Apple

จากโครงการ One Tablet Per Child หรือ OTPC ที่กำลังถูกจับตามองทั้งภาครัฐ และเอกชนว่า มันจะเป็นโครงการที่ลุล่วงหรือไม่ ที่ก่อนหน้านี้เอเซอร์ได้ออกมาบอกว่ายังไม่พร้อมที่จะทำแท็บเล็ตให้รัฐฯ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้โครงการคืบหน้าหรือถอยหลังแต่อย่างใด และจากคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่เผยว่าในปีหน้าที่จะถึงนี้ รัฐบาลจะนำแท็บเล็ตออกไปใช้จริงกับโรงเรียนกลุ่มทดลอง เพื่อดูแนวทางในการพัฒนาโครงการต่อไป

ล่าสุดตัวแทนจาก Apple Computer Inc. นำโดย มร.Aidan McCarthy หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีการศึกษา (IT and Learning Technologies Worldwide), มร.Harry Kwa หัวหน้าทีมการศึกษาภูมิภาคเอเชียใต้ และคณะผู้บริหารชาวไทยจำนวน 3 ราย ได้เข้าพบนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้หารือร่วมกันถึงแนวทางในการพัฒนาระบบการศึกษา ความมั่นใจเกี่ยวกับคุณภาพ และองค์ประกอบของการที่จะนำแท็บเล็ตมาใช้ในการศึกษา และปรับปรุงระบบการเรียนการสอน รวมไปถึงพัฒนาให้คนไทยสามารถใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงได้จริงหรือไม่ โดยทางแอปเปิลได้แสดงถึงความมั่นใจว่าสามารถพัฒนาได้แน่นอน รวมถึงได้เสนอระบบ Apple Solution for MOE สำหรับการพัฒนาระบบการศึกษาในขั้นต่อไป

ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงยินยอมให้แอปเปิลเข้าร่วมคณะทำงานของทางกระทรวงเอง โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนาระบบดังกล่าวและให้นำไปใช้ทดสอบการทำงานอย่างจริงจังกับการเรียนการสอนที่นักเรียนสามารถสร้างผลผลิตทางการเกษตร หรือทางอุตสาหกรรม เมื่อได้ผลทดสอบก็จะให้รายงานผลกลับมายัง ศธ. เพื่อพิจารณาว่าสามารถตอบโจทย์การนำเทคโนโลยีมาใช้งานได้จริงหรือไม่

จุดสำคัญก็คือ ข่าวนี้เป็นการแสดงออกท่าทีอย่างจริงจังว่ารัฐบาลไม่ได้จะซื้อแค่แท็บเล็ต แต่จะซื้อทั้งโซลูชั่นการทำงาน โดยตั้งเงื่อนไขว่า แอปเปิลสามารถทำได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่สามารถทำได้ ก็จะกลับไปใช้งาน Android อีกครั้ง แต่โดยรวมแล้วเงื่อนไขต่างๆ ของแอปเปิลถือว่าน่าสนใจสำหรับรัฐบาล แต่เมื่อผลการทดสอบเสร็จสิ้นและได้รายงานต่อ ศธ. แล้วนั้น รัฐบาลจะเป็นฝ่ายตัดสินใจว่าจะซื้อเฉพาะแท็บเล็ต หรือซื้อทั้งแท็บเล็ตและโซลูชั่นการทำงานทั้งระบบ

ดังนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแอปเปิลที่จะต้องให้คำตอบแก่รัฐบาลแล้วล่ะครับ

ที่มา - ไทยรัฐ

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand

อ่านที่ไร คิดว่ามันเป็น "หม่อมราชวงค์" ตอลดเลย -____-) ทำไม่ไม่ใช้ คุณ(Mr.) คุณผู้หญิง(Miss) คุณนาย(Mrs.) นะ LOL

ผมก็รู้สึกเหมือนกันครับ "มร." มันอ่านแล้วแปลก คำนี้มันเทียบเท่ากับคำว่า "นาย" หรือเปล่าครับ?

อ่านด้านนอก ไม่เข้าใจว่า มร. แปลว่าอะไร แว๊บแรก เอ๊ะ เขามียศ หม่อมราชวงศ์ ด้วยหรอ
คลิกเข้ามาอ่าน comment พึ่งทราบ สลดตัวเองด้วยคน ToT

thegodth Mon, 28/11/2011 - 18:23

ใช้ apple เพราะมันสวยและดูดีรึเปล่า? แต่พวก accessories ไม่ถูกนะ ถ้าเทียบกับแอนด๋อย แต่ถ้า software มันใช้งานได้ดีกว่าแอนด๋อย ก็คงต้องใช้กันไป

โครงการนี้ในอเมริกามีตั้งแต่เปิดตัว iPad 1 เลยครับ หลายโรงเรียนทดลองใช้ไปแล้ว มี Case Study พอสมควร
กับเมืองไทยปัญหาน่าจะต่างกันหลายอย่าง แต่ที่แน่ๆ ก็คงต้องว่าจ้างผู้ทำ Content กับเรื่อง Maintenance อีกพอสมควร

ความสวย ดูดี ราคาหมื่นกว่าๆ VS เด็ก ป.1 ลองนึกสภาพดูละกัน

ถ้าในมุมของนักพัฒนา และตัวระบบในระยะยาว

ผมว่า Android เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด ยืดหยุ่นมากที่สุด และพัฒนาต่อยอดได้ง่ายที่สุด

