หมายเหตุ: ข่าวนี้หมายถึงพีซีบนสถานีอวกาศนานาชาติ ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ระบบควบคุมสถานีอวกาศนานาชาตินะครับ
NASA ประกาศเปลี่ยนระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์พีซีบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) จากวินโดวส์มาเป็นลินุกซ์ โดยให้เหตุผลด้านเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือ รวมถึงความสามารถในการแก้ไขและควบคุมระบบจากระยะไกล
นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติจะได้ใช้พีซีที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Debian 6 และยังไม่มีแผนจะเปลี่ยนเป็น Debian 7 ที่เพิ่งออกเมื่อสัปดาห์ก่อน
ก่อนหน้านี้คอมพิวเตอร์บางตัวบนสถานีอวกาศ ใช้ระบบปฏิบัติการ Scientific Linux (ดัดแปลงมาจาก RHEL อีกที) อยู่ก่อนแล้ว ส่วนการฝึกสอนและอบรมนั้น NASA เลือกใช้บริการจาก Linux Foundation ให้เข้ามาทำหน้าที่ส่วนนี้ให้
นอกจากนี้ NASA ยังใช้ลินุกซ์กับหุ่นยนต์ Robonaut หรือ R2 ซึ่งเป็นหุ่นรูปร่างแบบมนุษย์ที่เริ่มใช้ทดสอบทำงานในอวกาศภายนอกยานแล้ว
ที่มา - ZDNet
หลังจากยาน Mars Curiosity ลงจอดบนดาวอังคารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางนาซ่าก็ให้ข่าวว่าซอฟต์แวร์บนตัวยานจะต้องได้รับการอัพเกรดก่อนจึงเริ่มทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่อไปได้
คอมพิวเตอร์บนตัวยาน เป็น PowerPC 750 200MHz แรม 256MB และหน่วยความจำแฟลช 2GB พร้อม EEPROM สำรองอีก 256KB ส่วนการเชื่อมต่อกับโลกนั้นใช้คลื่น X-band (7-8Ghz) ส่งตรงมายังโลกด้วยความเร็ว 160-800bps ขึ้นกับจานที่ใช้ขณะนั้น ส่วนอีกทางคือการส่งไปยังดาวเทียม Mars orbiters ด้วยคลื่น UHF ความเร็วสูงใช้อัพโหลดภาพความละเอียดสูงกลับสู่โลก โดยไม่ระบุความเร็วสูงสุด แต่คาดว่าจะดาวน์โหลดข้อมูลได้วันละ 250 เมกกะบิต
การอัพเดตถือเป็นความเสี่ยงสำคัญของภารกิจ หากผิดพลาดอาจะจะทำให้ภารกิจล้มเหลวได้โดยง่าย
ตอนนี้จานดาวเทียมความเร็วสูงยังไม่กาง ต้องรอกระบวนการอัพเดตซอฟต์แวร์ไปอีกประมาณสัปดาห์จึงเริ่มทำงานเต็มระบบได้
ที่มา - The Register, NASA (PDF)
เราเคยเห็น Nexus S ขึ้นสู่ขอบอวกาศกันมาแล้ว งวดนี้ Raspberry Pi ขอบ้าง โดยผู้ส่งบอลลูนคือ Dave Akerman ผู้ชื่นชอบการส่งบอลลูนระดับสูง (high-altitude balloon) และคราวนี้เขาก็สามารถส่งบอลลูนขึ้นไปได้สูงถึงเกือบ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว
แต่เนื่องจาก Raspberry Pi นั้นไม่ได้มาพร้อมกับอุปกรณ์อย่างเช่นกล้องถ่ายรูป GPS หรือแม้กระทั่งแบตเตอรี่ จึงต้องมีการติดตั้งเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกกันพอสมควร ถ้าใครแถวนี้สนใจส่งบอลลูนไปเก็บภาพเล่นบ้าง สามารถศึกษารายละเอียดเทคนิคต่างๆ ได้จากบล็อกส่วนตัวของเขาครับ
