อาจมาเล่าข่าวกันช้าไปหน่อยนะครับ จากข่าวก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม ซีพียู ARM Cortex-M0+ ใช้พลังงานเพียงหนึ่งในสามของชิป 8-bit, 16-bit แบบเดิมๆ
และ Internet of Things
ในที่สุด ก็จะมีบอร์ดออกมาให้ทดลองกันแล้วครับ โดยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา Freescale ได้ประกาศจะเริ่มผลิตบอร์ด Kinetis L series ซึ่งเป็นไมโครคอนโทรลเลอร์ที่หวังจะมาแทนที่สถาปัตยกรรมแบบ 8-bit และ 16-bit ให้กลายเป็น 32-bit โดยไม่ต้องเพิ่มพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้ ราคาไม่แพงไปกว่ากัน และขนาดไม่ใหญ่ไปจากเดิม
โดยประเดิมด้วยการให้เปิดจองบอร์ดทดลอง Kinetis KL25Z Freedom Board ซึ่งใช้หน่วยประมวลผล KL25Z128VLK4 Cortex M0+ ประกอบด้วย 128 KB flash, 16 KB SRAM ความถี่สัญญาณนาฬิกา 48 MHz ตัวบอร์ดมี OpenSDA เพื่อ debug ผ่าน USB และมีหัวต่อแบบเดียวกับ Arduino ในราคาไม่ถึง 13 ดอลลาร์สหรัฐ เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าซึ่งจะส่งมอบในไตรมาสสามของปีนี้
เพียงแค่การชาร์จจากไฟฉายแบบมือหมุนปั่นไฟ และชาร์จเข้าตัวเก็บประจุ (capacitor) เท่านั้น ไม่ได้ใช้แบตเตอรี่ ก็มีพลังงานพอให้ประมวลผลได้ ข้ามไปดูวิดีโอสาธิตได้ที่นาทีที่ 1:43
Qualcomm ออกวิดีโอตัวใหม่แสดงความสามารถของซีพียู Snapdragon S4 ในเรื่องพลังงานความร้อนที่น้อยกว่าคู่แข่งมาก
ที่น่าสนใจคือการทดสอบของ Qualcomm ใช้ "เนย" วางไว้บนมือถือ 3 รุ่นที่ใช้ซีพียูต่างรุ่นกัน (แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือ Snapdragon S4) แล้วปล่อยให้เครื่องทำงาน ปรากฏว่าเนยที่วางบนมือถือที่ใช้ S4 ละลายช้ากว่ามือถือคู่แข่งไม่ระบุนามอีก 2 ราย
ใครสนใจทำตามบ้าง อัดวิดีโอมาโชว์กันได้ครับ
ที่มา - Android and Me
AMD ได้ประกาศว่า ชิพ APU รุ่นใหม่ของตนที่จะวางขายในปี 2013 จะรวมเอา ARM Cortex-A5 เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งด้วย โดยที่น่าสนใจก็คือตัว Cortex-A5 นั้นจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลหลักของระบบ แต่จะเข้ามาทำงานในส่วนของ security platform โดย AMD จะใช้เทคโนโลยี TrustZone ของ ARM ที่ทำงานอยู่บนส่วน Cortex-A5 อีกที
เทคโนโลยี TrustZone นั้นมีลักษณะเป็นเหมือนอีกสถานะหนึ่งของ CPU โดยโค้ดปรกติจะทำงานอยู่บน CPU ในสถานะปรกติ แต่สำหรับโค้ดที่ต้องการความปลอดภัยนั้น CPU จะถูกสลับมาทำงานอยู่บนอีกสถานะหนึ่งเพื่อไม่ให้ข้อมูลนั้นรั่วไหลออกไปยังโค้ดปรกติได้