แต่ รมต.คงไม่มีความรู้ในเรื่องพวกนี้ น่าสงสารประเทศไทย

หลังๆ ผมคงต้องมองข้ามไปเลยว่าเด็กจะใช้แบบถนอมขนาดไหน เพราะถ้ามัวคิดแบบนั้นเด็กเราคงได้แท็บเบล็ตกากๆ ไปใช้เป็นแน่แท้

ตอนนี้คงต้องมองว่าเด็กใช้ได้คุ้มค่ารึเปล่า คุ้มไม่คุ้มก็คงต้องไปดูที่หลักสูตรและ Eco system (สภาพแวดล้อมของการใช้งานโดยรวม) ดีกว่า ว่ารัฐฯ มีแผนจะพัฒนาและนำไปใช้อย่างไร

ถ้ามัวแต่คิดแทนเด็กหรือผู้ปกครอง ผมว่าเถียงกันไม่จบแน่นอนครับเพราะมันเป็นความรู้สึกล้วนๆ ไปดูเรื่องที่มันชี้วัดติดตามผลได้ดีกว่าครับ

ผมมองว่า วัสดุในการประกอบ และตัวโครงสร้างของมันไม่จำเป็นหรูหรา บางเบา เน้นความทนทานและง่ายต่อการซ่อมแซม บำรุงรักษา

เขาไม่ได้พูดว่าเป็นคนเก่งที่สุด และผมก็เห็นด้วย

คนไทยไม่ได้โง่ที่ต้องพึ่งคนอื่นในเรื่องสำคัญแบบนี้

มีนักวิจัยและนักวิศวกรรมจำนวนมากที่มีความรู้กับ android ไม่ว่าจะสร้างอุปกรณ์เองหรือนำมาต่อยอดเป็นOSใหม่หรือสร้างOSสำหรับการศึกษาโดยเฉพาะและมีอายุตราบใดรัฐบาลยังสนับสนุนและราคายังคุ้มค่ากว่าหลายเท่า แต่กับ
ระบบiOSที่ไม่สามารถควบคุมได้และถ้าวันดีคืนดีมีข้อกำหนดที่เข้มงวดในเรื่องที่จำเป็นหรือ ios เจ้งขึ้นมา ถึงวันนั้นมันอาจะเป็นได้แค่จานใบนึง

O_O ก็ถูกของเค้านี้ ประเทศไทยขาดดุลการค้า เอาข้าว-ผลิตภัณฑ์การเกษตร ไปซื้อสินค้าเทคโนโลยี = ="

โดยส่วนตัวการมีคนเป็นห่วงประเทศอย่างจริงใจ ใช้ความรู้ และทรรศนคติเพื่อประเทศ ถึงจะขัดกับคนอื่นบ้าง

ก็ถือว่าเป็นคนมีคุณค่าของสังคมนะ

นอกเหนือจาก OS ... มองไปถึงผู้ผลิต Hardware และผู้พัฒนา Ecosystem ด้วยครับ

ซึ่งอย่าง Acer นั้น ก็บอกแล้วว่าไม่สามารถทำได้

แต่ Apple นั้นไม่เพียงแค่พัฒนา OS แต่ยังผลิตฮาร์ดแวร์ด้วย ซึ่งทาง Apple นั้นก็รับรองว่าสามารถทำได้

โดยทางแอปเปิลได้แสดงถึงความมั่นใจว่าสามารถพัฒนาได้แน่นอน รวมถึงได้เสนอระบบ Apple Solution for MOE สำหรับการพัฒนาระบบการศึกษาในขั้นต่อไป

แล้วทีนี้คุณจะเอาอนาคตการศึกษาไปฝากไว้กับใครที่วางใจได้ละครับ หน่วยงานราชการเองก็ทำหน้าที่เปิดประมูลให้เอกชนที่มีความพร้อมและสนใจเข้ามานำเสนอแผนการนะหล่ะครับ..

อย่าคิดว่าเด็กโง่สิครับ ถ้าสอนเขา เขาก็สามารถรู้จักการถนอมรักษาอุปกรณ์ได้
ผมไม่เชื่อว่าแอนดรอยน์จะดีกว่ามากมายขนาดนั้น
และไม่เชื่อว่าไอแพดมันจะยากถึงขนาดคนไทยเอาใช้ประโยชน์ไม่ได้

ต่อไปครูต้องมี mac book ในการตรวจงานและสร้างสื่อการสอนด้วยรึเปล่า ถ้า osx เข้ามา ผมว่าหนีไม่พ้นแน่ๆ ยิ่งท่านๆ บ้านเราชอบของแพงเสียด้วย

MSPS4U Mon, 28/11/2011 - 19:11

Apple ทำด้านนี้มานาน ไม่ถือว่าท่าน รมต. ไม่มีความรู้ เพราะกระทั่งอเมริกาก็ยังใช้
Appleก็ไม่ได้แพงไปกว่าเลยหลายท่านก็ทราบดีว่าราคาพอๆกัน Apps ที่ดีเยอะกว่ากลายเท่าตัว
นี่ไม่ใช่สมัย IBM PC VS MacOS นะครับ iTunes U ก็เห็นได้ชัดว่าประสบความสำเร็จมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในปัจจุบัน

จัดลำดับความสำคัญกันหน่อยมั้ย

น้ำท่วมกันไปค่อยประเทศ ชาวบ้านจะตายอยู่แล้ว แจก 5000 พัน

แล้วเอาเงินหมื่นกว่าไปซื้อ tablet ให้เด็ก

หรือว่าแจกเงินมันกินไม่ได้ เอาไปซื้อของกินกันอิ่มกว่า??

