แนวทางการเซ็นเซอร์ตามแต่ละประเทศดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่กูเกิลเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ จากเดิมที่มีการใช้แนวทางใน YouTube เป็นหลัก ตอนนี้ก็ถึงคราวของ Blogger แล้ว
โดยกูเกิลได้ปรับนโยบายเงียบๆ ว่าจะปรับโดเมนที่ให้บริการไปตามพื้นที่ของผู้เข้าชม เช่นออสเตรเลียนั้นจะถูก redirect ไปยัง [ชื่อบล็อก].blogspot.com.au แทน URL บล็อกตามปรกติ โดยโดเมนเหล่านี้จะถูกเซ็นเซอร์ตามกฏหมายของแต่ละประเทศ
อย่างไรก็ดีผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าบล็อกผ่าน URL [ชื่อบล็อก].blogspot.com/ncr เพื่อยืนยันว่าจะเข้าใช้งาน .com แทนโดเมนของประเทศนั้นๆ ได้
มันคือการทำให้เจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศสบายใจว่าได้ปิดเนื้อหาในประเทศตัวเองแล้ว โดยที่ยังมีหนทางในการเข้าอ่านในทางอื่นๆ ได้นั่นเอง
ที่มา - Blogger Support
- 7 comments
- 530 reads
หลังจากที่มีข่าวออกมาว่าทวิตเตอร์ ต้องยอมเลือกที่จะเซ็นเซอร์เพื่อแลกกับการเข้าถึงตลาดในประเทศที่ยังนิยมการปิดกั้นการรับข้อมูลของประชาชนอย่างเสรี ล่าสุดบางกอกโพสต์รายงานว่าปลัดกระทรวง ICT นางจีราวรรณ บุญเพิมได้ออกมาบอกว่าประเทศไทยขอต้อนรับการเปลี่ยนจุดยืนของทวิตเตอร์ในครั้งนี้
จากในรายงานของ The Next Web รัฐบาลไทยในปีที่แล้วได้ติดต่อกับ Facebook เพื่อทำการปิด Pages จำนวนกว่า 10,000 หน้าเนื่องจากหน้าดังกล่าวมีเนื้อหาที่ละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และรัฐบาลไทยอ้างว่าทางรัฐได้รับความร่วมมืออย่างดีจากบริษัทอินเทอร์เน็ตหลายราย และจะเริ่มติดต่อกับทวิตเตอร์ทันทีเพื่อเริ่มใช้คุณสมบัติใหม่นี้ของทวิตเตอร์
รายละเอียดอื่น ๆ แนะนำให้ไปอ่านจากที่มาครับ
ที่มา - The Next Web
- 78 comments
- 1859 reads
เมื่อต้นปี 2011 ช่วงที่เหตุการณ์ประท้วงในแอฟริกาเหนือหรือ Arab Spring กำลังเริ่มต้นขึ้น บริษัทอย่าง Twitter เคยออกมาเรียกร้อง "เสรีภาพในการแสดงออก" ขอไม่ให้บล็อคข้อความทวีตที่เป็นเครื่องมือสื่อสารสำคัญของผู้ประท้วงในหลายประเทศ
หนึ่งปีผ่านไป Twitter ออกมาพูดเรื่องนี้อีกครั้ง บอกว่าบริษัทยังเชื่อมั่นในเสรีภาพของการแสดงออกเหมือนเดิม แต่บริษัทก็พบปัญหาจากกฎเกณฑ์ในประเทศต่างๆ มากขึ้น และในหลายกรณี ถ้า Twitter ไม่ยอมลบหรือบล็อคข้อความทวีตบางอัน ก็จะไม่สามารถทำธุรกิจในประเทศนั้นๆ ได้เลย
ดังนั้น Twitter จึงยอมทำ "ระบบเซ็นเซอร์ข้อความทวีต" ซึ่งจะใช้ในบางประเทศเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และบริษัทพยายามจะให้กระบวนการเซ็นเซอร์โปร่งใสที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จึงจับมือกับหน่วยงานด้านสิทธิออนไลน์อย่าง EFF และมหาวิทยาลัยต่างๆ นำ "คำขอให้เซ็นเซอร์ทวีต" ไปแสดงไว้บนเว็บไซต์ Chilling Effects ให้สาธารณะสามารถดูได้ (ฝั่งกูเกิลมีอะไรที่คล้ายๆ กันคือ Google Transparency Report)
ที่มา - Twitter Blog
- 8 comments
- 877 reads
ดูเหมือนว่าการปิดหน้าเว็บเพื่อประท้วงร่างกฎหมาย PIPA และ SOPA โดยเว็บชื่อดังหลายเว็บได้ผล โดยสมาชิกสภาคอนเกรสเริ่มถอดถอนชื่อเพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายสองฉบับดังกล่าวแล้ว เช่น ส.ว. Marco Rubio ที่สนับสนุน PIPA มาตลอดกับ ส.ส. รัฐอาริโซน่า Ben Quayle ที่เคยสนับสนุน SOPA
Rubio ได้เขียนบนหน้าเฟสบุ้คของตัวเองว่า "มันมีวิธีที่ดีกว่าที่จะต่อสู้กับการขโมยทรัพย์สิน ไอเดีย และอาชีพของชาวอเมริกันในโลกออนไลน์" และยังได้บอกอีกว่าสภาคอนเกรสไม่ควรที่จะรีบผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวที่อาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้โดยไม่ได้ตั้งใจ
คาดว่าหลังจากนี้เราจะได้เห็นการถอดถอนรายชื่อโดยนักการเมืองอีกหลายรายในสหรัฐ จากการสนับสนุนร่างกฎหมายทั้งสองนี้เรื่อย ๆ (ในที่มาของข่าวนี้ก็มีการอัพเดตเรื่อย ๆ ว่ามี ส.ส. และ ส.ว. อีกหลายรายขอถอนตัว) นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการ "ฟังเสียงของประชาชน" เหมือนกัน
ที่มา - Mashable
- 8 comments
- 3300 reads
Mark Zuckerberg ออกมาแสดงตัวต้านร่างกฎหมาย SOPA/PIPA ชัดเจน โดยเขาโพสต์ข้อความบน Facebook เรียกร้องให้ผู้ใช้เน็ต "ปกป้องอินเทอร์เน็ตเอาไว้" จากกฎหมายที่อาจส่งผลเสียต่ออินเทอร์เน็ต นอกจากนี้เขายังระบุว่ายุคสมัยนี้จำเป็นต้องมีนักการเมืองที่ "สนับสนุนอินเทอร์เน็ต" ด้วย
The internet is the most powerful tool we have for creating a more open and connected world. We can't let poorly thought out laws get in the way of the internet's development. Facebook opposes SOPA and PIPA, and we will continue to oppose any laws that will hurt the internet.
The world today needs political leaders who are pro-internet. We have been working with many of these folks for months on better alternatives to these current proposals. I encourage you to learn more about these issues and tell your congressmen that you want them to be pro-internet.
ที่มา - Facebook
- 3 comments
- 2980 reads
ปรากฎการณ์เว็บทั่วโลกร่วมกันต่อต้านร่างกฏหมายต่อต้าน Stop Online Piracy Act ตลอดวันนี้ เว็บที่เข้าร่วม เช่น Wikipedia, Scribd, Wired หรือ EFF บทความนี้จะแนะนำว่าทำไมหน่วยงานจำนวนมากในโลกจึงต่อต้านกฏหมายฉบับนี้ และเมืองไทยเองเพิกเฉยต่อกระบวนการเหล่านี้มาอย่างไรกันบ้าง เพื่อบางทีที่เรามองเหตุการณ์ในต่างประเทศแล้วเราอาจจะมองเห็นภาพที่สังคมอินเทอร์เน็ตต่อการเซ็นเซอร์
- 129 comments
- 12272 reads
- Read more
reddit และ Wikipedia นำหน้าไปก่อนแล้ว ล่าสุดเว็บไซต์ชื่อดังอีกหลายแห่งก็เข้าร่วมประท้วงร่างกฎหมาย SOPA/PIPA กันอย่างพร้อมเพรียง
ตัวอย่างเว็บไซต์ดังๆ ที่ร่วมประท้วงได้แก่
- กูเกิลที่ประกาศไว้แล้วว่าจะประท้วง คาดแถบดำทับโลโก้กูเกิลบน Google.com พร้อมลิงก์ไปยังหน้า Ending Piracy, Not Liberty (รายละเอียด)
- WordPress.org เปลี่ยนเว็บเป็นสีดำ พร้อมเชิญชวนให้ส่งอีเมลไปยังสภาคองเกรสของสหรัฐเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้าน SOPA (รายละเอียด)
- Mozilla ประกาศเปลี่ยนหน้า Start Page ของ Firefox (about:home) เป็นสีดำ (ภาพประกอบพร้อมรายละเอียด)
- OpenDNS ประกาศจุดยืนสนับสนุนการประท้วง แต่จะไม่ปิดระบบของ OpenDNS (รายละเอียด)
- CyanogenMod ไม่น้อยหน้า เปลี่ยนหน้าแรกของเว็บเป็นคำว่า THIS WEBSITE HAS BEEN CENSORED (รายละเอียด)
- 65 comments
- 10164 reads
- Read more
กระทรวงกิจการภายในของคูเวต (เทียบกับกระทรวงมหาดไทยบ้านเรา) ส่งคำขอไปยังกระทรวงการสื่อสารให้ "ปิด" (ต้นฉบับใช้คำว่า suspended) บัญชี Twitter แบบนิรนามทั้งหมด
กระทรวงกิจการภายในให้เหตุผลว่า การปิดบัญชีนิรนามที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ชื่อปลอมไปทำให้คนอื่นเสียชื่อเสียง กระทรวงฯ ยังยืนยันว่าประชาชนคูเวตยังมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเช่นเดิม ตราบเท่าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ในข่าวไม่ได้ระบุว่า "บัญชีนิรนาม" หมายถึงอะไร และมีตรวจสอบอย่างไร รวมถึงวิธีในการปิดว่าใช้การบล็อคหรือขอร้องให้ Twitter เพิกถอนบัญชี
ที่มา - สำนักข่าวแห่งชาติคูเวต via ReadWriteWeb
- 4 comments
- 1681 reads
เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมอำนวยการกำหนดนโยบายการป้องกันและปราบปรามการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า ได้เสนอสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดงบซื้อเครื่อง "ตัดสัญญาณ" เว็บไซต์ต่างประเทศ มูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท ตามคำแนะนำของตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนายหนึ่ง หลังพบว่าเว็บไซต์จากต่างประเทศจำนวนมากที่เนื้อหาที่อาจผิดกฎหมายเพราะดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันกษัตริย์
เฉลิมกล่าวต่อถึงการ "ตัดสัญญาณ" เว็บไซต์ว่า "มีบางคนไปพูดมาก ถ้าไปทำเรื่องนี้เอ็นจีโอ หรือต่างชาติจะดูไม่ดี แต่ที่นี่เมืองไทย เราไม่ได้ละเมิดสิทธิ เพราอะไรที่แสดงออกตามพื้นฐานความชอบธรรม ก็ควรทำไป"
ว่าแต่ตัดสัญญาณเว็บไซต์นี่เขาทำกันยังไงหนอ
ที่มา - เดลินิวส์
- 179 comments
- 9951 reads
นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ของสภาผู้แทนราษฎร
คณะกรรมาธิการฯ สอบถามการใช้งบประมาณของกระทรวงไอซีที ว่ามีผลการดำเนินการงานปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นสถาบันฯ อย่างไรบ้าง
คำตอบของนางจีรวรรณคือ กระทรวงไอซีทีได้ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงยขอความร่วมมือไปยังผู้ดูแล Facebook, Google, YouTube
ส่วนของ Google/YouTube นางจีรวรรณไม่ได้ระบุตัวเลข แต่บอกว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนกรณีของ Facebook นางจีรวรรณบอกว่าไม่ได้รับความร่วมมือในช่วงแรก แต่ตอนนี้ได้รับความร่วมมือแล้ว โดย Facebook "ได้ยอมปิดบัญชีผู้ใช้ที่มีลักษณะหมิ่นสถาบันแล้วกว่า 6 หมื่นราย"
ที่มา - กรุงเทพธุรกิจ, เดลินิวส์
- 86 comments
- 1378 reads
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีรายงานว่าผู้บริหารกูเกิล, เฟชบุ๊ก, ยาฮู, และไมโครซอฟท์ได้เข้าประชุมร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศอินเดีย เพื่อหารือความเป็นไปได้ที่จะตัดกรองเนื้อหาออกจากเว็บเหล่านี้
รัฐมนตรี Kapil Sibal ระบุว่ามีการขอให้มีการคัดกรองเนื้อหาจริง แต่ไม่ได้เป็นการเซ็นเซอร์แต่อย่างใด แต่เป็นการขอให้คัดกรองเนื้อหารุนแรงที่ทำร้ายความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในชุมชน
ทางเฟชบุ๊กนั้นระบุว่าจะลบเนื้อหาที่ผิดต่อข้อตกลงการใช้งาน นั่นคือเนื้อหาที่เป็นความเกลียดชัง, การข่มขู่, กระตุ้นความรุนแรง, และอนาจาร
ส่วนทางกูเกิลนั้นระบุว่าจะลบเนื้อหาต่อเมื่อมันผิดกฏหมายและมาตรฐานของกูเกิล โดยกูเกิลจะไม่ลบเนื้อหาเพียงเพราะมันทำให้เกิดการโต้แย้ง
ก่อนหน้านี้ทางการอินเดียเคยใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงเพื่อบีบให้ RIM เปิดให้ทางการอินเดียสามารถเข้าตรวจสอบข้อความในบริการ BBM โดยทางการอินเดียเคยขอตรวจสอบข้อความใน BES ด้วยแต่ทาง RIM ระบุว่าบริษัทไม่สามารถทำให้ได้เพราะลูกค้าจะเก็บกุญแจเข้ารหัสของตัวเอง
ที่มา - The Register
- 1 comment
- 1535 reads
มัลลิกา บุญมีตระกูลรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเดินหน้าโครงการ "Fight Bad Web" โดยวันนี้ได้ทวิตเชิญชวนแนวร่วมให้แจ้งเว็บไปยังเจ้าหน้าที่และแจ้งไปยังอีเมลของโครงการ
เนื้อหาสำคัญของวันนี้คงเป็นการอ้างว่ามีเด็ก 11 ขวบเข้าร่วมกิจกรรม "นักรบไซเบอร์ฝ่ายคุณธรรม" โดยคุณมัลลิกาชวนให้เปลี่ยนจากการเล่นเกมมาเป็นช่วยกันแจ้งเว็บผิดกฎหมายทั้งมั่นคง ลามก การพนัน ยาเสพติดและหมิ่นสถาบัน
ผมยกทวิตตลอดชั่วโมงที่ผ่านมา (ยกเว้นทวิตที่คุยกับคนอื่นๆ) ของคุณมัลลิกาไว้ท้ายข่าวพร้อมลิงก์ทุกอันเป็นที่มาของข่าวนี้
- 172 comments
- 7304 reads
- Read more
หลังจากรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ คือ นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล ได้ออกมาแถลงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา วันนี้นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้แถลงออกทาง Facebook ว่าทางพรรคไม่เคยมีนโยบายที่จะปราบปรามหรือปิดเว็บไซต์ Facebook, Twitter, หรือ YouTube
ในแถลงการระบุว่าการตีความแถลงการก่อนหน้านี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ปิดเว็บเหล่านี้นั้นเป็นการ "บิดเบือน" โดยนโยบายพรรคจริงๆ คือการขอให้ช่วยกันแจ้งไปยังพรรคประชาธิปัตย์ทางช่องทางต่างๆ ที่กำลังเปิดขึ้นมา
การแถลงนี้มีขึ้นแทบจะพร้อมๆ กับการทวิตสั้นๆ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า "ผมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีนโยบายที่จะปิดเฟสบุ๊คหรือยูทูปครับ"
สรุปว่าข้อ 9 ของรองโฆษกนั้นไม่นับ?
ที่มา - Facebook: ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต, Twitter: @Abhisit_DP
- 68 comments
- 5755 reads
เว็บไซต์ TorrentFreak ที่ทำข่าวด้านการแชร์ไฟล์บนโลกอินเทอร์เน็ต ระบุว่า กูเกิลเริ่ม "กรอง" ผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บแชร์ไฟล์และเว็บบิตยอดนิยมหลายแห่ง เช่น The Pirate Bay, isoHunt, RapidShare, Torrent Reactor, Hot File ฯลฯ โดยกูเกิลจะ "กรอง" ผลการค้นหาคำเหล่านี้ออกจากระบบ autocomplete และ instant search ของตัวเอง
อย่างไรก็ตามกูเกิลไม่ได้ปิดกั้นผลการค้นหาจากเว็บไซต์เหล่านี้ในหน้าปกติ (คือปิดแต่ระบบ autocomplete/instant) ซึ่งผลคือปริมาณการค้นหาคำเหล่านี้ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
ตามข้อมูลของ TorrentFreak บอกว่าคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับเว็บแชร์ไฟล์บางแห่ง เช่น 4shared, fileserve, filesonic ยังไม่ถูกกรอง
กูเกิลยังไม่มีแถลงการณ์ใดๆ ในเรื่องนี้ แต่ TorrentFreak คาดว่ากูเกิลพยายามปิดกั้นไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีกับบริษัทเจ้าของสื่อต่างๆ ซึ่งอาจมีผลต่อการเจรจาขายเพลง-หนังของกูเกิลด้วย
ที่มา - TorrentFreak
- 16 comments
- 3359 reads
กูเกิลนั้นให้บริการทั่วโลกและเนื่องจากเป็นบริการหลักที่ผู้ใช้จำนวนมาก รัฐบาลหลายชาติจึงร้องขอ (หรือสั่ง) ไปยังกูเกิลให้ปิดข้อมูลหรือส่งข้อมูลของผู้ใช้ให้กับรัฐบาลอยู่เนืองๆ กูเกิลก็มักทำตามคำร้องขอเหล่านั้น แต่เพื่อความโปร่งใสก็จะทำรายงานสรุปตัวเลขการร้องขอออกมาเป็นรอบๆ และตอนนี้ก็ถึงรอบของการเปิดเผยข้อมูลในครึ่งปีแรกของปี 2011
ที่น่าสนใจคือรัฐบาลไทยได้ส่งคำสั่งไปยังกูเกิลสองครั้ง เพื่อให้ถอดวิดีโอหมิ่นฯ จำนวน 225 ชิ้น ทางกูเกิลได้ตอบรับคำร้องขอของรัฐบาลไทยด้วยการปิดไม่ให้วิดีโอเหล่านั้นเข้าถึงได้จากประเทศไทยเป็นสัดส่วนร้อยละ 90 ของวิดีโอทั้งหมด
ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่าตัวเมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังของปี 2010 โดยปลายปี 2010 นั้นรัฐบาลไทยได้ส่งคำร้องขอไปหนึ่งครั้งเพื่อขอให้ถอนวิดีโอออกจาก YouTube จำนวน 43 ชิ้น และวิดีโอทั้งหมดถูกปิดไม่ให้เข้าจากประเทศไทย
จนถึงวันนี้ ยังไม่มีรายงานว่ารัฐบาลไทยร้องขอข้อมูลผู้ใช้ (User Data Requests) ไปยังกูเกิล
จากการสำรวจตัวเลขในแถบอาเซียนด้วยกันแล้ว ประเทศไทยมีจำนวนเนื้อหาที่ร้องขอให้กูเกิลถอนออกจากเว็บสูงสุด และสูงกว่าจีนที่ร้องขอให้กูเกิลถอนเนื้อหา 121 ชิ้นออกจากระบบจากคำร้องขอสามครั้ง และกูเกิลไม่ทำตามหนึ่งครั้ง
ที่มา - Google Blog, Transparency Report: Thailand
- 40 comments
- 3923 reads







