Thailand

เช้าวันนี้ทางสำนักสื่อสารสาธารณะและบริการประชาชน สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ได้ส่งจดหมายข่าวเตือนผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ต่อคดี "อากง เอสเอ็มเอส" ว่าสะท้อนว่าเจ้าของเครื่องจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำผ่านเครื่องนั้นๆ แม้จะไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้ลงมือจริงก็ตาม

ผลจากคดีนี้ กสทช.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ออกคำเตือนผ่านสบท. ดังนี้

  • รักษาดูแลโทรศัพท์มือถือประจำตัวอย่าให้คลาดสายตา
  • ระวังการถูกหยิบยืมไปใช้งาน หรือการส่งซ่อม
  • ต้องมีพยานหลักฐานว่าเครื่องไม่ได้อยู่กับเจ้าของเครื่อง
  • หากเครื่องหายให้แจ้งความ

นอกจากนี้กสทช.ประวิทย์ ยังชี้ว่าบรรทัดฐานเช่นนี้จะเป็นปัญหาในกรณีการสื่อสารอื่นๆ เช่นอีเมล ที่ผู้ใช้อาจจะถูกเจาะอีกเมลเข้าใช้งานได้ โดยแนะว่าต่อจากนี้ตำรวจต้องเปิดรับแจ้งความกรณีที่ประชาชนถูกแฮกอีเมล

final ข่าว อากงเอสเอ็มเอส

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand

ระวังกันด้วยนะครับ คดีนึงที่กำลังจะตัดสินเร็วๆนี้ จำเลยใช้คำพูดแนวๆนี้ทางอินเตอร์เน็ต แล้วอัยการเอาไปแนบเป็นหลักฐานด้วย

"เจ้าของเครื่องจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำผ่านเครื่องนั้นๆ แม้จะไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้ลงมือจริงก็ตาม"

อ่านแล้วรู้สึกน่ากลัวยังไม่รู้อะ

เราก็นึกว่าหลักกฎหมายที่เราเรียนกันมา ว่าผู้ต้องสงสัยถือว่าบริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมีหลักฐานมัดตัวว่าผู้นั้นทำผิดจริง ๆ ถูก แบบนี้ไม่ต้องเรียนแล้ว กฎหมาย ไม่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันจริง

ผมว่ากรณีนี้มันจะต่างไปหน่อยนะครับ เพราะเบอร์มือถือมันเป็นของเรา เหมือนรถยนต์ ถ้าใครเอาไปใช้ วิ่งฝ่าไฟแดงไป หรือไปชนใคร เค้ามาตามจับเจ้าของรถตามทะเบียน เพราะเราเป็นเจ้าของรถนั้น นอกจากพิสูจน์ได้ว่าคนอื่นเป็นคนขับ

ตามจับ, ตามยึดรถ ฯลฯ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะมีเหตุให้เราตกเป็นผู้ต้องสงสัย

แต่กรณีนี้คือ "ความเป็นเจ้าของ" ของเรานี่ใช้ imply ว่าเราเป็นผู้กระทำได้เลย

ลุงแกบอกว่าไม่ได้ส่งแต่เอาโทรศัพท์ไปซ่อม (ถ้าแกบอกไม่ได้ส่งเฉยๆ อาจจะส่งผลดีมากกว่า)
เค้าเลยให้แกพาไปที่ร้าน แกพาไปไม่ถูก เค้าก็บอกว่าเคยเอาไปส่งและไปรับเองทำไมถึงพาไปไม่ถูก

คือคดีนี้ลุงแกก็ทำให้รู้สึกน่าสงสัยจริงๆ

ไม่แก่บ้างให้มันรู้ไปครับ

ผมอายุไม่เยอะเท่าอากง แต่ก็มีลืมครับถ้าไม่ใช่ร้านประจำ ยิ่งร้านมือถือเนี่ยผมเห็นแทบทุกห้างตั้งติดกันเป็นตับ ถ้าคนขายหน้าตาไม่น่ารักจริงๆนี่จำไม่ได้หรอก

wichate Tue, 29/11/2011 - 11:27

ซวยแล้ว Email โดนแฮกต้องแจ้งความ

ปล.ตรง "ต้องมีพยานหลักฐานว่าเครื่องไม่ได้อยู่กับเจ้าของเครื่อง" แปลว่าถ้ายังไม่มีหลักฐานว่าจำเลยถูก ให้ถือว่าจำเลยผิดจริงเสมอ... 555+

ต้องแจ้งความไม่ใช่เรื่องแปลกครับ

ที่น่าเศร้าคือแทนที่จะแจ้งความเพื่อเอาอีเมลเรากลับมา กลับต้องแจ้งความเพื่อไม่ให้ตัวเองติดคุก

ถ้าคุณเคยเข้าโรงพักแล้ว คุณก็จะรู้ว่าถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่โต คุณจะไม่อยากไปสัมผัสบรรยากาศนั่งรอแจ้งความในโรงพักให้เสียเซลฟ์เท่าไรนักหรอก ยังไม่นับว่ากว่าจะถ่อไปถึงแล้วโรงพักยังต้องเจอร้อยเวรทำหน้างงๆ ว่าครุณจะมาแจ้งความเรื่องแบบนี้ทำไมครัฟ

ใช่ค่ะ เคยแจ้งความมือถือหาย ตำรวจทำหน้าแบบ มาแจ้งตรูทำไมเนี่ย
ประเด็นคือ ทางบ้านยังเชื่อว่า ตำรวจจะช่วยเหลือประชาชน ไม่งั้นไม่ไปหรอก

อ่านแล้วรู้สึกว่าผลักภาระให้ประชาชนมากเกินไป ไม่มีการเอ่ยถึงมาตรการการสอบสวน สืบหาต้นตอที่แท้จริง ตำรวจเขาจะรู้วิธีการสืบสวนหลักฐานทางไอทีมากน้อยแค่ไหนกันนะ

อาศัยประเทศเขาอยู่ต้องหัดเจียมตัวไว้บ้างนะครับ เขาแนะนำอะไรก็ต้องทำไปถ้าไม่อยากติดคุกฟรี

ผมก็มาอาศัยเขาอยู่ครับ คิดแบบนี้จริงๆ นะ

ผมเคยใฝ่ฝันอยากให้ประเทศบ้านเกิดผมเจริญก้าวหน้า อยากช่วยคิดช่วยทำให้มันก้าวหน้าไปแบบอารยประเทศ คนในบ้านเมืองนี้ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ช่วยกัน "เป็นทีม" ให้ประเทศนี้หลุดจากการเป็นประเทศกำลัง(ด้อย)พัฒนาซะที

แต่ผมตาสว่างแล้ว เพราะสิ่งต่างๆ ที่ผมได้รับรู้ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมมาอาศัยเขาอยู่จริงๆ มันก็จริงอย่างที่หลายๆ คนว่า ว่าประเทศเป็นของเขาจริงๆ ดังนั้นเราจะเป็นอะไรล่ะครับนอกจากแค่คนอาศัยอยู่? ทุกอย่างของประเทศถูกรวมศูนย์ไว้ที่จุดๆ เดียวหมด ประชาชนก็ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอกครับ ถ้ายังอยากใช้ชีวิตได้แบบสงบสุข ท่องไว้ เรามาอาศัยเขาอยู่

ไม่ต้องไปเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหรอกครับ เราเองต้องมองคนอื่นที่เหนือกว่าเพื่อก้าวไปข้างหน้า การมองไปยังคนที่ด้อยกว่าก็ไม่ต่างอะไรกับปลอบใจตัวเองไปวันๆ ;)

+1

บางคนอาจจะคิดว่าผมประชด แต่ผมตามเรื่องแบบนี้ในเมืองไทยจนรู้สึกไปแล้วจริงๆว่า

"ตูทำอะไรไม่ได้หรอก"