เค้าไม่ได้จะทำตอนนี้ เดี๋ยวนี้ครับ มันอยู่ในช่วงเตรียมการ เพื่อ พิจารณา ในการจัดซื้อ ซึ่ง อาจจะเป็นปี หน้า ถึง 2 ปีข้างหน้า

แล้ว 5000 มันคือ เงิน สำหรับ บรรเทาทุกข์

มากกว่านั้น ผมว่ามันเงินเคลมประกันบ้าน แล้วครับ ไม่ใช่การบรรเทาทุกข์

งบก้อนนี้มันตั้งก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมแล้ว และเป็นงบด้านการศึกษานะครับ (ซึ่งงบก้อนดังกล่าว ถูกเอามาใช้พัฒนาระบบตั้งนานแล้ว ก่อน Apple จะยื่นมือเข้ามาช่วยครับ)

ส่วนงบที่เอามาแจก 5000 น่ะ คือ__งบสำรองของปีหน้า__ ที่กระทรวงการคลังอนุมัติเร่งด่วนครับ เพียงแต่ เค้าอนุมัติเบิกมาให้ได้แค่นี้

ไม่นึกถึงอนาคตกันเลยทีเดียว

หาเงินให้ กับ สอนให้หาเงิน อันไหนมันดีกว่าละครับ

แจก 5000 ให้เยียวยา ไม่ได้ให้ลงทุน

ผลที่คาดว่าจะได้รับคืออะไรครับ .. อย่าบอกนะครับว่าคือนี้ "ปรับปรุงระบบการเรียนการสอน รวมไปถึงพัฒนาให้คนไทยสามารถใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงได้จริง"

==> ให้ลูกเล็กเด็กแดงกลับไปอ้อนวอนพ่อแม่ซื้อมาให้เล่นบ้าง ?

==> ให้เด็กไทยหันมาพัฒนา Apple App แล้วไปลงใน App Store ขายหาตังค์ ? ซึ่งคนจะนำมาใช้เป็นคนไทยหรือป่าวที่ต้องซื้อ (หรือว่าขายให้คนต่างชาติ?)

==> หรือว่าสักวันจะมีเด็กไทย สร้าง tablet เองได้ ?

ข้อแรกแอปเปิลทำเพราะคาดหวังเช่นนั้นอยู่แล้วครับ แอปเปิลเก็บกินกับการศึกษาวัยแรกเริ่มเพื่อให้คนเกิดความคุ้นชินกับการใช้สินค้ามาตลอดครับ (ผมเดาว่าตั้งแต่สมัย Apple II หรือ III) ส่วนข้อสองอาจจะมีเป็นส่วนน้อย แต่ก็อาจจะมีเพชรขึ้นมาซักเม็ด (ในสิบล้านคนซักหนึ่งคน) ก็ถือว่าคุ้มค่า(รึเปล่า?) ส่วนข้อสาม ยังไงวันนั้นก็มาถึง แต่เรื่องนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นครับ (ซึ่งเส้นทางนี้อาจจะยาวมากๆ อาจจะสี่สิบห้าสิบปี)

ให้เด็กไทยถือบัตรเครดิตใช้ก่อนมีบัตรประชาชนด้วย (เพื่อจะได้ลองโหลด App ต่างๆ มาสึกสา) .. แบบนี้คงเทพมาก

อันนั้นพ่อแม่ต้องจ่ายครับ เด็กคงทำบัตรเครดิตเองไม่ได้

แต่ถึงจะให้เด็กทำได้ก็ไม่แปลกใจนะ นโยบายรัฐบาลนี้หลาย ๆ ตัวก็เน้นให้คนสร้างหนี้ (ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องไม่ดีซะทีเดียวนะ)

เออ......ว่ะ......

ถ้าเรื่องนี้ไปชัดเจนผมจะร่วมคัดค้านเลยนะ ว่าแพลทฟอร์มนี้บังคับรึเปล่าว่าต้องทำโปรแกรมด้วยอะไร จำกัดว่าต้องใช้เครื่อง Mac รึเปล่า

คิดในแง่ดีว่าอาจเป็น HTML กับ JavaScript?

ถ้ามันจะออกก็คงออกไปชาตินึงแล้วครับ

นี่ขนาดโดนฟ้องเรื่องผูกขาด ยังไม่ออกมาเลย (แต่ยอมให้ใ้ช้ 3rd Party นะ)

ใช่แล้วต้องเป็น HTML5 กับ Javascript จริง ๆ มันก็พอเพียงในระดับนึง ถ้าไม่ทำอะไรพิศดารมากก็ไหวนะผมว่า

แต่ผมคิดว่าผู้ใหญ่ในกระทรวงอาจจะโดนกล่อมให้ใช้ Mac แทน แล้วก็จัดซื้อ Mac ราคาเป็นแสน ๆ ให้ราชการใช้สร้าง Content (ในกรณีที่จะทำ Content เองนะ)