ที่มา: Raspberry Pi, แกลเลอรี่รูปภาพ
หลายคนอาจจำข่าว Nexus S ออกนอกโลก บินไปกับกระสวยอวกาศเที่ยวสุดท้าย เมื่อเดือนกรกฎาคมกันได้ เวลาผ่านมาสองเดือน กูเกิลเพิ่งปล่อยวิดีโอของ Nexus S ในอวกาศมาให้ดูกัน
ภารกิจของ Nexus S คือควบคุมลูกบอลหุ่นยนต์ที่ชื่อ SPHERES ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย MIT หุ่นยนต์นี้จะใช้ทำงานแทนนักบินอวกาศในบางงาน เช่น เก็บข้อมูลจากเซ็นเซอร์ หรือ บันทึกวิดีโอในสถานีอวกาศนานาชาติ กูเกิลบอกว่า NASA เลือก Android เพราะเป็นระบบเปิดที่ปรับแต่งได้ง่าย (รายละเอียดของโครงการดูที่เว็บของ NASA)
กูเกิลยังบอกว่าในอนาคตโครงการ SPHERES อาจจะถูกควบคุมผ่าน Android Open Accessory Development Kit (ADK) ได้ด้วย
ที่มา - Google Mobile
Nexus S เคยถูกส่งขึ้นไปถึงขอบอวกาศกับบอลลูนฮีเลียมมาแล้วรอบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ได้ขึ้นไปในอวกาศจริงๆ สักที เพราะ Nexus S เป็นหนึ่งในผู้โดยสารของกระสวยอวกาศแอตแลนติสในการเดินทางครั้งสุดท้ายก่อนสั่งลา
ภารกิจของ Nexus S กับการท่องอวกาศครั้งนี้คือช่วยการทดลองควบคุมดาวเทียมด้วยโทรศัพท์มือถือ (โครงการ SPHERES อ่านรายละเอียดใน JuSci) การทดลองครั้งนี้ทำให้ Nexus S กลายเป็นมือถือเชิงพาณิชย์รุ่นแรกที่ NASA รับรองให้ออกไปท่องอวกาศ และใช้งานบนสถานีอวกาศนานาชาติได้
โครงการ SPHERES เป็นโครงการทดลองร่วมของ MIT กับ NASA และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เริ่มมาตั้งแต่ปี 1999 และส่งดาวเทียม 3 ดวงขึ้นไปบนสถานีอวกาศนานาชาติตั้งแต่ปี 2006
ที่มา - Phandroid
เมื่อปลายปีก่อนเราได้เห็นกูเกิลได้ส่ง Nexus S ขึ้นไปยังขอบอวกาศมาแล้ว และดูท่าทางเทรนด์นี้จะฮิตน่าดู เพราะล่าสุดซัมซุงมีแผนจะโปรโมตโทรศัพท์รุ่นใหม่ Galaxy S II ที่จะเปิดตัวในญี่ปุ่นเร็วๆ นี้ด้วยการพาเจ้า Galaxy S II ไปทัวร์อวกาศบนความสูงจากพื้นดินกว่า 98,000 ฟุต ด้วยการบินไปกับบอลลูน
บินแล้วไม่บินเปล่า เพราะงานนี้มีถ่ายทอดสดผ่าน Ustream ด้วยในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ พร้อมทั้งสามารถร่วมส่งข้อความ และทวีตขึ้นไปบนหน้าจอ Galaxy S II ระหว่างการเดินทางอีกด้วย ส่วนใครที่สนใจโครงการนี้ สามารถดูคลิปโปรโมตได้ที่ท้ายข่าว ส่วนเว็บหลักของโครงการคลิกที่นี่เลย มีให้ลองเลื่อนดูความสูงด้วย
ที่มา - AndroidPIT
ไม่นานมานี้เราได้เห็นข่าวที่กูเกิลส่งโทรศัพท์มือถือ Nexus S สู่ขอบอวกาศไป คราวนี้ทีมวิศวกรจากสหราชอาณาจักรเตรียมที่จะส่งโทรศัพท์มือถือขึ้นไปบ้าง แต่เป็นความสูงระดับหลายร้อยกิโลเมตรเลยทีเดียว