เรื่องนี้น่าจะยกไปตั้งอีกกระทู้หนึ่งเลยครับ

เอาเป็นว่าเรื่องความใฝ่ฝันของคุณ.ไม่ได้มีแต่คุณคนเดียวหรอกครับ...ผมขอเป็นกำลังใจให้หละกัน

อคติล้วนๆ เอางี้ลองเลือกเกิดไม่ได้เป็นเกิดในพม่าแทนดีกว่าไม๊ครับ แล้วจะดีใจที่ไม่ต้องอาศัยประเทศ "เขา" อยู่ ^^

มองต่ำเรายังเหลือ มองเหนือเรายังขาดครับ ประเทศดีๆ มีให้เทียบตั้งเยอะ ไม่เห็นจะต้องไปเทียบกับเผด็จการเพื่อนบ้านเลย

งั้นสรุปว่าตอนนี้เรายืนอยู่ตรงกลางไม่ใช่เหรอครับ ยังมิดีพออีกหรือ ??? หรือต้องเทียบแต่ประเทศที่ดีกว่าเรา แล้วมาบ่นว่าเสียดายที่ไม่ได้เกิดในประเทศที่มันแสนศิวิไลท์ ทั้งที่อีกครึ่งโลกก็เฝ้าฝันอยากจะได้เกิดมาในประเทศของ "เขา" อย่างที่เราอยู่บ้างเช่นกัน ^^

ถ้าต้องเสี่ยงคุกโดยไม่รู้ตัว แถมยังเรียกร้องอะไรไม่ได้อีก...ในด้านอื่นๆเมืองไทยน่าอยู่ครับ แต่ด้านนี้ผมว่ามีไม่กี่คนหรอกครับที่อยากเข้ามาเสี่ยง

ถามจริงนะครับ อ่านข่าวนี้ไม่รู้สึกกลัวบ้างหรือครับ? วันดีคืนดีคนอื่นแอบเอาอีเมลล์คุณไปทำอะไรผิดกฎหมาย คุณก็เก็บกระเป๋าเตรียมเข้าคุกได้เลย

แล้วถ้าใช้ sms gateway ใช้เบอร์คนอื่น ส่งข้อความหมิ่นฯ ไปหาอีกคน ล่ะ ใครถูกฟ้องน๊า 5555

นายก. : รู้เบอร์นายข.(เป้าหมายอยากให้โดนจับข้อความหมิ่นพระบรมฯ)
นายข. :ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
นายก. : ใช้เบอร์ นายข. ส่งไปหา นายค. โดยข้อความหมิ่นพระบรมฯ (ผ่าน sms gateway ต่างประเทศ)
นายค. : เห็นเบอร์ นายข.ส่งมา เอาไปแจ้งความ โจทย์ที่ 1 คือ นายข. ผิดเต็มๆ

ปล.จะมีตำรวจในโรงพักหรือพนักงานอัยการสักกี่คนจะทราบว่า ใช้ sms gateway ส่งมันสามารถตั้ง sender เป็น MSISDN อะไรก็ได้

ผมว่า กรณีนี้ ผู้ให้บริการ(Operator) ต้องเป็นผู้รับผิดชอบนะ เพราะยอมให้คน spoof เบอร์ ใน SMS จากเครือข่ายตัวเอง ถ้าไม่มีระบบ screen ที่ดี ก็ต้องรับผิดชอบหาต้นตอจริงๆ เป็น case by case นะผมว่า

อย่าคิดว่าศาลมีความรู้ขนาดนั้นครับ ผู้พิพากษาส่วนใหญ่อายุเท่าไหร่ จบอะไรมา แม่นกฏหมาย แต่มาตัดสินเรื่อง technology

ศาลตัดสินตามที่ศาลท่านเชื่อว่าเป็นความจริงครับ (แน่นอนว่าโดยหลักฐานต่างๆ)

เข้าใจครับ แต่ก็ต้องเปิดโอกาสให้จำเลยต้องปกป้องตัวเองด้วย โดยอาศัยความช่วยเหลือด้านข้อมูลจากผู้ให้บริการได้ แล้วถามว่า ถ้าผู้ให้บริการไม่มีการเตรียมตัวเก็บข้อมูลไว้หรือช่วยเหลือแบบ case by case จะเป็นอย่างไร? แพะคงเต็มคุกล่ะครับงานนี้ ผมเลยเห็นว่า ต้องเริ่มที่ต้นทางก่อน คือ ต้องเก็บหลักฐานไว้ให้ได้ก่อน ก็ต้องเริ่มที่ผู้ให้บริการด้วย มัน check ไม่ยากนะครับว่า SMS มันออกมาจากเครื่องนั้นๆ จริงหรือเปล่า หรือออกมาจากตำแหน่งอืื่นๆ ที่เครื่องไม่น่าจะไปอยู่ได้ สำหรับผู้ใช้มันยากนะครับที่จะหาพยานมายืนยันว่า เครื่องไม่ได้อยู่กับเจ้าตัว ในกรณีที่โดน spoof เพราะเราไม่ทราบว่าจะโดนเวลาไหน

ก็เป็นหน้าที่ของทนายล่ะครับที่จะหาข้อมูลพวกนี้มาชี้แจง คงเป็นไปไม่ได้ที่ศาลจะรอบรู้ทุกอย่างในโลกที่แม้แต่คนปกติก็ยังรู้ครบทุกอย่างไม่ได้เลย

ไม่งั้นคดีเกี่ยวกับแพทย์ เกี่ยวกับเครื่องยนต์ เกี่ยวกับไฟฟ้า เกี่ยวกับเครือข่าย เกี่ยวกับการก่อสร้าง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ตายพอดี

ถึงศาลจะรู้เองก็เอามาใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินคดีไม่ได้ครับ มันจะกลายเป็นเข้าข้างใครคนใดคนหนึ่ง เกิดความเอนเอียงและเป็นการตัดสินคดีตามอำเภอใจไปครับ คดีนี้ผมเชื่อว่าในใจของศาลเองคงรู้แหละว่ามันปลอมอีมี่ได้ แต่ทนายไม่พิสูจน์ให้เห็นศาลเลยไม่รู้จะตัดสินปล่อยยังไง จะยกเอาความรู้ของตนเองมาตัดสินให้จำเลยพ้นผิดก็จะถูกกล่าวหาอีกว่ารับสินบนป่าว ดังนั้นหลักการพื้นฐานของการดำเนินกระบวนพิจารณาจึงเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานของตนเองได้เต็มที่ โดยศาลเป็นคนกลางในการรับเอาข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายมาชั่งน้ำหนักว่าควรเชื่อฝ่ายไหน ทั้งนี้อยู่บนหลักการของกฎหมายครับ ว่าหลักฐานแบบไหนควรมรับฟังและมีน้ำหนักหรือไม่ครับ

โดยปรกติคดีที่ต้องการความเชี่ยวชาญพิเศษ และเกิดคดีขึ้นเยอะ หรือต้องการกระบวนการพิจารณาพิเศษ จะมีการผลักดันให้ตั้งศาลเฉพาะทางขึ้นมาเป็นเรื่องปรกติครับ อย่างเมืองไทยที่เห็นๆ กันคือศาลแรงงาน ที่เพิ่งมีคือศาลยุติธรรมแผนกสิ่งแวดล้อม (ยังไม่ได้แยกออกเป็นอีกศาล) ที่เห็นมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกอย่างคือศาลคดีทางการแพทย์

ที่เห็นในข่าว Blognone บ่อยมากช่วงหลังคือ ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (เรียกทั่วไปว่า ITC court แต่ชื่อจริงคือ United States Court of International Trade)

การเปิดศาลหรือแผนกของศาลก็เพื่อพัฒนาผู้พิพากษาและบุคคลากรให้เชี่ยวชาญเฉพาะทางครับ

