คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
วันศุกร์นี้ (11 มิ.ย.) ผมจะไปเข้าร่วมการประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่อง การอนุญาตประกอบกิจการสื่อสารความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยีไร้สาย (Broadband Wireless Access : BWA) (แปลง่ายๆ ว่ามันคือเรื่อง WiMAX นั่นล่ะครับ) ดังนั้นเป็นโอกาสอันดีที่ใครอยากฝากคำถามถึง กทช. เรื่อง WiMAX (เรื่อง 3G/3.9G ไม่รับเพราะคนละงานกัน) สามารถใส่ไว้ในคอมเมนต์ได้เลย แล้วจะเอาไปถามให้เท่าที่ถามได้ครับ
หมายเหตุ: ก่อนถามลองอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องก่อน จะได้ไม่ถามซ้ำ เช่น
กทช. เร่งผลักดันให้ออกใบอนุญาต 3.9G เตรียมเปิดประชาพิจารณ์ปลายเดือนนี้ เริ่มประมูลเดือน ส.ค. เสร็จสิ้น ก.ย. หวังให้ได้ใช้กันภายในปีนี้
จากข่าวเก่าเมื่อปีที่แล้วที่นายกฯ มองว่า 3G ไม่ควรล่าช้าไปกว่านี้อีก ถ้าช้าอีกควรเลิกใช้ 3G ไปเลย และมองไปถึงเทคโนโลยีที่ใหม่กว่านั้นแทน ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย
ผ่านไปครึ่งปีวิสัยทัศน์ของนายกฯ และความฝันของคนไทยก็ใกล้ความจริงมากขึ้นเมื่อกทช. มีมติให้ออกใบอนุญาตย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตช์ บนเทคโนโลยี 3.9G ซึ่งมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลเร็วกว่า 3G ถึง 20 เท่า หากไทยสามารถให้บริการได้ภายในปีนี้ก็จะกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียพร้อมกับญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีบางประเทศในสหภาพยุโรปเท่านั้นที่เปิดบริการแล้ว
สองสัปดาห์หลัง กทช. ประกาศระงับประกาศเพื่อศึกษาและฟังความเห็นเพิ่มเติมกรณีการบังคับการคิดค่าบริการให้เท่ากันทั้งในและนอกเครือข่าย เมื่อวานนี้ กทช.ก็ออกมาประกาศว่ามติเดิมจะมีผลต่อไปโดยผู้ให้บริการทั้งหมดจะต้องยกเลิกโปรโมชั่นภายในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ เนื่องจากวันที่ 1 กันยายน จะเป็นวันที่เริ่มให้บริการนัมเบอร์พอร์ท
สำหรับค่าโทรที่จะแพงขึ้นนั้น กทช.ระบุว่าการลดค่าไอซีระหว่างกันน่าจะทำได้ในเวลาไม่นาน โดยทุกวันนี้แม้ค่าบริการระหว่างกันมักจะอยู่ที่นาทีละ 1 บาท แต่การเชื่อมต่อบางคู่เช่น DTAC และ Hutch นั้นก็อยู่ที่ 50 สตางค์เนื่องจากตกลงราคากันไม่ได้จึงต้องใช้ราคากลางของ กทช.