แต่สำหรับ APU รุ่นใหม่นั้น เนื่องจาก TrustZone เป็นเทคโนโลยีของ ARM และทำงานอยู่บนชุดคำสั่งแบบ ARM จึงไม่สามารถเอามาใช้งานกับ CPU ของ AMD ได้โดยตรง AMD จึงได้นำแกน Cortex-A5 เข้ามารวมอยู่ใน APU ด้วย ดังนั้นแอพลิเคชั่นที่จะใช้งานเทคโนโลยีนี้จะต้องมีทั้งโปรแกรมที่เป็น x86 ในส่วนของโค้ดปรกติ และโค้ดที่เป็น TrustZone ที่เป็นชุดคำสั่งแบบ ARM ทำให้นักพัฒนาโปรแกรมที่ใช้ TrustZone อยู่แล้วสามารถยกเอาโค้ดในส่วนที่ต้องการความปลอดภัยมาใช้ได้เลย และเขียนแค่โปรแกรมที่เป็น x86 ขึ้นมาใหม่เท่านั้น
ที่มา : AnandTech
Mike Bell ผู้จัดการทั่วไปของ Mobile and Communications Group ของอินเทลได้ตอบคำถามที่ว่าซีพียูซิงเกิลคอร์ Atom ตระกูล Medfield ซึ่งจะถูกนำไปใช้กับสมาร์ทโฟนที่รันระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์นั้นจะต่อกรกับซีพียูมัลติคอร์ที่เป็นแพลตฟอร์ม ARM จาก NVIDIA, Qualcomm และ Samsung ได้อย่างไร โดยเขาตอบว่าตัวจัดการเธรด (thread scheduler) ของแอนดรอยด์นั้นยังไม่พร้อมสำหรับซีพียูมัลติคอร์ด้วยซ้ำไป เนื่องจากระบบปฏิบัติการยังไม่มีการจัดการเธรด (thread scheduling) และการกำหนดเธรดให้รันบนซีพียูคอร์ที่กำหนด (thread affinity) ทำให้เมื่อโปรเซสของระบบปฏิบัติการทำงาน โปรเซสของแอพอื่นก็จะถูกหยุดการทำงานลง แต่อินเทลก็กำลังจัดการกับสิ่งเหล่านี้อยู่ เพื่อให้เมื่อบริษัทพัฒนาซีพียูมัลติคอร์ขึ้นมาแล้วมันจะใช้งานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด
Bell ยังเสริมโดยอ้างผลการทดสอบชิปซีพียูเป็นการภายในว่า ในหลายกรณีซีพียูมัลติคอร์ยังประมวลผลงานช้ากว่าซีพียูซิงเกิลคอร์เสียอีก (แต่เขาไม่ได้ระบุว่าใช้ชิปของบริษัทใดบ้างในการทดสอบ) ซึ่งทำให้เกิดคำถามที่ว่าข้อได้เปรียบอะไรที่ผู้ผลิตชิปจะได้รับจากการพัฒนาให้มีซีพียูหลายคอร์บน die เดียวกัน
ท้ายที่สุด Bell ได้กล่าวโทษผู้ผลิตชิปที่ไม่ยอมปรับปรุงให้แพลตฟอร์มแอนดรอยด์สนับสนุนการทำงานแบบมัลติเธรด
ในการให้สัมภาษณ์นี้ Bell ไม่ได้ระบุว่าอินเทลจะปล่อยซีพียูมัลติคอร์เมื่อใดแต่อย่างไร และ ณ ถึงตอนนี้กูเกิลและ/หรือผู้ผลิตชิปบนแพลตฟอร์ม ARM ทั้งหลายก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้แต่อย่างใด
ที่มา: The Inquirer
งานแถลงข่าวของ AMD ที่งาน Computex อาจจะเงียบๆ เพราะโดน Intel/ARM ดับรัศมีไปเสียเยอะ แถมบริษัทก็เปิดตัว APU A-Series รุ่นบน "Trinity" ไปก่อนหน้านี้แล้ว ในงานนี้จึงเป็นการโชว์ความสามารถของ Trinity เสียมาก
แต่งานของ AMD ก็ไม่ถึงกับไม่มีของใหม่เลยทีเดียว เพราะบริษัทเปิดเผยข้อมูลของ APU E-Series รุ่นล่างรหัส "Brazos 2.0" เพิ่มเติม
Brazos 2.0 แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อยคือ E1-1200 และ E2-1800 เป็นซีพียูแบบดูอัลคอร์ทั้งคู่ (ความถี่สัญญาณนาฬิกา 1.4GHz และ 1.7GHz ตามลำดับ) ส่วนจีพียูอัพเกรดมาเป็น Radeon HD 7310/7340 รองรับ DirectX 11
ถึงแม้จะมีปัญหาผลิต Snapdragon S4 ไม่ทันความต้องการ แต่ Qualcomm ก็เดินหน้าทำตลาด Snapdragon รุ่นท็อปนี้ต่อไป โดยจัดชุดใหม่ให้เรียกกันง่ายๆ เป็นชื่อชุดแทนชื่อรหัสซีพียู