กรณีที่ยกมานี่ต่างกันกับคดีนี้นะครับ

การหาตัวคนทำกรณีที่ยกมานี้ ต้องเช็คไปทาง operator ของนายค.ว่า sender คือใคร ซึ่งถ้าส่งมาจาก SMSgateway ต่างประเทศก็ต้องรู้ว่าเป็น SMSgateway ของใคร ก็ต้องตามต่อไปที่ SMSgateway เจ้านั้นว่าคนส่งเป็นใคร ถ้ามีหลายทอด ก็ต้อง trace กลับไปเรื่อยๆ จนถึงต้นตอจริงๆว่าส่งจากมือถือหรือ IP อะไร แล้วก็ตามต่ออีกที

Gogolico Tue, 29/11/2011 - 11:57

ปัญหาคือ เราจะรู้ตัวได้ยังไงว่า Email ของเราโดน Hack มันไม่เหมือนสิ่งของนะที่ถูกขโมยไปแล้วเจ้าตัวจะรู้ตัวว่ามันหายไปแล้ว

ปัญหาจริงๆแล้วคือ ใน header ตอนส่ง sms เนี่ย มันไม่ได้ส่ง IMEI ไปด้วยนี่สิครับ มันมีแค่ msisdn เป็นหลัก

และไม่มี operator เจ้าไหนที่ไม่ได้ขายเครื่องเองแล้ว Record IMEI ลูกค้าเก็บไว้

ที่อากงโดน เพราะทนายอากง proof ไม่ได้ว่าสามารถปลอม imei ตามที่แจ้งในศาลได้นิ คดีนี้ปัญหาผมเห็นว่ามันอยู่ที่ ขนาดเลข imei ไม่ตรงยังสามารถเอาผิดได้นี้มันสุดยอดมาก ปลอม imei มาแล้วไปใช้ในระแวกที่มีคนมีเลขใกล้กันนี้ คนเลขคล้ายก็ซวยไป

แต่กรณีอากง ถ้าปลอมอิมีจริงผมว่าคนปลอมก็ความพยายามสูงมาก เพราะกว่าจะทำได้
1.ต้องรู้เบอร์ที่อากงใช้ส่ง sms
2.ต้องหาเลข imei ของเครื่องตามข้อ 1
3.ต้องรู้ที่อยู่อากง
4.ต้องส่งข้อความในช่วงที่อากงอยู่ในพื้นที่
5.และต้องเป็นช่วงที่อากงไม่ใช้โทรศัพท์

และต้องทำทั้งหมด 4ครั้งห้ามพลาด

  1. เบอร์เป็นคนละเบอร์ครับ เป็นเหตุที่ต้องใช้ IMEI เพราะหาไม่เจอว่าเบอร์ที่ใช้ส่งจริงเป็นเบอร์ใคร
  2. ตาม 1
  3. ผมไม่แน่ใจที่อยู่ของจำเลย ว่าเสาบริเวณนั้นใช้รุ่นใด มีรัศมีการทำงานเท่าใด แต่ปรกติเสามีระยะการทำงานตั้งแต่ 400 เมตร จนถึง 35 กิโลเมตร คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะอยู่ในบริเวณเสาเดียวกัน
  4. ตาม 3.
  5. ผมอยากเห็น Log เต็มมาก ว่าบันทึกละเอียดแค่ไหนว่าไม่มีการใช้ IMEI ซ้ำซ้อนกันเลย?

ผมว่า case อากงนี่ติดคุกเพราะทนายห่วยด้วยแหละ ไปอ่านใน ilaw สิ มีการให้อากงให้การว่าใช้เครื่องนี้คนเดียว ถือติดตัว ฯลฯ อีกต่างหาก นี่มันผลักอากงเข้าคุกแท้ๆ

ส่วนเรื่องประเด็นด้านเทคนิคนั้นผมว่าหากจะตั้งข้อสงสัยยิบย่อยแบบนี้ก็ไม่มีวันจะจับผู้กระทำความผิดบน mobile ได้แม้แต่คนเดียว ในการตัดสินคดีนั้นจำเลยต้องพิสูจน์ให้มี "reasonable" doubt เพื่อให้พ้นผิด แต่ในกรณีนี้ก็อย่างที่คุณ mugaa สรุปไว้ให้เห็นชัดว่ามันมีหลักฐานแวดล้อมอื่นประกอบรวม 5 ประเด็นซึ่งยากที่จะบังเอิญเกิดได้ง่ายๆ แต่ทนายจำเลยสู้คดีอ่อนมากๆ เมื่อเทียบกับสำนวนที่ทางตำรวจและอัยการทำคดีมา

ผมว่าคนที่ทำหากไม่ใช่อากงก็เป็นคนใกล้ตัวที่อากงรักมากจนยอมติดคุกแทน

"ส่วนเรื่องประเด็นด้านเทคนิคนั้นผมว่าหากจะตั้งข้อสงสัยยิบย่อยแบบนี้ก็ไม่มีวันจะจับผู้กระทำความผิดบน mobile ได้แม้แต่คนเดียว"

การที่จะให้ใครซักคนติดคุกเป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ หากวาดภาพแค่กว้่างๆ และเหมาทุกคนที่เข้าข่ายติดคุกหมด ผมว่าระบบมันคงยำ่แย่มากแล้ว
การจะตัดสินให้ใครเข้าคุกควรกระทำด้วยความละเอียดรอบคอบไม่ใช่หรือครับ

ผมเองเกลียดตำรวจพอดูนะ แต่งานนี้หากเราไม่ตั้งธงโดยอคติต่อระบบศาล ผมว่าตำรวจทำสำนวนได้รัดกุมครับ ไม่ชุ่ย ศาลจะตัดสินจากหลักฐานที่นำมาสู้กันในศาล ซึ่งงานนี้ทางโจทก์กินขาดครับ ทางทนายจำเลยจะใช้การกล่าวอ้างอย่างเดียว หลักฐานหรือพยานนี่เรียกว่าเกือบไม่มีเลย ลองไปหาอ่านจากในเว็บ ilaw กันดูครับ

อ่านข้อความนี้แล้วรู้สึกว่าประโยคสุดท้ายจะเป็นจริงแฮะ

ถึงว่าทำไมทนายถึงให้อากงให้การว่าใช้เครื่องนี้คนเดียวเหมือนผลักอากงเข้าคุก สงสัยจะเป็นความต้องการของอากงที่ยอมติดคุกเพื่อปกป้องคนอื่นและทนายอาจมีส่วนรู้เห็นด้วย

ปล.ส่วนเรื่องจับแพะนั้นผมว่ามันเป็นเรื่องปกติครับ มีเยอะแยะถึงขนาดเอามาทำเป็นรายการทีวีกันได้แล้ว

ส่วนเรื่องประเด็นด้านเทคนิคนั้นผมว่าหากจะตั้งข้อสงสัยยิบย่อยแบบนี้ก็ไม่มีวันจะจับผู้กระทำความผิดบน mobile ได้แม้แต่คนเดียว ในการตัดสินคดีนั้นจำเลยต้องพิสูจน์ให้มี "reasonable" doubt เพื่อให้พ้นผิด

ปกติตามหลักยุติธรรมสากล ถ้าโจทก์พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าจำเลยผิดจริงไม่ได้ จำเลยแค่นั่งเฉยๆก็รอดแล้วครับ

อ๊ะ ลืมไปว่าไม่ต้องเหมือนใคร มีตาทิพย์ส่องเห็นเจตนาที่อยู่ภายใน เป็นประชาธิปไตยแบบ cultๆ

ครับ แต่ในกรณีนี้โจทก์ทำสำนวนมาแน่นมากๆ ทนายจำเลยจึงต้องชี้ให้เกิด reasonable doubt ให้ได้