ผมว่า. Mac. มันราคาตายตัวตรวจสอบง่ายว่า ผมเชื่อว่าชื่อคอมที่อื่นคงมีบวกอะไรต่อมิราคาบ้างทีอาจเกิน 200% ของมูลค่าแท้จริงก็ได้

ตัวอุปกรณ์จะแพงไปรึเปล่า เห็นตั้งงบ 3-5000 ต่อเครื่องผมนึกไม่ค่อยออกเลยว่าแอปเปิ้ลจะทำออกมาได้มั้ย หรือเค้าอาศัยว่าพอซื้อเป็นโซลูชั่นราคาเฉลี่ยต่อเครื่องจะสูงขึ้นจนเข้าจุดคุ้มทุน แต่ที่น่าคิดยิ่งกว่าคือถ้าหากหวยออกเป็นแอพเปิ้ลจริง ผมว่าค่าใช้จ่ายในการพัฒนาต่อยอดนี่คงบานน่าดูเพราะจะพัฒนาทีต้องมีเครื่ิงแมคที่ราคาค่้อนข้างสูงนี่ยังไม่รวมพวกอุปกรณ์เสริมด้วยนะเนี่ย

ผมเชื่อว่าถึงเวลาจริง แอปเปิลอาจจะเสนอราคาต่ำกว่า Android อีกหลายรุ่นได้ครับ ก็ใช่ว่าแอปเปิลจะออกรุ่นโคตรประหยัดพิเศษให้โดยเฉพาะไม่ได้ (เขาคุม supply chain สุดโต่งอยู่แล้วเจ้านี้)

ถ้าถูกกว่าจริง และมีโซลูชั่นให้จริง ผมไม่มีเหตุผลที่จะค้านแล้วครับ

เครื่องแม็คไม่ได้แพงขนาดนั้นครับ อยู่ในระดับที่ซื้อหามาใช้งานได้ พวกทำงานด้านดีไซน์เขาก็ใช้งานกันอยู่พอสมควร

ไม่ขออะไรมาก ขอให้ดูแล้วคุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไปก็พอครับ
อย่าให้ซื้ออะไรๆ ก็ราคาแพงเกินความเป็นจริงเลย

บางรร.ของรัฐอย่างรร.สาธิตของราชภัฎ ให้นร.อนุบาลใช้เครื่องApple เน้นว่าอนุบาลแล้วมาเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองคิดว่ามันคุ้มหรือเปล่า เงินที่ซื้อไม่ใช่จากผู้ปกครองอย่างเดียว รร.พวกนี้ต้องได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐด้วย ทำไมไม่หารง.ประกอบที่ได้มาตราฐานระดับPCไม่ต้องถึงเกรดแพงๆ กระจายลงรร.ต่างจังหวัดให้ครบก่อนดีกว่าหรือเปล่า MAC1เครื่องซื้อPCได้กี่เครื่อง

ผมเข้าใจนะเวลาวางแผนโฆษณาพรรคต้องให้ฮือฮาแต่ขอให้ทำแล้วได้ประโยชน์เหอะครับ ประกอบPCดีกว่าไม๊ครับ โปรแกรมพัฒนาง่ายกว่า internet ก็พร้อมกว่าอยากบอกว่าทุกคนเสียภาษีไม่ใช่แค่ผมคนเดียว อย่าเอาเงินที่กว่าจะหาได้มาทดลองแล้วก็จากไปขอร้องละครับ

โรงเรียนสาธิตอยู่ใต้มหาลัย ซึ่งอยู่ใต้ทบวงมหาวิทยาลัยอีกที (ถ้าจำไม่ผิด) คิดว่าไม่ได้เงินอุดหนุนจากรัฐครับ

โรงเรียนสาธิต ต้องขอเงิน จากมหาลัย หรือ หาเงินเอาเองครับ รัฐไม่เกี่ยว

ส่วนใหญ่ เปิดเพื่อเป็นแหล่งหาเงินเข้ามหาวิทยาลัย ครับ

teamofze Mon, 28/11/2011 - 20:58

Apple เค้ามีโครงการเกี่ยวกับการศึกษาอยู่แล้วครับ http://www.apple.com/education/
ถือว่าเป็นความคิดที่ดีที่ร่วมมือกับ Apple ครับ
แต้่ถ้าใช้ Android เค้ายังไม่มีโครงการพวกเกี่ยวกับการศึกษาบ้างเลย จะทำ Content เองทั้งหมดก็เป็นไปได้ยาก
มาดูอีก เจ้าหนึ่งก็คือ Microsoft เจ้านี้ก็มีโครงการเกี่ยวกับการศึกษาอยู่แล้วเช่นเดียวกัน แต่ Tablet หรือระบบปฏิบัติการยังอยู่ในระหว่างพัฒนา ซึ่งก็ยังไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่าง

ถูกครับ ผมดูๆแล้วแมคไม่ได้แพงอะไรมากมายเลย เทียบกับซื้อโน็ตบุ๊ก 1 ตัว + กับ Software (Windows+Office+blah...)ก็คงพอๆกับ Macbook + ของแถม แล้วถ้าได้ราคาพิเศษก็อาจจะถูกกว่าและได้คุณภาพมากกว่าด้วยซ้ำ

