"พรรคโจรสลัด" หรือ Pirate Party ที่เริ่มโด่งดังจนได้เก้าอี้ในรัฐสภายุโรป กำลังเริ่มดำเนินการนโยบายหนึ่งที่เคยหาเสียงไว้ นั่นคือการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา และข้อเสนอจากพรรคโจรสลัดคือลดระยะเวลาคุ้มครองความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของผู้สร้างลง จากเดิมที่ขั้นต่ำ 25-50 ปี (ขึ้นกับประเภทของงานและประเทศ) ลงมาเหลือ 5 ปี
ในมุมมองของผู้นิยมเสรีภาพของข้อมูลข่าวสาร ข้อเสนอของพรรคโจรสลัดก็น่าจะดี อย่างไรก็ตามพรรคโจรสลัดกลับโดนคัดค้านโดย Richard Stallman หรือ RMS แห่ง Free Software Foundation ผู้เสนอแนวคิดซอฟต์แวร์เสรีและ GPL
เหตุผลที่ RMS ต้องออกมาคัดค้านเพราะว่าข้อเสนอของพรรคโจรสลัดจะทำให้ GPL มีผลบังคับใช้ได้น้อยลง เพราะเมื่อครบอายุ 5 ปีตามระยะเวลาคุ้มครองแล้ว ซอฟต์แวร์นั้นจะกลายเป็นสมบัติสาธารณะ (public domain) ที่ใครก็สามารถนำไปใช้ได้ ถือเป็นซอฟต์แวร์ที่ไม่มีลิขสิทธิ์
- ในกรณีของซอฟต์แวร์ที่เป็น GPL อยู่แล้ว (มีซอร์สโค้ด) เมื่อครบ 5 ปี ทั้งไบนารีและซอร์สโค้ดจะเป็นสมบัติสาธารณะ ใครเอาไปใช้อย่างไรก็ได้ และเมื่อไม่มีลิขสิทธิ์แล้ว GPL จะไม่มีผลบังคับใช้ ทำให้ซอฟต์แวร์ปิดสามารถนำโค้ดที่เคยเป็น GPL นี้ไปใช้ได้โดยไม่ถูกบังคับให้เปิดซอร์สออกมา เหมือนที่ต้องทำถ้า GPL ยังทำงานอยู่
- ในกรณีของซอฟต์แวร์ปิด (มีแต่ไบนารี) เมื่อครบ 5 ปี ไบนารีจะกลายเป็นสมบัติสาธารณะ ใครจะนำไปใช้อย่างไรก็ได้ (เช่น ไรท์ Windows XP ใส่แผ่นขาย ตำรวจไม่จับ) แต่ซอร์สโค้ดที่ไม่เคยออกสู่สาธารณะจะไม่เข้าข่ายนี้ ทำให้เจ้าของโค้ดสามารถเลือกปิดโค้ดไปตลอดกาล หรือจะวางยาไว้ในไบนารีให้โปรแกรมหยุดทำงานหลัง 5 ปีก็ได้
RMS เสนอให้บังคับให้เจ้าของซอฟต์แวร์ต้องเปิดซอร์สโค้ดด้วย เมื่อซอฟต์แวร์รุ่นไบนารีเข้าสู่สถานะ public domain ตอนนี้ยังไม่มีคำตอบออกมาจากฝั่งพรรคโจรสลัดว่ามีความเห็นอย่างไร
ที่มา - GNU, Ars Technica
โครงการ Debian ในรุ่นต่อไปที่ชื่อว่า Squeeze นั้นกำลังจะรวม Tomboy ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สำหรับการจดโน้ตสั้นไว้เป็นซอฟต์แวร์มาตรฐานในการติดตั้ง ประเด็นสำคัญคือ Tomboy นั้นพัฒนาอยู่บนฐานของ Mono
แม้ว่าไมโครซอฟท์จะพยายามผลักดัน .NET ให้เป็นมาตรฐานเปิดทั้งตัว CLI (ไฟล์ตรงกลางระหว่างซอร์สโค้ดและตัว VM) และตัวภาษาเข้าเป็นมาตรฐานของทาง ECMA แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของ API ต่างๆ เช่น WPF แล้วไมโครซอฟท์ยังคงถือสิทธิบัตรเอาไว้อย่างเต็มที่ และโครงการ Mono ก็เลียนแบบ API เหล่านั้นโดยไม่มีคำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษรใดๆ จากไมโครซอฟท์ว่าจะไม่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลย
ทางด้าน Fedora นั้นแสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้เป็นอย่างมากถึงกับระบุว่าใน Fedora 12 ที่กำลังจะออกนั้นจะถอดทั้ง Tomboy และ Mono ออกไปเพื่อแก้ความกังวลในเรื่องนี้ โดยจะใช้ซอฟต์แวร์อีกตัวคือ gNote มาแทนที่
ทีมพัฒนา Mono นั้นเป็นลูกจ้างของ Novell ที่ปลอดภัยจากปัญหานี้ (ในตอนนี้) เพราะมีสัญญาแลกเปลี่ยนสิทธิบัตรกับไมโครซอฟท์เอาไว้
ที่มา - OS News
Pirate Party นั้นอาจเป็นพรรคการเมืองที่ค่อนข้างแปลกประหลาดในสายตาของเราๆ เนื่องจากเป้าหมายของพรรคคือการปฎิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา, การปกป้องความเป็นส่วนตัว, และความโปร่งใสของรัฐบาลโดยไม่สนแนวทางการเมืองซ้ายขวา นี่สำคัญคือพรรคนี้กำลังจะได้ที่นั่งแรกในสภาของสหภาพยุโรป
Pirate Party นั้นมีฐานอยู่ในประเทศสวีเดน (บ้านเดียวกับ The Pirate Bay) โดยขณะนี้เองที่คะแนนอย่างไม่เป็นทางการนั้นอยู่ที่ร้อยละ 7.1 โดยคะแนนขั้นต่ำเพื่อจะได้ที่นั่งในสภานั้นเป็นร้อยละ 4
ขณะเดียวการพรรค Germany Pirate ซึ่งมีอุดมการณ์คล้ายๆ กันนั้นก็ได้รับเสียงร้อยละ 0.9 ซึ่งแม้จะไม่ได้ที่นั่งแต่ก็เกินข้อกำหนดร้อยละ 0.5 ในการได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ทำให้รอบหน้าพรรค German Pirate น่าจะมีกำลังดีกว่านี้พอควร
ที่มา - ArsTechnica,EU-Election
เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วทาง Thomson Reuters (เจ้าของเดียวกับบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ในบ้านเรา) ได้ยื่นฟ้องต่อศูนย์ประวัติศาสตร์และสื่อสมัยใหม่แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน ผู้ให้การสนับสนุนในการพัฒนาโปรแกรม Zotero ที่เป็นโปรแกรมจัดการการอ้างอิงที่ได้รับความนิยมสูงและเปิดให้ใช้งานฟรี แต่คดีก็ถูกศาลยกคำร้องไปแล้วในวันนี้
ในคดีนี้ทางบริษัท Thomson Reuters ได้เรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 10 ล้านดอลลาร์ โดยกล่าวหาว่า Zotero นั้นพัฒนาโดยอาศัยการทำ reverse engineer และยังมีการใช้ชื่อทางการค้าในตัว Zotero
หลังจากจบคดี ทางทีมงานได้ออกมาให้คำมั่นว่ากำลังมีฟีเจอร์จำนวนมากถูกพัฒนาออกมาในเร็วๆ นี้แน่นอน เช่น การซิงค์ข้อมูลกลับสู่เซิร์ฟเวอร์, การแชร์ฐานข้อมูลระหว่างผู้ใช้, ระบบดึงข้อมูลจาก PDF อัตโนัติ และอื่นๆ
ที่น่าตลกคงเป็นว่า เนื่องจากคดีเป็นข่าวค่อนข้างใหญ่ งานนี้ทาง Zotero นั้นก็ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ที่มา - Wired Campus, The Quintessence of Ham
ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาแผ่กว้างไปทั่วยุโรปมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว และโดยทั่วไปแล้วทางสหภาพยุโรปนั้นมีการทำข้อตกลงร่วมกันที่ค่อนข้างเหนียวแน่นทำให้กฏหมายและสิทธิหลายประการได้รับการคุ้มครองทั่วยุโรป จึงมีโครงการ eYouGuide เพื่ออธิบายถึงความเหมือนและต่างกันของสิทธิต่างๆ