หากเป็นอย่างคุณว่าจริงก็คงไม่ต้องมีทนายจำเลย แต่ความเป็นจริงก็คือทนายจำเลยนี่แหละคือผู้ชี้ชะตาชีวิตของจำเลยมากๆ ทนายห่วยๆ นั้นสามารถทำให้คนบริสุทธิ์ติดคุกได้ง่ายๆ ครับ ผมว่ากรณีนี้ศาลท่านทำดีแล้ว แต่ควรมาตั้งข้อสงสัยทีมทนายจำเลยมากกว่า

ก็อย่างที่ผมตั้งข้อสงสัยก่อนหน้านี้ครับ อ่านแล้วผมว่าการสู้คดีมันไม่ค่อยจะเต็มสูบ ดูแล้วเหมือนอากงจะยอมติดคุกเสียเอง ซึ่งก็เป็นไปได้นะครับ เพราะโอกาสที่แกจะได้รับพระราชทานอภัยโทษนั้นมีมาก ด้วยอายุและภูมิหลังของแก

เขาถึงใช้นักกฎหมายมาสู้คดีไงครับ ไม่ว่าประเทศไหนๆ legal system มันก็จะมีอะไรที่เป็นระบบเฉพาะของมันอยู่ซึ่งอาจไม่ได้เป็นไปตาม common sense เสมอไป ระบบ legal ของสหรัฐก็มีอะไรค้านสายตาคนทั่วไปอยู่บ่อยๆ

โดยทั่วไป การค้านสายตา จะเป็นการค้านแบบ ยกประโยชน์ให้จำเลยครับ

ทั้งๆ ที่ทั่วไปเชื่อว่าผิด แต่เกิดการผิดหลักการ ผิดขั้นตอน หรือมีช่องโหว่อื่นๆ ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย อันนี้เป็นปรกติของระบบการตัดสินคดีอาญา ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยและเคารพสิทธิมนุษยชนในระดับสูง

ผมเห็นด้วยกับคุณลิ่ว

และ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุด(สำหรับชาวไอทีที่รู้เรื่องเทคนิค) ถูกศาลปัดตกว่า ไม่น่าจะมีผล ขนาดนี้แล้วคุณยังจะเชื่อว่าคนอื่นมีอคติกับศาล

ผมว่าคุณนั่นแหละ มี "ฉันทาคติ"(ฉันทะ+อคติ) กับศาล

ในคำตัดสินศาลก็บอกครับ ว่า

แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าว ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสมเกียรติ แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน

แน่นมากกกกกกกกกกกกกก ครับ

แนะนำให้ไปถามเพื่อนที่เรียนหมอครับ หรือไปถามอาจารย์หมอก็ได้ ที่ไหนก็ได้ใน 13 เข็มของเมืองไทย
ว่าหมอพรทิพย์เป็นยังไง แล้วคุณจะรู้ว่าหมอทุกคนรู้สึกเหมือนเรา
ที่ว่า "คนทั่วไปมองว่าหลักฐานก็แน่นดีแล้ว แต่คนไอทีเห็นว่ามันอ่อนมากๆ"

ผมคิดว่าเงื่อนไขของคุณ mugaa มันเป็นการสรุปแบบเอาผลไปหาเหตุ ซึ่งมันน่าจะมีปัญหาต่อการพิจารณาคดีความ

จริงๆแล้ว หากไม่สามารถพิสูจน์อย่างแน่ชัดว่า imei นี้เป็นของอากงจริง (เพราะเลขไม่ตรง) ก็น่าจะเพียงพอจะยกประโยชน์ต่อความสงสัยให้อากงได้แล้วนะครับ ไม่จำต้องหาเงื่อนไขแวดล้อมอื่นมาเพื่อยืนยันต่อ "หลักฐาน" ที่น่าเคลือบแคลง

แล้วถ้าเกิดมีทนาย "จงใจ" ว่าความให้อากงแพ้...ทั้งๆ ที่หนทางชนะมีมากมาย (หลักฐานไม่พอ) เพื่อใช้เล่นงานกฎหมายมาตรา 112 ล่ะ?? หุๆ

เหมือนอ่านเจอว่ามีการเบิกความว่า เลข imei สามารถปลอมได้เปลี่ยนได้โดยความรู้ที่เผยแพร่โดยทั่วไปในอินเทอร์เน็ต แต่ดูเหมือนศาลจะไม่ได้รับฟังตรงนี้ครับ

ศาลให้จำเลยหาบุคคลที่สามารถแก้ imei มายืนยันต่อศาล แต่ทนายฝ่ายจำเลยหามาแสดงไม่ได้ ให้ข้อมูลกับศาลเพียงแค่ ข้อมูลใน wiki เอาเข้าจริงเรื่องข้ออ้างเพราะเป้น 112 ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยก็ไม่ได้ เพราะพยานผู้เชี่ยวชาญเรื่องไอทีสามารถขอได้ฟรีจากกระทรวง ict

+1 ให้เลย แต่สมมุติมันปลอมได้เราเอาสักเครื่องไปให้เขาแก้เลขอีมี่ให้เหมือนเครื่องของจำเลยไปแสดงให้ศาลดูก็น่าจะพอคงไม่ต้องถึงขั้นให้ผู้เชี่ยวชาญก็ได้มั้งครับ แต่ปัญหาคือการปลอมนี้ปลอมยังไงหละ

PaPaSEK Tue, 29/11/2011 - 12:05

คดีหมิ่นฯ เนี่ยไม่มีใครอยากจะยื่นมือลงมาให้ความช่วยเหลือ กลัวจะโดนตราหน้าว่าให้ความช่วยเหลือ ฯลฯ

คดีนี้พอมันเป็นคดีขึ้นมาแล้วใช้เป็นเครื่องโจมตีชั้นดีเลย พอไม่พอใจใครก็โยนคดีนี้ให้ คนๆ นั้นจะถูกพิพากษาทันทีโดนไม่ต้องขึ้นศาล

มันขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นใครเป็นรัฐบาลด้วยครับ เรื่องนี้พูดแล้วจิตตก พูดมากเกินโดนหาว่าเป็นสีนั้น พูดน้อยเกินหาว่าเป็นสีนี้

กลับไปเป็นสลิ่มกากๆ เข้าสีนั้นที สีนี้ทีดีกว่า โง่ไปวันๆ ชีวิตไร้ปัญหา

*** อากงคงถามว่าโง่ไปวันๆ ชีวิตไม่มีปัญหาจริงเหรอ?

จะให้ไม่มีปัญหาจริงๆต้องตัดมือตัดเท้าตัวเองทิ้งแล้วย้ายไปอยู่ในกระท่อมที่ไม่มีไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์ครับ

แค่เป็นผู้สูงอายุ หูตาฝ้าฟาง ส่ง sms ไม่เป็น มันไม่พอครับ Cult ไม่พอ

เป็นข้อคิดเห็นที่ "เป็นไปได้" คุณไม่คิดบ้างเหรอว่า นี่เป็นกระบวนการ "ทำลายกฏหมาย" ข้อนี้ ไม่เช่นนั้นคุณลองตามใน facebook ดูได้ครับ หลายๆ คนที่เปิดเฟสหมิ่นและโชว์รูปตัวเองหราให้คนอื่นเข้าไปด่าเล่น โปรดรู้ไว้นะครับว่าหลายคน โดน copy เฟสมาเพื่อหมิ่น เนื่องจากท่านเหล่านั้นได้เข้าไปต่อว่า "ผู้หมิ่น" ตัวจริง ลองเปิดใจดูบ้างนะครับ ^^ แก้ไขคำพูดที่อาจฟังรุนแรง :)