เท่าที่สำรวจตลาดมา ... ที่สเปคเท่ากัน Mac จะแพงกว่า 5,000-10,000 บาทครับ

แต่ถ้านับ Office กับ iWork แล้วอาจจะพอ ๆ กันก็ได้ คู่นี้ราคาต่างกันโขอยู่

โครงการดูดีนะ ขนาดระดับ Global Company ยื่นมือเข้ามา ก็ไม่ใช่อะไรที่ง่ายๆ เช่นกัน ลองสังเกตุให้ดีๆ ว่าประเทศไทย เคยมีโครงการลักษณะนี้บ้างหรือเปล่า? ผมว่าไม่นะ จับมือภาครัฐ เพื่อการศึกษา (ใกล้เคียงที่สุดที่นึกออกคือ โครงการ MS Certified แต่ก็ร่วมมือกับองค์กรอิสระ ไม่ใช่รัฐบาล)

แต่ก็นะ Apple เค้าทำธุรกิจ เค้าก็ต้องหว่านพืช หวังผลเป็นธรรมดา ธุรกิจนะไม่ใช่การกุศล ยังไงๆ อย่างน้อยเค้าก็ขายของได้ละ แถมเป็นโอกาสอันดีที่จะปลูกฝัง iOS ไว้ตั้งแต่เริ่มหัดใช้งาน แบบนี้ระยะยาว Apple มีแต่ได้กับได้

ยังไงก็แล้วแต่ ผมมองที่ผลสุดท้ายที่ประเทศจะได้อะไรจากโครงการนี้มากกว่า ไม่แน่นะ เด็กรุ่นที่อยู่ในโครงการนี้ ต่อไปอาจจะพัฒนา Application ระดับ Killer Application บน Platform นี้ออกมา สร้างชื่อเสียง สร้างเงินทองออกมาในอนาคตก็ได้

การติเพื่อก่อ ผมเห็นด้วย แต่ติมันลูกเดียว ประเภทด่าเอามันส์ ผมไม่เอาด้วยครับ

ในเรื่องการบริหารผมก็ยังเชื่อมือว่าในพรรคเพื่อไทยมีคนมีความรู้ที่จะคอยให้คำแนะนำปรึกษาได้อยู่
มองการณ์ไกลไหม เรื่องนี้ผมเคยได้ยินอดีตนายกเคยพูดเอาไว้เมื่อ 7 หรือ 8 ปีก่อน
ซึ่งถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ในชื่อ One laptop per Child (ตอนนั้นยังไม่มี Tablet)
ที่บอกว่าในอนาคตข้างหน้าต่อจากนี้ไปโลกจะหมุนเข้าหาเทคโนโลยีในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษาคือส่วนแรกที่เราต้องเติมเต็ม ความจริงในเรื่องวิสัยทัศน์กับการพัฒนา อดีตนายกน่าจะให้คำแนะนำได้มาก

เรื่องสุดท้ายจะโกงขนาดไหน ผมตอบไม่ได้และขออย่าให้โกงเลยเรื่องการศึกษาของเยาวชน

คนนอกพรรคเก่งๆ ก็มีอยู่เยอะแยะ ให้โอกาสทำงานกันแค่ไหนดีกว่า
เห็นทีมงานแก้น้ำท่วมแล้วปวดตับ ขอความกรุณาอย่าจัดทีมแบบนี้มาทำการศึกษาก็พอแล้ว เจ้านาย...

ณ เวลานี้ Apple Inc. เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ถ้าซื้อแบบ Solution เพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ ส่วน M$ ซอฟต์แวร์พร้อม แต่ฮาร์ดอวร์ของตัวเองไม่มี คงต้องพึ่ง เจ้าที่สามอีก ราคาอาจจะสูงกว่า

จริง ๆ กลัวโครงการจะพลิก กลายเป็น OLPC (One-Laptop-Per-Child) โดยการจัดซื้อ MBA ขนาด 13" ให้เด็กประถมทั้งประเทศ

... แค่คิดราคาก็หนาวแล้ว

ผมไม่คิดว่า MS จะยอมกับตลาดนี้ง่ายๆ โดยไม่ทำอะไรเลย

Starter Edition ก็ทำมาแล้ว

โครงการนี้ ผมยังมองว่า ปีหน้าก็ยังทำไม่ได้ ถ้าถ่วงเวลาได้มากพอ อาจมีช่องให้ MS

ปากมันแผล่บแน่ๆ

ถ้าจะไปคบกับ iOS ผมเลือกที่จะไปสนับสนุน M$uck ดีกว่า เข้ากับระบบเดิมที่มีอยู่มากกว่า Content Dev. มีมากกว่า iOS นี่จะสร้าง Content หรือ App แต่ละตัวต้องขอ Apple ช่วย Sign ไม่งั้นลงไม่ได้

ผมไม่คิดว่าการขอให้ apple sign มันจะยากในเมื่อเราเป็นลูกค้าเขา
มองอีกด้านระบบปิดแบบนี้ก็ดีอยู่อย่างคือคงจะควบคุมคอนเทนต์ได้ง่าย เด็กจะได้ไม่หาแอปแปลกๆมาใช้
ด้าน Content Dev. ถ้ามีงบให้จะทำระบบไหนเขาก็ทำได้หมดล่ะครับ จะมาบอกว่าระบบนั้นระบบนี้ทำไม่เป็นคงอดตายกันพอดี

Bongbank Mon, 28/11/2011 - 22:48

เห็น Geek Thai มาเถียง+ทะเลาะกันด้วยเรื่องแบบนี้แล้วก็ตลกดีเหมือนกันแหะ และคงไม่ได้แค่นี้แน่ ถ้ารัฐไม่ได้อธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจ หรือชัดเจนพอ เชื่อได้เลยว่าเรื่องนี้คงเป็นดราม่ากันอีกยาว ในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่

  • ทำไมต้อง Apple ใช้แค่ Android Tablet ไม่ได้หรือ?

