Wall Street Journal รายงานถึงการสัมภาษณ์ Steve Wozniak (หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Woz) กับ BBC ซึ่งเขาได้เอ่ยในระหว่างการสัมภาษณ์ว่าสังคมที่ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่แย่และลงโทษคนเหล่านี้อย่างหนัก และสังคมที่ไม่สอนให้คนคิดด้วยตัวเอง ทำให้ประเทศสิงคโปร์เสียเปรียบเมื่อถึงเวลาที่ต้องการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และบริษัทอย่างแอปเปิลก็ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ในประเทศแบบนี้
ดูที่ตัวอย่างสังคมสิงคโปร์สิครับ สังคมนี้เป็นสังคมที่ไม่ยอมรับพฤติกรรมแย่ ๆ และคุณก็จะถูกลงโทษอย่างหนัก ลองหาดูสิว่าหัวคิดสร้างสรรค์ในประเทศนี้อยู่ไหน? ศิลปินต่าง ๆ หายไปไหนหมด? นักร้องนักดนตรีล่ะ? นักเขียนล่ะ?
Woz กำลังร่วมงานกับรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อที่จะวางแผนให้กับอนาคตของชาติ ในการส่งเสริมการเริ่มต้นนวัตกรรมต่าง ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสิงคโปร์
อยากรู้ว่าถ้าเขาพูดแบบนี้กับประเทศไทย ไม่รู้ว่าจะโดนบอมหน้า Facebook Page หรือไม่
ที่มา - The Next Web, WSJ
- 81 comments
- 6353 reads
เกิดเหตุปะทะคารมอีกแล้ว คราวนี้เป็นทีอดีตผู้บริหารของไมโครซอฟท์กับไมโครซอฟท์เอง
เมื่อสามวันก่อน คุณ Dick Brass อดีตรองประธานของไมโครซอฟท์ ได้เขียนบทความลง New York Times หัวข้อ "การทำลายความคิดสร้างสรรค์ของไมโครซอฟท์" (Microsoft’s Creative Destruction) โดยกล่าวว่า
คำถามที่สำคัญกว่าคือทำไมไมโครซอฟท์ไม่เคยนำพวกเรา [ผู้ใช้งาน]* ไปสู่อนาคตได้เลย ต่างกับผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ของคู่แข่ง ทั้งแท็บเล็ตอย่าง iPad, เครื่องอ่านอีบุ๊กอย่าง Kindle, สมาร์ทโฟนอย่างไอโฟนหรือแบล็คเบอร์รี่, บริการค้นหาข้อมูลอย่างกูเกิล, เครื่องเล่นเพลงอย่างไอพอดและบริการอย่างไอทูน หรือเว็บชุมชนออนไลน์อย่างเฟสบุ๊กหรือทวิตเตอร์
- 63 comments
- 18738 reads
- Read more
ดูเหมือนว่าในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาจะไม่มีเทคโนโลยีพัดลมใหม่ ๆ เลยจนกระทั่งวันนี้ Dyson บริษัทที่มีชื่อเสียงในด้านเครื่องดูดฝุ่นและที่เป่าผมได้ออกมาเปิดตัวพัดลมยุคใหม่ที่ไม่มีใบพัด
เมื่อเห็นรูปแล้ว (คลิกเข้ามาอ่านต่อ) หลาย ๆ คนก็อาจจะมานั่งคิดว่าเขาทำได้อย่างไร แต่ถ้าหากดูดี ๆ แล้ว ตัวใบพัดจริง ๆ ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่มันย้ายไปอยู่ตรงฐานของพัดลมนั่นเอง การทำงานทั้งหลายว่าง่าย ๆ คล้ายกับที่ดูดฝุ่นแบบกลับด้านนั่นเอง
ข้อดีของพัดลมตัวนี้คือต่อไปนี้เราจะไม่ต้องบาดเจ็บจากการที่เอามือเข้าไปแหย่ในใบพัดของพัดลม ข้อเสียของพัดลมนี้คือต่อไปนี้เราไม่สามารถที่จะทำเสียงเหมือนดาร์ธเวเดอร์โดยการออกเสียงจากด้านหลังของพัดลมได้ต่อไป ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือเมื่อเทียบกับพัดลมขนาดเท่า ๆ กันละก็แรงของลมที่เป่าออกมาแทบจะสู้ไม่ได้
สำหรับราคาก็ยังแพงมากสำหรับพัดลม เริ่มต้นที่ 9,999 บาท (300 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับขนาด 10 นิ้ว และ 10,999 บาท (330 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับขนาด 12 นิ้ว
ที่มา - Engadget
- 36 comments
- 8744 reads
- Read more
นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตันในกรุงซีแอทเทิล ได้พัฒนาคอนแทคเลนส์ที่สามารถวางแผงวงจรและ LED เข้าไปได้
เลนส์ที่ผลิตมานี้สามารถใช้ใส่ได้ปกติ จากการทดสอบกับกระต่ายที่ได้สวมเลนส์ชนิดนี้เป็นเวลา 20 นาทีแล้วยังไม่พบปัญหาแต่อย่างใด แม้ว่าตัวต้นแบบที่ได้นำไปทดลองนั้นจะมี LED สีแดงติดอยู่ด้วยก็ตาม แต่มันยังไม่ถูกใช้งานแต่อย่างใด
แต่หากสามารถใช้งานได้จริงในอนาคต เป็นไปได้ว่าเราสามารถที่จะเล่นอินเทอร์เน็ตหรือเช็คอีเมลล์โดยไม่ต้องมองจอภาพอีกต่อไปก็ได้ (ประมาณเรามีการมองเห็นแบบหุ่นใน The Terminator เลยล่ะ เห็นตัวหนังสือวิ่ง ๆ)
นอกจากนี้แล้วยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีปัญหาทางด้านสายตาอีกด้วย ที่เลนส์ชนิดนีี้อาจจะมีส่วนช่วยในด้านใดด้านหนึ่ง
ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่อย่าเพิ่งหวังว่าจะได้ใช้มันในเร็ววันหรอก การทดลองนี้ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ที่มา - C|net
- 14 comments
- 971 reads
The World's Thinnest Laptop อาจจะเป็นเพียงแค่คำที่ใช้อ้างในการขาย MacBook Air จากแอปเปิลเท่านั้น เมื่อในความจริงแล้วโน้ตบุคที่บางที่สุดในโลกนั้นผลิตโดย Sharp
ในปี 2003 คอมพิวเตอร์รุ่น Actius MM10 Muramasa จาก Sharp เป็นคอมพิวเตอร์ที่บางที่สุด ที่มีความหนาอยู่ที่ 13.7 มิลลิเมตร โดยเครื่องมาพร้อมกับ 1 GHz CPU จาก Transmeta และแรมขนาด 256MB, ฮาร์ดดิสก์ขนาด 15 GB พร้อมกับ Wi-Fi
ถ้านับโน้ตบุค Pedion จากมิซูบิชิที่มีความหนา 18.3 มิลลิเมตรแล้วละก็ MacBook Air นั้นเป็นอันดับที่สาม อยู่ที่ 19.3 มิลลิเมตร
ที่จริงแล้ว Sharp นั้นเป็นบริษัทที่ผลิตหลาย ๆ อย่างเป็นรายแรก ที่คนมักจะลืมมันไป เช่น เครื่องคิดเลขที่ใช้จอ LCD เครื่องแรกของโลก และโทรศัพท์มือถือที่มาพร้อมกับกล้องถ่ายรูปเครื่องแรกของโลกในปี 2000 แม้กระทั่งดินสอกดแท่งแรกของโลกเมื่อปี 1915
ที่มา - C|net News
- 27 comments
- 4592 reads
ผู้พัฒนาคอมพิวเตอร์ทั้งหลายต่างเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันมานานแล้วว่าต่อให้ระบบทุกอย่างจะดีและเร็วขึ้นมากเท่าไหร่ก็ตาม สุดท้ายมันก็จะมีคอขวดอยู่ที่ฮาร์ดไดรว์ที่ความเร็วส่วนใหญ่แล้วต่ำกว่า 10000 rpm
ล่าสุดนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Radboud Nijmegan ในเนเธอร์แลนด์ก็ได้เจอวิธีใหม่ที่ดีกว่าในการเข้าถึงข้อมูลในฮาร์ดไดรว์ที่เร็วขึ้นถึง 100 เท่า โดยใช้วิธีเขียนและอ่านข้อมูลด้วยลำแสงเลเซอร์แทนการใช้แม่เหล็กในการเขียนและอ่านข้อมูลไบนารี
แน่นอนเทคโนโลยีใหม่นี้ก็มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือการเขียนข้อมูลในลักษณะนี้จะทำให้เกิด "ร่องรอย" (footprints) บนตัวดิสก์ที่ขนาดกว้างกว่า 5 ไมครอน ซึ่งมากกว่าการใช้แม่เหล็กมาก ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ทางทีมงานค้นคว้าและวิจัยก็กำลังพยายามที่จะลดขนาดให้เหลือเพียง 10 นาโนเมตร คาดว่าภายในสิบปีข้างหน้านี้คงได้มีการใช้เทคโนโลยีนี้มาทดแทนอย่างแพร่หลายแน่นอน
ที่มา - Science Mag
- 7 comments
- 1030 reads