Snapdragon S4 จะแบ่งเป็น 4 รุ่นย่อย 4 แบรนด์ห้อยท้ายขึ้นต้นด้วย "P" ดังนี้
- Snapdragon S4 Prime สำหรับสมาร์ททีวี ใช้ซีพียู S4 MPQ8064 ควอดคอร์ 1.5GHz + Adreno 320
- Snapdragon S4 Pro สำหรับคอมพิวเตอร์พกพา (ที่เน้น Windows RT) ใช้ซีพียู APQ8064/MSM8960T + Adreno 320
- Snapdragon S4 Plus สำหรับมือถือและแท็บเล็ตไฮเอนด์ ใช้ซีพียู MSM8960, APQ8060A, MSM8660A, MSM8260A, APQ8030, MSM8930, MSM8630, MSM8230, MSM8627, MSM8227 ชิปไร้สายรองรับ LTE ไม่ระบุข้อมูลจีพียู
- Snapdragon S4 Play สำหรับมือถือและแท็บเล็ตระดับรองลงมา ใช้ซีพียู MSM8625/MSM8225 ดูอัลคอร์ 1.2GHz + Adreno 203 ชิปไร้สายรองรับ 3G
ที่มา - Engadget
ตลาดของอินเทลและ ARM นั้นเคยแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดมาก่อน แต่ในสองปีที่ผ่านมาตลาดของทั้งสองบริษัทเริ่มทับซ้อนกันมากขึ้นเรื่อยๆ แม้โดยรวมอัตราการเติบโตของตลาดจะทำให้ทั้งสองบริษัทกำไรเติบโตอย่างน่าประทับใจได้ทั้งคู่ แต่ทุกคนก็คาดว่าสักวันหนึ่งตลาดอาจจะเติบโตไม่เร็วพอสำหรับทั้งสองบริษัท ทำให้ทั้งคู่ต้องเข้าต่อสู้กันเอง
ตลาดแรกสำหรับสงครามนี้ดูจะเป็นตลาดโน้ตบุ๊ก เมื่อ Simon Segars ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายโพรเซสเซอร์และทรัพย์สินทางปัญญาการออกแบบ (ดูชื่อเหมือนจะเป็นกิจการทั้งบริษัทของ ARM แล้ว) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนงาน Computex ว่า ARM ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2015 หรืออีกสามปีข้างหน้า โน้ตบุ๊กที่ใช้ชิป ARM จะมีมากถึง 20% ของตลาดรวม โดยเหตุผลสำคัญ คือ Windows RT ที่จะหันกลับมารองรับ ARM เป็นครั้งแรก หลังจากภาพลักษณ์ของวินโดวส์นั้นจะติดกับ x86 มานับสิบปี
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อินเทลเปิดตัวซีพียู Core รุ่นที่สามรหัส Ivy Bridge ระลอกแรก โดยเป็นซีพียูรุ่นท็อปที่มีสี่คอร์มาจับตลาดบนก่อน
เวลาผ่านไปเดือนกว่า ถึงคิวของ Ivy Bridge ระลอกสองที่เป็นซีพียูแบบดูอัลคอร์ (ซึ่งเราน่าจะใช้งานจริงกันมากกว่า) โดยรอบนี้อินเทลเริ่มจาก Core i5/i7 ก่อน ส่วน Core i3 จะตามมาทีหลังเช่นเคย
ซีพียูชุดที่สองจับตลาดโน้ตบุ๊กโดยเฉพาะ แบ่งเป็นซีพียูโน้ตบุ๊กธรรมดา (standard voltage) จำนวน 4 รุ่นคือ i7-3520M, i5-3360M, i5-3320M, i5-3210M และกลุ่มซีพียูโวลต์ต่ำ (ULV) อีก 4 รุ่นคือ i7-3667U, i7-3517U, i5-3427U, i5-3317U รายละเอียดและผลการทดสอบประสิทธิภาพของแต่ละรุ่นอ่านได้ตามลิงก์ที่มา
ในโอกาสเดียวกันนี้ ผู้ผลิตโน้ตบุ๊กชื่อดังหลายรายก็ทยอยเปิดตัวโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ Ivy Bridge กันแล้ว ซึ่งจะเขียนเป็นข่าวแยกต่อไปครับ
