กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงความมั่นคงภายในของสหรัฐฯ กำลังขอข้อมูลจากภาคเอกชนเพื่อหาความเป็นไปได้ที่จะให้มีแนวทางปฎิบัติสำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่จะช่วยเตือนผู้ใช้บริการที่เสี่ยงต่อการติด Botnet ให้อัพเดตระบบให้ปลอดภัย, แจ้งเดือนผู้ใช้ด้วยวิธีการต่างๆ เมื่อติด Botnet แล้ว, และหาทางบรรเทาปัญหาเมื่อพบคอมพิวเตอร์ที่ติด Botnet
การเก็บข้อมูลครั้งนี้ทั้งสองกระทรวงหวังให้มีการสร้างหลักจรรยาบรรณในการดำเนินกิจการให้กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยไม่บังคับ
ไม่กี่วันหลังข่าวว่ากูเกิลกำลังจะเปิดภาษาใหม่ ก็มีคนไปขุดเอาเมลที่ Mark S. Miller ที่อยู่ในทีม JavaScript Standard ของกูเกิลส่งเข้าเมลกลุ่มของโครงการ Caja เมื่อปลายปีที่แล้ัว
เนื้อเมลแสดงถึงความตั้งใจของกูเกิลที่จะแก้ไข "ปัญหาพื้นฐาน" ของ JavaScript ที่ไม่สามารถแก้ไขได้จากการพัฒนาตัวภาษา ซึ่งปรกติมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ผ่านทางมาตรฐาน ECMAScript ทำให้กูเกิลตัดสินใจที่จะพัฒนาภาษาใหม่ที่ชื่อว่า Dash โดยวางเป้าให้มันเป็นภาษาสำหรับเครื่องไคลเอนต์และเซิร์ฟเวอร์ด้านหน้า (Front-End) และวางตัวให้ภาษา Go เป็นภาษาสำหรับระบบภายใน นั่นแปลว่าแผนการระยะยาวคือกูเกิลจะใช้ภาษาของตัวเองทั้งหมด
มีนักพัฒนาหัวใสเขียนแอพพลิเคชันบน Android ชื่อ Smozzy เป็นปลั๊กอินของเบราว์เซอร์มาตรฐานที่ช่วยให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านการรับส่ง SMS และ MMS แทนการใช้งานอินเทอร์เน็ตปรกติได้
โดยเจ้า Smozzy ใช้วิธีส่ง URL ผ่านทาง SMS ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Smozzy ซึ่งทำหน้าที่รวมหน้าเว็บในรูปแบบ ZIP แล้วปลอมเป็นไฟล์รูปภาพแบบ PNG อีกทีก่อนส่งกลับมายังโทรศัพท์โดยใช้ MMS จากนั้นเป็นหน้าที่ของ Smozzy ในการถอดรหัสทั้งหลายให้กลายมาเป็นหน้าเว็บที่ส่งคำขอไป การรับส่ง SMS และ MMS ทั้งหมดนี้กระทำอยู่เบื้องหลัง ผู้ใช้เพียงแค่ติดตั้งแอพพลิเคชัน Smozzy แล้วใช้งานเบราว์เซอร์ตามปรกติเท่านั้น ในข่าวบอกว่า ในการใช้งานจริงอาจต้องรออย่างน้อย 10 วินาทีในการโหลดแต่ละเว็บเพจ
หลายปีให้หลังมานี้บริการข้อมูลจำนวนมากมักไม่ได้มีเซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียวแต่ใช้เซิร์ฟเวอร์จำนวนมากกระจายอยู่ทั่วโลกหรือที่เรียกว่า Content Delivery Network (CDN) โดยทุกเครื่องใน CDN จะมีข้อมูลเหมือนๆ กัน แต่เวลาที่มีคนร้องขอชื่อโดเมนด้วยโปรโตคอล DNS ก็จะดูว่าคำร้องขอนั้นมาจากประเทศใดแล้วตอบหมายเลขไอพีเครื่องที่น่าจะเชื่อมต่อได้เร็วที่สุดกลับไปให้
ปัญหาคือหลายๆ เวลาที่ผู้ใช้เรียก DNS นั้นไม่ได้เรียกกับเซิร์ฟเวอร์ของแต่ละโดเมนโดยตรง แต่เรียกไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่แม้ส่วนใหญ่จะอยู่ในเครือข่ายเดียวกับตัวผู้ใช้ แต่บางครั้งก็ไม่เป็นจริงเช่นบริษัทข้ามชาติอาจจะมี DNS กลางของบริษัทที่เดียวทั่วโลก หรือหากใช้บริการ DNS เช่น Google Public DNS (8.8.8.8, 8.8.4.4) และ OpenDNS (208.67.220.220, 208.67.222.222) การเลือกเครื่องก็จะผิดพลาดบ่อยครั้ง
