หลังจากเมื่อปลายปีที่แล้วไมโครซอฟท์ได้โชว์ความสามารถใหม่ของ Silverlight 5 ไป ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ไมโครซอฟท์ได้ประกาศผ่านเว็บบล็อกว่าจะเปิดตัว Sliverlight 5 รุ่นเบต้าในงาน MIX 11
ถึงแม้ไมโครซอฟท์จะเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาผลักดัน HTML5 (ผ่าน Internet Explorer 9) สำหรับงานที่ต้องรันข้ามแพลตฟอร์ม (ดูข่าวเก่า) แต่ไมโครซอฟท์ก็ยังเน้นย้ำในเว็บบล็อกกับเหล่านักพัฒนาแอพฯ ว่า "ปลั๊กอิน Silverlight" ยังมีบทบาทในโลกของ HTML5 เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีใด (ซึ่งก็รวมถึง HTML5) ที่จะตอบโจทย์กับความต้องการในการพัฒนาแอพฯ สำหรับฝั่งไคลเอนท์ในทุกเรื่อง และถึงแม้จะมีการพูดถึงการลดช่องว่างระหว่าง HTML5 และปลั๊กอินลงนั้น แต่ปลั๊กอินก็จะยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดช่องว่างที่มาตรฐานกลางอย่าง HTML5 จะต้อง "ไล่ตามให้ทัน" ต่อไป
ตามข่าวก่อนหน้านี้ ไมโครซอฟท์จะปล่อย Silverlight 5 ตัวจริงภายในสิ้นปีนี้
ที่มา: Silverlight Team Blog ผ่าน ZDNet
เมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้ว Readability มีปัญหากับค่าหัวคิว 30% ของแอปเปิล ทางออกของ Readability จึงเป็นการสร้างแอพบนเว็บ (ด้วย HTML5) ซึ่งออกมาให้ใช้กันแล้ววันนี้
แอพรุ่นใหม่นี้รองรับอุปกรณ์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมือถือ แท็บเล็ต หรือเครื่องอ่านอีบุ๊ก (ทั้งหมดต้องมีเว็บเบราว์เซอร์ที่รองรับ) การติดตั้งก็ง่ายๆ เพียงเข้าไปที่ readability.com ผ่านอุปกรณ์ที่ต้องการ และเพิ่มช็อตคัตของเว็บไปยัง homescreen เท่านั้น (Readability เป็นบริการที่ต้องเสียค่าสมาชิก 5 ดอลลาร์ต่อเดือน)
Readability เวอร์ชันเว็บสามารถอ่านเนื้อหาแบบออฟไลน์ได้ (ด้วย HTML5) และสามารถจัดหน้าจอให้เหมาะกับอุปกรณ์แต่ละชนิดได้อัตโนมัติ
คำถามที่น่าสนใจก็คือ จะมีใครเดินตามรอยของ Readability หรือไม่?
ที่มา - Readability Blog, TechCrunch
เมื่อปีที่แล้ว Adobe ได้สาธิตเครื่องมือแปลง Flash ไปเป็น HTML5 เกือบหนึ่งปีผ่านไปก็ได้เวลาส่งเครื่องมือนี้ไปยังนักพัฒนากันจริงๆ แล้ว โดย Adobe เปิด Wallaby ในรุ่นพรีวิวให้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดได้ทันทีที่หน้าโครงการ Wallaby
ฟีเจอร์ที่รองรับนั้นยังจำกัดอยู่มาก โดยมากแล้วเป็นการกราฟิก, และภาพเคลื่อนไหวนั้นแปลงได้ครบถ้วนแล้ว แต่ฟีเจอร์อื่นๆ เช่นการแปลงโค้ด Actionscript นั้นยังไม่สามารถแปลงได้เลย และการแปลงยังจำกัดว่าต้องแปลงจากไฟล์ FLA เท่านั้น ไม่สามารถแปลงจากไฟล์ SWF ได้
ที่มา - John Nack on Adobe
เมื่อครั้งที่ไมโครซอฟท์ออก IE9 Beta ได้ประกาศว่ากำลังทำ Bing เวอร์ชันที่เขียนด้วย HTML5 ซึ่งมีฟีเจอร์เพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง (รวมถึง Instant Search แบบเดียวกับของกูเกิลด้วย) แต่ข่าวเรื่องนี้ก็เงียบหายไป