ที่มา - AnandTech
หลังจากปล่อยชิป Xeon รุ่นใหญ่ในซีรีส์ E5-2600 ไปได้ซักระยะแล้ว ก็ถึงคราวบุกตลาดเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กด้วยการอัพเกรดชิปเดิมในรุ่น E3-1200 เป็น E3-1200v2 ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่ใช้ซีพียูรหัส Ivy Bridge แล้วด้วย โดยสเปคของ E3-1200v2 มีดังนี้
- ใช้ซีพียูรหัส Ivy Bridge ควอดคอร์ (มี E3-1220L v2 รุ่นเดียวที่ยังเป็นดูอัลคอร์ มี TDP ต่ำเพียง 17 วัตต์)
- รองรับแรม DDR3-1600 สูงสุดสองแถว ใส่ได้มากสุด 32GB
- มีพอร์ต PCI-Express 3.0 หนึ่งช่อง และรองรับการเข้ารหัสแบบ AES-NI เหมือนกับรุ่นใหญ่
ตารางเปรียบเทียบรายละเอียดกับรุ่นก่อนหน้าอยู่ท้ายข่าวครับ
ที่มา - The Register
Paul Otellini CEO ของ Intel ได้เผยโร้ดแมปการผลิตชิพซีพียูในอนาคตของบริษัทว่า ชิพซีพียูที่มีขนาด 14 นาโนเมตรอยู่ในช่วงที่ออกแบบพัฒนาชิพซีพียู และพร้อมนำชิพเหล่านี้สู่ท้องตลาดภายในปีหน้า โดยจะให้โรงงานที่อยู่ในรัฐโอริกอน, รัฐเอริโซนาของสหรัฐอเมริกา และประเทศไอร์แลนด์เป็นฐานการผลิต
นอกจากนี้บริษัทยังเผยอีกว่าจะต้องทำซีพียูที่มีขนาด 10 นาโนเมตรให้ได้อย่างเร็วที่สุด 2015 โดย CEO ของ Intel ได้กล่าวเสริมว่า บริษัทได้ตั้งเป้าไว้ถึง 10 ปีในการที่จะผลิตชิพซีพียูขนาด 5 นาโนเมตร และ Paul ก็กล่าวเสริมอีกว่า การคิดค้นของบริษัทยังคงดำเนินต่อไป และยังคงจะผลิตซีพียูยุคหน้าสู่ท้องตลาดอย่างแน่นอนในอนาคต
ที่มา : X-bit labs ผ่าน Engadget
ปี 2011 ที่ผ่านมานั้นนับเป็นปีแรกที่วงการสมาร์ทโฟนได้ใช้ชิปแบบดูอัลคอร์กันอย่างกว้างขวาง ล่าสุดผลบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง Strategy Analytics ได้ออกมาเผยข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขของชิปดูอัลคอร์ว่าปีที่ผ่านมามีการใช้ชิปดูอัลคอร์เป็นสัดส่วนเทียบกับทั้งหมดแล้วอยู่ที่ 20% โดยมีซัมซุงเป็นแชมป์ผู้ผลิตชิปดูอัลคอร์ที่กวาดไปถึง 60% จากจำนวนชิปดูอัลคอร์ทั้งหมด
Strategy Analytics เผยว่าผู้ผลิตรายอื่นอย่าง NVIDIA, Qualcomm และ Texus Instruments ต่างก็พยายามแข่งขันกับซัมซุง โดยมีเจ้าที่ทำได้ดีที่สุดคือ Qualcomm ที่กินไปได้ 16% จากความได้เปรียบที่มีชิปบางตัวรองรับ LTE แล้ว แม้แต่สมาร์ทโฟนซัมซุงบางรุ่นที่ใช้ LTE ยังต้องเปลี่ยนมาใช้ชิปจาก Qualcomm เลย
ดังนั้นในปีนี้ LTE จะเป็นตัวแปรสำคัญในการแข่งขันกันของเหล่าผู้ผลิตชิป ดังที่เห็นว่าก่อนหน้านี้ NVIDIA เพิ่งจับมือกับ Icera เพื่อเตรียมแผนผลิตชิปที่รองรับ LTE เช่นกัน
ที่มา - Strategy Analytics
ทางการจีนกำลังพิจารณาเลือกว่าจะใช้สถาปัตยกรรมซีพียู (instruction set architecture - ISA) สำหรับระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐบาล (ซึ่งรวมไปถึงโอเปอเรเตอร์ของรัฐอย่าง China Mobile ด้วย)