จากความเห็นของผม ผมมองว่าเราอย่าเพิ่งยึดติดกับ Platform ของอุปกรณ์ แต่ควรมองถึง Solution ที่จะนำมาใช้งานได้เป็นสำคัญมากกว่า ใช้ Android ยอมรับว่าถูกกว่ากันแน่นอนครับ สามารถเลือกผู้ผลิตได้เยอะกว่า BTO ก็ยังไหว แต่เนื่องจาก Google ไม่มี Solution ในเรื่อง Edu เลย การจะนำมาใช้งานทางการศึกษาหมายความว่า "คนไทย" แทบต้องเป็นผู้ริเริ่มทั้งหมด (น่าจะยังไม่มีประเทศไหนทำ) ตั้งแต่พัฒนา App , พัฒนาระบบตัว Cloud Server เพื่อให้เก็บไฟล์เอกสารทางการศึกษา อาจจะใช้เวลาไม่นาน หรืออาจจะนานหลายปีกว่าระบบเหล่านี้จะลงตัว อีกทั้งเราก็ไม่รู้ว่ามันจะลงตัว ใช้งานได้แน่จริงหรือป่าว? จากเหตุการณ์หลายๆอย่างเกี่ยวกับอุตสาหกรรมวงการซอฟต์แวร์ในบ้านเรา ผมพบว่า มันไม่ค่อยรุ่งเท่าไหร่ หน่วยงานต่างๆ (ไม่ขอเอ่ยชื่อ) ก็ค่อนข้างที่จะมีบทบาทน้อย นักพัฒนาเก่งๆที่ทำงานอยู่หน่วยงานเหล่านี้ก็ค่อนข้างไม่ค่อยสู้ดีนัก คงเป็นขี้ปากชาวบ้านพอสมควร หากจะจับมาพัฒนาระบบเองใหม่ตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะลองดูไม่ได้นะครับ แต่คุณต้องคิดล่ะครับว่า งบในการจ้างคนพัฒนาระบบเหล่านี้เป็นระยะเวลานานพอสมควรมันคุ้มแล้วหรือป่าว กับผลลัพท์ที่จะได้มา

  • ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ Apple จริง หมายความว่าต้องยอมซื้อเครื่อง Mac มาใช้เพื่อพัฒนา

จากความเห็นของผม ผมคิดว่าไม่ว่าจะเลือกใช้ Platform ไหนๆ ก็ล้วนแต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและดูแลระบบทั้งสิ้น ถ้าเลือกใช้ Apple แล้ว ต้องซื้อ Mac ซื้อ Software ของ Apple ใช้ กับเลือกใช้ Android แล้วใช้ระบบที่มีอยู่เดิม (Windows + Ubuntu) ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ในมุมมองของหน่วยงานใหญ่ๆ จริงๆ มองว่าไม่ต่างกันหรอกครับ ผมทำงานดูแลระบบและจัดการระบบให้หน่วยงานใหญ่ๆ ในปีหนึ่งเค้าซื้อเครื่อง Server สำหรับใช้งานไม่ต่ำกว่า 10 ล้านครับ แถมราคานี้ไม่ใช่ว่าจะได้หลายเครื่องเป็นร้อยๆ เครื่อง หลักๆ ก็แค่ 5-10 เครื่องเท่านั้นแหละ กับเครื่อง 2CPU , Ram 100+ GB , HDD อีก 10TB+ ผมว่าเครื่อง PC ซะกว่าที่ราคาแพงกว่า เพราะมี Option ให้เลือกใช้มากกว่า แค่เครื่อง Desktop สำหรับพัฒนา App ทางนี้ งบประมาณ 1 ปี ผมว่าซื้อได้ซัก 100-200 เครื่องนี้กระจอกมากเลยครับ (ถ้าใช้งานได้จริงนะ ^.^)

  • หลายคนที่บอกว่าเอาเงินมาลงส่วนนี้เยอะแยะทำไม (ทีช่วยน้ำท่วมนิดเดียว)

หลายคำตอบด้านบนโดนใจผมอยู่แล้วครับ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของโอกาสทางการศึกษาที่จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ผมแทบจะอยากให้เอาเงินส่วนอื่นๆมาลงส่วนนี้เยอะๆ มากกว่า ถ้ามันช่วยให้ระบบการศึกษาในบ้านเราดีขึ้นเยอะๆ ถ้าผมคิดกลับกัน ว่าเอาเงินเยียวยา 5,000 บาท ต่อครัวเรือน ทั้งประเทศ มาช่วยพัฒนาการศึกษาแล้วอีก 10 ปีข้างหน้าเรา เศรษฐกิจในประเทศเจริญมากยิ่งขึ้น คนไทยมีการศึกษาที่ทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว ก็คงจะดีนะครับ....อย่าใจแคบเลยครับ เพื่อลูกเพื่อหลาน รุ่นพ่อรุ่นแม่เรายังไม่เคยได้เรียนวิชาคอมพิวเตอร์ ยังเขียนโปรแกรมกันไม่เป็นเลย สมัยเรามีคอมพ์ให้เรียนในโรงเรียนก็เพราะงบทางการศึกษาไม่ใช่หรือไงครับ? งั้นในอนาคตจะหยุดอยู่แค่ที่เดิมหรือไงครับ?