ล่าสุดเว็บไซต์ WinRumors รายงานข่าวจากวงในว่าไมโครซอฟท์จะออก Bing HTML5 รุ่นทดสอบพร้อมกับ IE9 ตัวจริง (ซึ่งยังไม่บอกว่าเมื่อไร) ก่อนหน้านี้ไมโครซอฟท์ประเทศอินเดียเคยหลุดว่า IE9 ตัวจริงจะออก 24 มี.ค. นี้ แต่สื่อส่วนมากยังคาดว่าไมโครซอฟท์จะเปิดตัว IE9 ในงาน MIX ช่วงเดือนเมษายน
ที่มา - WinRumors
Disney เข้าซื้อกิจการบริษัท Rocketpack ซึ่งมีผลิตภัณฑ์คือ Rocket Engine เครื่องมือสร้างเกมด้วย HTML5 ล้วนๆ
Rocket Engine ใช้เพียง JavaScript และ CSS นอกจากนั้นตัว Rocket Engine ยังมาพร้อมกับโปรแกรมสร้างเกมผ่านเบราว์เซอร์ เกมที่สร้างขึ้นมาสามารถทำงานได้บนทุกอุปกรณ์ที่มีเบราว์เซอร์ ตั้งแต่ netbook ยัน iPhone ดูวิดีโอได้ที่ท้ายข่าวครับ
ที่มา TechCrunch
Philippe Le Hegaret ผู้นำคณะทำงาน HTML5 ของ W3C ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNET ว่ามาตรฐาน HTML5 จะเสร็จสมบูรณ์ประมาณไตรมาสที่สองของปี 2014
ร่างมาตรฐาน HTML5 เริ่มพัฒนาในปี 2007 และ Hegaret คาดว่าจะใช้เวลาทั้งหมด 7 ปี สาเหตุที่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้เป็นเพราะความซับซ้อนของตัวเทคโนโลยีเอง และการต่อรองระหว่างองค์กรสมาชิกจำนวน 55 ราย ซึ่งทาง W3C ต้องการให้มาตรฐานรองรับความต้องการของทุกฝ่ายให้มากที่สุด
สถานะของ HTML5 ตอนนี้คือ W3C จะกำหนดรายการและขอบเขตของฟีเจอร์ทั้งหมดภายในเดือนพฤษภาคม 2011 จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงปรับปรุงและแก้บั๊กต่อไป จากนั้นปลายปีจะออกร่างที่สอง รับความเห็นอีกครั้ง และเริ่มทดสอบกับเว็บเบราว์เซอร์ในไตรมาสที่สองของปี 2012
หลังจากที่กูเกิลเข้าซื้อบริษัท On2 เพื่อเปิดมาตรฐาน VP8 ให้ทุกคนใช้งานได้ฟรีแม้บริษัทต่างๆ จะมีท่าทีต่างกันไป แต่บริษัทที่เสียผลประโยชน์อย่างชัดเจนคือ MPEG LA ที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าให้กับเจ้าของสิทธิบัตร โดยตอนนี้ MPEG LA เป็นผู้เรียกเก็บค่าใช้งานสิทธิบัตรจากมาตรฐาน H.264 อยู่ ล่าสุด MPEG LA ก็เรียกให้บริษัทผู้ถือสิทธิบัตรออกมาเสนอสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ VP8 เพื่อรวมเข้ากองกลาง
กระแส HTML5 เริ่มมาแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ Facebook ซึ่งทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากเกมที่สร้างด้วย Flash ก็ออกมากระตุ้นให้นักพัฒนาใช้ HTML5 สร้างเกมมากขึ้น
แต่เนื่องจาก HTML5 ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ และยังไม่ค่อยมีใครนำไปใช้สร้างเกมกันมากนัก Facebook เลยออกเครื่องมือช่วยทดสอบประสิทธิภาพว่าเกมที่สร้างด้วย HTML5 ใช้งานได้ดีแค่ไหน
เครื่องมือของ Facebook เป็นเครื่องมือแบบคอมมานด์ไลน์ ใช้ชื่อว่า JSGameBench ในเวอร์ชันแรก 0.1 ยังทดสอบได้แค่อัตราการแสดงภาพ (animating sprite) ว่าเบราว์เซอร์แต่ละตัวสามารถแสดงภาพได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่าถ้าเอาเกม HTML5 ไปรันแล้วจะลื่น-กระตุกเพียงใด
แอปเปิลปรับเว็บไซต์ apple.com เสียใหม่ หน้าตาส่วนมากยังเหมือนเดิม แต่ข้างใต้เปลี่ยนมาใช้ HTML5 แทน HTML 4.01 Transitional ของเดิม