หลังจากเป็นข่าวลือและยืนยันกันออกมาก่อนหน้านี้ กทช. ก็ได้หยุดการบังคับใช้ข้อกำหนดให้ค่าโทรต้องเท่ากันทั้งในและนอกเครือข่ายแล้ว โดยระบุเหตุผลว่าเป็นการ "ขอเวลาพิจารณาข้อมูลจากผู้ประกอบการและผู้บริโภคเพิ่มเติม" และมติที่ออกไปก่อนหน้านี้ยังไม่มีการส่งจดหมายเวียนไปยังผู้ให้บริการ จึงยังไม่มีการบังคับใช้
ผลของการประกาศนี้เนื่องมาจากการหารือกับผู้ประกอบการ ส่วนประเด็นการพิจารณาข้อมูลจากผู้บริโภคนั้นยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการจัดรับฟังความคิดเห็นในประเด็นนี้หรืออย่างใด
หลังจากเป็นข่าวลือมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ วันนี้ทาง กทช. โดยนายพิทยาพล จันทนะสาโร รองเลขาธิการ กทช. ก็ออกมาให้ข่าวแล้วว่า บอร์ดมีมติให้ผู้ให้บริการทั้งหมดต้องให้บริการในราคาเท่ากัน ทั้งการโทรในเครือข่ายและนอกเครื่อข่ายจริง โดยมีเหตุผลว่าโดยทั่วไปแล้วผู้ใช้มักไม่รู้ว่ากำลังโทรไปยังเครือข่ายใด โดยค่าโทรที่กำหนดไว้นั้นจะต้องไม่เกิน 3 บาทต่อนาที
มีข่าวอย่างไม่เป็นทางการออกมาว่าบอร์ดกทช. กำลังมีมติเพื่อบังคับให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งหมดยกเลิกโปรโมชั่นโทรราคาถูกภายในเครือข่าย โดยข่าวนี้มีการเปิดเผยจากนายธนา เธียรอัจฉริยะ ผู้บริหารทางฝั่ง DTAC ส่วนทางด้าน AIS และ Truemove นั้นยังไม่มีการออกมาให้ความเห็นในกรณีนี้ แต่ค่อนข้างแน่ชัดว่าจะมีคำสั่งนี้จริง
ตามรัฐธรรมนูญปี 40 กำหนดให้ประเทศไทยต้องมีองค์กรกำกับดูแลคลื่นความถี่ 2 องค์กรคือ กทช. และ กสช. ซึ่งสามารถตั้งสำเร็จได้แค่ กทช.
พอมาถึงรัฐธรรมนูญปี 50 ได้แก้ปัญหานี้โดยระบุว่ามีเพียงองค์กรเดียวคือ กสทช. ซึ่งจำเป็นต้องมี พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูและวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ... ซึ่งปัจจุบันผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ในชั้นของวุฒิสภา โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้กำหนดให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของคลื่นความถี่ (เช่น ทหาร หรือรัฐวิสาหกิจ) ต้องคืนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของคลื่นมาให้ กสทช. เพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ด้วยการประมูล
หลังจากภารกิจของ กทช. ขาดช่วงไประยะหนึ่ง เพราะคณะกรรมการชุดก่อนหมดวาระ ต้องจับฉลากออกและสรรหากรรมการใหม่บางส่วน ตอนนี้คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เรียบร้อย พร้อมทำงานต่อ
วันนี้ (2 มี.ค.) เป็นวันเริ่มงานวันแรกของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมชุดใหม่ ซึ่งก็ไฟแรงเริ่มประชุมทันที สิ่งที่ กทช. ชุดใหม่ได้ประกาศต่อสื่อคือ จะเร่งการออกใบอนุญาต 3G, WiMax รวมถึงติดตามการดำเนินงานของ number portability ด้วย ในกรณีของ 3G นั้นคาดว่าภายใน 3 เดือนจะสามารถเริ่มเข้าสู่กระบวนการประกวดราคาได้
คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธานคณะกรรมการ) มีมติ มอบหมายให้ กทช. หารือกับสำนักงานกฤษฎีกา พิจารณาข้อกฏหมาย เกี่ยวกับอำนาจของ กทช. ในการออกใบอนุญาต 3G โดยสำทับว่า ถ้ามีข้อขัดข้อง จะเชิญคณะกรรมการกฤษฎีกามาชี้แจงในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรี
สรุปแล้วคือ รัฐบาลสั่งให้ กทช. ไปดูข้อกฏหมายเพิ่มนั่นเอง ทั้งๆที่เคยประกาศว่าเรื่องการทำ 3G ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กทช. (ดูได้ในข่าวเก่าด้านล่าง) และ กทช. ก็ทำประชาพิจารณ์กันมานานแล้ว
เหตุ 3G ไม่คืบ กทช. อ้าง ถูกโจมตีว่าเปิดประมูลใบอนุญาต 3G เร็วเกินไป ซัดองค์การโทรศัพท์ การสื่อสาร และการคลัง ต้นเหตุทำชาติเสียผลประโยชน์
