พ่อแม่หลายคนเห็นลูกๆ นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันแล้วอาจจะเป็นห่วงเรื่องของการเรียนว่าจะแย่ลงได้ แต่งานวิจัย "Predictors and consequences of differentiated practices on social network sites" จากมหาวิทยาลัย Northwestern ก็ชี้ให้เห็นว่าอาการติด Facebook นั้นมีผลน้อยกว่าเพศ, เชื้อชาติ, และระดับการศึกษาของพ่อแม่เสียอีก
เรื่องนี้อธิบายได้ว่าเด็กที่มีอาการติดอินเทอร์เน็ตหรือเว็บสังคมออนไลน์มากๆ นั้นแม้จะเสียเวลามากไปกับเว็บเหล่านี้แต่ก็สามารถเอาตัวรอดกับการเรียนได้ด้วยการหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต จนดูเหมือนว่าข้อดีของการติดอินเทอร์เน็ตสามารถเอาชนะข้อเสียไปได้
อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้มุ่งอยู่กับ "ผลการเรียน" เท่านั้น เราอาจจะมีเหตุผลดีๆ ที่จะสนับสนุนให้เด็กๆ ออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้างเพื่อไปออกกำลังกาย, พบปะสังคม ฯลฯ
เอาล่ะ เริ่มต้นด้วยการลดการเข้า Blognone ให้เหลือวันละครั้งพอ ดีไหม?
ที่มา - ArsTechnica
- 16 comments
- 2644 reads
วันนี้มีเรื่องเบา ๆ มาเล่าให้ฟังกันครับ คิดว่าพวกเราหลายคนก็คงเคยได้ยินคำว่า computer nerd กันนะครับ คำคำนี้เกิดขึ้นมาในสมัยที่คอมพิวเตอร์เพิ่งจะเริ่มเข้ามามีบทบาทในชิวิตของเรา โดยพวกที่ถูกเรียกว่า nerd มักจะเป็นพวกที่เก่งคอมพิวเตอร์ และมีลักษณะประจำตัวคือเป็นผู้ชายผิวขาว ใส่แว่น เป็นพวกเก็บตัว และมักจะมีข้อมูลไร้ประโยชน์ (ในสายตาของคนทั่วไป) อยู่เต็มสมองไปหมด
- 25 comments
- 5713 reads
- Read more
ความผิดทางเพศใน Social Network ทั้งหลายนั้นไม่ได้มีปัญหาเฉพาะในบ้านเรา ล่าสุดด้วยความร่วมมือระหว่างอัยการรัฐ North Carolina และเว็บ MySpace ได้มีการแถลงตัวเลขว่าตลอดปี 2008 ที่ผ่านมา MySpace ลบผู้ใช้ออกไปจากระบบกว่าเก้าหมื่นคนด้วยเหตุจากความผิดทางเพศ
ตัวเลขนี้สูงกว่าปีที่แล้วเกือบๆ เท่าตัว ยังไม่นับความร่วมมืออื่นๆ ที่อัยการร่วมกับ MySpace เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้เว็บอีกนับสิบรายการ รวมถึงการจำกัดความสามารถในการค้นหาข้อมูลของผู้ใช้ที่มาอายุน้อยกว่า 18 ปี
ผมว่าประเด็นการเข้าไปทำความร่วมมือ เพื่อช่วยลดปัญหาระหว่างภาครัฐและเอกชนนี่นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก
ที่มา - PhysOrg
- 23 comments
- 2235 reads
ตำรวจออกเตรเลียออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในวันนี้ ว่าเกมแข่งรถนั้นส่งผลต่อความประมาทในการขับขี่ โดยอ้างถึงคนขับรถอายุน้อยที่มีพฤติกรรมในการขับขี่เสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดนั้นตัวเลขการยึดใบขับขี่ของนักขับอายุน้อยนั้นอยู่ที่ 104 ใบต่อวันแล้ว
เคยมีรายงานจากฝั่งเยอรมันมาก่อนหน้านี้ว่าผู้ชายที่เล่นเกมแข่งรถนั้นจะมีผลต่อพฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ ขณะที่ผู้หญิงนั้นไม่มีผลเช่นนี้
ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษหลายประเทศเช่น ออสเตรเลีย หรือแคนาดานั้นระบุให้นักขับมือใหม่ต้องแสดงป้าย "มือใหม่หัดขับ" เป็นตัวอักษร P หรือ L ไว้ในบริเวณที่มองเห็นได้ โดยเมื่อแสดงป้ายนี้แล้วจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเช่น ความเร็ว, ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด, และความแรงเครื่องยนต์ เพิ่มเข้ามาจากใบขับขี่ปรกติ
ที่มา - News.com.au