การเปลี่ยนมาใช้ HTML5 ทำให้แอปเปิลเพิ่มฟีเจอร์เล็กๆ น้อยๆ ลงมาในเว็บไซต์หลายจุด (เช่น กล่องค้นหาที่ปรับขนาดได้) และปรับสไตล์ของเว็บไซต์ไปบางส่วน (แถบนำทางสีเข้มขึ้น เปลี่ยนวิธีแสดงแถบเลื่อนสำหรับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง)
ผมไม่แน่ใจว่าเบราว์เซอร์ที่ไม่รองรับ HTML5 เปิดแล้วจะเห็นเว็บไซต์หน้าตาเป็นอย่างไร ใครมีช่วยทดสอบด้วยก็ดีครับ
ที่มา - AppleInsider
ฟีเจอร์หนึ่งของ HTML5 ที่ไม่ค่อยดังเท่าไรนักคือ desktop notification หรือการอนุญาตให้เว็บเพจสามารถ "แจ้งเตือน" การเปลี่ยนแปลงสถานะมายังเบราว์เซอร์ได้ (ซึ่งเบราว์เซอร์จะแสดงผ่านเดสก์ท็อปอีกที ลองเล่นได้ที่ HTML5 Rocks)
กูเกิลได้เริ่มนำฟีเจอร์นี้มาใช้กับ Gmail แล้ว โดยเราสามารถเปิดการแจ้งเตือนอีเมลใหม่ และการสนทนาใหม่ได้จากหน้า Settings เมื่อมีอีเมลใหม่หรือเพื่อนทักเข้ามา จะเห็นบอลลูนข้อความขึ้นที่มุมของหน้าจอครับ
ตอนนี้เบราว์เซอร์ที่ใช้งานได้ยังจำกัดแค่ Chrome เท่านั้น
ที่มา - Gmail Blog
HTML5 ประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายส่วน เช่น แท็กแบบใหม่ๆ, audio/video, canvas, geolocation ฯลฯ ส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยแต่คนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไรคือความสามารถของ "เว็บเพจ" (หรืออาจเรียกมันว่าเป็น "เว็บแอพพลิเคชัน" ก็ได้) ในการเก็บข้อมูลแบบออฟไลน์ ซึ่งก็แยกย่อยได้อีกหลายชนิดมาก (HTML4 เก็บได้เฉพาะคุกกี้เล็กๆ นิดเดียว)
เว็บไซต์ InfoWorld สรุปมาสั้นๆ ดี ผมเลยมาสรุปอีกทีให้สั้นกว่าเดิม เพื่อคนที่สนใจ HTML5 จะไปตามต่อได้ถูกครับ
ตอนที่ W3C ประกาศโลโก้ของ HTML5 ได้เขียนคำอธิบายว่าโลโก้อันนี้เป็นสัญลักษณ์แทน "ชุดของเทคโนโลยีเว็บ" อันได้แก่ตัว HTML5 เอง และเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น CSS, SVG, WOFF ฯลฯ ด้วย
ประเด็นนี้ทำให้ W3C ถูกวิจารณ์มากว่าเอาสัญลักษณ์ที่เขียนว่า HTML5 ไปเป็นตัวแทนของเทคโนโลยีที่ไม่ใช่ HTML5 โดยตรง
ล่าสุด W3C ออกมาขอโทษผ่านบล็อกแล้ว โดยปรับภาษาในหน้า FAQ ว่าโลโก้นี้ใช้แทน HTML5 เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ที่มา - The Register
ไม่ใช่ว่าโลกจะเลิกทำ HTML5 แต่ Ian Hickson หนึ่งในทีมงาน WHATWG ผู้ผลักดัน HTML5 ตั้งแต่แรก (ปัจจุบันทำงานอยู่กูเกิล) ประกาศว่าทีมงานพบว่าความต้องการฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ HTML นั้นมีเพิ่มขึ้นไม่หยุด จากแต่เดิมที่วางแผนจะหยุดมาตรฐาน HTML5 ไว้ช่วงปี 2012 ฟีเจอร์ใหม่ๆ กลับทำให้มาตรฐานนั้นหยุดนิ่งไม่ได้จริง ทำให้ทีมงานตัดสินใจที่จะเปลี่ยนมาตรฐานเป็น "HTML" แล้วปรับปรุงมาตรฐานไปอย่างต่อเนื่องแทนที่จะออกทีละรุ่นเช่นที่ผ่านมา
กระบวนการนี้ทำให้มาตรฐานใหม่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ โดยผู้สนใจสามารถเข้าดูมาตรฐานปัจจุบันได้ที่ http://whatwg.org/html และทาง WHATWG จะยกเลิกแผนการออกมาตรฐานจากเดิมที่เป็นลำดับขั้น เช่น "มาตรฐานเพื่อขอความเห็น", "มาตรฐานเพื่อการอิมพลีเมนต์"
ว่าแต่ใครสั่งเสื้อ HTML5 ไปแล้วบ้าง?