ทีมวิศวกรที่ Surrey Satellite Technology Limited (SSTL) จะส่งโทรศัพท์มือถือขึ้นไปเพื่อทดลองว่า โทรศัพท์จะสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมอวกาศหรือไม่ โดยจะใช้โทรศัพท์แอนดรอยด์ แต่ยังไม่ระบุว่าจะเป็นรุ่นใด
ทีม Google Mobile ที่ทำ Android ทดลองเล่นๆ ด้วยการส่ง Nexus S ขึ้นไปสู่ขอบอวกาศจำนวน 7 ชุดด้วยบอลลูนฮีเลียมขนาดใหญ่ พร้อมกับกล้องถ่ายภาพ, Nexus S, และตุ๊กตา Android
บอลลูนลูกที่ขึ้นไปสูงที่สุดก่อนจะระเบิดแตกออกขึ้นไปสูงถึง 107,375 ฟุต หรือประมาณ 30 กิโลเมตร ส่วน GPS ในเครื่อง Nexus S นั้นทำงานได้ที่ความสูง 60,000 ฟุตเท่านั้น แต่ตัวเครื่องทำงานได้แม้อุณภูมิจะติดลบ 50 องศาเซลเซียสไปแล้ว
ดูแล้ววีดีโอชุดนี้จะเป็นการตลาดของ Nexus S มากกว่า แต่วีดีโอก็ดูเล่นๆ เอาบันเทิงได้ไม่น้อย (วีดีโออยู่ท้ายข่าว)
ที่มา - Google Mobile Blog
Douglas H. Wheelock นักบินอวกาศของ NASA และเป็นผู้บัญชาการคนปัจจุบันของสถานีอวกาศนานาชาติ ได้ถ่ายภาพจากบนสถานีอวกาศนานาชาติ แล้วเผยแพร่ใน Twitter ให้โลกได้รับรู้
ผู้สนใจสามารถติดตามเขาได้ที่ @Astro_Wheels เข้าใจว่า "ขอภาพ" ได้ด้วย เช่น ภาพของประเทศไอร์แลนด์ยามค่ำคืน
Wheelock มีความสนใจเทคโนโลยีอย่างมาก นอกจากทวีตจากอวกาศแล้ว เขายังเคย "เช็คอิน" สถานีอวกาศนานาชาติในบริการ Foursquare อีกด้วย (ข่าว)
ที่มา - Engadget
ภารกิจแรกของการส่งยานสำรวจ CO2 ของนาซ่าล้มเหลวเหตุจากจรวดทำงานผิดปกติ
เจ้าหน้าที่กล่าวว่าปัญหาเกิดจากเปลือก(fairing)ที่หุ้มดาวเทียมตรงหัวจรวดล้มเหลวในการแยกตัว หากผลการตรวจสอบได้รับการยืนยันเราคงจะสูญเสียภารกิจนี้ไป
หลายคนอาจจะรู้ว่าการออกแบบอินเทอร์เน็ตนั้นมีเป้าหมายว่าจะสร้างเครือข่ายที่ทนทานต่อสงครามนิวเคลียร์ ซึ่งแม้เอาเข้าจริงแล้วหลายรายงานจะระบุว่ามันทนไม่ได้จริงๆ ก็ตามแต่อินเทอร์เน็ตก็ทำงานได้ค่อนข้างน่าเชื่อถือตลอดเวลาหลายปีมานี้
แต่กับอวกาศนั้นโจทย์จะต่างกันออกไป เพราะการเชื่อมต่อข้ามดวงดาวนั้นมีเงื่อนไขต่างกันหลายอย่างเช่น การสื่อสารออกแบบขาดช่วงไปเป็นชั่วโมง, วัน, หรือกระทั่งเดือน ก่อนที่จะกลับมาติดต่อกันได้ใหม่ อีกทั้งดีเลย์ในการติดต่อก็สูงมาก เช่นดาวอังคารนั้นใช้เวลาส่งข้อมูลถึงโลกอยู่ในช่วง 3.5 ถึง 20 นาที
งานนี้ทาง NASA เลยจัดการออกแบบระบบเครือข่ายแบบใหม่ในชื่อว่า DTN (Disruption-Tolerant Networking) ที่เอาไว้ส่งข้อมูลระหว่างดวงดาวโดยเฉพาะ โดยหนึ่งในทีมงานออกแบบนั้นรวมถึง Vint Cerf บิดาอินเทอร์เน็ตอีกคนหนึ่งด้วย
DTN นั้นจะเข้ามาช่วยจัดการการเลือกเส้นทาง ตลอดจนการจัดตารางเวลาการส่งข้อมูลที่ทุกวันนี้ต้องทำด้วยมือทั้งหมด