ผมเห็นหลายๆ คนที่ให้น้ำหนักว่าคดีนี้เป็น plot เพื่อต้องการล้มมาตรา 112 เลยสงสัยครับว่าทำไมถึงเชื่อแบบนี้ และมีเหตุผลอะไรรองรับบ้าง

ผมแค่นำเสนอข้อคิดเห็น "ที่อาจเป็นไปได้" ครับ ส่วนจะจริงหรือไม่คงเป็นอีกประการนึง ถ้าติดตามเรื่องพวกนี้มานานๆ มันมีแนวคิดจากพวกต้านสุดขั้ว(หัวค่อนข้างรุนแรง) โดยการหลอกล่อ(บางกรณีก็ป้ายสี)ให้คนที่คิดปกป้อง โดนหรือได้รับ ผลกระทบจากการปกป้องนั้นไปด้วย เนื่องด้วยเพราะกฏหมายข้อนี้มันเขียนได้แบบครอบจักรวาลเกินไปทำให้ผู้มีอำนาจสามารถเอาผิดได้โดยอกุศล(ไม่ได้มองที่เจตนา) ดังนั้นการทำให้เกิดผลเช่นนี้ย่อมทำให้ส่งผลในแง่ลบต่อข้อกฏหมายข้อนี้เองอย่างรุนแรง รวมไปถึงความรู้สึกของบุคคลทั่วไปที่ยืนอยู่ตรงกลางและกลุ่มที่ต้องการปกป้องเองด้วย ก็น่าจะประมาณนี้แลฯ ครับ

สมมุติว่าอากงไม่ได้เป็นคนส่ง SMS นั้นจริงๆ

คุณคิดว่า คนที่ทำจริงอยากจะทำผิดซ้ำอีกครั้งหรือไม่ จากแรงจูงใจในการภูมิใจในความเก่งของตนที่ไม่มีใครเอาผิดได้ ?

และถ้าคนที่ทำจริงไม่กระทำผิดซ้ำขึ้นอีกเลย คุณคิดว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้หยุดกระทำ และมีความเป็นไปได้อย่างอื่นหรือไม่ ?

ถ้าดูเงื่อนเวลาแล้วเป็นไปได้ยาก เพราะเกิดในช่วงที่รบ.ปชป.กำลังมีอำนาจครับ และเป็นคนแจ้งความเอง สั่งการให้เร่งสอบสวนเองซะด้วย โดยตร.ชุดจับกุึมให้ข่าวชัดเจนว่า ผู้ต้องหาเป็นแดงฮาร์ดคอร์ อยู่ในบัญชีดำกอ.รมน.ซะอีก(แต่ในขั้นศาลไม่เห็นพูดถึงเลย?)

ผู้พิพากษาเอง ยังสั่นๆ กลัวเข้าข่ายปล่อยให้ผู้อื่นหมิ่นเลยครับ -.-"

ถ้ายกฟ้องแล้วมีคนแย้งทีหลังว่าทำจริง ชัดมาก --> ผู้พิพากษามีสิทธิ์โดนซะเอง

ถ้าจัดเต็มไปก่อนแล้วมาพิสูจน์ทีหลังได้ว่าไม่ผิด --> ผู้พิพากษารอด......

dearteno Tue, 29/11/2011 - 12:28

เศร้า.. สุดท้ายก็ต้องดูแลตัวเองกันตามมีตามเกิด ใครใช้ Android/gmail อย่าลืมไปเปิด 2-step verification นะฮะ

ไม่ใช่ศาลไม่เชื่อแต่ไม่มีใครพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ามันมีการปลอมอีมี่กันได้ ตามที่ศาลกล่าวไว้ที่ย่อหน้าที่สองของคำพิพากษาครับ

ผมอ่านบันทึกคดีจาก
http://ilaw.or.th/node/1229
เห็นเขียนไว้ว่าเรื่องการแก้ไขเลขอีมี่นี้ ศาลเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
-*-

ผมว่าศาลเห็นว่าไม่สำคัญเพราะทนายจำเลยทำให้ศาลเชื่อไม่ได้ว่ามีการปลอมอีมี่นะครับ

ทนายจำเลยน่าจะแสดงให้ศาลเห็นโดยการเอามือถืออีกเครื่องไปให้ร้านซ่อมแก้ให้อีมี่เป็นเลขเดียวกันกับในคดี แล้วแสดงให้ศาลเห็นว่าการส่ง SMS ด้วยเครื่องใหม่นี้ก็จะทำให้เกิด log ที่เครือข่ายว่าเป็นการส่ง SMS มาจากอีมี่เดียวกันกับในคดี มันน่าจะมีเหตุผลให้ศาลรับฟังได้นะครับ

+1000 ให้เลยครับ ความจริงวันสืบพยานจำเลยถ้าทนายทำอย่างงั้นได้จำเลยหลุดแน่นอนครับ เพราะมีพยานโจทก์ให้การสมเจืออยู่ด้วยแล้วว่าอาจมีการแก้อีมี่ได้ แต่ทนายจำเลยกลับไม่ยอมหาทางพิสูจน์เรื่องการแก้อีมี่ให้ศาลเห็น ศาลเลยเชื่อตามที่โจทก์ว่า

ไม่ใช้ไม่ให้ความสำคัญแต่ทนายจำเลยไม่ได้ทำให้ศาลเห็นความสำคัญ ให้ดูที่วรรคสองของคำพิพากษาศาลบอกชัดเจนว่าประเด็นสำคัญของคดี ที่จำเลยกล่าวอ้างคือเรื่องการปลอม อีมี่ แต่จำเลยไม่ได้นำผู้เชี่ยวชาญไปพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า อีมี่สามารถปลอมแปลงได้ศาลเลยเชื่อตามที่พยานโจทก์บอกว่าปลอมแปลงไม่ได้

อ่านดีๆครับ ข้างบนพูดกันว่า imei "ไม่ตรง" กับโทรศัพท์จริง ทั้งๆที่ dtac ก็บอกแล้วว่าที่เห็นเป็น 0 เพราะเค้า "ไม่เก็บ" ตัวสุดท้าย ดังนั้นมันก็สรุปได้ว่า imei "ตรง" ครับ

ผมว่าคุณควรพยายามอ่านย้อนให้ครบ แล้วลดการใส่อารมณ์กับคนอื่นบ้างนะครับ

edit: อ่านความเห็นข้างล่าง ถึงได้รู้ว่า ปกติมือถือไม่ส่ง checksum ไปให้ operator อยู่แล้ว?

อ้างอิงจาก http://www.gsmworld.com/documents/DG06_v5.pdf หน้า 30

D1.6.1
...
The spare digit shall always be transmitted to the network as “0”.
...
D1.6.2
...
The check digit shall always be transmitted to the network as “0”.

จะเห็นว่ามือถือจะส่ง IMEI หลักสุดท้ายไปให้เครือข่ายเป็น "0" เสมอนะครับ ดังนั้นที่เค้าบอกว่ามันมีความสำคัญแค่ 14 หลักแรกน่ะถูกแล้ว

ในคำจำกัดความของ IMEI

มีแต่คนเน้นแต่ประโยค

"The purpose of the Check Digit is to help guard against the possibility of incorrect entries to the CEIR and EIR equipment"

("incorrect entries" น่าจะเป็น human error ในการ key in)

แต่ไม่ค่อยมีคนพยายามอ่านต่อไปว่า มันมีประโยคนี้ด้วย

"The check digit is not transmitted over the radio interface"

Fourpoint Wed, 30/11/2011 - 01:02

In reply to by rromk

GSM guidline เขียนอย่างนั้นใช่ครับ เพียงแต่ว่ากระบวนการจัดเก็บ log ของผู้ให้บริการอาจมีปัญหา

ทำไมของ DTAC เป็น 0(อันนี้เขาอ้าง GSM guild line)

แต่ TRUE เป็น 0 บ้างเป็น 2 บ้าง?