ตอนนี้ตัวเลือกมี 5 แบบคือ MIPS, Alpha, ARM, Power และ UPU ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมซีพียูที่จีนพัฒนาเอง อย่างไรก็ตาม มีโอกาสเป็นไปได้อีกเหมือนกันว่ารัฐบาลจีนอาจตัดสินใจออกแบบสถาปัตยกรรมของตัวเองใหม่ที่ไม่ใช่ UPU ได้เช่นกัน
ตอนนี้กระบวนการพิจารณายังเพิ่งเริ่มต้น และอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสิ้นสุด
จีนมีความใกล้ชิดกับสถาปัตยกรรม MIPS และ Alpha มาอยู่ก่อน เช่น ซีพียู Loongson ใช้สถาปัตยกรรม MIPS, ซีพียู Sunway Bluelight ใช้สถาปัตยกรรม Alpha
เว็บไซต์ ExtremeTech ประเมินว่าจีนน่าจะเลือก MIPS หรือพัฒนาสถาปัตยกรรมใหม่ของตัวเองขึ้นมาแทน
ที่มา - ExtremeTech
อินเทลเปิดตัวชิป Ivy Bridge ในวันนี้หลังจากเปิดเผยฟีเจอร์ส่วนใหญ่ออกมาทั้งหมดก่อนหน้านี้แล้ว โดนเป็นซีพียูทั้งหมดถึง 14 รุ่น แบ่งออกเป็น
- Core i7 Extreme Edition หนึ่งรุ่น คือ i7-3920XM
- Core i7 สำหรับโน้ตบุ๊ก 3 รุ่น คือ i7-3820QM, i3612QM, และ i7-3610QM
- Core i7 สำหรับเดสก์ทอป 2 รุ่น คือ i7-3770K, และ i7-3770 (รุ่น K คือรุ่นที่ปล่อยให้โอเวอร์คล็อกได้)
- Core i7 รุ่นประหยัดพลังงาน 2 รุ่น i7-3770T, และ i7-3770S
- Core i5 สำหรับเดสก์ทอป 3 รุ่น คือ i5-3570K, i5-3550, และ i5-3450
- Core i5 รุ่นประหยัดพลังงาน 2 รุ่น คือ i5-3550S, i5-3450S
เว็บไซต์ข่าวภาษาจีน China Times รายงานว่า HTC กำลังพัฒนาชิป CPU สำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนของตัวเองอยู่ หลังจากที่เพิ่งเซ็นสัญญาความร่วมมือกับบริษัทผลิตชิปอย่าง ST-Ericsson เป็นผู้ร่วมพัฒนาชิปดังกล่าว
จากแผนการนี้จะทำให้ HTC กลายเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายที่สามที่มีชิปของตัวเอง (ต่อจาก Samsung และ Apple) แต่ตรงข้ามกับสองเจ้าก่อนหน้า เพราะ HTC จะใช้ชิปนี้กับสมาร์ทโฟนรุ่นล่างของตัวเองในปี 2013 นี้
ส่วนคนที่งานเข้าก็หนีไม่พ้น Qualcomm ที่เพิ่งโดน HTC นอกใจไปใช้ชิปของ NVIDIA Tegra 3 บนสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอย่าง HTC One X ไปแล้วยังไม่พอ ต่อไปรุ่นล่างๆ ก็จะไม่ได้ใช้ของ Qualcomm อีกด้วย (มี Sony ที่หนีไปใช้ ST-Ericsson ด้วย)
รายละเอียดเรื่องชิปดังกล่าวว่าใช้สถาปัตยกรรมอะไร ชื่อแบบไหนยังไม่มีข้อมูลครับ
ที่มา - unwireview
AMD ประกาศผ่านบล็อกของบริษัทว่าได้ทำการส่งชิปรุ่นใหม่ไปยังผู้ผลิตแล้ว ตัวแรกมีโค้ดเนมว่า "Trinity" ที่เป็นชิปแบบ APU (มีทั้ง CPU และ GPU ในชิปตัวเดียว) ใช้ CPU รหัส "Piledriver" และ GPU Radeon HD 7000 ในแง่การใช้งาน AMD เคลมว่าให้ประสิทธิภาพสูงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึงเท่าตัวในการบริโภคพลังงานเท่ากัน ซึ่งจะมีใช้ในโน๊ตบุ๊คทั่วไป เดสก์ท็อป รวมถึงโน๊ตบุ๊คแบบบางคู่แข่ง ultrabook ที่เรียกว่า ultrathin ด้วย
นอกจากนี้ยังมีชิป APU อีกรุ่นที่ใช้โค้ดเนมว่า "Brazos 2.0" ที่เน้นจับกลุ่มตลาดโน๊ตบุ๊ค และเดสก์ท็อปราคาถูกตามแผนที่วางไว้
AMD ระบุว่าส่งชิปทั้งสองรุ่นไปยังผู้ผลิตแล้ว และจะเริ่มวางขายทั่วโลกเร็วๆ นี้ ซึ่งถ้าตรงตามข่าวเก่าก็จะราวกลางปีครับ
ที่มา - AMD
ชิป Tegra 3 หรือ Kal-El ของ NVIDIA เปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว มาถึงวันนี้มันเริ่มเก่า และโดนซีพียูรุ่นใหม่ๆ ของคู่แข่งแซงหน้าในเรื่องประสิทธิภาพไปไม่น้อย
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายของ NVIDIA เพราะก่อนที่ Tegra 3 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เราก็เห็นข่าวหลุดแผนของ NVIDIA ที่จะออก "Kal-El+" ช่วงกลางปี 2012 มาแล้วเช่นกัน และตอนนี้ก็ใกล้ได้เวลาของ Kal-El+ หรือชื่อจริงคือ Tegra 3+ สักที
เว็บไซต์ TechnoBuffalo อ้างข้อมูลจากการพูดคุยกับ Michael Rayfield ผู้จัดการใหญ่ของ NVIDIA ว่าเราจะได้เห็น Tegra 3+ ในปีนี้อย่างแน่นอน ของใหม่ในรุ่นนี้คือการเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นอีกระดับทั้งบนมือถือและแท็บเล็ต อย่างไรก็ตามมันจะยังไม่รวมชิปโมเด็ม LTE เข้ามา ถึงแม้ว่า NVIDIA มีแผนว่าจะรวม LTE เข้ามาอย่างชัดเจน
ตามเอกสารของ NVIDIA ระบุว่าหลังจากออก Kal-El+ ในปีนี้ เราจะได้เห็นชิป Tegra รุ่นถัดไปในปี 2013 ซึ่งแบ่งเป็นสองตัวคือ Wayne (รุ่นบน) และ Grey (รุ่นล่าง) ซึ่งน่าจะตรงกับข่าวหลุดออกจากเว็บจีนก่อนหน้านี้ว่ามันจะใช้สถาปัตยกรรม Cortex-A15
ที่มา - TechnoBuffalo via Phandroid
ผู้บริหารของ Qualcomm ออกมาเตือนว่าซีพียู Snapdragon โดยเฉพาะรุ่น S4 อาจมีปัญหาสินค้าขาดตลาด เพราะกำลังการผลิตไม่พอ
Steve Mollenkopf ซีเอฟโอของ Qualcomm ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของบริษัทเองที่ประเมินความต้องการ Snapdragon ต่ำเกินไป และพยายามแก้ปัญหาโดยเสนอชิป Fusion 2 ของตัวเองแทน (ผมหาข้อมูลของ Fusion 2 ไม่เจอนะครับ ไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไรกันแน่) รวมไปถึงการจ้างโรงงานผลิตซีพียูรายอื่นๆ ช่วยผลิตเพิ่มเติมให้ (ปัจจุบัน Qualcomm ใช้บริการของ TSMC)
อย่างไรก็ตาม Qualcomm ก็ยอมรับว่าเป็นไปได้สูงที่ผู้ผลิตมือถือจะเปลี่ยนไปใช้ซีพียูของคู่แข่งแทน Snapdragon ซึ่งเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
ที่มา - BBC
ถ้ายังจำข่าว เอเอ็มดีเข้าซื้อ SeaMicro บริษัททำเซิร์ฟเวอร์แบบใช้ซีพียูจำนวนมาก กันได้ เดิมทีบริษัท SeaMicro ทำเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กที่ใช้ซีพียู Atom ของอินเทล ซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นซีพียูของเอเอ็มดีหลังขายกิจการ ถือเป็นการคุกคามตลาดของอินเทลไม่น้อย