NASA ได้เริ่มทดสอบการใช้งาน DTN นี้มาหนึ่งเดือนแล้ว และกำลังติดตั้งเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ โดยสถานีอวกาศนานาชาตินั้นจะเริ่มใช้งานโพรโตคอลนี้ช่วงหน้าร้อนปีหน้า
ที่มา - AFP
กระสวยอวกาศที่เราเห็นใช้กันอยู่ทุกวันนี้นั้นเริ่มโครงการกันมาตั้งแต่ช่วงปี 1970 ในชื่อโครงการ Space Transportation System (STS) จนกระทั่งขึ้นสู่อวกาศครั้งแรกในปี 1981 จนถึงวันนี้ก็เกือบสามสิบปีแล้วที่กระสวยอวกาศทำงานในภารกิจต่างๆ จำนวนมาก และโครงการนี้ก็กำลังจะถึงจุดสิ้นสุดลง โดยนาซ่าได้ออกประกาศล่วงหน้าว่าภารกิจนับจากวันนี้ไปถึงปี 2010 นั้นจะมีอีกสิบภารกิจที่จะทำในช่วงสองปีข้างหน้า
หลังการปลดระวางโครงการ STS นี้ สหรัฐฯ เองจะไม่มีกระสวยอวกาศใช้ไปจนกว่าโครงการ Constellation จะสำเร็จซึ่งหมายถึงเวลาอย่างน้อย 4 ปีด้วยกัน ระหว่างนั้นสหภาพยุโรปและรัสเซียจะเข้ามาเป็นผู้ดูแลหลักของสถานีอวกาศนานาชาติ
กระสวยอวกาศถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมดหกลำด้วยกันคือ Enterprise (ทดสอบเท่านั้น ขึ้นอวกาศไม่ได้), Columbia, Challenger, Discovery, Atlantis, และ Endeavour ในจำนวนลำที่ดังที่สุดคงเป็น Challenger ที่ระเบิดหลังการปล่อยตัวเพียง 73 วินาที และ Columbia ที่ระเบิดระหว่างการร่อนลง ส่วน Endeavour นั้นสร้างขึ้นจากอะไหล่ที่เตรียมไว้ซ่อมแซมลำอื่นๆ
ที่มา - ITNews
100 ปีหลังเหตุการณ์การระเบิดที่ทุ่ง Tunguska ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าโลกยังไม่มีการเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับหายนะดังกล่าว
การระเบิดที่ทุ่ง Tunguska กินอาณาบริเวณ 2,000 ตารางกิโลเมตร มีความรุนแรงเทียบเท่าระเบิดปรมาณูที่ Hiroshima 200 ลูก ซึ่งอาจมีผู้เสียชีวิตหลายล้านคน หากการระเบิดนี้เกิดในเมืองใหญ่
ทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายเหตุการณ์นี้คือ เกิดจากอุกกาบาตชนโลก หรือระเบิดขณะอยู่ในอากาศเหนือพื้นที่ดังกล่าว
ปัจจุบันยังไม่มีแผนการในการตรวจจับวัตถุในอวกาศในระยะที่ไกลพอจะผักมันออกจากวิถีที่จะชนกับโลกได้ ซึ่งในแต่ละวันจะมีวัตถุจากนอกโลกขนาดเล็กๆ เข้ามาในชั้นบรรยากาศโลกรวมกันประมาณ 100 ตัน นอกจากนี้ NASA ได้ทำการจัดกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่อาจเป็นอันตรายกับโลกไว้ 959 ดวง ทั้งหมดมีความกว้างไม่ต่ำกว่า 150 เมตร และห่างจากโลกไม่เกิน 7.5 ล้านกิโลเมตร
และจากสถิติที่ผ่านมาโดยเฉลี่ยทุกๆ 300 ปีจะมีอุกกาบาตขนาดกลางพุ่งชนโลกหนึ่งครั้ง
หากอุกกาบาตพุ่งสู่พื้นโลก ก็จะเกิดฝุ่นควันขนาดใหญ่ปิดบังแสงอาทิตย์ และเกิดฝนกรด หากพุ่งลงทะเลก็จะเกิดคลื่นยักษ์ Tsunami