เนื่องจากวันนี้มีข่าวกูเกิลถูกโจมตี เลยอยากพูดถึงความเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยหลายๆ เรื่องพร้อมๆ กันในข่าวเดียวเนื่องจากค่อนข้างเกี่ยวเนื่องกัน
เริ่มจากทางกูเกิลได้อัพเดตเรื่องนี้ว่าบริษัทได้รับรายงานว่ามีความพยายามจะโจมตีแบบ man-in-the-middle (MITM) บ้างแล้ว โดยเป้าหมายหลักคือกลุ่มผู้ใช้ในอิหร่าน อย่างไรก็ดีกูเกิลยืนยันว่าผู้ใช้ Chrome นั้นปลอดภัยจากการโจมตีครั้งนี้ และฝั่งไฟร์ฟอกซ์เองก็รีบออกอัพเดตเพื่อลดผลกระทบของการโจมตี พร้อมกับออกคำแนะนำสำหรับการยกเลิกใบรับรองของ DigiNotar ในกรณีที่ไม่ต้องการอัพเดต
BitTorrent ไม่ใช่แหล่งแชร์ไฟล์ที่ใหญ่ที่สุดอีกต่อไปแล้ว หลัง Torrentfreak ได้เผยสถิติ 10 อันดับเว็บแชร์ไฟล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย 5 อันดับแรกกลับเป็นเว็บฝากไฟล์ทั่วไปอย่าง 4shared หรือ megaupload ส่วนเว็บ BitTorrent ชื่อดังอย่าง The Pirate Bay นั้นอยู่เพียงอันดับที่ 6
หากเปรียบเทียบกับสถิติเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เว็บ BitTorrent มีจำนวนผู้ใช้งานมากจนติดอันดับ 100 เว็บแรกของโลก ข่าวดีคือจากการปราบปรามอย่างหนักทำให้ตัวเลขผู้ใช้เว็บ BitTorrent ลดลงเรื่อยๆ แต่กลับทำให้จำนวนผู้ใช้เว็บแชร์ไฟล์มากขึ้นมาแทนที่ น่าสนใจว่าการจะปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นอาจจะไม่ใช่เพียงการไล่ปิดเว็บ BitTorrent เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
ดูรายชื่อทั้ง 10 อันดับได้หลังเบรค
หลายครั้งที่เราติดไวรัสหรือมัลแวร์ต่างๆ แต่เราไม่รู้ตัวเพราะมัลแวร์เหล่านั้นอาจจะไม่ได้มารบกวนการใช้งานของเราโดยตรงแต่กลับไปรบกวนการทำงานของเว็บต่างๆ แทน กูเกิลซึ่งเป็นเว็บขนาดใหญ่ก็พบกับรูปแบบทราฟิกแปลกๆ เช่นนี้เสมอก็ประกาศใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อเตือนผู้ใช้กูเกิลแล้ว
ในตอนนี้บริการแจ้งเตือนมัลแวร์จะตรวจสอบมัลแวร์บางตัวที่ดึงผู้ใช้เข้าพรอกซีเพื่อแล้วจึงส่งข้อมูลต่อไปยังกูเกิล กรณีเช่นนี้ยังคงช่วยผู้ใช้ได้จำกัดมาก แต่ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่บริการที่ไม่ได้อยู่บนเครื่องโดยตรงจะช่วยเราได้
เปิดใช้แล้วตอนนี้ อยากลองต้องไปหามัลแวร์มาติดตั้งในเครื่องกันเอง
ที่มา - Google Blog
RIAA (สมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกา) และ MPAA (สมาคมผู้ประกอบกิจการภาพยนตร์ของสหรัฐฯ) ได้ประกาศความร่วมมือกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ในสหรัฐ ซึ่งได้แก่ AT&T, Verizon, Comcast, Time Warner และ Cablevision เพื่อสร้างระบบแจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อผู้ใช้กำลังดาวน์โหลดเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ
เมื่อระบบพบการละเมิดลิขสิทธิจากผู้ใช้ ระบบจะส่งอีเมลแจ้งเตือนไปถึงผู้ใช้โดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นผู้ให้บริการสามารถที่จะเลือกปรับลดความเร็วอินเทอร์เน็ต หรือ redirect หน้าเว็บไปยังเว็บอื่นจนกว่าผู้ใช้จะติดต่อกลับไปหาผู้ให้บริการ แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในยุโรปหลาย ๆ ประเทศก็คือผู้ให้บริการในสหรัฐจะไม่ตัดอินเทอร์เน็ตผู้ใช้
สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในสหรัฐยังเชื่อว่า หากผู้ใช้ทราบว่าแอคเคาท์ของเขาถูกนำไปใช้ในการละเมิดลิขสิทธิ ส่วนใหญ่แล้วผู้ใช้เหล่านี้จะเลิกละเมิดหรือหาทางแก้ไขทันที ในขณะที่กลุ่มนักวิชาการด้านสิทธิเสรีภาพและเทคโนโลยีได้ออกมากล่าวว่าสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือการที่กลุ่มผู้ให้บริการเลือกที่จะดำเนินการก่อนโดยไม่ได้มีคำสั่งจากศาล
ที่มา - Reuters
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2001 Bram Cohen ได้ประกาศซอฟต์แวร์ตัวใหม่ในเว็บบอร์ดของ Yahoo! ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของเทคโนโลยี Peer-to-Peer จนกระทั่งวันนี้ BitTorrent กลายเป็นโปรโตคอล P2P ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก
ทุกวันนี้มีข้อมูลที่ส่งด้วยโปรโตคอล BitTorrent ในระดับเพตราไบต์ และยังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
Bram Cohen ระบุว่า "โดยพื้นฐานแล้วเขาคิดว่าเราควรใช้ความเร็วฝั่งอัพโหลดของทุกคนมาช่วยให้การส่งไฟล์ขนาดใหญ่ทำได้เร็วขึ้น"
Cohen ยังเปิดบริษัทพัฒนาโปรโตคอล BitTorrent ต่อไป โดยมีบริษัทจำนวนมากที่ใช้ BitTorrent ในการส่งข้อมูลภายในเนื่องจากข้อมูลที่ส่งนั้นมีขนาดใหญ่มาก และฟีเจอร์ของโปรโตคอลในอนาคตนั้นจะมีฟีเจอร์ในการสตรีมข้อมูล ทำให้เราอาจจะเห็นช่องโทรทัศน์ที่วิ่งบนโปรโตคอล BitTorrent ก็เป็นได้
ที่มา - TorrentFreak
หลังอนุมัติแผนนี้มาร่วมสามปี ที่ประชุมของ ICANN วันนี้ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ก็มีมติให้บริษัทต่างๆ สามารถยื่นขอจดทะเบียนโดเมนเนมระดับบนสุด (TLDs: top-level domains) ได้เสียที จากที่ปัจจุบัน ICANN มี TLD ทั่วไปให้เลือกอยู่ 22 ตัว (เช่น .com, .org) และ TLD สำหรับประเทศต่างๆ (เช่น .th, .uk)
TLD ใหม่ที่จะยื่นขอจดนี้สามารถจดได้ในทุกชื่อและไม่จำกัดภาษา รองรับทั้งตัวอักษร ตัวเลข หรือจะเป็นอักษรในภาษาอื่นอย่างอาราบิกหรือจีนก็ได้ ICANN หวังว่าการเปิดอิสระในการเลือกโดเมนระดับบนนี้จะส่งผลให้ชื่อโดเมนที่ใช้กันในโลกเกิดความหลากหลายและสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น บริษัทเจ้าของสินค้าหรือแบรนด์ต่างๆ ที่มีโดเมนเป็นของตัวเองจะสามารถสื่อทางการตลาดหลุดจากกรอบ url ที่เป็นดอทคอมแบบเดิมๆ กลายเป็นชื่ออย่าง .apple .coke ซึ่งทำให้มีสีสันมากขึ้น
ICANN จะเปิดโอกาสให้ผู้สนใจจอง TLD ที่ต้องการชุดแรกเป็นเวลา 90 วันในช่วงต้นปีหน้า ถ้าหากเป็นชื่อแบรนด์สินค้าหรือชื่อเฉพาะต้องแสดงความเป็นเจ้าของเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย โดยมีค่าธรรมเนียมการขอจด TLD ใหม่ 185,000 ดอลลาร์ (5.5 ล้านบาท!) และ TLD เหล่านี้จะเริ่มใช้งานได้ในปลายปีหน้า