ประเด็นหลายอย่างถูกอธิบายไว้เช่นสิทธิการทำสำเนาเพื่อการใช้ส่วนตัวนั้นไม่ได้รับความคุ้มครองในอังกฤษและไอร์แลน ส่วนประเด็นที่ว่าการทำสำเนาใช้งานในวงกว้างเพียงใดจึงจะส่วนตัวนั้นกฏหมายของประเทศส่วนใหญ่จะคุ้มครองแค่คนในครอบครัวเท่านั้น แค่ไม่คุ้มครองไปถึงเพื่อน, คนรู้จัก ฯลฯ แต่อย่างใด
ประเด็นอื่นๆ นั้นหลากหลายมาก โดยหลักการแล้วคงเป็นเรื่องของการอธิบายกฏหมายที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย
น่าเอาเป็นแบบอย่างเป็นอย่างยิ่ง
ที่มา - eYouGuide
การแบ่งแยกบริษัทของเอเอ็มดีทำให้อินเทลแถลงการบีบให้เอเอ็มดีเปิดเผยข้อตกลงที่ทำไว้กับบริษัท Advance Technology Investment Company (ATIC) เรื่อยมา แต่ทางเอเอ็มดีก็ปฎิเสธเรื่อยมาเช่นกัน ล่าสุดทางอินเทลยื่นคำขาดให้เวลาทางเอเอ็มดี 60 วันเพื่อแก้ปัญหานี้
อินเทลนั้นเชื่อว่าบริษัท Global Foundries ที่เปิดขึ้นมาใหม่นี้ไม่น่าจะเข้าข่ายบริษัทลูกของเอเอ็มดีตามสัญญาการให้สิทธิ์ในสิทธิบัตรระหว่างกันของทั้งสองบริษัท ดังนั้น Global Foundries จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะผลิตชิป x86 ได้
แน่นอนว่าเอเอ็มดีนั้นไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้ และยืนยันว่า Global Foundries นั้นเป็นบริษัทลูกของเอเอ็มดีแน่นอน อีกทั้งยังระบุว่าอินเทลยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อดึงความสนใจไปจากคดีผูกขาดทางการค้าที่ทางอินเทลกำลังถูกดำเนินคดีอยู่
บริษัท Global Foundries นั้นถือหุ้นแบบมีสิทธิโหวตโดย ATIC อยู่ร้อยละ 50
แต่ที่แน่ๆ ถ้าใน 60 วันแล้วยังไม่มีใครยอมใครในเรื่องนี้ เราคงเห็นคดีตามมาอีกเป็นหางว่าว
ที่มา - Financial Times, VNUnet, ArsTechnica
คดี The Pirate Bay ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาถึงช่วงที่ทั้งสองฝ่ายต้องแถลงปิดคดี โดยฝ่ายโจทก์ได้ขอให้ศาลตัดสินลงโทษผู้ดูแลเว็บด้วยการจำคุกหนึ่งปี โดยระบุว่าผู้ดูแลไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ขนานใหญ่เช่นนี้
ฝ่ายโจทก์ย้ำในการกล่าวสรุปว่า The Pirate Bay นั้นสร้างขึ้นมาเพื่อการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยตัวเว็บเองมีการควบคุมดูแลหลายประการไม่ว่าจะเป็นการลบภาพอนาจารเด็ก, การลบ torrent ที่ไม่มีการใช้งานแล้ว และการให้ข้อมูลผิดอื่นๆ แต่กลับไม่ควบคุมการละเมิดลิขสิทธิ์
ทางด้านฝ่าย The Pirate Bay นั้นย้ำว่าตัวเองอยู่ในฐานะผู้ให้บริการตามประกาศของสหภาพยุโรปในปี 2000 ที่ระบุว่าผู้ให้บริการนั้นไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ต้องอยู่ในเงื่อนไขสามประการคือ ต้องไม่ใช่ผู้เริ่มต้นการเชื่อมต่อ, ต้องไม่ใช่ผู้คัดเลือกผู้รับข้อมูล, และต้องไม่แก้ไขการส่งข้อมูล ที่น่าแปลกใจคือฝ่ายโจทก์นั้นยอมรับว่า The Pirate Bay นั้นเข้าข่ายผู้ให้บริการอย่างแน่นอน แต่นั่นไม่ใช่การคุ้มครองต่อ The Pirate Bay