ถ้าจะอ้างว่าสำคัญแค่ 14หลักแรก แต่ทำไมหลักสุดท้ายจัดเก็บไม่เหมือนกัน? แถมตัวแทนผู้ให้บริการและพยานจากจนท.ยังไม่เข้าใจเลยว่าหลักสุดท้ายคืออะไร เหมือนท่องมาแค่ว่าสำคัญแค่ 14หลักแรก? ยังไม่รวมถึงใน GSM guild line วรรคถัดมาก็บอกว่าจะใช้ในการพิมพ์ข้อมูลออกมา ตาม label ซึ่งก็น่าจะเพื่อเช็คความถูกต้อง แต่ไหงผู้ให้บริการพิมพ์ออกมาผิดๆถูกๆไปเสียอีก?

มันบ่งบอกถึงความไม่น่าเชื่อถือของตัวระบบการจัดเก็บข้อมูลและตัวพยานแล้วล่ะครับ

อีกอย่างประเด็นสำคัญมากๆ ที่นำสืบไม่สำเร็จก็คือการปลอม IMEI ซึ่งง่ายมากๆ ชนิดแค่สั่ง tool จากเนทก็แก้ไขได้ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญยอมเสี่ยงออกตัวไปให้การ ซึ่งจริงๆตรงนี้ทนายร้องให้ศาลสั่งให้ผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูลได้นะ แปลกใจมากกว่ากับคำตัดสิน ที่บอกว่าข้อมูลจากผู้ให้บริการ"ต้อง"เชื่อถือได้ ทั้งๆที่ตัวเอกสารจากผู้ให้บริการเองมีพิรุธ และตัวแทนตอบคำถามเชิงเทคนิคไม่ตรงกันเสียอีก

เรื่องข้ออ้างเพราะเป้น 112 ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยก็ไม่ได้ เพราะพยานผู้เชี่ยวชาญเรื่องไอทีสามารถขอได้ฟรีจากกระทรวง ict เพราะงั้นข้ออ้างที่ว่าหาคนมาเป้นพยานไม่ได้ไม่น่าจะฟังขึ้น

คงต้องถามทนายว่าทำไมไม่ร้องขอต่อศาลล่ะครับ เพราะจริงๆก็ควรจะขอให้ศาลสั่งได้

แต่ก็อย่างที่เน้นไป ว่าแปลกใจว่าตัดสินโดยไม่เบิกความ"ผู้เชี่ยวชาญ"เลย ขนาดตัวแทนผู้ให้บริการคนนึงยังเป็นจนท.ธุรการ ส่วนอีกคนก็อธิบายไม่ได้ว่า ทำไมเลขหลักสุดท้ายยังเก็บไม่ตรงกัน(เก็บ 0 กับ2) นั่นแปลว่าพยานหลักฐานเองยังอธิบายเชิงเทคนิคได้ไม่ชัดเจน ทำไมไม่มีการเรียกสอบเพิ่ม?

ในคำพิพากษาเขียนไว้ว่า
"ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่โจทก์ได้จาก DTAC และ TRUE นั้นเป็นหลักฐานที่ผู้ให้บริการ[u]มีหน้าที่[/u]ต้องจัดเก็บโดยระบบคอมพิวเตอร์ตามที่กฎหมายกำหนด หากผู้ให้บริการจัดเก็บไม่ถูกต้องลูกค้าย่อมไม่เชื่อถือ อาจเสียประโยชน์ทางธุรกิจได้ ดังนั้น[u]จึงถือว่า[/u]หลักฐานข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ที่ได้รับถือเป็นเอกสารที่[u]น่าเชื่อถือ[/u]"

อย่างนี้เป็นช่องโหว่เบ้อเร่อที่ควรจะซักค้าน เพราะไม่มีการตรวจสอบหลักฐานโดยผู้เชี่ยวชาญเลย?

ป.ล. ผมเคยเห็นเหตุการณ์ที่สีเขียวส่งจนท.เข้ามากระทำอะไรบางอย่างที่ ISP เจ้านึงครับ มากันชนิดปิดตึก ตรวจคนเข้าออกอย่างละเอียดเลย(ตึกเอกชนนะครับ)ไม่มีคำสั่งศาลอะไรทั้งนั้น แค่มีคนถืออาวุธประจำกายมาด้วย :P

สรุปคุณไม่เชื่อเอกสาร guideline เหรอครับ? ถ้า implement ไม่ตรง ระบบร้อยพ่อพันแม่มันจะ interoperate กันได้อย่างไรครับ เอกสาร standard ต่างๆ เวลาเค้าเขียนว่า "shall" มันคือ "ต้อง" นะครับ ถ้าเป็น optional เค้าจะเขียนเป็น "should"

ประเด็นคือ ในเมื่อมือถือมันไม่ส่ง check digit (มันจะส่งเป็นค่า 0 เสมอ) แล้วมันจะสำคัญอะไรว่า CDR มันเป็น 0 บ้างหรือ 2 บ้าง หรือเป็นค่าอื่นๆ? แต่ละ operator อาจจะเก็บค่าเพื่อแสดงข้อมูลอย่างอื่นต่างกันไป ดังนั้นเวลาเค้าจะเช็ค IMEI เค้าถึงใช้แค่ 14 หลักงัยครับ เพราะหลักที่ 15 มันไม่มีประโยชน์ในการ identify IMEI ที่ส่งมาจากมือถือ

ถ้าติดใจเรื่องนี้ก็คงต้องไปถามเอาจาก true ล่ะครับว่าทำไมถึงไม่เก็บเป็น 0 ตลอดเหมือน dtac

อ่านดูดีๆครับ ผมไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อ guild line

แต่การที่ระบบการจัดเก็บหลักสุดท้ายออกมาไม่ตรงกัน โดยที่ผู้ให้บริการไม่สามารถอธิบายได้ว่าเพราะอะไร ในเคส DTAC เขาอธิบายว่าใส่เป็น0หมด แต่ TRUE ตอบไม่ได้ และไม่ทราบความหมายของหลักสุดท้าย ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็นครับ

ยิ่งถ้าอ้างว่าเป็นมาตรฐานที่ต้องใช้ตรงกัน แต่ทำไมสิ่งที่ควรจะเหมือนกันดันไม่เหมือนกันเสียอีก จะอ้างว่าเก็บเพิ่มตามใจชอบ ก็ต้องมีคำอธิบายได้ ไม่ใช่บอกว่า ไม่รู้ว่าทำไมมันไม่ตรงกัน(จนท.TRUEและตร.ให้การแบบนี้)หรือเดากันเอาเอง อย่าลืมนะครับ นี่เป็นการใช้หลักฐานเพื่อตัดสินคดีที่มีโทษจำึคุกขั้นต่ำ 3-15ปี เป็นคดีร้ายแรงที่ไม่ให้ประกันตัวเป็นส่วนใหญ่เสียด้วย หลักฐานที่ใช้ต้องชัดเจน ปราศจากข้อสงสัย

จริงๆเีรื่องนี้มีข้อพิรุธเรื่องการร้องขอการตรวจสอบ IMEI อีก อาจจากที่อื่นแวบๆ ยังไม่ได้ค้นเพิ่ม ดูเหมือนว่าตร.จะร้องขอให้ตรวจ IMEI ของเบอร์อากง(ที่ใช้ประจำ) "ก่อน" ที่จะตรวจ IMEI ของเบอร์ที่ใช้ส่ง sms เสียอีก นั่นยิ่งทำให้สงสัยว่าชุดจับกุมมี"เป้า" ก่อนที่จะหาหลักฐานสนับสนุนเสียอีก?