- 21 comments
- 2991 reads
โดยทั่วไปแล้วผมนิยมการเขียนบล็อกเพราะอยากบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้อ่านเองเป็นหลัก และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงคิดคล้ายๆ กัน แต่รายงานล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Swinburne อาจจะสร้างแรงกระตุ้นให้คุณอยากเขียนบล็อกมากยิ่งขึ้น เมื่อรายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ผู้ที่เขียนบล็อกมักจะมีความกังวล, ความเครียด, และความหดหู่ ต่ำกว่าคนที่ไม่เขียนบล็อก
แต่ด้านกลับกันแล้ว ผู้ที่เขียนบล็อกเป็นประจำก็มักจะไม่สามารถเข้ากับสังคมรอบข้างได้ดีเท่าที่ควรเช่นกัน
แต่จากการที่มองรอบๆ ข้างแล้ว สำหรับเมืองไทยน่าสนใจว่าการเขียนบล็อกอาจจะมีความเกี่ยวเนื่องกับการเป็นโสด
ที่มา - TechCrunch
- 22 comments
- 1247 reads
แม้คนส่วนใหญ่จะเชื่อกันว่าการโทรศัพท์ขณะขับรถจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น แต่รายงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Berkeley ชิ้นล่าสุดก็แสดงให้เห็นว่าในช่วงปี 2002 ถึง 2005 ที่ผ่านมา พฤติกรรมการใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะขับรถไม่ได้เกี่ยวข้องกับปริมาณอุบัติเหตุบนท้องถนนแต่อย่างใด
รายงานดังกล่าวศึกษาแนวโน้มของปริมาณอุบัติเหตุในช่วงปี 1987 ถึงปี 2005 ในทุกรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วหาความเกี่ยวข้องกับปริมาณการใช้โทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี 1990 จนถึงปี 2005
ความเชื่อในเรื่องของความเสี่ยงจากอุบัติเหตุเนื่องจากการโทรศัพท์ขณะขับรถได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจากงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Toronto และ Standford ในปี 1997 ที่ระบุว่าการโทรศัพท์ขณะขับรถจะเพิ่มโอกาสการประสบอุบัติเหตุถึง 4 เท่าตัว เทียบเท่ากับการเมาแล้วขับทีเดียว
ทีมวิจัยของ Berkeley ชี้ประเด็นว่าแท้จริงแล้วผู้ขับขี่อาจจะไม่ได้ขาดสำนึกในการระมัดระวังอย่างที่เราคิด โดยเมื่อมีการโทรศัพท์ขณะขับรถ ผู้ขับขี่อาจจะตื่นตัวต่อสิ่งรอบข้างมากขึ้น และลดความเร็วในการขับขี่ลง ทำให้อุบัติเหตุโดยรวมลดลงไปอยู่ในระดับปรกติ
บ้านเราก่อนจะผ่านกฏหมายก็น่าจะทำวิจัยให้เป็นเรื่องเป็นราวกันหน่อยก็ดี ไม่งั้นอีกหน่อยเราคงต้องปกครองประเทศกันแบบ "น่าเชื่อได้ว่า"
ที่มา - PhysOrg
- 24 comments
- 2045 reads
แม้ทุกวันนี้ผู้ใหญ่จะโทษว่าเกมเป็นปัญหาสังคมอันใหญ่หลวง แต่งานวิจัยล่าสุดของวารสาร Archives of Pediatrics & Adolescent Medicine ได้ตีพิมพ์ถึงงานสำรวจกิจกรรมประจำวันของเด็ก 1500 คนในแต่ละวันแบบสุ่ม พบว่าเกมมีผลต่อการเรียน, การอ่านหนังสือ และการเล่นกีฬา ในระดับที่ไม่สูงมากเท่าที่เคยเชื่อกัน
ตัวอย่างของตัวเลขที่งานวิจัยระบุเช่น ทุกๆ ชั่วโมงที่เด็กเล่นเกมมากขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ จะมีผลต่อการเล่นกีฬาที่ลดลงเพียง 8 นาทีหรือการทำการบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเล่นเกมเลยในเด็กผู้ชาย ส่วนเด็กผู้หญิงจะทำการบ้านลดลง 1 ใน 3 หรือประมาณ 13 นาทีเมื่อเล่นเกมเพิ่มขึ้นทุกๆ ชั่วโมง
รายงานฉบับนี้ทำขึ้นจากข้อมูลในช่วงปี 2002-2003 และใช้เด็กอเมริกันเป็นหลัก ผมว่าถ้าบ้านเรามีข้อมูลแบบนี้บ้างคงดีไม่น้อย
ที่มา - ArsTechnica, Archives of Pediatrics & Adolescent Medicine
- 9 comments
- 2657 reads