ล่าสุดอินเทลขยับตัวแล้ว โดยให้ข้อมูลของ Atom รุ่นใหม่ที่ใช้รหัสว่า "Centeron" ที่ตั้งเป้ามาลุยตลาดเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก กินไฟต่ำ ราคาถูก ตัวฮาร์ดแวร์กินพื้นที่น้อย
Centeron จะเป็น Atom แบบ 64 บิตจำนวนสองคอร์ ผลิตที่ 32 นาโนเมตร มีฟีเจอร์สำคัญของเซิร์ฟเวอร์อย่าง VT-x, แรม ECC DDR3 และที่สำคัญคือมีอัตราการใช้พลังงาน TDP เพียงแค่ 6 วัตต์เท่านั้น (Pentium 350 ที่เคยออกมาจับตลาดนี้เมื่อปีที่แล้ว มีตัวเลข TDP ที่ 15 วัตต์)
อินเทลยังไม่เปิดตัว Centeron อย่างเป็นทางการ และยังไม่บอกว่าของจริงจะวางขายเมื่อไร แต่ก็พูดถึงเรื่องนี้ที่งาน Intel Developer Forum ที่ปักกิ่งแล้ว
นอกจากนี้ อินเทลยังประกาศว่าจะออก Xeon E3 รุ่นใหม่ที่ใช้แกนของ Ivy Bridge ภายในไตรมาสที่สองของปีอีกด้วย
ที่มา - VentureBeat, The Register
คนดูหนังอาจจะชินกับการใช้งาน IMDB ที่รวบรวมข้อมูลภาพยนตร์เอาไว้ตั้งแต่หลายสิบปีก่อน แต่วันนี้ทางสแตนฟอร์ดก็ออกมาทำเว็บ CPUDB ที่รวมข้อมูลซีพียูตั้งแต่ยุคแรกเช่น Intel 4004 รวมทั้งหมด 790 รายการ
นอกจากรวบรวมสเปคแล้วทีมงานยังรวบรวมเอาผลทดสอบ เช่น SPEC2006, SPEC 1995, หรือมาตรวัดเก่าๆ เช่น MIPS เอาไว้ด้วย
การรวมฐานข้อมูลนี้เอาไว้ แม้จะวัดเทียบกันตรงๆ ยากเพราะซีพียูแต่ละตัวมีความต่างกันทั้งสถาปัตยกรรม, เทคโนโลยีการผลิต, และรูปแบบการใช้งาน เช่นสถาปัตกรรม RISC ที่ล้มหายไปตามกาลเวลา หรือเทคโนโลยีการผลิตจาก 500nm ในยุคแรกๆ มาเหลือเพียง 32nm ในปีนี้ และการใส่ส่วนประกอบเฉพาะทางมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ส่วนถอดรหัสวิดีโอ
รายงานสรุปผลแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของซีพียูในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาดูได้ในรายงาน ACM ในที่มา
ที่มา - ACM
เว็บไซต์ VR-Zone ของจีน รายงานข้อมูลหลุดของ Tegra รุ่นถัดไป (ซึ่งก็น่าจะเรียกว่า Tegra 4) ที่เปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรม ARM Cortex-A15 โดย NVIDIA จะแบ่งมันออกเป็น 4 รุ่นย่อย
- T40 4+1 คอร์, Cortex-A15, 1.8GHz ออกไตรมาสแรกของปี 2013 ใช้กับแท็บเล็ตขนาด 10" รุ่นท็อป
- T43 4+1 คอร์, Cortex-A15, 2.0GHz ออกไตรมาสสามของปี 2013 ใช้กับแท็บเล็ตขนาด 10" รุ่นท็อป
- AP40 4+1 คอร์, Cortex-A15, 1.2-1.8GHz ออกไตรมาสสามของปี 2013 ใช้กับแท็บเล็ตขนาด 10" รุ่นถูก
- SP3X 4+1 คอร์, Cortex-A9, 1.2-2.0GHz ออกไตรมาสสามของปี 2013 ใช้กับแท็บเล็ตขนาด 7" รุ่นถูก, รองรับ LTE ในตัว
ทั้งหมดยังเป็นแค่ข่าวลือที่ไม่สามารถยืนยันได้นะครับ
ที่มา - Engadget