  • เพิ่มเติมอีกนิดหน่อยนะครับ สำหรับคนที่คิดว่า ถ้าจะใช้ Apple Solution จริง แล้วต้องซื้อเครื่อง Apple เยอะๆ

ผมตอบได้เลยครับว่า "ไม่จริง" ถึงจะวาง Server เองในไทยสำหรับใช้เก็บ Resource ต่างๆ ก็ไม่ใช่ว่าต้องใช้ Xserve มาวางเป็นเครื่อง Server ซักหน่อยครับ พวก Application ต่างๆ ที่เขียนๆ กัน ใช้เป็น Linux Server ทั่วๆไปนี่ล่ะครับ แค่ทำ Rest Server ให้พ่น Json ได้อะไรเทือกนี้ ก็ใช้งานเป็น Server ได้แล้ว ที่ต้องซื้อจริงๆ ก็แค่ iMac Desktop สำหรับใช้ Develop พวก Application เท่านั้น เผลอๆ หน่วยงานอาจจะไม่ได้ซื้อเอง แค่จ้าง Outsource เป็นบริษัทที่ทำ App บน iOS อยู่แล้วก็ได้นี่ ส่วนที่บอกว่า แล้วอาจารย์ตามโรงเรียนต้องใช้ Mac ด้วย ผมก็คิดว่าคงไม่จำเป็น ใช้ Windows ก็ Sync iPad ได้นี่ครับ แต่เอ่อ....ปกติถ้า iPad ต่อเน็ตนี่ ต้อง Sync ลงคอมพ์ด้วยหรือครับ? คนรู้จักผมใช้ iPad กับ Ubuntu ก็ไม่เห็นต้อง Sync เลย ชีวิตก็อยู่ได้แฮปปี้ดีนี่ครับ (ติดก็แค่เอาเพลงลงยากหน่อยเอง ^&^)

ผมกลับมองว่า แล้วทำไมต้องใช้ Apple แฮะ คือ ผมมองว่าถ้าเราออกแบบระบบที่รองรับเรื่องนี้ดี ๆ เราสามารถสร้าง Backend ที่สามารถรองรับอุปกรณ์อะไรก็ได้ ทั้งที่ใช่ Apple และ ไม่ใช่

คำตอบตรงนี้ก็คงเป็น HTML5 ซึ่งเป็นแนวทางที่ Apple ผลักดันอยู่แล้ว ระบบด้านหลังจะเป็น Web Server อะไรก็ได้

ในขั้นต้นเราอาจจะเริ่มจาก อุปกรณ์ของ Apple ก็คือ iPad แต่ในอนาคตเราอาจจะมีเหตุที่ทำให้ต้องเปลี่ยน เช่น ถ้าเกิด Apple ไม่สามารถผลิต iPad ขึ้นมามากพอต่อความต้องการของตลาด (ในขณะนั้น) ก็อาจจะเปลี่ยนมาใช้ Android หรือ WebOS หรืออะไรก็ได้ ที่สามารถเข้าถึง Internet ได้ (และรองรับ HTML5) ซึ่งผมว่าถึงมันจะลำบากมากขึ้น แต่นักวิจัย+นักพัฒนาในประเทศไทยสามารถทำได้ไม่ยากอยู่แล้ว

ในขณะที่เราเริ่มจาก Apple-Only Solution ที่ใช้ Native App + อะไรก็แล้วแต่ของ Apple การกลับลำมาใช้อุปกรณ์อื่นจะสร้างค่าใช้จ่ายมหาศาลที่จะต้องแปลง Content เดิมให้ใช้กับระบบใหม่ เพราะว่าระบบของ Apple คงไม่รองรับการเข้าถึงจากอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ Apple

ซึ่งผมคิดว่า Apple น่าจะเสนอ Solution ส่วนที่ผูกกับ Apple มากกว่าที่จะขายแต่ iPad เดี่ยว ๆ นะครับ

ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ระบบอะไรหรอก จริงๆ แล้ว อยู่ที่การสร้างเนื้อหามากกว่า สมัยนี้การสร้างเนื้อหามันง่ายมากที่จะให้เข้าถึงจากอะไรก็ได้ (เพราะ HTML ... เราติดหนี้บุญคุณ Tim-Berners Lee จริงๆ)

แต่ไอ้ครั้นที่ว่าเราจะต้องซื้อ Mac Pro เพื่อเอามาสร้าง Content บน iPad (ในกรณีที่ทำเป็น natvie app) ก็อาจจะเว่อร์ไปนิด เพราะราคามันก็แพงอยู่ (ราคาต่ำสุด 90k) ในขณะที่ PC โง่ ๆ ราคาหมื่นสองก็พอจะใช้ได้ ผมไม่รู้ว่าทาง Apple จะผลักดันเจ้า Mac Pro ในการสร้าง Content ด้วยหรือเปล่า ... (อ้อ iMac เป็นผลิตภัณฑ์ใช้ในครัวเรือน ... บ.ทั่ว ๆ ไปอาจจะใช้นะ แต่ผมว่า Solution ที่ขายโดย Apple ก็น่าจะมี Mac Pro นี่ล่ะ)