เป็นเวลาหลายสิบปีที่เราใช้ใบพัดลมเพดานที่มีใบพัดสามถึงห้าปีก มีความเร็วในการหมุนให้เลือกได้หลายระดับ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราลืมพัฒนาสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของพัดลมเพดานไป นั่นก็คือลักษณะและรูปทรงของใบพัดนั่นเอง
ใบพัดลมที่เลียนแบบรูปทรงของฝักของต้น Sycamore ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทจากประเทศออสเตรเลียนั้น ได้รับการออกแบบมาให้มีความสวยงามแปลกตา และให้สามารถบังคับทิศทางลมได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าพัดลมนี้จะมีใบพัดเพียงใบเดียว
นวัตกรรมชิ้นนี้สามารถให้แรงลมได้เท่ากับพัดลมที่เราใช้กันอยู่ ในขณะที่มีความเร็วในการหมุนที่ต่ำกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เกิดเสียงรำคาญน้อยลง และประหยัดพลังงานมากขึ้น
ผมว่าถ้าเข้ามาไทยแล้วราคาไม่แพง จะซื้อมาใช้เองไม่ก็ไปถวายวัดที่ใช้พัดลมบ่อยๆ
ที่มา - Gizmodo, TreeHugger
- 9 comments
- 4339 reads
- Read more
บริษัท Given Imaging Ltd. จากประเทศอิสราเอลได้ทำการออกสินค้าชนิดใหม่ ชื่อว่า PillCam™ ESO2 ซึ่งเป็นแคปซูลที่บรรจุกล้องภายในทั้งด้านหัวและท้ายเพื่อใช้ในทางการแพทย์
กล้องขนาดเล็กนี้สามารถถูกกลืนได้โดยคนไข้ และสามารถถ่ายภาพที่สำคัญทางการแพทย์ในระหว่างที่มันเดินทางอยุ่ในช่องอาหารของผู้ป่วย จากนั้นภาพถ่ายที่ถ่ายได้นั้นจะถูกส่งกลับไปยัง Sensor Arrays ที่ติดอยู่กับหน้าอกของผู้ป่วยด้วยความเร็ว 18 เฟรมต่อวินาที ซึ่งเพียงพอที่จะเป็นประโยชน์แก่แพทย์ในการรักษา และต่อตัวคนไข้เองในการเข้าใจโรคที่เกิดขึ้น
แคปซูลดังกล่าวมีจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัทในเครือ Johnson and Johnson
สงสัยว่ามันจะนำมารียูสได้ไหม ถ้าได้ละก็ผมไม่ใช้จริงๆนะ
- 10 comments
- 1953 reads
- Read more
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยยูทาห์ (University of Utah) ได้พัฒนาอุปกรณ์ที่จะช่วยเปลี่ยนพลังงานความร้อนจากเครื่องใช้ไฟฟ้าไปเป็นคลื่นเสียง และจากนั้นจึงทำการแปรสภาพเสียงนั้นกลับเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานได้
ในการทดลอง ผู้คิดค้นได้ทำการแปลงพลังงานความร้อนไปเป็นพลังงานเสียง โดยผ่านเครื่องมือ thermoacoustic ชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อให้ความร้อนแก่อุปกรณ์ชิ้นนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือคลื่นความถี่เสียงความถี่หนึ่งเช่นเดียวกับคลื่นความถี่ของขลุ่ย
เมื่อนำความถี่ที่ได้ไปใช้กับเครื่องมือประเภท piezoelectric แรงดันที่เกิดจากความถี่ของเสียงนั้นจะถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้าที่เราต้องการ
ผู้วิจัยได้กล่าวอีกว่าคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการนี้จะไม่เป็นมลพิษทางเสียง เพราะว่าความดังของเสียงจะลดลงเนื่องจากพลังงานเสียงส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า และเมื่อเครื่องมือมีขนาดเล็กลงระดับหนึ่ง คลื่นเสียงที่เกิดขึ้นจะเป็นเสียงในระดับ ultrasonic ซึ่งมนุษย์จะไม่ได้ยิน
ในบทสัมภาษณ์ได้มีการพูดถึงการนำเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาใช้กับคอมพิวเตอร์แลปท็อปอีกด้วย
คิดไปคิดมาแล้วเครื่องนี้อาจจะไล่ยุงได้เป็นของแถม
ที่มา - U of Utah News Center
- 6 comments
- 1011 reads



