บทความนี้เป็นตอนต่อของซีรีส์ พาสำรวจวงการไอทีพม่า โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมไปเที่ยวประเทศอินเดียพอดีเลยเก็บบรรยากาศ-ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวงการไอทีของอินเดีย (รอบนี้เน้นไปที่มือถือเสียเยอะ) มาฝากกันครับ
แน่นอนว่าการเดินทางของผมไปในฐานะนักท่องเที่ยวเต็มขั้น รับรู้ข้อมูลเฉพาะเท่าที่ตาเห็นซึ่งก็คงไม่ละเอียดเท่าไรนัก ถ้าสมาชิก Blognone มีใครอยู่ที่อินเดียหรือมีข้อมูลเพิ่มเติมก็คอมเมนต์ได้เต็มที่
หมายเหตุ: ภาพเยอะมากครับ ใครใช้เน็ตแบบมีข้อจำกัดก็พึงระวัง
บริษัทวิจัย IDC ออกมาประเมินวงการฮาร์ดแวร์ไอทีปี 2013 ดังนี้
- สมาร์ทโฟนจะขายได้ 918.6 ล้านเครื่อง คิดเป็น 50.1% ของยอดขายมือถือทั้งหมด ทำให้สมาร์ทโฟนมียอดขายชนะฟีเจอร์โฟนเป็นครั้งแรก
- ราคาของสมาร์ทโฟนที่ลดลงเรื่อยๆ บวกกับการขยายตัวของเครือข่าย 4G จะช่วยให้ยอดขายเพิ่มเป็น 1.5 พันล้านเครื่องในปี 2017 หรือ 2/3 ของตลาดมือถือรวม
- จีนเป็นแชมป์สมาร์ทโฟนอันดับหนึ่งของโลกต่อไป ปีนี้ขายได้ 301.2 ล้านเครื่อง, ปี 2017 ขายได้ 457.9 ล้านเครื่อง (อยู่ราว 30% ของตลาดโลก)
- ประเทศที่สมาร์ทโฟนจะโตแบบก้าวกระโดดในอีก 5 ปีข้างหน้าคืออินเดีย ปัจจุบันอยู่อันดับ 5 ขายได้ 27.8 ล้านเครื่อง แต่ปี 2017 จะขยายเป็น 155.6 ล้านเครื่อง (โต 459.7%)
- อย่างไรก็ตาม IDC ประเมินว่าตลาดพีซีในปี 2013 จะหดตัวลงจากปี 2012 อีกเล็กน้อยคือ -1.3% (ลดติดต่อกันเป็นปีที่สาม) แต่ในระยะยาวจะโตขึ้นด้วยอัตราที่ช้ามาก
ที่มา - IDC (มือถือ), IDC (พีซี)
Jim Wong ประธานของ Acer ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg หลังบริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดออกมาขาดทุน
- โน้ตบุ๊กสาย Chromebook ขายดี โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งในยอดขายของ Acer สหรัฐอเมริกาที่ประมาณ 5-10% แล้ว
- Wong พูดถึง Windows 8 ว่า "ไม่ประสบความสำเร็จ" โดยให้เหตุผลว่าตลาดพีซีในภาพรวมไม่สามารถกลับมาเติบโตได้หลัง Windows 8 วางขาย ซึ่งเป็นตัวชี้วัดง่ายๆ ว่ามันประสบความสำเร็จหรือไม่
- เขาบอกว่าจุดเด่นของ Chrome OS คือความปลอดภัย โดยผู้ใช้กลุ่มแรกๆ (early adopter) เป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจริงจัง ส่วนสถานศึกษาและองค์กรเอกชนก็เริ่มแสดงความสนใจใน Chrome OS แล้ว
- Wong บอกว่าเราไม่เห็นแคมเปญการตลาดของ Chrome OS เยอะเท่ากับ Windows 8 ซึ่งยิ่งทำให้เห็นว่าความสำเร็จของ Chrome OS น่าประทับใจมาก และ Acer เองจะลงทุนด้านการตลาดของ Chrome OS ให้มากขึ้น
- Acer ยังไม่ทำฮาร์ดแวร์ที่ใช้ Windows RT จนกว่าจะถึงฤดูร้อนในปีนี้ และกำลังประเมินว่าจะใช้สถาปัตยกรรม ARM ดีไหม
- แต่แผนการของ Acer จะไปดันตลาดสมาร์ทโฟนแทน โดยตั้งเป้าขายมือถือให้ได้ 1.5 ล้านเครื่องภายในปีนี้ และ 5 ล้านเครื่องในปี 2014 (ยอดขายปี 2012 อยู่ที่ 5 แสนเครื่อง)
- Acer ยังไม่สนใจซื้อกิจการบริษัทพีซีในช่วงนี้ แต่อาจซื้อบริษัทเทคโนโลยีด้านอื่นๆ เพิ่ม
ที่มา - Bloomberg