จากงานสัมมนา "โอกาสและอุปสรรค 3จี ในประเทศไทย" ซึงจัดโดยหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกล่าวว่า การเปิดบริการ 3G ยืดเยื้อมานานทำให้ประเทศชาติเสียหายมาก แต่ กทช. กลับถูกตั้งข้อสงสัยที่มีการรีบเร่งประมูลเมื่อกรรมการบริหารส่วนหนึ่งกำลังจะพ้นวาระ
จากประเด็นข้อกฎหมายอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และการขยายกรอบเอกชนเพื่อยื่นเอกสาร ส่งผลให้การประมูล 3G เลื่อนไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2553
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช) กล่าวว่าคณะกรรมการของกทช. จะหารือและทำหนังสือยื่นสอบถามประเด็นข้อกฎหมายไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญเพื่อชี้กฎหมายแทนการถามกฤษฎีกา และการขยายกรอบระยะเวลาของการส่งเอกสารเข้าร่วมประมูล 3G ของเอกชนที่อาจขยายเป็น 45 หรือ 60 วัน จะส่งผลให้การเปิดประมูลต้องเลื่อนออกไปปีหน้า จากเดิมที่กำหนดไว้ปลายปี 2552
หลังจากมีข่าวไปว่ากระทรวงไอซีทีไม่พอใจที่ กทช. เขียนเงื่อนไขการประมูลความถี่ 3G จำกัดไม่ให้ทีโอทีและ กสท (ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่กระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ทั้งคู่ แต่อยู่ใต้การกำกับดูแลของไอซีที) เข้าร่วมประมูล และส่งผลให้ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เข้าร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (5 ต.ค.) เพื่อให้เลื่อนการประมูล 3G ออกไป
คำตอบของนายกฯ คือขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กทช. และการประมูล 3G ไม่ควรล่าช้าไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะมีผลต่อเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถ้าช้าอีกควรเลิกใช้ 3G ไปเลย และมองไปถึงเทคโนโลยีที่ใหม่กว่านั้นแทน
หลังจากที่รอกันมานานแสนนาน ทาง กทช. ได้ออกมาบอกว่าภายในสามเดือนหลังจากนี้ ผู้ใช้สามารถที่จะเปลี่ยนเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยเก็บหมายเลขเดิมที่ใช้อยู่ได้แล้ว
แต่ AIS ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดของประเทศกลับบอกว่าระยะเวลาสามเดือนนั้นเป็นไปไม่ได้ทางปฏิบัติ เพราะว่าผู้ให้บริการยังจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักกับระบบการโอนเลขหมาย รวมไปถึงการติดตั้งและทดสอบซอฟต์แวร์ต่าง ๆ และปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงการให้บริการลูกค้าอีกด้วย
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทาง กทช.เองก็ได้บอกว่าหลังจากเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป หากผู้ให้บริการไม่ยอมโอนเลขหมายให้ตามที่ผู้บริโภคต้องการอาจจะต้องได้รับโทษ
ใกล้เข้ามาแล้วครับกับประกาศการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Number Portability: MNP) หนึ่งในแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมฉบับที่ 2 (พ.ศ.2551-2553) ล่าสุดทาง กทช. ได้เปิดให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างประกาศหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว ภายหลังจากที่ข่าวเงียบหายไปนานตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
ในร่างประกาศจะมีการเขียนถึงขั้นตอนปฏิบัติของผู้ให้บริการและของผู้ใช้บริการว่าถ้าหากต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการจะต้องทำอย่างไรบ้างและกรณีใดบ้างที่ไม่สามารถทำการโอนเลขหมายได้ ผมขอสรุปสั้นๆ ในประเด็นสำคัญไว้ดังนี้