แต่อันนี้จะนอกประเด็นเทคโนโลยีไป

ย้ำอีกทีว่าประเด็นคือมือถือมันไม่ส่งหลักที่ 15 ดังนั้นจะไปสนใจมันทำไมล่ะครับว่า operator เค้าเก็บหลักที่ 15 เป็นค่าอะไร? ในเมื่อยังงัยมันมีโอกาส 90% ที่จะไม่ตรงกับหลักที่ 15 ในมือถืออยู่แล้ว?

อย่างที่ผมบอก ถ้าต้องการรู้ก็ต้องไปถามจากเจ้าหน้าที่เทคนิคของ true ที่ดูแลเรื่องนี้ได้ ผมเชื่อว่ามีคำตอบอยู่แล้วครับ

การไปตีประเด็นว่า IMEI หลักที่ 15 ไม่ตรงกันจึงไม่มีประโยชน์ครับ น่าจะทำอย่างที่ผมบอกคือ ก็เอาเบอร์ IMEI นี้ไปให้ร้านซ่อมมือถือโปรแกรมลงโทรศัพท์อีกเครื่องนึง แล้วส่ง SMS จากเครื่องนั้น แล้วไปขอ CDR จาก operator มาดูว่ามันเป็น IMEI ที่เราโปรแกรมใหม่หรือเปล่า แค่นี้ก็แสดงให้ศาลเห็นได้แล้วว่ามือถือคนละเครื่อง (อาจจะคนละยี่ห้อด้วย) เมื่อใช้ส่ง SMS ก็สามารถทำให้เกิด CDR ใน operator ที่มี IMEI ตรงกันได้ การพิสูจน์วิธีนี้ไม่จำเป็นจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้วยซ้ำไปครับ

ผมย้ำในกระบวนการจัดเก็บไงครับ ในเมื่อเรียกเอกสารมา แล้วมีจุดที่ไม่ตรง ผู้ให้บริการต้องอธิบายได้ ไม่ใช่บอกว่าไม่รู้ว่าทำไมไม่ตรง แล้วบอกว่าไม่ต้องสนใจ ทั้งๆที่มันเป็นหลักฐานสำคัญ?

จริงอยู่ว่าเลขสำคัญคือ 14หลักแรก แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเอกสาร log ทั้งหมดนั้นถูกต้อง? ในเมื่อตัวlog เองยังมีจุดอื่นที่้ไม่เหมือนกัน และผู้เบิกความไม่มีความรู้ความเข้่าใจในเอกสารที่ตัวเองเป็นพยานเลย?

แล้วเรา่จะมั่นใจได้อย่างไร ว่าข้อมูลสำคัญอื่นๆเช่น Timestamp จะไม่มีข้อผิดพลาดตามมาด้วย?

ที่ติดใจเพราะศาล ไม่สนใจจุดนี้เลย ยกประโยชน์ให้ผู้ให้บริการว่าเอกสารต้องถูกต้องน่าเชื่อถือ ไม่งั้นลูกค้าจะไม่เชื่อถือ โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่า เอกสารนั้นถูกต้องจริงๆหรือเปล่า? (แต่จริงๆตรงนี้เป็นหน้าที่่ของทนายในการซักค้าน)

แต่โดยรวมเห็นด้วยกับวรรคสุดท้ายนะ ปลอมแปลง IMEI มาให้ศาลดูเห็นๆเลย แต่ต้องปลอมต่อหน้าด้วย เพราะถ้าปลอมเองข้างนอกก็น่ากลัวว่าจะมีคนแจ้งความว่าปลอมแปลงเอกสารทางราชการหรือเปล่า? (เพราะเลข IMEI น่าจะเป็นตัวเลขที่บันทึกไว้ที่กสทช.ในการขออนุญาตนำเข้า)แบบคนที่เอาคลิปแฉ...ดันโดนฟ้องเสียเองว่าเปิดเผยข้อมูลลับทางราชการ :P

เอางี้แล้วกันครับ การไปสงสัยประเด็น IMEI หลักที่ 15 ใน log ไม่ตรงกันผมเห็นว่ามันไม่มีประโยชน์ เพราะมือถือมันส่งมาแค่ 14 หลัก แต่ถ้าคุณเป็นทนายจำเลยและยังสงสัยประเด็นนี้จะขอตรวจสอบเพิ่มก็คิดว่าน่าจะทำได้ ซึ่งก็ต้องให้คนทางเทคนิคของ true มาตอบ ผมคงตอบแทนไม่ได้ ซึ่งการพิสูจน์ในส่วนนี้ผมเห็นว่ามันเป็นการเสียเวลาเปล่า ผมเคยผ่านงานทางด้านนี้มาบ้างเลยเชื่อว่ามันอธิบายได้ว่าทำไมมันไม่ตรงกัน

CDR = Call Detail Record มันก็คือ log บันทึกการใช้งานของลูกค้าที่ operator เอาไว้ใช้ในการคิดเงิน แต่ละ operator จะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง format อย่างไร อันนี้ก็แล้วแต่ operator เลยครับ ดังนั้นคุณจะไปคาดหวังให้ 2 operator มี log หน้าตาเหมือนกัน มันไม่ได้หรอกครับ เหมือนผมไปซื้อของราคา 100 บาทจากร้านค้า 2 ร้าน แล้วขอใบเสร็จ ร้านนึงอาจจะเขียนจำนวนเงินเป็น 100.00 แต่อีกร้านอาจจะเขียนว่า 100.- ซึ่งมันก็คือ 100 บาทเหมือนกัน

ส่วนเรื่องย่อหน้าสุดท้าย การที่เราเอามือถือไปให้ช่างซ่อมเปลี่ยน IMEI ให้ มันไม่ใช่การปลอมแปลงเอกสารนะครับ เพราะเอกสาร (CDR) มันคือข้อมูลที่อยู่ทางฝั่ง operator เราคงไปสั่งให้เค้าแก้ไขข้อมูลให้เป็นตามที่เราต้องการไม่ได้ และเท่าที่ผมรู้เมืองไทยไม่ได้มีกฎหมายห้ามเปลี่ยน IMEI เหมือนกับในบางประเทศ (เช่น อังกฤษ) อีกอย่างการไปโปรแกรม IMEI ต่อหน้าศาลอาจจะทำได้ถ้ามีเครื่องมือและ software พร้อม แต่อาจจะขอ CDR จาก operator แบบ realtime ไม่ได้ครับ

ในเอกสารทางเทคนิคพวก recommendation หรือ standard ต่างๆ จะใช้คำว่า shall กับข้อกำหนดที่เป็น mandatory ครับ คือต้องทำตามนี้ ส่วน should ใช้กรณี recommended but not required

กำลังคิดว่าจะขายมือถือไปซื้อเครื่องใหม่ ตอนนี้เปลี่ยนใจละ น่ากลัวจริงๆ นี่มันเหมือนกับว่า ผมซื้อมีดมาทำกับข้าว แล้ววันนึงผมทำหาย มีคนเอามีดไปฆ่าคน แล้วผมเป็นคนผิด ยังไงยังงั้นเลยนะเนี่ย

narok119 Tue, 29/11/2011 - 13:02

แปลกครับ ผมไม่ได้เรียนกฎหมายมา แต่ไอ่วิธี "ยกประโยชน์ให้โจทก์" แบบนี้มันไม่ผิดหลักการตัดสินคดีไปหน่อยหรือครับ

ถ้าใช้วิธีตัดสินแบบนี้ได้ ผมจะรู้ได้ไงว่าคดีแบบไหนจะเป็นแบบยกประโยชน์ให้จำเลย แบบไหนยกประโยชน์ให้โจทก์ละครับเนี่ย

ผมว่าปัญหามันอยู่ที่คนมากกว่ามือถือซะอีก แต่ก่อนมือถือหายก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ ถ้ารักในหลวงจริงไม่ควรเอาการหมิ่นมาเป็นเครื่องมือทางกฎหมายฟ้องร้องผู้อื่นเลย สังคมถดทอยจริงๆ