ดูเหมือนเราจะกำลังเจอทั้ง The Core, The Day After Tomorrow และ Deep Impact
ที่มา National Geographic
เมื่อพูดถึงการพยากรณ์อากาศ เราคงคิดถึงฝนตกหรือแดดออกกันเป็นหลัก แต่ความจริงแล้วสภาพภูมิอากาศในอวกาศก็มีผลต่อชีวิตของเราไม่น้อย โดยเฉพาะลมสุริยะ (Solar Wind) ที่มีผลต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าและเคยเป็นต้นเหตุให้ไฟดับในแคนาดากว่าเก้าชั่วโมงในปี 1989 สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล ตอนนี้นาซ่าจึงเริ่มโครงการ Solar Shield ที่จะวิจัยสร้างโมเดลในคอมพิวเตอร์เพื่อพยากรณ์สภาพลมสุริยะ
โครงการนี้อาศัยข้อมูลดิบจากดาวเทียม SOHO และโครงการ Advanced Composition Explorer (ACE) และมีเป้าหมายที่จะพยากรณ์ในสองระดับคือระยะยาวหนึ่งถึงสองวัน และระยะสั้นประมาณครึ่งชั่วโมง
โครงการนี้อยู่ในขั้นการทดสอบและประเมินผล คาดว่าหลังจากใช้งานได้แล้วเราอาจจะเห็นหน่วยงานอื่นมารับผิดชอบการพยากรณ์ต่อไป
"พยากรณ์อากาศวันพรุ่งนี้ กรุงเทพฯ มีเมฆมาก ฝนตกโดยทั่วไป และลมสุริยะแรงมาก ควรพกร่ม และปิดคอมพิวเตอร์ก่อนออกจากบ้าน"
ที่มา - PhysOrg
บ้านเรามีบริการจัดงานแต่งงานใต้ทะเลกันมาหลายปี และทั่วโลกก็มีตลาดใหม่สำหรับการจัดงานแต่งงานในแบบที่ไม่ซ้ำใครกันเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ล่าสุดบริษัท First Advantage จากประเทศญี่ปุ่นก็ประกาศรับจัดงานแต่งงานบนอวกาศกันแล้ว โดยใช้เทคโนโลยีจรวดของบริษัทในสหรัฐฯ และยิงขึ้นจากฐานปล่อยจรวดส่วนตัวที่เมืองโอกลาโฮมา
แต่ถ้าใครกำลังทำงานเก็บเงินไปขอแฟนแต่งงานบนอวกาศจริงๆ อาจจะต้องพิจารณาดีๆ เพราะงานนี้จรวดที่ใช้นั้นเป็นจรวดขนาดเล็กที่ขึ้นไปได้เพียง 100 กิโลเมตรเท่านั้น ไม่ได้ไปโคจรรอบโลกแต่อย่างใด แต่คู่บ่าวสาวก็จะมีเวลาสามนาทีในสภาวะไร้น้ำหนัก พอที่จะกล่าวคำปฏิญาณและใช้เวลาดูวิวกันก่อนที่จรวดจะตกกลับลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลก
ราคาเริ่มต้นเพียง 240 ล้านเยน หรือประมาณ 80 ล้านบาทเท่านั้น แถมยังพาแขกขึ้นไปร่วมงานได้อีกสามคน
ที่มา - PhysOrg
นักวิทยาศาสตร์ของ NASA ประกาศว่ายานฟินิกซ์ (Mars Phoenix Lander) ขุดพบน้ำแข็งบนดาวอังคาร โดยยานฟินิกซ์จะเก็บตัวอย่างของน้ำแข็งเพื่อทำการวิเคราะห์ต่อไป
ก่อนหน้านี้ ยานฟินิกซ์ได้ถ่ายภาพวัตถุสีขาวขนาดเล็กชิ้นหนึ่งที่พบในหลุมที่ขุดไว้ ยานฟินิกซ์ได้ถ่ายภาพวัตถุชิ้นนี้ในอีก 4 วันถัดมาและพบว่ามันได้ระเหิดหายไป
ปีเตอร์ สมิธ หัวหน้าทีมสอบสวนของโครงการฟินิกซ์กล่าวว่า "มันต้องเป็นน้ำแข็งอย่างแน่นอน ก้อนวัตถุเหล่านี้หายไปภายในเวลาไม่กี่วัน นี่คือหลักฐานที่ประจักษ์ชัดที่สุดว่ามันคือน้ำแข็ง มีบางคนตั้งคำถามว่ามันอาจเป็นเกลือ แต่เกลือไม่อาจเป็นเช่นนี้ได้"