HP เป็นผู้ผลิตพีซีรายล่าสุดที่ออกมายอมรับว่ายอดขายพีซี Windows 8 "น่าผิดหวัง"
Todd Bradley ผู้บริหารของ HP ที่คุมธุรกิจพีซี ให้สัมภาษณ์ว่ายอดขายพีซี Windows 8 จุดติดช้ากว่าที่หลายๆ คนคาดในช่วงแรก แต่ในเดือนนี้ เขาเห็นยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีโมเมนตัมมากขึ้น (เขาไม่ได้เปิดเผยตัวเลขแต่อย่างใด)
ตลาดพีซีในสหรัฐที่ใช้วินโดวส์ ช่วงหลัง Windows 8 วางขายก็ลดลง 21% จากยอดขายในปีก่อนหน้า และนักวิเคราะห์บางรายก็ลดตัวเลขประเมินยอดขาย Surface จาก 2 ล้านเครื่องลงมาเหลือ 1 ล้านเครื่องแล้ว
ยอดขาย Windows 7 ที่ไมโครซอฟท์เคยเปิดเผยอยู่ที่ 600 ล้านชุด (มิ.ย. 2012) ส่วนยอดขาย Windows 8 ล่าสุดคือ 60 ล้านชุด (ม.ค. 2013)
ที่มา - Bloomberg
Gartner เผยสถิติยอดขายพีซีประจำไตรมาสที่สี่ของปี 2012 (นับรวมเน็ตบุ๊กแต่ไม่รวมแท็บเล็ต) สรุปว่าขายได้ทั้งหมด 90.3 ล้านเครื่อง ลดลงจากไตรมาสที่สี่ปี 2011 อยู่ 4.9% ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายว่าตลาดพีซีกำลังหดตัว
Gartner ให้ความเห็นว่าปัจจัยสำคัญมาจากผู้บริโภคไม่ได้ซื้อพีซีใหม่มาแทนพีซีเก่า แต่เปลี่ยนมาซื้อแท็บเล็ตแทน และใช้งานพีซีเครื่องเก่าต่อไปโดยไม่อัพเกรดหรือซื้อใหม่
ตามสถิติของ Gartner ให้ HP กลับขึ้นเป็นอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่ง 16.2% ส่วน Lenovo ตกมาเป็นอันดับสองที่ 15.5% และอันดับสาม Dell 10.2% (สถิติไตรมาสที่สาม Lenovo เป็นแชมป์) อย่างไรก็ตาม ยอดขายเป็นจำนวนเครื่องของ HP ลดลง 0.5% ในขณะที่ Lenovo โตขึ้น 8.2% และบริษัทที่อาการหนักที่สุดคือ Dell ลดลงถึง 20.9%
ที่มา - Gartner
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเวอร์ชันปรับปรุงของบทความเดียวกันในไทยรัฐออนไลน์
ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเที่ยวประเทศพม่าหรือเมียนมาร์ เพื่อนบ้านทางทิศตะวันตกของเราที่กำลังเนื้อหอมมาก เลยถือโอกาสเก็บประเด็นในแง่สถานการณ์การใช้งานไอทีในพม่ามารายงานครับ
ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า ผมไปเที่ยวครั้งนี้ในฐานะ “ทัวริสต์” ไปกับทัวร์เต็มรูปแบบ ไม่ได้แบกเป้ไปเที่ยวเองแต่อย่างใด ดังนั้นข้อมูลที่ได้จึงมาจากการสังเกตป้ายโฆษณาตามท้องถนน และสอบถามจากไกด์ท้องถิ่นเป็นหลัก อาจจะไม่ถูกต้อง 100% กับสถานการณ์จริงในประเทศพม่า
Jon Bach ประธานบริษัท Puget Systems ผู้ขายพีซีตั้งโต๊ะแบบสั่งประกอบเกรดพรีเมียม ให้ข้อมูลว่าหลัง Windows 8 เปิดตัว ลูกค้าส่วนใหญ่ประมาณ 80-90% ยังเลือกติดตั้งระบบปฏิบัติการเป็น Windows 7
Bach บอกว่าตัวเขาเองคิดว่า Windows 8 จะได้รับความนิยมประมาณ 30-40% แต่ไม่คิดว่าเอาเข้าจริงแล้วจะน้อยเพียง 10-20% เท่านั้น อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าลูกค้าของ Puget Systems ส่วนใหญ่เป็นภาคธุรกิจหรือเกมเมอร์ตัวยง ซึ่งอาจไม่สะท้อนภาพรวมของตลาดพีซี
Bach ให้เหตุผลว่าลูกค้าไม่สนใจ Windows 8 เพราะเปลี่ยน UI ใหม่, ตัดปุ่ม Start ทิ้งไป และฟีเจอร์ใหม่ของระบบปฏิบัติการเน้นการใช้งานบนจอสัมผัสเป็นหลัก ซึ่ง Puget มีพีซีรุ่นจอสัมผัสขายด้วยแต่ยอดขายน้อยมาก เพราะคนไม่สนใจจอสัมผัสเลย