ส่วนประเด็นกูเกิลที่ให้บริการค้นหาไฟล์ ที่อาจจะละเมิดลิขสิทธ์เช่นกันนั้นฝ่ายโจทก์ระบุว่ากูเกิลนั้นให้ความร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์ต่างจาก The Pirate Bay ที่ไม่ให้ความร่วมมือใดๆ
ที่มา - ArsTechnica
หลังจากมีเริ่มต้นด้วยการส่งคำเตือนไปยังผู้ใช้คำว่า Netbook เช่นเว็บข่าวและเว็บค้าปลีก คำถามที่ว่า Psion จะได้อะไรจากการเรียกคืนชื่อ Netbook มาเป็นของตัวเองก็กระจ่างแล้วเมื่อ Psion ได้ยื่นฟ้องอินเทล 1.2 พันล้านดอลลาร์และสิทธิ์ในชื่อ netbook.com เป็นค่าเสียหายจากการใช้คำว่า Netbook
เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของตน ทาง Psion ได้ออกมาแถลงตัวเลขรายได้ของ Psion ที่ได้มาจาก netBook ตั้งแต่ปี 1999 มาจนถึงปี 2009 เพื่อยืนยันว่า netBook นั้นยังเป็นทรัพย์สินของทาง Psion อยู่ แต่ตัวเลขนั้นยิ่งแสดงความแปลกประหลาดเพราะรายได้สูงสุดนั้นอยู่ที่ 2,073,207 ดอลลาร์ในปี 2006 หลังจากหยุดการผลิตไปแล้วถึงสามปี ส่วนปี 2003 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการผลิตนั้นตัวเลขรายได้อยู่ที่ 24,503 ดอลลาร์เท่านั้น
มูลค่าของบริษัท Psion ปัจจุบันอยู่ที่ 48 ล้านดอลลาร์เท่านั้นทาง ArsTechnica ให้ความเห็นว่าเป็นไปได้ที่อินเทลจะเข้าซื้อ Psion แล้วปิดบริษัททิ้งไปเพื่อจบคดีนี้
ที่มา - ArsTechnica
หลังจากที่บริษัท Psion ได้ออกมาบอกว่า คำว่า netbook นั้นเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว (ข่าวเก่า) ก็มีผู้ไม่เห็นด้วยเช่น เดลล์ (ข่าวเก่า) มีรายงานว่าอินเทลเองก็ออกมาขอชื่อนี้คืนครับ
เว็บไซต์ Courthouse News Service ได้รายงานว่าบริษัทอินเทล ได้ยื่นเรื่องดังกล่าวแก่ศาลของแคลิฟอร์เนีย โดยขอคำว่า netbook คืนจาก Psion เนื่องจากว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่นั้นใช้คำว่า netbook เพื่อเป็นคำรวมๆ สำหรับเรียกโน้ตบุ๊คที่มีขนาดเล็ก, ราคาไม่แพง และใช้พลังงานน้อย โดยไม่ได้หมายถึงผลิตภัณฑ์จากบริษัทใดเป็นพิเศษ นอกจากนี้แล้วผลิตภัณฑ์ที่ Psion ได้จดทะเบียนไว้นั้นเลิกผลิตไปนานแล้วด้วย
ที่มา: Courthouse News Service via Electronista via Engadget
ช่วงระหว่างการพิจารณาคดี The Pirate Bay ในตอนนี้ก็คงไม่น่าแปลกใจที่ค่ายเพลงต่างๆ จะพยายามให้เว็บหยุดทำงานได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ด้วยการกดดันทาง ISP
แต่ล่าสุดทาง Eircom ซึ่งเป็น ISP ที่ The Pirate Bay วางเซิร์ฟเวอร์ไว้ได้ออกมาให้ข่าวว่าทาง Eircom จะไม่ปิดกั้นการเข้าถึง The Pirate Bay จนกว่าจะได้รับคำสั่งศาล อย่างไรก็ตาม ทาง Eircom ได้มีข้อตกลงกับทางค่ายเพลงไว้ว่าหากมีคำสั่งศาลมาถึง Eircom แล้วบริษัทจะไม่ทักท้วงคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด
ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการตกลงกันระหว่าง Eircom และ IRMA โดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการยอมความระหว่างกันก่อนหน้านี้ จุดแย่สำหรับเรื่องนี้คือหากทาง ISP ไม่พยายามปกป้องลูกค้าที่ถูกยื่นขอปิดเว็บแล้ว การขอคำสั่งศาลก็ดูไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับค่ายเพลง
ที่มา - ArsTechnica
การปรับปรุงกฏหมายลิขสิทธิ์ครั้งล่าสุดของนิวซีแลนด์ระบุให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้อง "สร้างและบังคับใช้นโยบายการตัดอินเทอร์เน็ตจากผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์" นั้นกำลังเป็นหัวข้อที่ถูกวิจารณ์กันอย่างหนักในนิวซีแลนด์ ล่าสุดนายกรัฐมนตรี John Key ก็ออกมารับฟังเสียงวิจารณ์และเลื่อนการบังคับใช้กฏหมายนี้ออกเป็นอีกหนึ่งเดือนเป็นวันที่ 27 มีนาคมนี้แทน (จากเดิมเป็น 28 กุมพาพันธ์) พร้อมกับระบุว่าหากไม่สามารถทำความตกลงกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ ก็จะมีการหยุดบังคับใช้กฏหมายนี้ไปก่อน
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าการเลื่อนครั้งนี้จะเป็นเพียงการให้เวลาเตรียมความพร้อมสำหรับ ISP เท่านั้น เพราะทางฝั่ง ISP นั้นกำลังร่างมาตรการร่วมกัน โดยมาตรการที่มีการเสนอครั้งล่าสุดคือ ผู้เสียหายจากการละเมิดลิขสิทธิ์ต้องส่งหลักฐานระดับเดียวกับที่ใช้ในศาลต่อ ISP เพื่อขอตัดอินเทอร์เน็ต หลักฐานนั้นจะถูกส่งต่อไปยังผู้ใช้พร้อมกับใบเตือนจาก ISP โดยหากผู้ใช้ใดได้รับใบเตือน 3 ใบในช่วงเวลา 18 เดือน จะเข้าสู่ช่วงการเตือนครั้งสุดท้าย คือหากยังคงมีการละเมิดอีกก็จะถูกตัดอินเทอร์เน็ต
แต่อีกประเด็นหนึ่งคือการร้องเรียนในกรณีที่หลักฐานที่ส่งมานั้นผิดพลาด ผู้ใช้สามารถร้องเรียนกลับไปยัง ISP และคำร้องเรียนนั้นจะถูกพิจารณาโดยหน่วยงานที่สามต่อไป
ผมว่ามันเหมือนเอาอำนาจตุลาการบางส่วนไปให้เอกชนใช้กันเองเลยนะนี่
ที่มา - ArsTechnica
เมื่อสองเดือนก่อนที่ Psion ได้เริ่มส่งจดหมายเตือนให้ผู้ผลิตหลายรายรับรู้ว่า Netbook นั้นเป็นเครื่องหมายทางการค้าของทาง Psion และหยุดการใช้คำนี้เพื่อเรียกคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กทั่วไป แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่ชัดเจนนัก ทางเดลล์ก็เลือกที่จะต่อสู้ในเรื่องนี้แทนที่จะหยุดใช้คำว่า Netbook ตามข้อเรียกร้อง
เดลล์ชี้สามประเด็นหลักที่จะทำให้เครื่องหมายการค้า Netbook หมดสภาพบังคับไป นั่นคือ
- ทาง Psion ได้หยุดการขายสินค้าใดๆ ในเครื่องหมายการค้า Netbook และไม่มีแนวโน้มว่าจะกลับมาใช้งานอีกแล้ว
- ทาง Psion อ้างว่ามีการใช้เครื่องหมายการค้า Netbook มาต่อเนื่องกว่า 5 ปี ซึ่งทางเดลล์เชื่อว่านี่เป็นคำอ้างที่ผิด
- คำว่า Netbook กลายเป็นคำสามัญไปแล้วอย่างที่เราเห็นๆ กันในทุกวันนี้