การค้นพบครั้งนี้ช่วยยืนยันสมมติฐานที่ว่ามีน้ำแข็งอยู่ใต้พื้นผิวของดาวอังคาร
ยานฟินิกซ์จะเก็บตัวอย่างน้ำแข็งเพื่อทำการวิเคราะห์หาร่องรอยของสารอินทรีย์และสารอื่นๆบนดาวอังคารต่อไป
ที่มา - Wired Blog, NASA
เชื่อว่าทุกคนคงจำข่าวสมาคมนักดาราศาสตร์นานาชาติ (IAU - International Astronomical Union) ลงมติปลดดาวพลูโตออกจากดาวเคราะห์ และถูกลดชั้นเป็นดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) กันได้แม่น (เพราะต้องเปลี่ยนความรู้ที่เคยเรียนมากันหมด)
เหตุผลที่ดาวพลูโตถูกปลดเป็นเรื่องของระยะทาง ซึ่ง IAU บอกว่า "ดาวเคราะห์" นั้นต้องอยู่ไม่ห่างจากดวงอาทิตย์มากจนเกินไป ทาง IAU จึงต้องคิดศัพท์ใหม่มาเรียก ซึ่งชื่อแรกที่เสนอ pluton (พลูตัน) ไม่ผ่านเพราะไปชนกับคำศัพท์ด้านธรณีวิทยา ระหว่างนี้จึงใช้คำว่า transneptunian dwarf planet ไปพลางๆ ก่อน
มาตอนนี้ได้ชื่อแล้วครับ นั่นคือ plutoid (พลูตอยด์) ซึ่งคำนิยามอย่างคร่าวๆ คือเป็นวัตถุที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ไกลเกินดาวเนปจูน และมีขนาดใหญ่พอสมควรที่เกิดแรงดึงดูด จนตัววัตถุเองมีขนาดเกือบเป็นทรงกลม (near-spherical)
ปัจจุบันมีพลูตอยด์ 2 ดวงคือ พลูโต และอีริส (Eris - อยู่เลยพลูโตออกไปอีก) ส่วนซีรีส (Ceres) นั้นไม่นับเพราะว่าอยู่ใกล้เกินไป (ระหว่างดาวอังคารกับพฤหัส)
ในวิกิพีเดียบอกว่ามีวัตถุที่อยู่ไกลเกินดาวเนปจูน (trans-Neptunian objects - TNO) อีกสองชิ้นคือ 2003 EL61 และ 2005 FY9 กำลังอยู่ในกระบวนการเสนอชื่อเรียก และจัดเข้าเป็นพลูตอยด์ต่อไปในอนาคต
ที่มา - Ars Technica, Wikipedia - Plutoid
หมายเหตุ: คำอธิบายเรื่องดาวพลูโตถูกปลด ดูในคอมเมนต์ของคุณ thep ด้านล่างนะครับ
หลังจากที่ได้ลงจอดบนพื้นดาวอังคารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ Mars Phoenix Lander สามารถส่ง tweets มายังแฟน ๆ ชาว twitter ที่สนใจติดตามข่าวสารได้แบบทันต่อเหตุการณ์ โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตาม Mars Phoenix Lander ได้ที่ twitter.com/MarsPhoenix
ที่จริงแล้ว ผลงาน tweets ของ Mars Phoenix Lander ที่ส่งมาเหมือนกับเป็นการเล่าเรื่องราวแบบบุคคลที่ 1 นี้ เป็นของ Veronica Mcgregor หนึ่งในสมาชิกของ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานของ NASA ที่เป็นผู้ออกแบบ Mars Phoenix Lander นี่เอง (ไม่ได้ส่งมาจากดาวอังคารจริง ๆ)
ปัจจุบันมีผู้ติดตาม (followers) Mars Phoenix Lander นี้แล้วมากกว่า 10,000 คน ภายในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์