เขายืนยันว่า Puget Systems ไม่ได้มีอคติใดๆ กับ Windows 8 เพราะบริษัทเริ่มทดลองใช้ Windows 8 ตั้งแต่ไมโครซอฟท์ออกรุ่นพรีวิว และเซลส์ของบริษัททุกคนใช้ Windows 8 ทั้งเครื่องที่ทำงานและที่บ้าน
Bach ยังเปรียบเทียบกับช่วงเปิดตัว Windows 7 ว่าไม่เกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนอยากหนี Vista และภาคธุรกิจเองก็ถึงรอบการอัพเกรดพีซีจาก Windows XP พอดี
ที่มา - Infoworld
John Chamber ซีอีโอของ Cisco ไปพูดที่งาน Gartner Symposium เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาพยากรณ์ว่ายักษ์ใหญ่ของโลกไอทีองค์กร 6 รายคือ Cisco, Microsoft, IBM, HP, Oracle, SAP จะมีบางรายที่ประสบภาวะแข่งขันไม่ไหวในอีก 5 ปีข้างหน้า และเหลือเพียง 3-4 รายที่ยังอยู่ในระดับแนวหน้าต่อไป
Chamber อธิบายว่าธุรกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากและยักษ์ใหญ่บางรายจะปรับตัวไม่ทัน โดยเขาเสนอว่าบริษัทที่จะอยู่รอดได้ต้องมีโซลูชันครบครัน ทั้งฮาร์ดแวร์ ชิป และซอฟต์แวร์ แล้วประสานงานส่วนประกอบเหล่านี้ด้วยกันเป็นแพ็กเกจ
เขาบอกว่าถ้าบริษัทมีแต่ซอฟต์แวร์ จะปรับตัวไม่ทันการแข่งขัน (หมายถึง Microsoft/SAP) และบริษัทที่ไม่มีชิปของตัวเองอย่าง HP จะถูกทิ้งห่าง บริษัทที่น่าจะไปได้คือ IBM/Oracle/Cisco ที่มีองค์ประกอบครบทั้งสามส่วน ซึ่ง Cisco เองกำลังเร่งพัฒนาซอฟต์แวร์ของตัวเองให้มากขึ้น
เขาปิดท้ายโดยวิจารณ์ HP ว่ากำลังหลงทาง แต่ก็ให้กำลังใจว่าซีอีโอ Meg Whitman น่าจะพา HP กลับมาเข้ารูปเข้ารอยได้
ที่มา - ZDNet
IHS iSuppli ออกมาประเมินยอดขายส่งฮาร์ดดิสก์ตลอดทั้งปี 2012 อยู่ที่ 524 ล้านตัว โตขึ้น 4.3% จาก 502.5 ล้านตัวในปีที่แล้ว (นับเฉพาะฮาร์ดดิสก์พีซี-เดสก์ท็อป-โน้ตบุ๊ก ไม่นับเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจ)
ตัวเลข 524 ล้านถือว่าทำลายสถิติยอดขายฮาร์ดดิสก์ในอดีต แต่ IHS ก็ระบุว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนไปถึง 575.1 ล้านตัวในปี 2016
IHS ให้ข้อมูลว่ายอดขายฮาร์ดดิสก์ที่เติบโตเป็นผลมาจากตลาดผู้ใช้พีซีที่ต้องการเก็บข้อมูลมากขึ้น (เป็นผลมาจากการบูมของสื่อแบบดาวน์โหลดอีกทีหนึ่ง) และผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์เองก็แก้ปัญหาของขาดจากน้ำท่วมในประเทศไทยปี 2011 ได้แล้ว สุดท้ายยังมี Windows 8 ที่จะออกมากระตุ้นตลาดอัลตร้าบุ๊กช่วงท้ายปีด้วย
ที่มา - IHS iSuppli
Lenovo ยักษ์จีนที่กำลังโตวันโตคืน ประกาศซื้อกิจการเพิ่มเติมเพื่อขยายบริษัทให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยซีอีโอ Yang Yuanqing ให้สัมภาษณ์ว่าบริษัทสนใจซื้อกิจการเพิ่มในทุกๆ ตลาดที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของบริษัท และเป็นด้านที่บริษัทยังอ่อนแออยู่
Lenovo มาแรงมากในตลาดพีซีช่วงหลังๆ และใกล้แซง HP ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในเร็ววัน ส่วนตลาดสมาร์ทโฟนในจีนเพิ่งขึ้นมาเป็นอันดับสอง ตามหลังซัมซุงเพียงบริษัทเดียวเท่านั้น