วันนี้เป็นวันที่ Internet Society ประกาศเป็นวัน IPv6 โลก หลายเว็บไซต์ทั่วโลกเช่น Facebook, Google, Yahoo!, หรือ YouTube ร่วมกันประกาศว่าจะทำให้เว็บเข้าได้ผ่านทาง IPv6 เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงในวันนี้ (ข่าวเก่า) ทาง Blognone เองก็ร่วมทดสอบด้วยผ่านทาง v6.blognone.com
ปัญหาที่วิศวกรของกูเกิลบ่นกันเสมอมาคือพวกเขาไม่สามารถใส่ฟีเจอร์ใหม่ๆ ลงไปในแอพลิเคชั่นได้เพราะติดว่าต้องซัพพอร์ตเบราเซอร์เก่าๆ จำนวนมาก แนวคิดนี้ทำให้ Chrome ถูกวางแผนให้อัพเดตโดยไม่ถามผู้ใช้ล่วงหน้าจนเป็นเบราเซอร์ที่ผู้ใช้อัพเดตเร็วที่สุด และคู่แข่งรายอื่นๆ เริ่มพิจารณาทำตาม แต่มาตรการขั้นต่อไปของกูเกิลดูจะกดดันให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ ต้องบังคับผู้ใช้ให้อัพเกรดเร็วขึ้นเมื่อ Google Apps ซึ่งรวมทั้งบริการ Gmail และ Google Docs ประกาศรองรับเบราเซอร์ย้อนหลังเพียงรุ่นเดียว
นโยบายใหม่นี้จะเริ่มในวันที่ 1 สิงหาคมที่จะถึงนี้ โดยกูเกิลจะเริ่มตัดการรองรับเบราเซอร์รุ่นเก่าได้แก่ Firefox 3.5, IE7, และ Safari 3 ออก และหลังจากนี้เมื่อเบราเซอร์รุ่นล่าสุดออกมากูเกิลก็จะดัดรุ่นถัดขึ้นมาออกไปเรื่อยๆ เช่นเมื่อ IE10 ออกตัวจริงมา IE8 ก็จะถูกตัดออกไปเช่นกัน
ปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตและเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ ในการต่อสู้กับรัฐบาลกลายเป็นประเด็นใหญ่ในช่วงต้นปีนี้ หลังจากประชาชนในตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย และประเทศตะวันออกกลาง-แอฟริกาเหนืออื่นๆ ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการประท้วงต่อต้านรัฐบาล
ประเทศอิหร่านซึ่งเคยเผชิญสถานการณ์นี้มาก่อนในปี 2009 (แต่ปราบได้) จึงตัดสินใจใช้มาตรการขั้นสุดท้ายในการควบคุมอินเทอร์เน็ต นั่นคือ สร้าง "เน็ตภายในประเทศ" ขึ้นมาใช้แทนอินเทอร์เน็ตมันเสียเลย
แม้กูเกิลจะเป็นผู้นำด้านโฆษณาออนไลน์มายาวนาน แต่รายได้ส่วนใหญ่นั้นก็มาจากการโฆษณาบนผลค้นหาของกูเกิลเอง แต่พอเป็นโฆษณาที่ไม่ใช่การโฆษณาจากผลค้นหาแล้วาฮูก็ยังคงเป็นนำมายาวนาน จนกระทั่งไตรมาสแรกของปี 2011 ที่ผ่านมาก็เพิ่งเป็นครึ่งแรกที่กูเกิลเริ่มทำส่วนแบ่งจากตลาดโฆษณาแบบแบนเนอร์ (display ads) แซงเจ้าตลาดอย่างยาฮูมาได้
ตลาดโฆษณาออนไลน์ยังคงเป็นตลาดที่เติบโตสูงมาก โดยปีที่ผ่านมาตลาดส่วนนี้โตขึ้น 14.2% จาก 7.1 พันล้านดอลลาร์ในไตรมา่สแรกปีที่แล้วเป็น 8.1 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้
ส่วนตลาดโฆษณาในหน้าค้นหานั้นกูเกิลยังครองที่หนึ่งและมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 59.1% ในไตรมาสที่สี่ของปีที่แล้วเป็น 59.6% ในไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่สองคือ Bing นั้นตามอยู่ห่างๆ ที่ 7.9%
จุดที่กูเกิลต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นๆ คือลูกค้าของกูเกิลนั้นเป็นผู้ค้าขนาดเล็กและกลางจำนวนมาก ขณะที่รายอื่นๆ นั้นมักเป็นแบรนด์รายใหญ่ๆ
ที่มา - eWeek
TT&T ผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานภูมิภาคพร้อมที่จะให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์อีกครั้งแล้ว หลังจากที่ต้องผ่านช่วงฟื้นฟูกิจการเนื่องจากบริษัทล้มละลาย และต้องแยกส่วนบริการอินเทอร์เน็ตที่ทำกำไรออกมาให้กับ Jasmine Internet ที่ใช้ชื่อทางการตลาดว่า 3BB
ฝ่ายบริหารของ TT&T กล่าวว่าการกลับเข้าไปทำธุรกิจบรอดแบนด์ในครั้งนี้ TT&T ต้องการบริษัทรายอื่นที่มีความสนใจและมีสถานะทางการเงินที่ดีเข้ามาช่วย และหวังว่าธุรกิจบรอดแบนด์จะทำให้ TT&T สามารถจ่ายหนี้ที่ยังติดค้างอยู่ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ
ณ เวลานี้ TT&T ถือใบอนุญาตในการให้บริการอินเทอร์เน็ตจาก กสทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าบริการอินเทอร์เน็ตจาก TT&T คงจะเป็นรูปเป็นร่างได้ภายในปีนี้
ที่มา - Bangkok Post
เว็บ Quora ได้รวบรวมไอเดียหรือโมเดลทางธุรกิจออนไลน์สำหรับบริษัทหน้าใหม่ ที่ไม่ควรจะทำอีกต่อไปหรือยากที่จะประสบความสำเร็จในปัจจุบัน (หมายเหตุ: ทั้งหมดเป็นไอเดียจากมุมมองบริษัท Start Up ในสหรัฐ)
- เว็บหาคู่ : หาความแตกต่างจากคู่แข่งได้ยาก, เป็นแหล่งรวมการโกหกรูปร่างหน้าตา การศึกษาและความผิดหวัง
- แนะนำบริการจากที่เพื่อนๆ ของคุณชอบ (Social recommendations) : คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญ สร้างความรำคาญกับผู้ใช้
- ค้นหาเพื่อนหรือบริการที่อยู่รอบตัว ผ่านมือถือ : บริการประเภทนี้ยังไม่มีประโยชน์มากพอสำหรับผู้ใช้
- อะไรที่ทำให้การเขียนโปรแกรมง่ายสำหรับคนทั่วไป : เหมือนเราขายรถยนต์ที่ซ่อมง่ายโดยไม่ต้องใช้ช่าง แล้วหวังว่าผู้ซื้อจะซ่อมรถได้เอง ซึ่งมันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก
- RSS Reader, เบราว์เซอร์ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก : คนส่วนใหญ่ไม่สนใจที่จะเรียนรู้หรือใช้งาน
- ทุกอย่างที่เกี่ยวกับดนตรี : ค่ายเพลงส่วนใหญ่อยากทำตามโมเดลธุรกิจของตัวเอง
- ประชุมทางไกลผ่าน Video Conference : ค่าใช้จ่ายสูงมาก และความต้องการยังไม่แน่ชัดพอ
- เว็บขายเสื้อ : คู่แข่งมหาศาล และมีรายใหญ่จำนวนมากอยู่แล้ว
ที่มา - Quora
ก่อนหน้านี้ ประเทศฟินแลนด์เคยออกมาประกาศว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 1Mbps ถือว่าเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนพึงจะได้รับ แม้ว่าประเทศอื่น ๆ ยังไม่ได้ออกมาประกาศในลักษณะเดียวกันก็ตาม แต่องค์กรที่มีความรับผิดชอบเรื่องโทรคมนาคมในหลาย ๆ ประเทศก็ได้เริ่มออกมาประกาศเป้าหมาย "ความเร็วขั้นต่ำ" ของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงกันแล้ว
โดยล่าสุด CRTC หรือ กทช. ของแคนาดาได้ออกมาประกาศว่าชาวแคนาดาทุกคนจะต้องเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วดาวน์โหลด 5Mbps และอัพโหลด 1Mbps ภายในปี 2015 ซึ่งมากกว่าที่ FCC ของสหรัฐได้เคยประกาศไว้สำหรับสหรัฐอเมริกาที่ 4 Mbps โดยความเร็วนี้จะต้องเป็นความเร็วแท้จริง ไม่ใช่ความเร็วที่ได้โฆษณาไว้ และหวังว่ากลไกของตลาดจะสามารถทำให้ความเร็วถึงขั้นนี้ได้โดยไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง
ดูเหมือนว่าประเทศเรากลไกของตลาดก็ทำให้ความเร็ว (ที่ได้โฆษณาไว้) ในแพ็กเกจที่ถูกสุดสูงขึ้นเรื่อย ๆ ได้ โดยตอนนี้อยู่ที่ 6 Mbps แม้ว่าภาครัฐหรือองค์กรอิสระยังไม่ได้ออกมาประกาศเป้าหมายอะไรไว้แต่อย่างใด
ที่มา - Engadget
รายงานจากบริษัท Abor Networks ระบุว่าหกเดือนที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของอินเทอร์เน็ต พบว่าอัตราการเติบโตของ IPv4 มีสูงมากระหว่าง 40% ถึง 60% ส่วน IPv6 ยังมีอัตราการเติบโตเพียง 12% เเท่านั้น โดยยังครองปริมาณข้อมูลเพียง 0.25% ของอินเทอร์เน็ตทั้งหมด
ภาพโดยรวมอาจจะแย่กว่านั้นเมื่อข้อมูลส่วนใหญ่ใน IPv6 เป็นข้อมูลจากการแชร์ไฟล์ในเครือข่าย P2P ถึง 61% และเป็น HTTP เพียง 4.6% ขณะที่ IPv4 นั้นมี P2P 8% และ HTTP 19%
ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้คือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ที่ยังไม่เปิดให้บริการ IPv6 อย่างจริงจัง ทำให้บริษัทที่ต้องการย้ายไป IPv6 ต้องอาศัยบริการ tunnel เพื่ออัพเกรดเครือข่าย
เครือข่ายที่จะมีปัญหาก่อนใครคือโซนเอเชียแปซิฟิกที่เข้าสู่ช่วงของการจำกัดการแจกจ่ายหมายเลขไอพีแล้ว ISP ใหม่ๆ ที่ต้องการหมายเลขไอพีจำนวนมากๆ จะถูกบีบให้ใช้งาน IPv6 โดยอัตโนมัติ
ที่มา - eWeek
ทาง Peer 1 Hosting ได้จัดทำแผนภาพข้อมูล(Infographic) แสดงขนาดและองค์ประกอบภายในของ Data Center ที่ให้บริการเว็บไซต์รายใหญ่ในปัจจุบัน ตามลำดับขนาดตั้งแต่ Facebook, Google, Yahoo ไปจนถึงเว็บจับคู่เดท PlentyofFish
แผนภาพนี้จัดทำก่อน Facebook เปิดเผยโครงการ Open Compute ซึ่งอาจมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ได้อัพเดตบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็เป็นแผนภาพที่ใหม่และมีประโยชน์มากสำหรับทำความเข้าใจขนาดของ Data Center ในปัจจุบันนี้
APNIC ประกาศว่าวันนี้ (15 เมษายน พ.ศ.2554) APNIC เหลือ IPv4 ขนาด /8 ช่วงสุดท้ายแล้ว ซึ่งทำให้เข้าสู่ช่วงที่สามของการหมดลงของ IPv4 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งนโยบายสำหรับการแจกจ่าย IPv4 ในช่วงที่สามนี้คือ
- ผู้ถือแอคเคาต์ APNIC (สมาชิก) สามารถขอ IPv4 ได้สูงสุดคือช่วงขนาด /22 (1024 ไอพี) ได้เพียงช่วงเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้ทั้งเครือข่ายที่มีอยู่แล้วและเพิ่งเกิดสามารถได้รับช่วง IPv4 ไปใช้ช่วยในการย้ายไปใช้ IPv6 ได้
- APNIC จะกันช่วงไอพีขนาด /16 (65536 ไอพี) เอาไว้ "เผื่อ" ใช้ในอนาคต แต่ถ้าไอพีที่กันไว้นี้ยังไม่ถูกใช้ในขณะที่ไอพีอื่นๆ ถูกจัดสรรไปหมดแล้ว APNIC จะนำไอพีช่วงนี้กลับมาจัดสรรใหม่
- สามารถโอนย้ายแอดเดรส IPv4 ระหว่างสมาชิกได้โดยไม่จำกัดผู้รับ (แต่ถ้าผู้รับจะขอไอพีจาก APNIC ในช่วง /8 ที่เหลือก็จะต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นด้วย)
ที่มา: APNIC: APNIC IPv4 Address Pool Reaches Final /8