สำหรับคำร้องฉบับเต็มสามารถโหลดได้จากทางเว็บของสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐฯ (PDF)
ที่มา - C|Net
หลังจากเริ่มการไต่สวนไปเมื่อวันก่อนและได้รับการลดข้อกล่าวหาลงใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มการพิจารณาคดี ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ เว็บของหน่วยงานคู่คดีของทาง The Pirate Bay เช่นสมาพันธ์อุตสาหกรรมแผ่นเสียงนานาชาติ (International Federation of the Phonographic Industry - IFPI) ก็ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถให้บริการได้ในช่วงเวลาหนึ่ง
เว็บที่ถูกโจมตีนั้นจะแสดงข้อความประท้วงการดำเนินคดีว่าเป็นการดำเนินคดีกับผู้บริสุทธิ์ (ในกรณีนี้คือผู้ก่อตั้ง The Pirate Bay) และเรียกร้องให้ประชาชนคว่ำบาตรที่จะไม่ซื้อสินค้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ พร้อมกับระบุว่า IFPI นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เท่านั้น
ทางผู้ก่อตั้ง The Pirate Bay ออกมาแสดงความเห็นต่อเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการการสนับสนุนในรูปแบบนี้ และขอให้แฮกเกอร์หยุดการเคลื่อนไหวนี้เพื่อเห็นแก่พวกเขาเอง
ที่มา - PC Pro
เมื่อสองเดือนก่อน Psion ได้ออกมาแสดงความเป็นเจ้าของชื่อ "Netbook" โดยได้แจ้งไปยังผู้ผลิตให้เลิกใช้คำนี้เป็นชื่อเรียกสินค้าของตน มาวันนี้กูเกิลก็เพิ่งตอบรับข้อเรียกร้องดังกล่าวด้วยการแจ้งผู้โฆษณากับกูเกิลว่าไม่สามารถแสดงคำนี้ในโฆษณาของตนได้อีกต่อไป
มีคำถามตามมาว่าจริงๆ แล้วคำว่า "Netbook" นั้นกลายเป็นคำสามัญไปแล้วหรือไม่ เพราะถูกใช้กันโดยทั่วไปโดยไม่มีใครนึกถึงคอมพิวเตอร์ของ Psion อยู่แล้ว อย่างไรก็ดีคงไม่มีใครอยากไปสู้คดีกับ Psion ในศาลเหมือนกัน
ที่มา - ArsTechnica
ถ้าใครติดตามข่าวของ Android จะพบว่ามีฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจมากคือ Sync ที่รายชื่อในสมุดโทรศัพท์ทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิล ทำให้เวลาที่โทรศัพท์หายหรือเปลี่ยนโทรศัพท์ รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ที่เก็บไว้ในเครื่องจะไม่หายไปด้วย และล่าสุดบริการนี้ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในชื่อ Google Sync
ที่น่าสนใจคือซอฟต์แวร์นี้รองรับแพลตฟอร์มที่หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น S40 (โนเกีย), Symbian S60, Blackberry, iPhone, Sony Ericsson, และ Windows Mobile
สำหรับตัว Windows Mobile นั้นกูเกิลต้องซื้อสิทธิ์ในการใช้เทคโนโลยี ActiveSync มาจากไมโครซอฟท์
นับแต่ไมโครซอฟท์ตกลงกับกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ในปี 2002 และถูกตัดสินโดยศาลของสหภาพยุโรปในปี 2004 ทำให้ไมโครซอฟท์ต้องเปิดเทคโนโลยีของตัวเองให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ เข้าใช้งานโดยคิดค่าธรรมเนียมตามสมควร ความร่วมมือเช่นในครั้งนี้ก็เกิดขึ้นได้ โดยตัวเลขล่าสุดนั้นไมโครซอฟท์ทำข้อตกลงการเข้าใช้เทคโนโลยีของตัวเองไปแล้วกว่า 500 รายการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ที่มา - MarketWatch, Google Sync
กระแสการเปิดเนื้อหาให้ใช้งานต่อได้อย่างเสรีนั้นแม้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสื่อสมัยใหม่ แต่สำนักข่าวใหญ่ๆ นั้นกลับไม่ค่อยตอบรับ หรือกระทั่งฟ้องผู้นำเนื้อหาไปใช้งานต่ออย่างต่อเนื่อง แต่ล่าสุด อัล จาซีราก็สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่สวนกระแส ด้วยการเปิดคลังวีดีโอใน "สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0"
การเปิดคลังครั้งนี้หมายถึงทุกคนในโลกจะสามารถนำวีดีโอในคลังนี้ไปใช้งาน และดัดแปลงได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องขออนุญาตจากทางอัล จาซีราล่วงหน้า หรือเสียค่าใช้จ่ายในการนำไปใช้งานแต่อย่างใด โดยทั้งหมดที่ผู้นำเนื้อหาไปใช้ต้องทำคือการระบุว่ามีการใช้เนื้อหาจากทางอัล จาซีราเท่านั้น
ในช่วงแรกนี้คลังวีดีโอจะมีเฉพาะคลิปข่าวความขัดแย้งบริเวณฉนวนกาซาเท่านั้น
ปล. เท่าที่ไล่ๆ ดูพบว่าตัวเว็บทำด้วย Drupal ครับ
เอเอ็มดีนั้นประกาศชัดถึงแนวทางการแยกบริษัทมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเตรียมตั้งบริษัทที่ชื่อว่า The Foundry Co. โดยร่วมทุนกับ Abu Dhabi และ Metadata Development และเตรียมการจะปิดข้อตกลงในภายในเดือนหน้า
แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางอินเทลก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวอีกครั้งว่าบริษัทไม่ได้ต้องการขัดขวางการแยกตัวของเอเอ็มดีในครั้งนี้แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตี ยังมีความกังวลกันอยู่ว่าสัญญาถึงสิทธิการใช้เทคโนโลยีของอินเทลที่เอเอ็มดีถือครองอยู่นั้นจะมีผลเพียงใดต่อ The Foundry Co.
เอเอ็มดีและอินเทลนั้นมีปัญหาในข้อกฏหมายกันมานานแล้ว โดยเอเอ็มดีระบุว่าอินเทลนั้นบีบทางไม่ให้เอเอ็มดีเข้าไปมีส่วนแบ่งในบางตลาดได้
ทางเอเอ็มดีระบุว่าบริษัทใหม่นี้เป็นบริษัทลูกของทางเอเอ็มดีดังนั้นสิทธิที่เอเอ็มดีถือครองอยู่ก็ควรมีผลด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดีประเด็นเช่นนี้เป็นประเด็นที่ขึ้นกับการตีความตัวสัญญาซื้อสิทธิ และมีโอกาสที่อินเทลจะสามารถนำปัญหานี้ขึ้นไปสู่ศาลและอาจจะชนะคดีได้ในที่สุด
ที่มา - PhysOrg
จากคำให้สัมภาษณ์ของ Tim Cook ผู้บริหารของแอปเปิลที่ขู่คู่แข่งว่าจะดำเนินการทางกฎหมายหากถูกละเมิดลิขสิทธิ์ (จริงๆ ก็ไม่ได้ระบุชื่อแต่ฟังแล้วก็รู้แน่ว่าคือปาล์ม) ที่ผ่านมา (ข่าวเก่าโดยคุณ infernohellion: แอปเปิลขู่ Palm Pre จะไม่ยืนเฉย หากโดนละเมิดสิทธิ) วันนี้ปาล์มก็ออกมาให้สัมภาษณ์โต้กลับแล้วครับ
คุณ Lynn Fox ซึ่งเป็นผู้แทนจากบริษัทปาล์ม ได้ให้สัมภาษณ์กับ All Things Digital ว่า
บริษัทปาล์มเองก็มีผลงานที่เป็นนวัตกรรมมานานแล้ว ซึ่งสามารถดูได้จากสิทธิบัตรที่บริษัทเคยจดเอาไว้ นอกจากนี้ทุกคนในวงการก็ทราบดีว่าปาล์มมีสิทธิบัตรพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย และถ้าปาล์มจะต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายแล้ว เรามั่นใจว่าเราก็มีเครื่องมือเพียงพอเหมือนกันที่จะปกป้องตัวเราเอง
สงครามน้ำลายนี้ท่าทางจะไม่จบง่ายๆ แฮะ เอ้า.. สาวกปาล์มมาเชียร์กันหน่อย
ที่มา: All Things Digital via Engadget
ระหว่างการรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปี นาย Tim Cook ตำแหน่ง COO ของแอปเปิลนั้นได้ออกมากล่าวเกี่ยวกับ Palm Pre อ้อม ๆ ว่า "เราจะไม่ยืนเฉยแน่ ในเมื่อมีคนมาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเรา"
จากคำพูดที่ว่านี้ ค่อนข้างชัดเจนว่านาย Cook ได้กล่าวถึง Palm และนาย Jon Rubinstein ผู้ใหญ่ของ Palm ที่เคยทำงานกับแอปเปิลมาก่อน แม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวถึง Palm ตรง ๆ ก็ตาม ... "ผมไม่ได้พูดเจาะจงถึงบริษัทไหน"
แม้ว่า Palm และผู้พัฒนากลุ่มใหญ่ที่เคยทำงานกับแอปเปิล ที่ถูกชักชวนโดย Jon Rubinstein ยังไม่ประกาศวันเปิดตัวของ Palm Pre แต่ดูเหมือนว่าแอปเปิลคงไม่นิ่งนอนใจอย่างแน่นอน
Cook ยังได้บอกอีกว่า "เราจะใช้อาวุธทุกอย่างที่เรามี" หากแอปเปิลรู้สึกว่าทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของไอโฟนถูกละเมิดจริง
ที่มา - C|net
ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้รับการสนันสนุนอย่างอบอุ่นจากกลุ่มที่ต่อสู้เรื่องกฎหมายกับอุตสาหกรรมบันทึกเสียง ลอว์เรนซ์ เลสสิก อาจารย์กฎหมายที่ชูธงนำขบวนการ "วัฒนธรรมเสรี" สนับสนุนวุฒิสมาชิกจากรัฐอิลลินอยส์ผู้นี้อย่างเปิดเผย เช่นเดียวกับ เอริก ชมิดท์ ซีอีโอของกูเกิล และกระทั่งพรรคไพเรตปาร์ตี้อเมริกา ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ต่อสู้เพื่อการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาและมีแนวร่วมในระดับนานาชาติ
แต่นั่นก็เป็นเรื่องในสมัยนั้น ในฐานะผู้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีที่รอรับตำแหน่ง การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอันดับแรก ๆ ของโอบามาก็คือ การเลือก Tom Perrelli ทนายคู่บุญของสมาคมอุตสาหกรรมบันทึกเสียงแห่งอเมริกา หรือ RIAA คู่ปรับชาวเพียร์ทูเพียร์ มานั่งเก้าอี้อันดับสามในกระทรวงยุติธรรม และเลือก David Ogden ทนายที่ดูแลการปกป้องสนับสนุน พ.ร.บ.ขยายการคุ้มครองลิขสิทธิ์ (Copyright Term Extension Act) ที่เลสสิกและพันธมิตรของเขาได้ร่วมกันฟ้องเพื่อยกเลิกแต่ไม่สำเร็จ มานั่งเก้าอี้อันดับสอง