Yang ระบุว่า Lenovo จะใช้ยุทธศาสตร์แบ่งมือถือเป็นรุ่นย่อยๆ ครอบคลุมทุกระดับราคา และใช้กระบวนการพัฒนาที่เร็วกว่าคู่แข่งสร้างความแตกต่างในตลาด บริษัทเตรียมขายมือถือในอินเดีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียในเร็วๆ นี้
มีความเป็นไปได้ว่า Lenovo อาจซื้อบริษัทมือถือในประเทศพัฒนาแล้ว ที่แบรนด์ Lenovo ยังไม่มีความเข้มแข็งมากเท่าไร ส่วนจะเป็นบริษัทใดบ้างอันนี้เราคงต้องเดากันเองครับ
ที่มา - Bloomberg
หลังจากที่หุ้น Apple ขึ้นมายืนเหนือ 600 ดอลลาร์ได้สำเร็จ Apple ก็ยังคงเติบโตในตลาดหุ้นรวดเร็วมาก ซึ่งทำให้ขณะนี้ Apple แทนที่ Microsft ที่เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นตลอดกาลแล้ว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ Microsoft คว้ามาได้เมื่อเดือนตุลาคมปี 1999
หุ้น Apple มีราคา 660.73 เหรียญ มูลค่ารวม 6.19 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าหุ้นของ Microsoft ขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อ 30 ตุลาคม 1999 มีราคา 119.94 เหรียญ มูลค่ารวม 6.18 แสนล้านดอลลาร์
ที่มา: MacRumors
บริษัทวิจัยตลาด comScore สำรวจข้อมูลของผู้ใช้ฟีเจอร์โฟนในสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่ในเดือนเมษายน 2012 (ไม่ระบุข้อมูลจำนวนกลุ่มตัวอย่าง) พบว่า 47.5% ของผู้ใช้กลุ่มนี้เปลี่ยนจากฟีเจอร์โฟนเป็นสมาร์ทโฟนแล้ว ส่วนคนที่เปลี่ยนเป็นฟีเจอร์โฟนเครื่องใหม่ยังครองส่วนแบ่งข้างมากที่ 50.7%
ตัวเลขชุดนี้ถือว่ามีนัยยะสำคัญไม่น้อย เพราะผลสำรวจแบบเดียวกันของเดือนเมษายน 2011 สัดส่วนคือสมาร์ทโฟน 38% และฟีเจอร์โฟน 60.6% แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมของตลาดมือถือที่เปลี่ยนไปมาก
สำหรับผู้ที่เปลี่ยนจากฟีเจอร์มาใช้สมาร์ทโฟน เลือก Android 61.5%, iPhone 25.2%, Windows Phone 7.1%, BlackBerry 4.8%
ที่มา - comScore
บริษัทวิจัยตลาด IDC ออกมาประเมินสภาพตลาดมือถือ (รวมฟีเจอร์โฟน+สมาร์ทโฟน) ระหว่างปี 2012-2016 พบว่าการเติบโตอันร้อนแรงของยอดขายมือถือเริ่มช้าลงแล้ว โดยตัวเลขการเติบโตของปี 2012 จะอยู่ที่ 4% ถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา
เหตุผลสำคัญมาจากยอดขายฟีเจอร์โฟนหดตัวลงอย่างมาก โดยปีนี้คาดฟีเจอร์โฟนจะยอดขายลดลง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนสมาร์ทโฟนจะยังเติบโตต่อไปด้วยอัตรา 38.8% มียอดขายรวม 686 ล้านเครื่องในปีนี้ (แต่สัดส่วนของฟีเจอร์โฟนเยอะกว่าคือ 61.6% ทำให้ยอดรวมมีอัตราเติบโตไม่เยอะนัก)
IDC ประเมินว่าปี 2012 จะมีมือถือขายได้ทั้งหมด 1.8 พันล้านเครื่อง โตจากปีที่แล้วที่ 1.7 พันล้านเครื่อง และอัตราการเติบโตจะไปอย่างช้าๆ จนในปี 2016 ยอดรวมจะเป็น 2.6 พันล้านเครื่อง
มือถือลูกผสมกับแท็บเล็ต (ที่เรียกกันว่า phablet = phone + tablet) อย่าง Samsung Galaxy Note หรือ LG Optimus Vu ที่มีหน้าจออยู่ระหว่าง 4.6-5.5 นิ้ว กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดบริษัทวิจัยตลาด ABI Research ออกมาประเมินว่า phablet จะมียอดขายสูงถึง 208 ล้านเครื่องในปี 2015