สุดท้ายแล้ว เรารู้กันดีว่า บางทีถึงที่ีสุดแล้ว แพ้ชนะคดี อยู่ที่ ทนายด้วยครับ

ลองคัดสำนวนดูซิ บางที 2 คดีการกระทำเหมือนกัน แต่ผลออกมา ตัดสินต่างกัน เพราะคำให้การของทนาย

สุดท้ายแล้ว ผมอยากบอกว่า เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล นี่ เลี่ยงได้เลี่ยงครับ ไม่ใช่ว่าศาลไม่ให้ความยุติธรรมแต่มันมีอะไรมากกว่านั้น บางอย่างเหนือการควบคุม บางอย่างเราอาจจะพลาดไปเอง บางอย่าง ไม่อาจจะกล่าวได้

บางอย่างเหนือการควบคุม .... บางอย่าง ไม่อาจจะกล่าวได้

ก็เพราะเหตุเนี้ยแหละ เราถึงต้องควรจะพูดได้แบบเต็มปากเต็มคำว่า. ศาล ไม่ได้ให้้ความยุติธรรมเลย

สารในเมืองไทย ใช้ไม่ได้กับผู้มีอำนาจและเงินตราครับ ประเด็นที่ควรแยกแยะคือ ไม่ใช่ว่าสารไม่ยุติธรรม แต่เพราะ "กระบวนการยุติธรรม" จนกระทั่งสารตัดสินตะหากล่ะครับ ที่มันไม่ยุติธรรมสำหรับตาสีตาสาหรือคนเดินดินกินข้าวแกงไปตั้งแต่ต้นแล้ว :)

แปลกดี

แล้วพวก SMS spam ขยะต่างๆ ตัดเงินผู้ใช้โดยที่ผู้ใช้ ไม่ยินยอมสมัครด้วยตัวเอง ทางสบท. หรือหน่วยงานรัฐบาล
สามารถทำอะไรได้บ้างไหมครับ

ผมเคยไปที่ศูนย์บริการบอกให้ยกเลิกที่ส่งมาทั้งหมด เค้าบอกว่า ตอนนี้ไม่ได้เปิดบริการด้านนี้อยู่แล้ว แต่ก็มีมาเรื่อยๆจนปัจจุบันครับ TT

"หากเครื่องหายให้แจ้งความ"... ถ้ามองมุมกลับ ต่อไปนี้พวกหมิ่นก็แค่ไปแจ้งความไว้ว่าเครื่องหาย แล้วจะส่งอะไรที่ว่ายังไงเท่าไหร่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้แล้วสิ?

อ่านเพลินมากครับ สงสัยต้องลง Drama addict

คนสมัยใหม่ต้่องรู้ทันกฎหมาย จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อง่ายๆ

กฎหมู่ก็ต้องรู้ด้วยนะ จะได้อยู่ในสังคมได้ ^,^

มือถือกับอีเมล เฟสบุ้คอีก แฮ็คกันง่ายมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

แต่อย่างว่าแค่ประกาศ อย่าตื่นตูมกันนักเลย

จริงๆเทียบกับเจ้าของรถที่ไปชนคนตายลำบากนะครับ คือเจ้าของรถต้องรับผิดชอบทางแพ่งฯ แต่ภาระหน้าที่คดีอาญาฯ ตร.ต้องหาพยานแวดล้อมอื่นๆมากล่าวโทษครับ เช่นพยานคนอื่นๆ ไม่ใช่เหมาเอาว่า เจ้าของคือคนขับได้ง่ายๆ

หรือใกล้เคีัยงกว่านั้นคือเรื่องปืนผิดมือ เราเป็นเจ้าของปืน แล้วมีคนนำไปใช้ยิงคนตาย ทิ้งปืนในที่เกิดเหตุ ตร.ไม่สามารถปรักปรำเราได้ทันที โดยขาดพยานแวดล้อมอื่นๆนะครับ ว่าเราเป็นคนยิงแน่ๆ(แต่คงต้องโดนสอบสวนหนักน่าดู ว่าถ้าปืนหายทำไมไม่แจ้งความ เพราะผลกระทบของอาวุธมันร้ายแรงกว่ารถยนต์)

กลับกันต้องถามสบท.(รวมถึงกสทช.)ว่า มือถือ สามารถใช้ identify ตัวตน ได้ยิ่งกว่าบัตรประชาชน บัตรเครดิต หรือมีผลกระทบต่อชีวิตมากกว่าอาวุธปืนอีกเลยหรือ ถึงต้องรักษาไว้ยิ่งชีัพ ถ้าโดนลักลอบใช้ โดยที่เราไม่้แจ้งความ ต้องโดนปรัำกปรำโดยทันที?!?!?!

ผมว่าเราต้องพูดคุยกันอย่างเปิดกว้างแล้วล่ะ เหมือนเรากำลังหลงไปว่าเทคโนโลยีสามารถชี้เป็นชี้ตายชีวิตคนได้ ทั้งๆที่มันมีช่องโหว่อีกมากแท้ๆ

สรุปความผิดที่อากงโดน

1. ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 32 ประกอบมาตรา 33 ดังนี้

"มาตรา ๓๒ ผู้ใดเป็นผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์โฆษณาซึ่งหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์อันออกโฆษณาต่อประชาชน ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รู้ถึงซึ่งข้อความหรือการออกโฆษณาแห่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่านั้นหรือไม่ ให้ถือว่าได้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างดังจะกล่าวต่อไปนี้ ... (๒) ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ ได้กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ในระหว่างการพิจารณาแห่งคดีไปจนมีคำพิพากษาเป็นที่สุด ซึ่งข้อความหรือความเห็นโดยประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือคู่ความหรือเหนือพยานแห่งคดีซึ่งพอเห็นได้ว่าจะทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป เช่น ก. เป็นการแสดงผิดจากข้อเท็จจริงแห่งคดี หรือ ข. เป็นรายงานหรือย่อเรื่องหรือวิภาค ซึ่งกระบวนพิจารณาแห่งคดีอย่างไม่เป็นกลางและไม่ถูกต้อง หรือ ค. เป็นการวิภาคโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งการดำเนินคดีของคู่ความ หรือคำพยานหลักฐาน หรือนิสัยความประพฤติของคู่ความหรือพยาน รวมทั้งการแถลงข้อความอันเป็นการเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของคู่ความหรือพยาน แม้ถึงว่าข้อความเหล่านั้นจะเป็นความจริง หรือ ง. เป็นการชักจูงให้เกิดมีคำพยานเท็จ

มาตรา ๓๓ ถ้าคู่ความฝ่ายใดหรือบุคคลใดกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลใดให้ศาลนั้นมีอำนาจสั่งลงโทษโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือทั้งสองวิธีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ (ก) ไล่ออกจากบริเวณศาล หรือ (ข) ให้ลงโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ การไล่ออกจากบริเวณศาลนั้นให้กระทำได้ชั่วระยะเวลาที่ศาลนั่งพิจารณาหรือภายในระยะเวลาใด ๆ ก็ได้ตามที่ศาลเห็นสมควร เมื่อจำเป็นจะเรียกให้ตำรวจช่วยจัดการก็ได้ ในกรณีกำหนดโทษจำคุกและปรับนั้นให้จำคุกได้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท"

2. ความผิดฐานดูหมิ่นศาลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 198

"มาตรา ๑๙๘ ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

3. แล้วก็ความผิดฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (มีความผิดทั้งคนโพสแล้วก็เจ้าของเวบ)

"พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐

มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน (๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน (๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา (๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ (๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)

มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔"

ปล อันนึ่งที่อากงแพ้ น่าจะเพราะการให้การเท็จในศาลด้วย