CloudFlare ผู้ให้บริการ CDN (Content Delivery Network) รายงานถึงปัญหาการเข้าถึงบริการของกูเกิลไปครึ่งชั่วโมงในบางส่วนของโลก พบว่าหมายเลขไอพีจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงได้ รวมถึง 8.8.8.8 หมายเลขไอพีเซิร์ฟเวอร์ DNS สาธารณะของกูเกิล
หลังจากทาง CloudFlare เข้าตรวจสอบ พบว่ามีเครือข่ายหมายเลข AS 23947 ซึ่งเป็นของ Moratel ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในอินโดนีเซียได้ประกาศเส้นทาง (route) ปลอมออกมา เพื่อบล็อคการเข้าถึงกูเกิล แต่ประกาศเส้นทางนี้กลับรั่วออกมาสู่อินเทอร์เน็ตนอกประเทศ ทาง CloudFlare จึงติดต่อ Moratel ให้หยุดส่งประกาศเส้นทางออกมา จากนั้นสามนาทีบริการต่างๆ ของกูเกิลก็เริ่มกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
CloudFlare คาดว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ 3-5% ของประชากรอินเทอร์เน็ต
ปัญหาแบบเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยที่ปากีสถานพยายามบล็อค YouTube ส่งผลไปทั่วโลก
ที่มา - CloudFlare
ข่าวนี้เป็นข่าวที่ตกจาก Blognone ไปนานสักหน่อย คือมีการเสนอข้อตกลงระหว่างประเทศในการโทรคมนาคม (International Telecommunications Rules - ITRs) ฉบับใหม่หลังจากที่ฉบับเดิมลงนามกันไปตั้งแต่ปี 1988 โดยกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่ายในสหภาพยุโรป (European Telecommunications Network Operators' Association - ETNO) ที่เสนอให้มีการเข้ามาควบคุมอินเทอร์เน็ตในรูปแบบต่างๆ โดยมีเหตุผลหลักคือความไม่พอใจของผู้ให้บริการเครือข่ายที่ทำกำไรมหาศาลจากเครือข่าย
กรณีเช่นนี้เป็นปัญหาเดียวกับในสหรัฐฯ ที่ผู้ให้บริการไม่พอใจที่ YouTube กินแบนด์วิดท์อย่างมาก แต่คนได้กำไรเป็นกูเกิล ขณะที่ผู้ให้บริการเครือข่ายต้องแบกรับค่าบริการโดยไม่กล้าที่จะส่งต่อค่าใช้จ่ายนี้ไปเป็นค่าบริการกับผู้บริโภคเพราะการแข่งขันที่สูง
ทวิตเตอร์ประกาศบล็อค @hannoverticker แอคเคานท์ของ Besseres Hannover กลุ่มนาซีใหม่จากประเทศเยอรมัน หลังจากที่ตำรวจสั่งแบนกลุ่มนี้และยึดทรัพย์สินทั้งหมด
สมาชิกของกลุ่ม Besseres Hannover จำนวนหนึ่งถูกตั้งข้อหาเหยียดเชื้อชาติ และตั้งหน่วยงานผิดกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้มีการกล่าวโทษว่ากลุ่มนี้แสดงท่าทีเป็นภัยต่อคนเข้าเมืองและแจกใบปลิวเหยียดเชื้อชาติ
การบล็อคจะจำกัดเฉพาะคนเยอรมันเท่านั้น ผู้ใช้จากชาติอื่นๆ ยังคงสามารถเข้าดูได้แม้จะไม่มีการโพสต์ข้อความใหม่มาเกือบเดือนแล้วก็ตาม
ทนายความของทวิตเตอร์ Alex Macgillivrayแสดงท่าทีไม่พอใจต่อการร้องขอให้บล็อคครั้งนี้ และโพสเอกสารสั่งบล็อคจากกรมตำรวจเยอรมัน
ประเทศไทยเองเคยแสดงความยินดีต่อนโยบายบล็อครายประเทศของทวิตเตอร์ แต่ถ้าร้องขอไปจริงๆ ก็คงต้องระวังว่าจะเป็นข่าวไปทั่วโลกแบบนี้