ABI บอกว่ากระแส phablet เริ่มต้นอย่างช้าๆ ในปี 2011 และเริ่มจุดติดในปี 2012 โดยเราจะได้เห็น HTC, LG, Huawei รุกเข้ามาในตลาดนี้ เหตุผลที่ช่วยดันให้ phablet เติบโตคือคนนิยมใช้สมาร์ทโฟนท่องเว็บหรืออ่านข่าว ซึ่งจอภาพที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยให้ประสบการณ์การทำงานดีกว่ามือถือหน้าจอ 3.5-4 นิ้วมาก
ที่มา - ABI Research via Engadget
หมายเหตุ: ตัวเลขที่ว่ามา ABI นับรวม Galaxy S III และ HTC One X เป็น phablet ด้วยนะครับ
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA) สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (SIPA) ร่วมมือกันสำรวจตัวเลขตลาด ICT ในประเทศไทยประจำปี 2554 และประมาณการปี 2555
ตลาดไอซีทีของประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์, สื่อสาร, ซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์
ใครที่เคยอาศัยอยู่ในออสเตรเลียอาจจะสงสัยมานานแล้วเหมือนกันว่า แม้ว่าค่าเงินของออสเตรเลียจะสูงกว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมาระยะหนึ่งแล้ว ทำไมราคาสินค้าประเภทซอฟต์แวร์ในประเทศออสเตรเลียถึงยังมีราคาสูงกว่าในสหรัฐอเมริกาอยู่มาก เช่น ราคา Office 2010 Professional อยู่ที่ 849 ดอลลาร์ (27,000 บาท) ในขณะที่ราคาขายในสหรัฐอยู่ที่ 349 ดอลลาร์สหรัฐ (10,700 บาท) เท่านั้น หรือชุดเพลง Greatest hits of Richard Clapton ที่วางขายบน iTunes ที่มีราคาขายในออสเตรเลียที่ 24 ดอลลาร์ (768 บาท) ในขณะที่ราคาขายที่สหรัฐที่ราคา 9.99 ดอลลาร์สหรัฐ (307 บาท) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ซื้อซอฟต์แวร์จาก Adobe ในออสเตรเลียจะต้องจ่ายแพงกว่าผู้ที่ซื้อในสหรัฐฯ ถึง 1,400 ดอลลาร์
PricewaterhouseCoopers และ National Venture Capital Association (NVCA) ได้ออกรายงานสรุปยอดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ได้รับจากนักลงทุน (Venture Capitalists) ประจำไตรมาสแรกของปีนี้
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ได้รับเงินลงทุนไปมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,600 ล้านดอลลาร์ แต่มูลค่าการลงทุนนี้ลดลง 18% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน นอกจากมูลค่าเงินลงทุนที่ได้รับเยอะที่สุดแล้ว ถ้านับตามจำนวนครั้งของข้อตกลงทางธุรกิจที่เกิดขึ้น อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ก็ยังมีจำนวนครั้งเยอะที่สุดด้วย คือเกิดขึ้นทั้งสิ้น 231 ครั้ง ลดลง 12% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน
ในกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์นี้ บริษัทด้านอินเทอร์เน็ต ได้รับเงินลงทุนไปทั้งสิ้น 1,400 ล้านดอลลาร์ จากการตกลงกันทางธุรกิจ 188 ครั้ง และถ้าเปรียบกับไตรมาสก่อนแล้ว จำนวนตัวเลขลดลงทั้งในเชิงของมูลค่าและจำนวนครั้ง โดยลดลง 3% และ 23% ตามลำดับ เรียกได้ว่ากลุ่มบริษัทด้านอินเทอร์เน็ต เป็นกลุ่มที่นักลงทุนยังคงให้ความสนใจมาก โดยได้รับเงินลงทุนมากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์มาเป็นไตรมาสที่แปดแล้ว
ในทุกๆ ปี นิตยสาร Forbes จะมีการจัดอันดับ 2000 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก (Global 2000 - The World's Biggest Companies) โดยทาง Forbes มีสูตรที่ใช้ในการจัดอันดับ โดยคำนวณจากตัวแปรในหลากหลายมิติ เช่น ยอดขาย, ผลกำไร, สินทรัพย์ และมูลค่าในตลาด
เมื่อวานนี้ ทางนิตยสาร Fobes ได้ประกาศผลการจัดอันดับประจำปีนี้ออกมา โดยอันดับที่ 1 ได้แก่ Exxon Mobil ซึ่งแม้จะแพ้ Apple ในเรื่องมูลค่าของบริษัทในตลาด แต่พอคำนวนตามสูตรของ Forbes แล้ว Exxon Mobil ได้ครองตำแหน่งบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดไป
แต่เรียงการจัดอันดับเฉพาะกลุ่มบริษัทด้านคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ บริษัทที่ได้อันดับสูงที่สุด คือ Apple โดยได้อันดับที่ 22 กระโดดขึ้นมาถึง 25 อันดับจากปีก่อน ส่วนบริษัทอื่นๆ ที่น่าสนใจ ที่ติดอันดับในปีนี้ได้แก่
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Research In Motion หรือ RIM ได้เริ่มติดต่อจ้างที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อช่วยตัดสินใจในกลยุทธ์ธุรกิจในอนาคตแล้ว ทั้งนี้โดยอ้างแหล่งข่าวจากบุคคลสี่รายที่ไม่ขอเปิดเผยตัว
บริษัททางการเงินที่ RIM จะให้เข้ามาช่วยประเมินธุรกิจนั้นประกอบด้วยธนาคารในประเทศแคนาดาเองหนึ่งแห่ง และธนาคารต่างประเทศอีกแห่ง ทั้งนี้ทางเลือกของ RIM อาจเป็นการขายไลเซนส์ซอฟต์แวร์ หรืออาจนำเงินสดไปลงทุนในธุรกิจอื่น หรืออาจเป็นทางเลือกสุดท้ายอย่างการขายกิจการ
นักวิเคราะห์มองว่าการขายไลเซนส์เป็นทางเลือกที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด ส่วนการนำเงิน 1.77 พันล้านดอลลาร์ที่มีอยู่ไปลงทุนนั้นไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าใด อย่างไรก็ตามตัวแทนของ RIM ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในข่าวดังกล่าว
ที่มา: Bloomberg
บริษัทการเงิน Credit Suisse เผยตัวเลขประเมินยอดขายสมาร์ทโฟนของทั้งโลก ว่าสมาร์ทโฟนปีนี้จะเติบโต 46% ขึ้นมาเป็น 687.9 ล้านเครื่อง และตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 1.05 พันล้านเครื่องในปี 2014
ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญคือการเติบโตของสมาร์ทโฟนในประเทศจีน ซึ่งจะมีส่วนแบ่งคิดเป็น 22% ของตลาดโลกในปี 2015 นอกจากนี้ยังมีสมาร์ทโฟนราคาถูกที่จะออกมาทำตลาดมากขึ้น
ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลกจะยังเป็นแอปเปิล ครองส่วนแบ่งตลาด 23% ในปีนี้ ส่วนโนเกียจะเริ่มกลับมาได้ในปี 2013 และครองส่วนแบ่ง 11% ในระยะยาว
ผู้ผลิตที่มีแนวโน้มจะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นคือ Samsung, Huawei ส่วนผู้ผลิตที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดคือ Motorola Mobility, Sony, HTC, RIM
ที่มา - Reuters