ขอเชิญชวนสาวก twitter ที่สนใจ follow MarsPhoenix กันครับ
ทางการจีนยิงดาวเทียมพยากรณ์อากาศ Fengyun-3 ขึ้นสู่วงโคจรแล้วโดยดาวเทียมใหม่นี้ติดตั้งเซ็นเซอร์สามมิติสำหรับการตรวจสภาพชั้นบรรยากาศและอากาศ โดยในช่วงแรกนี้ดาวเทียมดวงนี้จะถูกใช้เพื่อพยากรณ์อากาศบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยจะช่วยอำนวยความสะดวกในการก่อสร้างซ่อมแซมอาคารด้วยการพยากรณ์อากาศ
ตัวดาวเทียมหนักประมาณสองตัน และนำส่งขึ้นสู่วงโคจรด้วยจรวด Longmarch-4C โดยนอกจากจะนำมาใช้เพื่อการพยากรณ์อากาศในวันที่ 8 สิงหาคมซึ่งเป็นวันเปิดการแข่งโอลิมปิกแล้ว ทางการจีนยังคิดจะใช้ดาวเทียมนี้เป็นการเปิดศักราชของการให้บริการเชิงพาณิชย์อีกด้วย โดยปัจจุบันมูลค่าธุรกิจทางด้านอวกาศของจีนนั้นตามหลังสหรัฐและยุโรปอยู่มาก เพราะกฏหมายสหรัฐฯ ห้ามไม่ให้ทางการจีนใช้ชิ้นส่วนที่มาจากตน แต่ดาวเทียมดวงนี้จะเป็นใบเบิกทางว่าจีนเองก็มีเทคโนโลยีที่ไม่น้อยหน้าโลกตะวันตกแต่อย่างใด
ที่มา - PhysOrg
เช้านี้ตามเวลาในประเทศไทย (หรือราวเกือบ 5 โมงเย็นที่แคลิฟอร์เนีย) ทีม Jet Propulsion Lab ของนาซ่า ต่างโห่ร้องแสดงความยินดี หลังลุ้นระทึกกับการลงจอดบนดาวอังคารของยาน "ฟินิกซ์" ตลอด 7 นาทีที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และปรากฏว่ายานลงจอดอย่างสมบูรณ์
การลงจอดดาวอังคารไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีหลายโครงการที่ล้มเหลวไปแล้ว และโครงการ "ฟินิกซ์" นี้ ก็ได้ชื่อมาด้วยเหตุของการฟื้นคืนชีพมาใหม่จากกองเถ้าถ่านของโครงการเดิม โดยในครั้งนี้ ไม่ได้ใช้ระบบถุงลมในการชะลอความเร็วลงสู่พื้นเหมือนเมื่อครั้งยาน Pathfinder ลงจอด แต่ใช้การยิงจรวดขับดันที่ขายาน ซึ่งจะเป็นเทคนิคที่จะใช้เมื่อมีการส่งมนุษย์ไปดาวอังคารจริง ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นเครื่องสนับสนุนการใช้วิธีการนี้ได้
ยานฟินิกซ์ถูกปล่อยจากฐานเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2550 และใช้เวลา 10 เดือนเดินทางเป็นระยะทาง 423 ล้านไมล์ก่อนจะถึงและลงจอดบนดาวอังคารเมื่อเช้านี้ ที่บริเวณ "ที่ราบอาร์กติก" (Arctic plain) ตามเป้าหมาย และเริ่มส่งภาพรอบ ๆ ยานกลับมายังโลก
การสำรวจดาวอังคารครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่มีการสำรวจที่ขั้วเหนือของดาวอังคาร ซึ่งมีอุณหภูมิเย็นจัด และมีการพบในปี 2545 ว่ามีน้ำแข็งอยู่ใต้ผิวดาว ภารกิจของยานฟินิกซ์คือ เจาะลงไปเก็บตัวอย่างน้ำแข็งนั้นมาวิเคราะห์หาสารอินทรีย์ อันจะเป็นร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ถ้าเคยมีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารจริง











