เมื่อปี 2004-2005 ช่วง Superbowl ในสหรัฐอเมริกา แป๊ปซี่จะออกโปรโมชั่นร่วมมือกับ iTunes โดยการแจกเพลงฟรีจากการแจก Redeem Code ใต้ฝา ปีนี้แป๊ปซี่ก็ได้ออกโปรโมชั่นใหม่เช่นเดียวกัน แต่ครั้งนี้แป๊ปซี่จะทำการแจก MP3 (ไร้ DRM) ผ่านทาง Amazon MP3 Store แทน
ในขณะนี้โซนี่เองก็กำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจที่จะเริ่มขายเพลงในรูปแบบของ MP3 แทน ทำให้ "เดอะบิ๊กโฟว์" ทั้งหมดเหลือเพียงแค่ Warner เท่านั้นที่ยังไม่มีแผนการในการขายเพลง MP3 แต่อย่างใด โดยปัจจุบันหากรวมโซนี่แล้วทั้ง EMI และ Universal Music Group เริ่มที่จะขายเพลงในรูปแบบ MP3 แทน
Wal-Mart เองก็แรงไม่เบาเหมือนกันในก้าวเดินทีี่จะกลับมาสู่ MP3 ฟอร์แมตที่ทุกเครื่องเล่นเพลงสนับสนุนและไร้ DRM ... Wal-Mart ได้ประกาศ "ขู่" ค่ายเพลงว่าหากค่ายเพลงใดก็ตามที่ไม่เปลี่ยนมาขายเพลงฟอร์แมต MP3 ทาง Wal-Mart จะดึงเพลงที่เป็น WMA (ที่มาพร้อมกับ DRM) ออกจากระบบทั้งหมด
ดูเหมือนใกล้จะถึงจุดจบของ DRM ในสหรัฐเต็มที ขนาดนี่ไม่นับรวมผู้ขายเพลงหลัก ๆ อีกเจ้าเช่น iTunes ที่เริ่มจะเปลี่ยนแปลงแล้ว หรือวง Radiohead ที่เริ่มเปิดให้โหลดเพลงตามอัธยาศัยของผู้ซื้อ
คงพูดได้ว่านี่เป็นการกลับมาของฟอร์แมต MP3 เลยทีเดียว หลังจากที่มีการเปลี่ยนไปเป็น WMA, AAC, OGG และอื่น ๆ สาเหตุก็หนีไม่พ้น "ความเป็นกลาง" ของฟอร์แมตนี้ที่ไม่ว่าเครื่องเล่นเพลงจากค่ายไหนก็เล่นได้หมด และ Feature สุดขลังของมัน ซึ่งก็คือ "ความสามารถที่ไม่รองรับ DRM"
ค่ายเพลงไทยว่าไงครับ?
ที่มา - C|net
ร้านขายเพลงออนไลน์ 7 Digital ในสหราชอาณาจักรเปิดเผยข้อมูลว่าในยอดขายเพลงทั้งหมด เพลงที่เป็น MP3 ไม่มี DRM มีส่วนแบ่งสูงถึง 80% คิดเป็น 4 เท่าของเพลงแบบมี DRM
ผู้บริหารของ 7 Digital ให้ความเห็นว่า MP3 เป็นฟอร์แมตเพลงแบบเดียวที่การันตีว่าทุกคนจะเล่นได้ ไม่ว่าจะเป็นไอพ็อด, โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องเล่น MP3 ยี่ห้ออื่นๆ และการขายเพลงแบบ MP3 มีแนวโน้มว่าจะทำให้ลูกค้าซื้อแบบยกอัลบั้มมากขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ทางอุตสาหกรรมเพลงวิตก เนื่องจากการขายออนไลน์แบบแยกเพลงทำให้ยอดขายอัลบั้มตกลง
ปัจจุบันค่ายเพลงใหญ่ที่ไม่เอา DRM คือ EMI ค่ายเดียว ส่วน Universal ยังลองขายบางส่วน และ Sony BMG กับ Warner Music นั้นยังขายเฉพาะแบบมี DRM สำหรับบ้านเรา Mixiclub ของ RS ขายแบบไม่มี DRM (อ่านสัมภาษณ์)
ที่มา - Ars Technica
(ผมคิดว่าคงไม่ต้องอธิบายผู้อ่าน Blognone ว่า RMS เป็นใครนะครับ)
RMS ไปพูดที่มหาวิทยาลัยเยลในงานของ Yale Political Union โดยโจมตี DRM และเสนอว่า DRM ควรจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ที่น่าสนใจคือก่อนพูด RMS ถูกรุมล้อมโดยกลุ่มนินจาชุดดำไม่ให้ขึ้นเวที (ซึ่งมีที่มาจาก xkcd - คงเป็นนักศึกษาแถวนั้น) ซึ่งสุดท้ายเหล่านินจาก็ไม่สามารถขัดขวางอุดมการณ์ซอฟต์แวร์เสรีของ RMS ได้
สำหรับคำกล่าวของ RMS เกี่ยวกับเรื่อง DRM สามารถอ่านได้ที่นี่ (.doc) ภาพนินจาดูได้ตามลิงก์
ที่มา - Yale Political Union
อินเทลเปิดตัวฮาร์ดแวร์ใหม่ในตระกูล vPro ซึ่งจับตลาดองค์กรธุรกิจ โดยซีพียู Core 2 Duo ใหม่ 3 รุ่น (E6550, E6750, E6850) ที่ลดอัตราการบริโภคพลังงานขณะไม่ใช้งานลงเหลือ 8 วัตต์จากเดิม 22 วัตต์ กับชิปเซ็ตตัวใหม่ Intel Q35 Express ซึ่งมีกิกะบิตแลนในตัว
แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่เทคโนโลยีใหม่ 2 ตัวครับ
- Virtualization technology for directed I/O หรือ VT-d เป็นส่วนขยายของสถาปัตยกรรม x86 เพื่อแก้ปัญหาเดิมที่ชุดคำสั่ง x86 บางอันมีผลให้การทำ virtualization ยากขึ้น (ในกรณีของ VT-d คือเรื่องของ I/O เช่น DMA) ก่อนหน้านี้อินเทลเคยออก VT-x มาแล้ว พอมีสองอย่างประกอบกันก็คงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยี virtualization บน x86 ให้ดีขึ้น
- Trusted Execution Technology (TXT หรือโค้ดเนมเดิม LaGrande) เราอาจเคยผ่านตาชื่อ Trusted Platform Module กันมาบ้าง เจ้า TPM นี้เป็นชิปซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของแพลตฟอร์ม TXT ที่อินเทลอ้างว่ามันจะช่วยเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น โดนเจาะหรือโดนไวรัสสร้างความเสียหายได้ยากขึ้น แต่ก็มีหลายฝ่ายวิตกกังวลว่าเป็นเครื่องมือช่วยให้ DRM ทำงานได้สะดวกขึ้น เช่น บรรดาค่ายหนังค่ายเพลงสามารถเข้ามาจับตาดูการใช้งานคอมพิวเตอร์ของเราได้ง่าย
ทั้ง 2 ตัวนี้มีผลทำให้ vPro เหมาะสำหรับองค์กรธุรกิจมากๆ แต่ฝั่งผู้ใช้ตามบ้านกับเรื่อง DRM ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป รายละเอียดของเทคโนโลยีทั้งสองตัวอ่านได้จากข่าวต้นฉบับ ซึ่งอธิบายไว้ดีใช้ได้เลย
ที่มา - Ars Technica
หลังจากที่มีการตื่นตัวเรื่องการขายเพลงโดยที่ไม่มีเทคโนโลยี DRM ในธุรกิจการขายเพลงออนไลน์ไม่นาน ล่าสุดค่ายเพลง Universal ได้ตัดสินใจที่จะทดสอบการขายเพลงที่ไม่มี DRM แต่ว่าทางบริษัทจะนำเทคโนโลยีใหม่ไปใช้ในการตรวจสอบแทน เทคโนโลยีนี้คือการ Watermark ไฟล์เพลงแทน
การ Watermark ไฟล์เพลงนั้นก็คือการใส่ข้อมูลเพิ่มเติมลงไปในเพลงเพื่อที่จะเป็นตัวบอกว่าไฟล์เพลงนี้มาจากไหน เนื่องจากการใช้ DRM นั้นไม่ใช่การป้องกันที่ดีพอ ในที่นี้คือผู้ใช้สามารถเบิร์นเพลงออกมาแล้วนำโหลดเข้าเครื่องใหม่เพื่อกำจัด DRM โดยสิ้นเชิง แต่เทคโนโลยีใหม่นี้จะทำการใส่ข้อมูลเข้าไปในตัวเพลงเลย โดยข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถจะได้ยินโดนหูของคนได้ แต่ทางค่ายเพลงจะมีอุปกรณ์ตรวจสอบพิเศษที่สามารถอ่านข้อมูลเหล่านี้ได้
แต่สำหรับกรณีของ Universal นั้นจะไม่ทำการ Watermark ทุก ๆ ไฟล์ที่มีการดาวน์โหลดเพื่อบอกว่าไฟล์นี้มาจากผู้ใช้คนไหน แต่จะทำเป็นเพลง ๆ ไป (เช่น เพลง A ของศิลปิน ABC ทุก ๆ เพลงที่ขายไปโดยไม่มีการระบุว่าผู้ใช้คนไหนทำการดาวน์โหลดไป) โดย Universal ได้ทำแบบนี้เพื่อที่จะทดสอบความเสี่ยงเกี่ยวกับการทำธุรกิจขายเพลงโดยไม่มี DRM เท่านั้น (ในขณะนี้)
ถึงแม้ว่าจะไม่มีการนำเทคโยโลยีนี้ไปใช้จริงอย่างที่อธิบายไปแล้วก็ตาม แต่มันเป็นไปได้ที่ในอนาคตอาจจะมีการตรวจจับและเอาผิดผู้ใช้งานได้ในอนาคตแน่นอน
ที่มา - CNET News
ตามหลังค่าย EMI มาหลายเดือน แต่ตอนนี้ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal ก็แสดงความสนใจที่จะขายเพลงแบบไร้ DRM กันแล้ว แต่ยังคงเป็นการขายแบบจำกัดช่วงเวลาเพื่อทดสอบตลาดก่อนในช่วงแรก โดยจำกัดช่วงเวลาในโครงการทดสอบนี้ไว้ในช่วง 21 กันยายนนี้ ไปจนถึง 31 มกราคมปีหน้าเท่านั้น
ร้านค้าเพลงออนไลน์ที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้แก่ Amazon, RealNetwork, BestBuy และ Wal-Mart โดยในด้านของบิตเรทที่จะขายนั้นทาง Universal ระบุว่าจะขึ้นกับตัวร้านค้าเอง เช่นทางด้าน RealNetwork นั้นประกาศชัดเจนว่าจะขายเพลงที่บิตเรท 256kbps ที่น่าสนใจคือไม่มีชื่อ iTunes อยู่ในรายการของบริษัทที่ร่วมโครงการ โดยอาจจะมีสาเหตุจากการที่โครงการนี้เป็นโครงการแบบจำกัดเวลา
คาดเดาได้ไม่ยากว่าทาง Universal ต้องการดูผลกระทบของตลาดจากการขายเพลงแบบไร้ DRM นี้ โดยหากมีผลดีต่อยอดขาย และสามารถช่วยลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ เราก็คงได้เห็นโครงการนี้กลายเป็นโครงการถาวรกันต่อไป
ที่มา - ArsTechnica
หลังจากประกาศไม่เอาด้วยกับ DRM อีกต่อไป ค่าย EMI ก็ออกมาประกาศตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ เช่นเพลงของ Pink Floyd นั้นมียอดขายสูงขึ้นกว่า 350 เปอร์เซนต์ ในสัปดาห์แรก ส่วนเพลงของศิลปินอื่นๆ ก็ขยับขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญกันทุกคน
การแถลงตัวเลขยอดขายเหล่านี้อาจจะทำให้ค่ายเพลงอื่นๆ ยอมกลับลำมาขายเพลงไร้ DRM กันต่อไปได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามยังไม่มีคำมั่นหรือคำตอบรับใดๆ จากค่ายอื่นๆ
ส่วนค่ายหนังนั้นตรงกันข้าม เมื่อทางกลุ่ม Blu-ray ประกาศเทคโนโลยี BD+ ที่จะมาช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับ AACS หลังจากโดนเจาะจนกระจุยไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยเทคโนโลยี BD+ นั้นจะทำงานอยู่บน Virtual Machine ที่มีระบบตรวจสอบซับซ้อนหลายชั้น (ไว้หาเอกสารได้แล้วจะมาแกะเป็นบทความเขียนให้อ่านกัน)
มาทายกันดีกว่าว่า BD+ จะอยู่รอดไปอีกกี่ "เดือน"
ที่มา - ArsTechnica, BD+ LLC
แอปเปิลได้ปล่อย iTunes 7.2 ผ่านทาง Software Update แล้วโดยได้มีการสนับสนุน iTunes Plus โปรโมชั่นสำหรับเพลงที่ไม่มีระบบป้องกันการละเมิดลิขสิทธิที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้แล้วในเดือนเมษายน
นอกจากการที่ลูกค้าสามารถนำไฟล์ที่ดาวน์โหลดไปแล้วไปใช้ในรูปแบบใดก็ได้ ผู้ใช้ยังจะได้ไฟล์ที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิมอีกด้วย โดยราคาขายจะเพิ่มขึ้นจาก $0.99 ต่อเพลงเป็น $1.29 ต่อเพลง
แอปเปิลยังยินยอมให้ผู้ที่ได้ซื้อเพลงที่มี DRM ไปก่อนหน้านี้แล้วสามารถที่จะอัพเกรดเพลงของตนไปเป็น iTunes Plus ได้อีกด้วย
ที่มา - MacRumors.com
เกิดคดีขึ้นในประเทศฟินแลนด์เมื่อนาย Mikko Rauhala ได้สร้างเว็บที่อนุญาตให้มีการเผยแพร่โปรแกรมเพื่อการทำสำเนา DVD ผลคือถูกฟ้องว่าทำผิดกฏหมายลิขสิทธิของฟินแลนด์ที่ไม่อนุญาตให้มีการเผยแพร่วิธีการเจาะระบบป้องกันการทำสำเนาที่ยังได้ผลอยู่ (ในที่นี้คือ CSS)
หลังจากคดีเริ่มมาตั้งแต่ปี 2005 ตอนนี้ศาลชั้นต้นก็มีคำพิพากษาออกมาแล้วว่า CSS นั้นถือว่าเป็นการป้องกันที่ไม่มีผลอีกต่อไป เนื่องจากเป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่าจะทำสำเนาแผ่น DVD ที่ป้องกันไว้ด้วย CSS ได้อย่างไรมาตั้งแต่ปี 1999 แต่คดีนี้ก็ยังมีโอกาสสำหรับผู้ฟ้องที่จะอุทธรณ์ได้ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า
ที่น่าสนใจคือ AACS ของ HD DVD และ Blu-ray นั้นจะอยู่รอดไปอีกนานแค่ไหนก่อนที่จะเข้าข่ายแบบเดียวกัน
ที่มา - Afterdawn
Dan Glickman แห่ง MPAA เปิดเผยข้อมูลว่าเตรียมจะใส่ฟีเจอร์อนุญาตให้ลูกค้าก็อปปี้ข้อมูลในแผ่น (managed copy) ลงในระบบ AACS ภายในสิ้นปีนี้
ระบบ managed copy จะเหมือนกับเพลงที่ขายใน iTunes Store ซึ่งอนุญาตให้ลูกค้าก็อปปี้ข้ามเครื่อง หรือเขียนลงซีดี โดยมีจำนวนครั้งที่จำกัด และการก็อปปี้เหล่านี้ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
ฝั่ง HD DVD นั้นออกสเปกแต่แรกว่าค่ายหนัง "ต้อง" ระบุเงื่อนไขที่อนุญาตมาในแผ่นตั้งแต่แรก (แปลว่าอาจจะระบุว่าไม่อนุญาตให้ทำอะไรเลยก็ได้) ส่วนฝั่ง Blu-ray ไม่มีเงื่อนไขนี้แต่อย่างใด
กลุ่ม AACS บอกว่าเรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ AACS โดนแครกอย่างต่อเนื่อง แต่การผ่อนปรนเรื่องการก็อปปี้ให้กับผู้ใช้ ก็อาจจะช่วยลดความร้อนแรงในเรื่องนี้ลงมา
ที่มา - Ars Technica
คราวก่อน AACS โดนแกะได้ และคีย์ถูกนำไปโพสต์ไว้บน Digg (อ่าน) ทางกลุ่ม Advanced Access Content System Licensing Administration (AACS LA) จึงได้ยกเลิกคีย์เดิม โดยคีย์ใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้
แต่คีย์ใหม่ยังไม่ทันออก ก็โดนแกะได้อีกรอบซะแล้ว
ข้อมูลนี้มาจากผู้ใช้ชื่อ James ซึ่งเป็นทีมงานของบริษัท Slysoft ผู้สร้างโปรแกรม AnyDVD HD โดยเขาอ้างว่าสามารถก็อปปี้ HD DVD ของ Matrix Trilogy ซึ่งใช้คีย์รุ่นใหม่ (เวอร์ชัน 3) ได้สำเร็จใน AnyDVD HD เวอร์ชันเบต้าตัวล่าสุด
วงการเพลงเริ่มถอดใจกับ DRM แต่วงการหนังยังไม่ท้อถอย ถึงแม้ว่า AACS จะโดนแกะได้อีกรอบก็ตาม (ข่าวเก่า)
ที่มา - Ars Technica
หลังจากเป็นข่าวลือมานาน Amazon ก็เปิดตัวบริการเพลงออนไลน์อย่างเป็นทางการแล้ว ที่สำคัญคืองานนี้มีแต่ MP3 อย่างเดียวเท่านั้นไม่มีไฟล์อย่างอื่นเจือปน
งานนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากทางค่าย EMI ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้แล้วว่าจะขายเพลงแบบไม่มี DRM ไปก่อนหน้านี้ แต่การประกาศตัวว่าจะขายเฉพาะเพลงที่ไม่มี DRM ทำให้ทาง Amazon ไม่สามารถขายเพลงจากค่ายอื่นๆ ได้มากเท่าทาง iTunes ผู้ครองตลาดรายใหญ่ที่กำลังพยายามกดดันค่ายเพลงในมือให้ยกเลิกการใช้ DRM เช่นกัน
วันก่อนเห็นแผ่นนิโคลแล้วอยากซื้อนะ แต่แผ่นอัสนี-วสันต์ ยังหลอนผมไม่หาย เลยขอบายดีกว่า
ที่มา - Amazon.com
เดี๋ยวนี้ค่ายเพลงหลายแห่งแถมเวอร์ชัน MP3 มาให้ในซีดีจนเป็นเรื่องปกติ แต่ค่ายเพลงในอังกฤษ 2 แห่ง คือ First Word Records กับ Saddle Creek ทำเก๋กว่านั้น สองค่ายนี้ขายแผ่นเสียงเป็นหลัก เจาะกลุ่มตลาดดีเจ (ที่ต้องไปเปิดแผ่นตามคลับ) โดยในแพกเกจของแผ่นเสียงจะมีโค้ดให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดเพลงเวอร์ชัน MP3 ที่ระดับ 320 Kbps ได้จากเว็บไซต์ ที่สำคัญคือไม่มี DRM
Andy H ผู้ก่อตั้ง First Word Records ซึ่งเป็นดีเจเองด้วยบอกว่า ปกติดีเจจะต้องเดินทางไปตามคลับทั่วประเทศ และแบกแผ่นเสียงที่ทั้งใหญ่และหนักไปด้วย มีโอกาสสูงมากที่แผ่นเสียง (ที่รักยิ่งชีพ) เหล่านี้จะพัง การมีเวอร์ชันดิจิทัลคุณภาพสูงเก็บไว้เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างยิ่ง
เมื่อถามถึง DRM คุณ Andy ก็ตอบแบบสุดเท่ว่า "Making a legal, paid-for version of the file less useful than a copied or pirated one doesn't make sense."
ที่มา - Wired
บริษัท Media Rights Technologies (MRT) ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตเทคโนโลยีป้องกันการ Rip สื่อต่างๆ ได้ฟ้องบริษัทผลิต Media Player ชื่อดังเกือบทุกเจ้าตั้งแต่ Apple iPod/iTunes, Microsoft, Real Network และแม้แต่ Adobe Flash ในข้อหาที่บริษัทเหล่านี้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีการป้องกันการขโมยสื่อของตน และบอกว่าบริษัทเหล่านี้ได้ทำผิดกฎหมาย Digital Millennium Copyright Act
ทางบริษัทอ้างว่าเทคโนโลยี X1 SeCure Recording Control นั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันสูง และบริษัทเหล่านี้ได้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีของตนมาตลอด สงสัยเขาจะแน่มากครับ งานนี้
บริษัทที่โดนฟ้องนี่เรียกได้ว่าเกือบจะเป็น Media Player ทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้เลยนะครับ ถ้าไม่นับพวก VLC พวก Open-source อื่นๆ ไม่รู้ว่าพวก Codec ทั้งหลายนี่จะนับรวมด้วยรึเปล่า สงสัยจะได้เวลาเปลี่ยนไปใช้ Ogg กันแล้วล่ะครับ
ที่มา - UNEASYsilence
MPAA (กลุ่มองค์กรผู้ค้าภาพยนตร์) ยังคงจะสนับสนุนการใช้ DRM อยู่ต่อไปในอนาคต โดยจากการประชุมล่าสุดของกลุ่มนั้นได้มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจจคือการที่จะให้ลูกค้าที่ซื้อดีวีดีไปนั้นสามารถ rip แผ่นไปใช้บนสื่อต่าง ๆ อื่น ๆ ได้เช่นไอพ็อดหรือบนคอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยไม่ผิดกฏหมายแต่อย่างใด (ปัจจุบันผิดกฏหมายอยู่)
เพียงแต่ว่า กลุ่ม MPAA นี้ต้องการให้มีซอฟต์แวร์ป้องกันลิขสิทธิ์หรือ DRM กับไฟล์ต่าง ๆ ที่เกิดจากการ rip หนังเรื่องนั้น ๆ มาด้วย และสำหรับการขายเพลงที่ไม่มี DRM นั้น ตัวกลุ่มเองนั้นยังอยากให้บริษัทผู้ค้่าเพลงออนไลน์ต่าง ๆ ขายเพลงโดยมี DRM เหมือนเดิม แต่ต้อง "ปลดล็อค" ให้มันสามารถนำไปใช้กับสื่อต่าง ๆ ข้ามบริษัทได้ (เช่น ซื้อเพลงจาก iTunes เอาไปเล่นบน Zune ได้เป็นต้น)
ถึงแม้แอปเปิลจะเริ่มขายเพลงที่ไม่มี DRM จาก EMI และพยายามจะทำให้เทรนด์นี้ขยายวงกว้างมากขึ้น แต่นักวิจัยหลาย ๆ คนยังเชื่อว่าสิ่งเดียวกันนี้จะยังไม่เกิดกับธุรกิจขายภาพยนตร์ออนไลน์เร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน
ที่มา - Arstechinca
กลุ่ม APRIL ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโอเพนซอร์สในฝรั่งเศส ได้ส่งคำถามด้านนโยบายให้กับผู้สมัครประธานาธิบดีฝรั่งเศสจำนวน 12 คน มีคนตอบกลับมา 8 คน น่าสนใจตรงที่ผู้สมัครสองคนที่คะแนนนำ และรอตัดสินในการเลือกตั้งรอบสอง คือ Nicolas Sarkozy และ Ségolène Royal ได้ตอบมาด้วย
คำถามของ APRIL ครอบคลุมทั้งเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์, ซอฟต์แวร์เสรี, มาตรฐานเปิด, สิทธิบัตร และ DRM ผมคงไม่ยกคำตอบมาให้อ่านเพราะจะยาวมาก เอาเป็นว่าในภาพรวม ผู้สมัครส่วนใหญ่สนับสนุนแนวคิดเสรี, ต่อต้าน DRM และเห็นว่ากฎหมายสิทธิบัตรต้องปรับปรุงยกใหญ่ สรุปว่าใครได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ถ้าดำเนินนโยบายด้านนี้ตามที่พูดก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก
แหล่งข่าวต้นฉบับประทับใจคำตอบของผู้สมัครบางคนที่บอกว่าเคยพบกับ Richard Stallman และหลายคนคุ้นเคยกับชุมชนซอฟต์แวร์เสรีเป็นอย่างดี
คำตอบแบบละเอียดหาอ่านได้จากลิงก์ การเลือกตั้งรอบใหม่จะมีขึ้นวันที่ 6 พฤษภาคมนี้
ที่มา - Linux.com
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าซีอีโอของแอปเปิล นาย Steve Jobs ได้ออกมาพูดถึงความเป็นไปได้ของการเปิดบริการให้เช่าเพลงเป็นรายเดือนบน iTunes Store
"ผมจะไม่พูดว่าไม่มีวัน แต่ว่าตอนนี้ลูกค้าดูเหมือนจะไม่สนใจในบริการนี้" - Steve Jobs
นี่ก็เป็นอีกข่าวที่เกิดจากการที่แอปเปิลกำลังต่อรองกับค่ายเพลงต่าง ๆ ในขณะนี้ ทั้งเรื่องความเป็นไปได้เกี่ยวกับการให้บริการเช่าเพลงเป็นรายเดือนและการขายเพลงที่ไม่มีระบบป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ (DRM)
สิ่งที่แน่นอนตอนนี้คือแอปเปิลพยายามที่จะกระตุ้นให้ค่ายเพลงหลาย ๆ ค่ายหันมาขายเพลงที่ไม่มี DRM แต่กลับไม่ค่อยสนใจที่จะให้บริการเช่าเพลงเท่าไรนัก
"ลูกค้าต้องการเป็นเจ้าของเพลง... ไม่ใช่เช่า... ภายในสิ้นปีนี้ ผมคาดว่าเพลงกว่าครึ่งหนึ่งที่เราขายใน iTunes นั้นจะไม่มี DRM ติดมาด้วย... เราจะทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้" นาย Jobs กล่าว
จากรายงาน ขณะนี้หลาย ๆ ค่ายเพลงกำลังคิดหนักเรื่องนี้...
ที่มา - Reuters
โดย John Sullivan -- แก้ไขครั้งล่าสุด 2007-04-16 18:53
'''ระบบปฏิบัติการตัวใหม่ของ microsoft ที่ชื่อว่า windows vista เป็นตัวที่ทำให้เสรีภาพของคุณต้องถดถอยอีกครั้งหนึ่ง, แต่คราวนี้เรียกได้ว่าถอยหลังลงคลองเลยทีเดียว.'''
โดยปกติแล้ว, ซอฟต์แวร์ตัวใหม่ๆ มักจะเพิ่มความสามารถให้คุณทำอะไรๆ บนคอมพิวเตอร์ของคุณได้มากขึ้น. อย่างไรก็ตาม, vista ได้รับการออกแบบมาเพื่อจำกัดสิ่งที่คุณควรจะสามารถทำได้เหล่านั้น.
vista มีการบังคับใช้ "Digital Rights Management (DRM)" (การจัดการสิทธิดิจิตอล) รูปแบบใหม่. DRM นี้, ถ้าจะเรียกให้ตรงตามลักษณะของมันแล้ว, ควรจะถูกเรียกว่า Digital Restrictions Management (การจำกัดสิทธิดิจิตอล) เสียมากกว่า, เพราะว่า มันเป็นเทคโนโลยีที่ สื่อยักษ์ใหญ่และบริษัทคอมพิวเตอร์หลายๆ แห่ง พยายามที่จะยัดเยียดให้กับพวกเราทุกคน, เพื่อที่จะควบคุมวิธีที่เราจะใช้คอมพิวเตอร์ของพวกเราเอง.
Bruce Schneier, ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยี, ได้กล่าวไว้[http://www.schneier.com/blog/archives/2007/02/drm_in_windows.html อย่างสั้นๆ] ว่า:
windows vista ประกอบด้วยชุดของฟีเจอร์ที่คุณไม่ได้ต้องการ. ฟีเจอร์เหล่านี้จะทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณมีความน่าเชื่อถือน้อยลง และ มีความปลอดภัยน้อยลง. มันจะทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณมีเสถียรภาพน้อยลง และ ทำงานช้าลง. มันจะทำให้เกิดปัญหาในการซัพพอร์ตทางด้านเทคนิค. มันอาจจะถึงขั้นเรียกร้องให้คุณอัพเกรดอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์บางชิ้นรวมถึงซอฟต์แวร์ที่คุณมีอยู่เดิม. และฟีเจอร์เหล่านี้จะไม่ทำอะไรที่เป็นประโยชน์เลย. ความจริงคือ พวกมันจะทำงานสวนทางกับสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคุณ. เหล่านี้คือฟีเจอร์ที่เรียกว่า digital rights management (DRM) ที่ฝังตัวมาใน vista ตามคำร้องขอจากกลุ่มอุตสาหกรรมบันเทิง--และคุณไม่มีทางปฏิเสธมัน.
=== DRM จะส่งมอบอำนาจไว้กับ microsoft และสื่อยักษ์ใหญ่ ===
* มันเป็นตัวตัดสินใจให้ว่า บนคอมพิวเตอร์ของคุณนั้น คุณสามารถ ใช้ หรือ ไม่ใช้ โปรแกรมใดบ้าง. * มันเป็นตัวกำหนดการใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ หรือ ฟีเจอร์ของซอฟต์แวร์ของคุณ. มันจะตัดสินใจให้ว่า เวลาใด ที่คุณจะสามารถใช้งานฟีเจอร์เหล่านั้น ตัวใดได้บ้าง. * มันบังคับให้คุณติดตั้งโปรแกรมใหม่เพิ่ม แม้ว่าคุณจะไม่ได้ต้องการติดตั้งก็ตาม (และ, แน่นอน, คุณต้องจ่ายตังค์เพิ่ม เพื่อติดตั้งโปรแกรมเหล่านั้น). * มันจำกัดการเข้าถึงโปรแกรมบางโปรแกรมของคุณ รวมถึงขนาดที่ว่า จำกัดการเข้าถึงไฟล์ข้อมูลของคุณเอง.
พวกเขาบังคับใช้ DRM โดยอาศัยสิ่งกีดกั้นทางเทคโนโลยี. คุณพยายามที่จะทำอะไรบนคอมพิวเตอร์ของคุณ, และคอมพิวเตอร์ของคุณบอกคุณว่า คุณทำอย่างนั้นไม่ได้นะ. การที่จะควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้, คอมพิวเตอร์ของคุณจะต้องคอยเฝ้าดูการใช้งานของคุณอยู่ตลอดเวลา. การคอยเฝ้าดูอยู่ตลอดเช่นนี้จะต้องใช้พลังการประมวลผลและหน่วยความจำ, และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุใหญ่ที่ว่า ทำไม microsoft ถึงบอกว่า คุณต้องซื้อฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อใช้กับ vista. พวกเขาจะให้คุณซื้อฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ไม่ใช่เพราะว่าคุณต้องการมัน, แต่เป็นเพราะคอมพิวเตอร์ของคุณต้องการใช้มันเพื่อที่จะมาจำกัดการใช้งานของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
microsoft และบริษัทคอมพิวเตอร์อื่นๆ จะอ้างในบางครั้งว่า, การจำกัดการใช้งานเหล่านี้หมายถึง "trusted (ไว้วางใจ) computing". เนื่องจากว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อให้ คอมพิวเตอร์ของคุณเลิกไว้วางใจคุณ และ เปลี่ยนไปไว้ใจ microsoft แทน, การจำกัดการใช้งานเหล่านี้จึงควรจะถูกเรียกว่า "treacherous (ทรยศ) computing" ดูจะเหมาะซะกว่า.
=== แม้ว่าคุณจะซื้อ vista มาอย่างถูกต้อง, คุณก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมัน ===
เช่นเดียวกับ windows รุ่นอื่นๆ, windows vista เป็นซอฟต์แวร์เอกสิทธิ์เฉพาะ (proprietary software): ที่ให้คุณเช่าภายใต้เงื่อนไขสัญญาที่จำกัดการใช้งานอย่างเข้มงวดรุนแรง, และไม่มี source code มาให้, ดังนั้นจะไม่มีใครเลยนอกจาก microsoft ที่จะแก้ไขมันได้ หรือ แม้แต่แค่จะตรวจสอบว่า จริงๆ แล้วมันทำอะไรไว้ข้างในบ้าง ก็ไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบได้.
microsoft กล่าวไว้ว่า:
นี่ไม่ได้เป็นการขายขาด, แต่เป็นเพียงการอนุญาตให้ใช้งานซอฟต์แวร์. ข้อตกลงนี้ให้คุณเพียง สิทธิบางประการในการใช้งานซอฟต์แวร์. microsoft ขอสงวนสิทธิอื่นๆ ที่เหลือ ไว้ทั้งหมด. คุณสามารถจะใช้ซอฟต์แวร์นี้ตามที่ได้อนุญาตไว้ในข้อตกลงนี้เท่านั้น, เว้นเสียแต่ว่า กฎหมายที่บังคับใช้ จะให้สิทธิคุณเหนือขอบเขตข้อจำกัดที่ว่านี้. ในการทำตามข้อตกลงนี้, คุณจะต้องยินยอมทำตามการจำกัดด้วยเทคนิคในตัวซอฟต์แวร์ ที่จะจำกัดให้คุณใช้งานมันได้เฉพาะในบางรูปแบบที่ถูกกำหนดไว้แล้วเท่านั้น.
เพื่อให้สับสนหนักขึ้นไปอีก, vista รุ่นต่างๆ จึงมีข้อจำกัดในเงื่อนไขสัญญาใช้งานแตกต่างกันไป. คุณสามารถอ่านเงื่อนไขสัญญาของ vista รุ่นต่างๆ ได้ที่ http://www.microsoft.com/about/legal/useterms/default.aspx.
จะเห็นได้ว่า มันยุ่งยากมากที่จะอ่านเงื่อนไขสัญญาเหล่านั้นได้หมด, และบ่อยครั้งที่เป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมคนถึงไม่ค่อยได้ออกมาคัดค้านสิ่งเหล่านี้. แต่ถ้าหากพวกเราไม่เริ่มออกมาคัดค้านแล้วหละก็, พวกเราก็จะสูญเสียเสรีภาพอันมีค่าไป. ต่อไปนี้จะเป็นข้อจำกัดอันน่าตลกขบขันบางส่วน ที่คุณจะอ่านเจอได้:
* สำเนาของ vista ชุดที่ได้รับมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ที่ซื้อใหม่, จะสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายได้เฉพาะบนคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเท่านั้น, และตลอดไป. * ถ้าคุณซื้อ vista จากร้านค้าปลีก และ ติดตั้งมันไว้บนเครื่องของคุณเอง, คุณจะต้องลบมันออกจากเครื่องนั้นให้หมดก่อน ก่อนที่คุณจะได้รับอนุญาตให้ติดตั้งมันไว้บนเครื่องอื่น. * คุณให้สิทธิแก่ microsoft, ผ่านทางโปรแกรมอย่าง windows defender, ในการที่จะ '''ลบ''' โปรแกรมที่มันเห็นว่าเป็น spyware ออกจากระบบของคุณ. * คุณอนุญาตให้ microsoft ล้วงความลับจากคุณ, ผ่านทางระบบ "windows genuine advantage". ระบบนี้จะพยายามตรวจสอบเพื่อระบุตัวตนของระบบที่ microsoft คิดว่าถูกคัดลอกอย่างผิดกฎหมาย. ช่างโชคร้ายที่จากผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่าระบบนี้ได้สร้างความสับสนเละเทะมาแล้วมากกว่า 500,000 กรณี.
ซอฟต์แวร์เสรีอย่าง GNU/Linux ไม่เคยให้คุณต้องยอมรับเงื่อนไขสัญญาที่ไร้สาระเหล่านี้. มันถูกเรียกว่าซอฟต์แวร์เสรีเพราะว่า คุณมีเสรีภาพที่จะคัดลอกมันออกมาจำนวนเท่าใดก็ได้เท่าที่คุณต้องการ, และเพื่อที่จะแบ่งปันให้เพื่อนๆ ของคุณใช้กี่คนก็ได้เท่าที่คุณต้องการ. ด้วยระบบนี้, ไม่มีใคร จะมาเฝ้าดูการใช้งานของคุณ หรือ จะมากล่าวหาโดยเข้าใจผิด ว่าคุณเป็นขโมยได้.
=== คุณสามารถทำอะไรเพื่อช่วยปกป้องเสรีภาพของคุณได้บ้าง ===
นี้เป็นการสู้รบระหว่าง กลุ่มคนที่เห็นความสำคัญในเสรีภาพ, กับ กลุ่มบริษัท เช่น microsoft ผู้ซึ่งหวังกอบโกยผลกำไรด้วยวิธีการลดทอนเสรีภาพออกไป. DRM และเงื่อนไขสัญญาไร้สาระเหล่านั้น ได้วางอยู่บนหัวใจของการสู้รบนี้. โปรดเข้ามายืนฝั่งเสรีภาพร่วมกับพวกเรา โดยการกล่าวปฏิเสธว่า "ไม่" ไม่เพียงแต่ windows vista, และ ผลิตภัณอื่นๆ ที่มี DRM อยู่เท่านั้น, แต่ยังรวมถึงซอฟต์แวร์เอกสิทธิ์เฉพาะ (proprietary software) โดยทั่วไปอีกด้วย. ให้หันมาใช้ซอฟต์แวร์"เสรี"ที่ไม่มี DRM แทน, เช่น, ระบบปฏิบัติการ GNU/Linux, เป็นต้น. คุณจะสามารถทำงานของคุณได้ ในขณะที่ยังแน่ใจได้ว่า สิทธิและเสรีภาพของคุณจะไม่ถูกจำกัด ทั้งในปัจจุบัน และ ในอนาคตข้างหน้า.
ในขณะที่ชีวิตของพวกเราก้าวเข้าสู่ความเป็นดิจิตอลมากขึ้น, มันเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่พวกเราจะต้องปกป้องเสรีภาพในโลกดิจิตอลของพวกเราไว้ เหมือนดังที่ พวกเรา ได้ต่อสู้ปกป้องเสรีภาพ ของ การแสดงออกในสื่อสิ่งพิมพ์และการพูด มาโดยตลอด.
[https://www.fsf.org/associate/join/am_register_form1 ร่วมการรณรงค์ BadVista.org วันนี้]
เรียบเรียงเป็นภาษาไทย (Translate and compose in Thai): * อานนท์ ศรีเจริญชัย (Anon Sricharoenchai) * วีร์ สัตยมาศ (Vee Satayamas) * บรรลุ เขมิยาทร (Banlu Kemiyatorn)
ต้นฉบับ: * http://badvista.fsf.org/what-s-wrong-with-microsoft-windows-vista
Copyright © 2004, 2005, 2006, 2007 Free Software Foundation, Inc., 51 Franklin Street, Fifth Floor, Boston, MA 02110-1301, USA Verbatim copying and distribution of this entire article are permitted worldwide, without royalty, in any medium, provided this notice is preserved.
Times Online รายงานว่าอเมซอนกำลังเตรียมตัวเปิดร้านขายเพลงออนไลน์ใหม่ ต้องการส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจากแอปเปิล
ก่อนหน้านี้ อเมซอนพยายามติดต่อค่ายเพลงต่าง ๆ เกี่ยวกับการขายเพลงแบบไม่มีระบบป้องกันการละเมิดลิขสิทธิหรือ DRM แต่แหล่งข่าวไม่ได้คาดหวังอะไรมากกว่าไปกว่าความร่วมมือจาก EMI ที่เพิ่งตัดสินใจขายเพลงแบบไม่มี DRM ใน iTunes Store และค่ายเพลงอินดี้ต่าง ๆ ในขณะที่ค่ายเพลงดังอื่น ๆ ยัง "ไม่พร้อม" หรือ "ทำใจไม่ได้"
ในที่นี้ Times Online บอกว่าปัญหาส่วนหนึ่งนั้นคือเพลงที่มี DRM นั้นมันเป็นข้อผูกมัดระหว่างผู้ค้าเครื่องเล่น ผู้ขายเพลงกับลูกค้า เช่นเพลงที่ลูกค้าซื้อจาก iTunes จะสามารถเล่นได้เฉพาะในโปรแกรม iTunes หรือบนไอพ็อดและ Apple TV เท่านั้น ส่วนเพลงที่ลูกค้าซื้อจากร้านเพลงออนไลน์อื่น ๆ (เช่นอเมซอน) นั้นไม่สามารถเล่นบนไอพ็อดได้ การขายเพลงที่ไม่มี DRM จะกำจัดข้อผูกมัดต่าง ๆ เหล่านี้ และสุดท้ายอาจจะกระตุ้นยอดขายเพลงให้มากขึ้นก็เป็นได้
ที่มา - Times Online
บทความนี้ผมเขียนลงนิตยสาร DNS Thailand (ไม่รู้ว่าเล่มของเดือนไหน รู้แต่ บก. เอาขึ้นเว็บเรียบร้อยแล้ว) เลยเอามาลงเป็นบางส่วนพอ เนื้อหาเกี่ยวกับ DRM โดยทั่วๆ ไปไม่ลงลึกมาก อ่านเต็มๆ ได้ตามลิงก์ด้านล่าง
ผมยังพอจำสมัยที่เราไปเช่าวิดีโอตามร้านแล้วถามพนักงานว่า "ม้วนมาสเตอร์หรือเปล่า" ได้ สื่ออนาล็อกแบบดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นเทปคาสเซ็ตหรือวิดีโอเทปมีจุดอ่อนในเรื่ องการทำซ้ำที่คุณภาพจะลดลงไปเรื่อยๆ ตามจำนวนก็อปปี้ ซึ่งตรงนี้เป็นอีกเหตุผลหลักที่ทำให้สื่อดิจิทัลเข้ามากลืนตลาดไปจนหมด เนื่องจากข้อดีในการทำซ้ำได้อย่างไม่จำกัด คุณภาพคงเดิม และราคาที่ถูกเหลือหลาย
อย่างไรก็ตามเหรียญมักจะมีสองด้านเสมอ ข้อดีในการทำซ้ำของสื่อดิจิทัลช่วยให้การละเมิดลิขสิทธิ์ทำได้ง่ายมากขึ้นเช ่นกัน บรรดาค่ายเพลง ค่ายหนังทั้งหลายจึงต้องสรรหาวิธีการที่จะมาปกป้อง "ทรัพย์สิน" ของพวกเค้าเอาไว้ให้กับกลุ่มคนที่พวกเขาต้องการ (ลูกค้าตัวจริงที่จ่ายเงินซื้อ) และวิธีการเหล่านี้เองมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า Digital Right Management หรือ DRM
ที่มา - DNS Thailand