ที่มา - Ian Hickson
หน่วยงานดูแลมาตรฐานเว็บ W3C ออกโลโก้ของ HTML5 และเทคโนโลยีในชุด เพื่อกระตุ้นให้คนสนใจเทคโนโลยี HTML5 มากขึ้น
โลโก้ในชุดประกอบด้วยโลโก้ HTML5 สีแดงส้ม และตราสัญลักษณ์ (badge) แทนเทคโนโลยีย่อยแต่ละหมวดอีก 8 อัน เช่น Semantics, Offline & Storage, 3D เป็นต้น (รายละเอียดของโลโก้ดูได้จาก W3C HTML5 Logo)
หลังประกาศโลโก้ออกมา บริษัทไอทีหลายแห่งก็เริ่มขานรับโลโก้นี้แล้ว ตามข้อมูลของ W3C บอกว่าไมโครซอฟท์และกูเกิลจะนำโลโก้นี้ไปใช้บนเว็บโชว์ HTML5 ของตัวเอง
ที่มา - ZDNet
แม้ว่ามาตรฐาน HTML5 นั้นยังจะตกลงกันได้ไม่เรียบร้อยทีเดียวนัก วันนี้ World Wide Web Consortium (W3C) ผู้วางมาตรฐาน HTML5 นั้นก็ได้ออกโลโก้ที่เป็นตัวแทนของ HTML5 แล้วครับ
นอกจากตัวโลโก้ HTML5 นี้แล้ว แล้วทาง W3C ยังได้มีโลโก้สำหรับเทคโนโลยีย่อยๆ เช่น CSS3, Semantics, Multimedia, Offline & Storage เป็นต้น โดยเว็บที่ใช้ HTML5 นั้นสามารถแปะโลโก้ย่อยโชว์ได้ว่ามีการสนับสนุนเทคโนโลยีใดบ้าง
ทาง W3C นั้นอาจเปลี่ยนแปลงโลโก้ได้อีกหากเสียงตอบรับจากผู้ใช้นั้นไม่ดีพอ ใครสนใจสามารถดาวน์โหลดโลโก้เอาไปใช้บนเว็บหรือจะไปพิมพ์ลงเสื้อก็ได้ โลโก้มีสัญญาอนุญาตแบบ CC-BY ครับ
ปัญหาแท็ก <video> ที่ไม่สามารถหาตัวถอดรหัสร่วมกันได้ทุกเบราเซอร์เป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นแท็กนี้โดยก่อนหน้านี้มีเพียง Opera และ Firefox ที่ไม่ยอมรับ H.264 เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่แพงเกินไปส่วนผู้ผลิตรายอื่นๆ (รวมถึงกูเกิล) นั้นต่างมีสิทธิเข้าใช้งาน H.264 ทั้งสิ้น แต่การตัดสินใจของโครงการ Chromium/Chrome ที่จะไม่รับ H.264 ก็เพิ่มพันธมิตรเข้ามาอีกราย
การที่ Chrome ถอนตัวเองออกไปจากผู้ร่วมสนับสนุน H.264 ทำให้มีเบราเซอร์รองรับในตลาดที่เลือกข้างระหว่าง H.264 และ WebM แทบจะครึ่งต่อครึ่งพอดี โดยฝั่ง H.264 นั้นได้แก่ Internet Explorer และ Safari ส่วนฝั่ง WebM ได้แก่ Opera, Firefox, และ Chrome (ฝ่ายหลังมีส่วนแบ่งใน Blognone 57%) แม้ Firefox จะสามารถเล่นวีดีโอ H.264 ได้จากปลั๊กอินของไมโครซอฟท์ก็ตามที
ทางออกหลังจากนี้ที่จะหาตัวถอดรหัสที่ได้รับการยอมรับทุกเบราเซอร์ดูจะยากจนเป็นไปไม่ได้นอกจากไมโครซอฟท์จะยอมใช้ WebM แต่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นน่าะทำให้ MPEG LA เสียผลประโยชน์จนเกิดคดีความจำนวนมากตามมา
ที่มา - Chromium Blog
ปัญหาเรื่อง codec ที่ใช้ในแท็ก <video> ของ HTML5 ยังไม่ได้ข้อยุติ และดูจะแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน โดยฝ่ายที่สนับสนุน H.264 คือไมโครซอฟท์และแอปเปิล ส่วนฝ่ายที่ไม่อยากใช้ H.264 ด้วยเหตุผลเรื่องสิทธิบัตรก็ไปรวมกันที่ WebM ซึ่งนำโดยกูเกิล (จริงๆ แล้วกูเกิลก็สนับสนุน H.264 ด้วย แต่เมื่อมี WebM ทิศทางก็เปลี่ยนไป)
