแตกต่างกันมากจนบางกรณีการใช้งานอาจจะแพงถึง 600 บาทต่อเมกกะไบต์ กลายเป็นช่องทางให้บริษัทหนึ่งที่ชื่อว่า MAXROAM ทำซิมการ์ดสำหรับการใช้งานต่างประเทศออกมาโดยเฉพาะ
MAXROAM มีแนวคิดง่ายๆ คือบริษัทไปติดต่อกับโอเปอร์เรเตอร์ในแต่ละประเทศไว้ล่วงหน้า และกำหนดอัตราค่าใช้งานกับลูกค้าในอัตราเดียวกันทั่วโลก ข้อดีคือเป็นซิมแบบเติมเงินทำให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลว่าค่าใช้จ่ายจะเกินกำหนด และค่าใช้งานก็อยู่ที่ 20 บาทต่อเมกกะไบต์ อาจจะไม่ถูก แต่ก็สบายใจดี
ทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับผมคงเป็นการไปซื้อซิมเติมเงินจากประเทศต่างๆ ใช้งาน หลายประเทศมักมีซิมเติมเงินที่สมัครอินเทอร์เน็ตไม่จำกัดได้ในราคาไม่แพงนัก แต่ก็จะมีปัญหาเวลาเดินหาซิมใช้งานเมื่อไปถึง หากซื้อซิมแบบ MAXROAM นี้ไว้ก็จะใช้งานได้ตลอดเวลาทันทีที่เครื่องลงจอด
ใช้งานได้ใน 48 ประเทศทั่วโลก และราคาซิมเริ่มต้น 13.51 ดอลลาร์ หรือประมาณ 400 บาท ถ้าต้องการต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลาก็นับว่าน่าสนใจ หรือถ้าบ้านเราค่ายมือถือจะเอามาเลียนแบบบ้าง เน้นประเทศใกล้ๆ เป็นหลักก็น่าจะดีไม่น้อย
ที่มา - TechCrunch, MAXROAM
- 13 comments
- 2170 reads