ที่มา - BBC
เมื่อต้นปีที่ผ่านมาสหภาพยุโรปได้เปิดตัวโครงการ Clean IT โดยระบุว่าเป็นการลดความเสี่ยงจากการก่อการร้ายทางอินเทอร์เน็ต โดยจะสร้างตระหนักถึงการก่อการร้ายผ่านอินเทอร์เน็ต ให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาในการรายงานพฤติกรรมน่าสงสัย และสร้างกฎหมายให้ผู้ให้บริการมีความรับผิดชอบในการช่วยเหลือที่จะตรวจสอบพฤติกรรมน่าสงสัย ซึ่งรวมไปถึง "การใช้ระบบตรวจจับอัตโนมัติ"
ล่าสุดกลุ่ม European Digital Rights ที่เป็นการรวมตัวกันของ NGO ด้านสิทธิเสรีภาพทั่วยุโรปได้เปิดโปงเอกสารรายละเอียดโครงการ Clean IT แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้จะสร้างข้อตกลงให้ชาติสมาชิกออกกฎหมายที่เปิดให้
- ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตตรวจสอบเนื้อหาที่เป็นการก่อการร้ายโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแจ้งเตือนและตอบสนอง (notice and take action)
- ทำให้การวางลิงก์เป็นความผิดในแบบเดียวกับการโพสเนื้อหา
- บริษัทอินเทอร์เน็ตจะต้องบังคับใช้ชื่อจริงในการลงทะเบียนเท่านั้น รวมถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์จะต้องใช้ภาพจริง
- แนะนำให้บริษัทอินเทอร์เน็ตสร้างระบบตรวจจับอัตโนมัติเพื่อตรวจหาเนื้อหาเป็นภัย สร้างระบบตรวจเนื้อหาคล้ายคลึงเนื้อหาเดิมเพื่อไม่ให้อัพโหลดซ้ำ และก่อนลบเนื้อหาต้องส่งเนื้อหานั้นให้ตำรวจอย่างรวดเร็ว
เมื่อเดือนเมษายน อิหร่านประกาศเตรียมตัดอินเทอร์เน็ต สร้างบริการอินทราเน็ตใช้ในประเทศภายในห้าเดือน ล่าสุดรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงไอซีทีของอิหร่านได้ประกาศเปิดตัวเครือข่ายอย่างเป็นทางการแล้ว
หลังการประกาศไม่กี่ชั่วโมง รัฐบาลอิหร่านได้ทำการปิดการเข้าถึง Google Search และ Gmail ทันที พร้อมทั้งกรองข้อมูลจากบริการทั้งสองอย่างไม่มีกำหนด โดยประเด็นนี้ ISNA คาดว่าเป็นเหตุมาจากวิดีโอ Innocence of Muslims ที่เผยแพร่ใน YouTube ซึ่งสร้างความระส่ำระสายให้กับโลกมุสลิม แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับจริงหรือไม่
ส่วนเครือข่ายอินทราเน็ตของอิหร่านมีแผนจะเปิดใช้จริงภายในเดือนมีนาคม 2013 นี้ครับ
ที่มา - Reuters
คนที่ติดตามข่าวต่างประเทศในช่วงนี้คงทราบเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม อันเนื่องมาจากคลิปภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่อง Innocence of Muslims ที่ถูกโพสต์ขึ้นบน YouTube ก่อให้เกิดการประท้วงรัฐบาลสหรัฐในหลายประเทศ และในบางประเทศก็ถึงกับมีผู้เสียชีวิตด้วย
กูเกิลในฐานะเจ้าของ YouTube ให้ความร่วมมือบล็อคคลิปนี้เป็นรายประเทศ (เช่น ลิเบีย อียิปต์ อินโดนีเซีย อินเดีย) แต่ไม่ลบคลิปนี้ออกจาก YouTube เป็นการถาวร ถึงแม้จะได้รับการร้องขอจากทำเนียบขาวให้ทบทวนการตัดสินใจครั้งนี้ก็ตาม
กูเกิลบอกว่าต้องการยึดกฎหมายของแต่ละประเทศมากกว่าตอบสนองตามแรงกดดันทางการเมือง ซึ่งเป็นแนวทางที่กูเกิลปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2007 และประกาศไว้ในเว็บไซต์อยู่แล้ว
ที่มา - Reuters
ในช่วงนี้ค่อนข้างจะมีการผุดขึ้นมาของกลุ่มแฮ็กเกอร์ใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก ดังนั้นผมจึงจะขอแจ้งให้ทราบก่อนว่าผมจะเขียนเฉพาะข่าวที่ผู้อ่านส่วนมากได้รับผลกระทบนะครับ นอกนั้นจะขอยกเว้นครับ
สำหรับข่าวนี้เป็นผลงานของกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เรียกตัวเองว่า NullCrew เหยื่อของการโจมตีนี้ได้แก่เว็บไซต์หลักของ Sony Mobile ซึ่งได้ถูกเจาะเข้าไปและขโมยฐานข้อมูลของลูกค้าบางส่วนออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะ โดยผู้โจมตีนั้นยังได้อ้างว่านี่เป็นเพียงหนึ่งจากแปดเซิร์ฟเวอร์ของ Sony ที่ถูกแฮ็ก และได้แอบใบ้ด้วยว่าอาจจะอยู่ในช่วงหมายเลขไอพีใกล้ๆ กันก็เป็นได้
เหยื่ออีกรายหนึ่งสืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ผู้ก่อตั้ง The Pirate Bay ถูกจับกุมในกัมพูชา กลุ่ม NullCrew ก็ได้ทำการโจมตีเว็บไซต์กองทัพกัมพูชา และกระทรวงโยธาธิการและคมนาคม เป็นผลให้มีการเผยแพร่ฐานข้อมูลโดยอ้างเหตุผลว่า กัมพูชาให้ความร่วมมือในการพยายามปิดกั้นข้อมูลข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต
ที่มา - The Hacker News
แม้แต่บริษัทที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีสวัสดิการเป็นเลิศจนใครๆ ก็ใฝ่ฝันอยากจะเข้าทำงานอย่างกูเกิล ก็ยังมีด้านมืดเกี่ยวกับ "งานที่ไม่มีใครอยากทำ" และการปฏิบัติต่อพนักงานสัญญาจ้างที่เป็นปัญหาเช่นกัน
อดีตพนักงานสัญญาจ้างของกูเกิลรายหนึ่งได้ออกมาเปิดเผยว่า หลังเรียนจบด้านรัฐศาสตร์ เขาได้รับการชักชวนจากรีครูเตอร์ของกูเกิลทางโซเชียลมีเดีย ให้เข้าทำงานเป็นพนักงานสัญญาจ้างกับกูเกิลในทีมตรวจสอบคอนเทนท์ผิดกฎหมาย ถึงแม้ว่าจะเป็นพนักงานสัญญาจ้าง แต่เขาก็ได้รับสวัสดิการอย่างดีเท่าที่เด็กจบใหม่คนหนึ่งจะได้รับ พ่อแม่ของเขาต่างภูมิใจที่ลูกชายได้เข้าทำงานในบริษัทใหญ่ระดับกูเกิล ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย หากงานของเขาไม่ใช่การต้องนั่งดูภาพถ่ายและวิดิโอลามกอนาจารกว่า 15,000 ภาพตลอดทั้งวัน
ปัญหากฎหมายอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่ยังหาจุดสมดุลไม่ได้ในหลายๆ ประเทศ เช่นประเทศไทยเอง และเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็กำลังเจอกับปัญหานี้ เมื่อเว็บไซต์จำนวนมากนัดกัน "จอดำ" เหมือนเมื่อครั้งที่เว็บทั่วโลกทำเพื่อประท้วงกฎหมาย SOPA
ที่จริงแล้วมาตรา 114A ไม่ใช่กฎหมายคอมพิวเตอร์โดยตรงแต่เป็นกฎหมายว่าด้วย "หลักฐาน" ของการเผยแพร่ข้อมูล โดยกฎหมายนี้เป็นกฎหมายเดิมที่กำหนดมาตรฐานการใช้หลักฐานในคดีต่างๆ แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมารัฐสภาของมาเลเซียได้แก้กฎหมายนี้จนเกิดเป็นมาตรา 114A ในปัจจุบัน ใจความของมันแบ่งออกเป็นสามส่วน และส่วนที่สี่คือนิยามคำตามกฎหมาย ได้แก่
บัญชีทวิตเตอร์ @guyadams เป็นบัญชีของนักข่าวที่แสดงความไม่พอใจที่สถานี NBC ไปหน่วงการถ่ายทอดกีฬาโอลิมปิกไว้หลายชั่วโมง และทวีตบอกอีเมลของผู้บริหาร NBC เพื่อให้ทุกคนร่วมกันไปร้องเรียน สุดท้ายทาง NBC ส่งเรื่องนี้เข้าไปยังทวิตเตอร์และทวิตเตอร์ล็อกบัญชีนี้ไป แต่วันนี้ทวิตเตอร์ก็ออกมายอมรับว่าการล็อกนี้เป็นการกระทำที่ผิด และเปิดบัญชีนี้กลับขึ้นมาแล้ว
ทวิตเตอร์ระบุว่าทีมงานที่ปิดบัญชีนั้นคือทีม Trust and Safety ที่ดูแลเรื่องร้องเรียนเป็นหลัก ขณะที่มีรายงานว่า NBC กับทวิตเตอร์นั้นร่วมงานกัน แต่ทีมนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และหากมีเรื่องร้องเรียนแบบเดียวกันกับบริษัทอื่นๆ ผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนก็จะเป็นไปเหมือนๆ กัน
อย่างไรก็ดี ทางทวิตเตอร์ขอโทษในเรื่องร้องเรียนครั้งนี้ และยืนยันว่าทวิตเตอร์ไม่ได้มีความพยายามจะมอนิเตอร์การทวีตของผู้ใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อคู่ค้ารายใดรายหนึ่งแต่อย่างใด เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ และทางทวิตเตอร์จะหาทางแก้ไขไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก
ที่มา - Twitter
หลังจากศาลของอังกฤษ และเนเธอร์แลนด์มีคำสั่งให้ ISP ในสองประเทศดังกล่าวต้องบล็อคการเข้าถึงเว็บไซต์ The Pirate Bay ด้วยเหตุผลเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
หลังการบล็อคดังกล่าว ISP สัญชาติเนเธอร์แลนด์ชื่อว่า XS4All ได้ออกมาเผยข้อมูลว่าความพยายามดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้ทราฟิก P2P ลดลงเลย ในทางตรงข้ามคือกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
ล่าสุด ISP รายใหญ่อีกสองเจ้าจากเนเธอร์แลนด์ KPN และ UPC ได้ออกมาให้ความเห็นกับเรื่องทราฟฟิก P2P ที่ลดลงเพียงเล็กน้อยในช่วงเริ่มบล็อค และกลับมามากเท่าเดิมหลังจากนั้นไม่นาน เช่นเดียวกับ ISP รายที่สามอย่าง Ziggo และ ISP รายใหญ่จากอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม Geoff Taylor ผู้บริหารของสมาคมอุตสาหกรรมดนตรีของอังกฤษ (BPI) บอกกับ BBC ว่า BPI มีแผนสำหรับจัดการกับสถานการณ์ต่อไปไว้แล้ว คงต้องรอดูกันว่าจะเคลื่อนไหวแบบไหนอีก
ที่มา - TorrentFreak, BBC
เคยมีข่าว Wikipedia เตรียม "จอมืด" ประท้วงกฎหมาย SOPA มาก่อน ซึ่งครั้งนั้นเป็นภาคภาษาอังกฤษ มาคราวนี้ภาคภาษารัสเซียได้ปิดตัวไป 24 ชั่วโมงในวันอังคารที่ 10 กรกฏาคม (ไม่ได้ระบุช่วงเวลา แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นเวลามอสโก) เพื่อประท้วงกฎหมายที่กำลังถกเถียงกั้นในสภาของรัสเซียที่เกี่ยวกับการขึ้นบัญชีดำเว็บที่จะนำไปสู่การปิดกั้นอินเทอร์เน็ต
วันนี้ (10 กรกฏาคม 2555) เป็นแบบนี้ ลองเข้าไปดูซิครับ http://ru.wikipedia.org
ที่มา RIA Novosti - Wikimedia
XS4ALL ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในเนเธอร์แลนด์ที่ถูกคำสั่งศาลสั่งให้บล็อคเว็บไซต์ The Pirate Bay ออกมาแสดงตัวเลขปริมาณการใช้บิตทอร์เรนต์ว่าไม่ได้ลดลงเลย แถมยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไม่แน่ชัดว่าทำไมผู้ใช้จึงใช้งานบิตทอร์เรนต์เพิ่มขึ้นแต่ XS4ALL คาดว่าเพราะข่าวการฟ้องร้องให้ปิดกั้นบิตทอร์เรนต์เองทำให้คนใช้จำนวนมากสนใจ
ตัวแทนของ The Pirate Bay ระบุว่าการใช้งานเพิ่มขึ้นนี้คาดไว้อยู่แล้วตั้งแต่มีการฟ้องร้อง เพราะ The Pirate Bay ไม่ใช่เว็บเดียว เมื่อมีข่าวจำนวนมากคนก็หันไปใช้เว็บอื่น
ที่ผ่านมา The Pirate Bay เองก็ปรับหน้าเว็บให้ทำ mirror ตามที่ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วยการเปลี่ยนไปใช้ magnet link ทำให้การสำเนาทั้งเว็บมีขนาดเพียงหลักร้อยเมกกะไบต์
ที่มา - TorrentFreak
แนวทางการเปิดเผยข้อมูลที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ร้องขอข้อมูลผู้ใช้เข้ามา ดูจะเป็นมาตรฐานใหม่ที่เริ่มจากกูเกิลแล้วเว็บใหญ่อื่นๆ สนใจจะทำตาม เมื่อทวิตเตอร์ประกาศข้อมูลการร้องขอข้อมูลผู้ใช้จากรัฐบาลพร้อมกับแสดงจำนวนการร้องขอให้ลบทวีต
ข้อมูลที่เปิดเผยในตอนนี้เป็นข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมจนรวมเป็นสถิติครึ่งปีแรก โดยทวิตเตอร์เตรียมจะเปิดเผยข้อมูลนี้ปีละสองครั้ง ปีที่ผ่านมามีการร้องขอให้ทวิตเตอร์ส่งข้อมูลผู้ใช้ไป 849 ครั้ง และลบทวีตจากคำสั่งศาลหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหมด 6 ครั้งเท่านั้น ส่วนที่มากที่สุดคือการขอลบเพราะละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามีการร้องขอถึง 3378 ครั้ง และทวิตเตอร์ยินยอมลบ 38% ในรายงานครั้งนี้ยังไม่มีประเทศไทยอยู่ในกลุ่มผู้ร้องขอข้อมูลผู้ใช้จากทวิตเตอร์แต่อย่างใด และทวิตเตอร์ระบุว่าครึ่งปีนี้ได้รับคำร้องขอจากรัฐบาลมากกว่าปีที่แล้วทั้งปีรวมกัน
ก่อนหน้านี้ทวิตเตอร์เคยใช้นโยบายปิดกั้นข้อความเป็นรายประเทศเมื่อได้รับการร้องขอจากรัฐบาลประเทศต่างๆ แนวทางนั้นก็เป็นแนวทางเดียวกับกูเกิลเช่นกัน
ที่มา - Twitter
ปัญหาระหว่างกูเกิลและรัฐบาลจีนนั้นมีมานานแล้ว จนกระทั่งท้ายที่สุดกูเกิลต้องปิดเว็บค้นหาในจีนและบอกให้ผู้ใช้ไปใช้งานเว็บในฮ่องกงแทน แต่จากการสำรวจของกูเกิลก็ยังพบว่าแม้ผู้ใช้ในจีนจะเข้าใช้เว็บกูเกิลฮ่องกงได้แต่เมื่อผู้ใช้ค้นคำบางคำจะทำให้การเชื่อมต่อกับกูเกิลถูกตัดไปเป็นเวลานาน
คำตัดสินจำคุก 8 เดือนรอลงอาญา 1 ปีและปรับ 20,000 บาทที่ศาลอาญาพิพากษาคุณจีรนุช เปรมชัยพร ทำให้หน่วยงานทั่วโลกออกมาแสดงความเห็นนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านไปสองวันหน่วยงานหลักๆ น่าจะแสดงความเห็นกันครบถ้วนแล้ว ก็คงรวบรวมไว้ในข่าวเดียวกัน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียแถลงคดีประชาไท: ผิดหวังกับอันตรายของเสรีภาพการแสดงออกและสิทธิมนุษยชน
คณะกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission - AHRC) ออกแถลงการต่อคดีประชาไทเมื่อวานนี้ แสดงความผิดหวังอย่างรุนแรง (gravely dismayed) กับการการขยายตัวของอันตรายต่อเสรีภาพการแสดงออกและสิทธิมนุษยชน
AHRC ระบุว่าเรื่องที่น่ากังวลตลอดคดีนี้คือข้อกำหนดที่คลุมเครือในการจำกัดเสรีภาพการแสดงออก ทำให้ไม่เพียงแต่ผู้ที่โพสข้อความ, รูปภาพ, หรือวิดีโอลงบนเว็บไซต์จะเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี แต่ผู้ให้บริการก็ยังอาจถูกดำเนินคดีในอัตราโทษที่เท่ากัน โดยประเด็นที่สำคัญคือการดำเนินคดีโดยพิจารณาจากการ "จงใจสนับสนุนหรือยินยอม" และประเด็นเวลาที่เหมาะสมในการลบข้อความออกจากเว็บ แต่คำพิพากษาในคดีประชาไทแสดงอย่างชัดเจนว่าผู้ให้บริการทุกคนที่ถูกครอบคลุมในมาตรา 15 ของพรบ.คอมพ์ฯ จะต้องคาดคะเนว่าประเมิณทุกข้อความจากทุกคนที่ใช้บริการว่าข้อความใดอาจจะเป็นภัยต่อความมั่นคง
AHRC เรียกร้องให้รัฐบาลไทยออกมาอธิบายต่อคำตัดสินนี้และตรรกะของคำตัดสินด้วยภาระผูกพันต่อมาตรา 19 ของ ICCPR พร้อมกับแสดงความยินดีกับประชาไทและคุณจีรนุช ที่ได้มีโอกาสอย่างต่อเนื่องในการทำให้สิทธิมนุษยชนในไทยเป็นจริงอยู่เต็มที่ (full realization)
ที่มา - AHRC
Human Rights Watch (HRW) แสดงความเห็นในคดีประชาไทเมื่อวานนี้ว่าการลงโทษผู้ดูแลเว็บด้วยกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เป็นการแสดงถึงการใช้กฏหมายอย่างผิดประเภทมากขึ้นเรื่อยๆ ของรัฐบาลไทย และตัดสินโทษจำคุกเป็นการเพิ่มบรรยากาศความกลัวและผลักดันให้มีการเซ็นเซอร์ตัวเองมากขึ้นในสื่อของไทย
Brad Adams ผู้อำนวยการฝ่ายเอเซียของ HRW ระบุว่าคำพิพากษานี้จะทำให้ผู้ดูแลเว็บและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะเซ็นเซอร์การพูดคุยในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความกลัวที่จะต้องโทษเสียเอง และการลงโทษทางอาญากับตัวกลางในอินเทอร์เน็ตเป็นการแสดงว่าขีดจำกัดความอดทนต่อเสรีภาพทางการพูดของไทยนั้นตกลงต่ำสุดอีกครั้ง
แถลงการอ้างถึงคำพูดของ Frank La Rue ผู้ตรวจการของสหประชาชาติระบุว่า "ไม่ควรมีรัฐใดบังคับหรือใช้งานตัวกลางให้เซ็นเซอร์แทนรัฐเอง" และ "การถือว่าตัวกลางมีความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้จะทำลายเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็นอย่างหนัก เพราะมันจะนำไปสู่การปกป้องตัวเองอย่างกว้างขวาง โดยที่บ่อยครั้งจะไม่มีความโปร่งใสหรือเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย"
ที่มา - HRW
ศูนย์เพื่อประชาธิปไตยและเทคโนโลยี (Center for Democracy and Technology - CDT) ออกแถลงการคัดค้าน (object) คำพิพากษาคดีประชาไท ว่าการลงโทษเว็บมาสเตอร์ที่ดูแลเว็บที่สร้างเนื้อหาโดยผู้ใช้ (user-generated content) ไม่เพียงแต่ไม่ยุติธรรม แต่ยังเป็นอันตรายต่อการแสดงออกของผู้ใช้โดยรวม การตัดสินเช่นนี้จะทำให้เว็บมาสเตอร์ต้องลบข้อความใดๆ ที่มีความเสี่ยงว่าจะผิดกฏหมายแม้จะมีโอกาสน้อยเพียงใดก็ตาม หรือเว็บมาสเตอร์จำนวนหนึ่งอาจจะเลือกที่จะไม่รับเนื้อหาจากผู้ใช้อีกเลย
ขณะที่ทาง CDT แสดงความยินดีที่คุณจีรนุชไม่ต้องถูกกุมขัง แต่การคำตัดสินที่ระบุให้เธอมีความผิดนั้นจะกลายเป็นภัยต่อเจ้าของเว็บทุกเว็บที่เปิดให้ผู้ใช้แสดงออกได้ การตัดสินนี้จะเป็นการส่งสัญญาณไปยังเว็บในประเทศ และเว็บข้ามชาติว่าการให้บริการ Web 2.0 จะทำให้คุณติดคุกได้ในประเทศไทย
CDT ระบุว่าคำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่าพรบ.คอมพ์ฯ ของไทยนั้นเป็นอันตรายต่อเสรีภาพการแสดงออกในโลกออนไลน์ นอกจากนั้นยังน่าเป็นห่วงว่าความพยายามแก้ไขกฎหมายนี้ที่ผ่านมาเป็นการแก้ไขที่เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเอาผิดต่อประชาชนและผู้ให้บริการได้มากขึ้น
ที่มา - CDT.org
ต่อจากกูเกิลที่ออกแถลงการประเด็นคำพิพากษาคดีประชาไทไปในช่วงเย็น สมาคมผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporter without Borders / Reporters sans Frontieres - RSF) ก็ออกแถลงการตามมาถึงความเห็นต่อคดีนี้ว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ของไทยนั้นมีบทลงโทษที่ไม่สมสัดส่วนความผิด และคำพิพากษาในคดีนี้เป็นผลร้าย (threat) กับทุกคนที่ให้บริการโฮสต์เนื้อหาที่ให้บริการในประเทศไทย
นอกจากนี้ RSF ยังระบุว่ากฏหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายปิดกั้นที่สามารถตีความไปในทางที่ไม่สมเหตุสมผลได้ โดย RSF เสนอว่าการร้องขอให้ลบเนื้อหาออกจากเว็บนั้นควรเป็นอำนาจของศาลเท่านั้นไม่ใช่อำนาจของตำรวจ
นอกจากประเด็นในคดีนี้โดยตรงแล้วยังมีการให้ความเห็นถึงการใช้มาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญาในคดีอื่นๆ ไปพร้อมกันในแถลงการฉบับนี้
เราน่าจะได้เห็นแถลงการแนวเดียวกันนี้จากหน่วยงานด้านเสรีภาพอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่ๆ
ที่มา - RSF