ค่ายที่ปฏิเสธ H.264 อย่างจริงจังคือ Firefox ซึ่งช่วงแรกเสนอให้ใช้ Ogg Theora เสียด้วยซ้ำ โอกาสที่ Firefox จะใช้ H.264 ดูริบหรี่มาก แต่วันนี้มันกลับเป็นจริงแล้ว โดยฝีมือของ "ไมโครซอฟท์"
สองข่าวที่มีความเกี่ยวเนื่องกันครับ
ข่าวแรก กูเกิลออกหนังสือไกด์บุ๊คแนะนำแนวคิดของอินเทอร์เน็ต เว็บ และเบราว์เซอร์ ใช้ชื่อว่า “20 Things I Learned about Browsers and the Web” หนังสือเล่มนี้ทำเลียนแบบหนังสือภาพ โดยจับกลุ่มผู้ใช้ที่ยังไม่มีความรู้ทางเทคนิคมากนัก ซึ่งจุดหมายที่แท้จริงของหนังสือเล่มนี้คืออธิบายแนวคิดและฟีเจอร์ของ Chrome นั่นเอง
Jolicloud เป็นลินุกซ์ที่ดัดแปลงมาจาก Ubuntu แต่ใช้ส่วนติดต่อผู้ใช้เป็น HTML5 และเน้นการใช้งานเว็บแอพพลิเคชันเป็นหลัก (แต่ก็ยังมีโปรแกรมพวก VLC หรือ OpenOffice.org ให้ใช้ด้วย)
วันนี้บริษัท Jolicloud ได้ประกาศเตรียมวางขาย Jolibook ซึ่งเป็น "เน็ตบุ๊กพรีเมียม" ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Jolicloud มาให้แล้วเสร็จ ตอนนี้ข้อมูลที่มีคือ Atom N550 1.5GHz, ฮาร์ดดิสก์ 250GB, เล่นหนัง 720p ได้, ระบบปฏิบัติการ Jolicloud 1.1 ที่ยังไม่ออกในตอนนี้ และใช้เบราว์เซอร์ Chromium ที่เล่น Flash ได้ในตัว
Jolicloud บอกว่าจะวางจำหน่ายภายในเดือนนี้ และยังไม่ระบุราคา ตอนนี้ดูวิดีโอสาธิต Jolicloud บน MacBook Air รุ่นใหม่ และกล่องของ Jolibook ไปก่อน
ที่มา - TechCrunch, OMG Ubuntu, TechCrunch EU
บริษัท Skyfire ได้ทำงานร่วมกับแอปเปิลในการพัฒนาเครื่องมือ "Skyfire 2.0" บนเบราว์เซอร์ Safari ให้เบราว์เซอร์รองรับการเล่น Flash วีดีโอได้แล้ว
หลักการทำงาน คือ เมื่อผู้ใช้เข้าถึงหน้าที่มี Flash วีดีโอ Skyfire จะดาวน์โหลดมาเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของตน จากนั้นก็แปลงเป็น HTML5 แล้ว Skyfire จะแสดง thumbnail ให้ผู้ใช้กดเข้าไปดู Flash วีดีโอที่ถูกแปลงแล้วจากเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท (ลองดูคลิปเดโมได้ที่ท้ายข่าว) แต่โปรแกรมดังกล่าวจะไม่รองรับการแปลงคอนเทนต์ที่เป็น Flash แต่ไม่ใช่คอนเทนต์ประเภทวีดีโอ (อาทิ เกม) รวมถึงไม่รองรับการแปลงคอนเทนต์จาก Hulu และคอนเทนต์ในเว็บไซต์ประเภทการทำธุรกรรมออนไลน์ [(เว็บไซต์ที่ใช้โปรโตคอล HTTPS)]
แอปเปิลได้ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือนเท่านั้นในการรับรองโปรแกรมดังกล่าว บริษัท Skyfire เตรียมวางขาย Skyfire 2.0 บน App Store ในวันพฤหัสบดีนี้ สนนราคาอยู่ที่ 2.99 ดอลลาร์ (ราว 90 บาท)