แล้วถ้าเป็น Apple ทั้งระบบนะ ... ราคามันจะหนาวมาก เพราะว่าส่วนใหญ่จะ overprice (โดยเฉพาะฝั่งหลังบ้าน)

ผมพูดในแง่การ implement ระบบเองนะ แต่ถ้าจะใช้ service ของ apple เนี่ย ... การกลับลำมาใช้ระบบใหม่คงเป็นเรื่องที่จะไม่เกิดขึ้นเลยล่ะ

ปล. ผมรีบ ๆ พิมพ์นะครับ เวลางาน อาจจะอ่านไม่รู้เรื่อง ขออภัยด้วย

ส่วนตัวผมมองว่าเทคโนโลยี html5 ยังสู้ Native App ในตอนนี้ไม่ได้ครับ ทั้งในเรื่องการดึง Performance ของ Hardware , ลูกเล่น , ประสิทธิภาพในการทำงาน ยังไงส่วนตัวผมก็คิดว่า Native App ดีกว่าแน่นอน ไม่เช่นนั้น ทำไมตอน Apple ออก iPhone รุ่นแรก ที่สมัยนั้นยังไม่มี App Store แถม Apple ยังผลักดันให้คนไปทำ App แบบ html5 แล้วใช้บน Safari กัน ไม่เห็นมันจะรุ่งเลย บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่ามีหน้าเว็บรวบรวม App แบบ html5 ของ Apple ด้วย จนสุดท้าย Apple จึงต้องยอมออก iOS 2 ที่มี App Store ยังไงครับ หลายๆ อย่างเป็นข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดว่าถ้าต้องการใช้งานบน Tablet แบบที่ไม่จำเป็นต้อง Multi platfrom นั้น Native App ให้ประสิทธิภาพได้ดีกว่าครับ

  • ถ้าจะให้ผมพูดถึงเรื่องการโยกย้ายไปบน Platform อื่นในอนาคตหากเกิดกรณีแบบที่คุณว่าจริง

การทำ REST Server, Data Mining ช่วยได้ครับ ถ้าทำคลังข้อมูลดีๆ สามารถส่งข้อมูลต่างๆ ออกมาเป็น Json หรือ xml ได้ล่ะก็ การ Port App ไปบนอุปกรณ์อื่น ทำได้ไม่ยากครับ เผลอๆ ง่ายกว่าทำไอ้ html5 แบบที่คุณพูดอีกครับ และไอ้ html5 แบบที่คุณพูดว่า ผมยังไม่เห็นเว็บไหนในไทยที่ทำแล้วมันเวิคจริงๆเลยนะครับ(สุดท้ายก็พึ่ง Jquery อะไรเทือกนี้กันแทน lolz )

  • เรื่องการผูกขาดของ Apple ผมมองว่ามันก็เป็นเรื่องจริงกึ่งหนึ่งครับ

แต่เรื่องการสร้าง Content ก็อย่างที่ผมบอก ไม่จำเป็นนี่ครับว่า Beckend ด้านหลังจะต้องใช้ Mac Pro หรือ Apple Solution เสมอไป ผมทำงาน Implement ให้ บ.ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ระบบหน้าบ้านใช้ Mac ทั้งหมดบริษัท แต่หลังบ้านนี่ Linux เป็นส่วนใหญ่เลยนะครับ เก็บข้อมูลด้วย Mysql หรือ MSSQL ธรรมดานี่ล่ะ อยากทำ App ก็ทำไป ดึงข้อมูลผ่าน xml อะไรพวกนี้ได้อยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ Solution Mac Pro ของคุณเลยครับ อีกทั้ง Mac pro เริ่มต้นที่ 90k นี่ถูกเลยครับถ้าจะเอามาใช้จริง เซิฟเวอร์เค้าซื้อจริงๆ เป็น แสนๆ ครับ เอามาลง Linux นี่ล่ะ ดังนั้น ถ้ามอง Solution เรื่อง Hardware ระบบด้านหลังเนี่ยไม่จำเป็นที่ต้องเป็น Apple เสมอไปครับ อย่างมากก็เครื่องเอาไว้เขียน App ด้วย xcode ซึ่งคงมีแค่นักพัฒนาบางส่วนที่ต้องทำตรงนี้

ผมเกรงแค่ว่า ถ้า Apple เป็นคนเสนอเอง ก็น่าจะเป็น Apple ทั้งระบบ

แต่ถ้าเป็นระบบที่เสนอโดย 3rd Party เนี่ยเป็นไปได้ครับที่จะใช้ Apple แค่หน้าบ้าน ส่วนหลังบ้านจะใช้อะไรก็แล้วแต่ แต่คราวนี้อาจจะไม่ได้ราคาพิเศษของ Apple น่ะสิ ...

Mac Pro ที่ผมว่า เอามาใช้ทำ Application/Content ครับ Server ก็ต้องใ้้ช้ Server ครับ เอามาใช้ผิดวัตถุประสงคืแบบนี้ก็คงไม่เหมาะหรอกครับ (แน่นอนว่า Apple ก็ต้องเสนอ XServe แน่นอนล่ะครับ)

แล้วก็ HTML5 เนี่ย ... คือ แน่นอนว่าตัว Data มันก็ต้องเก็บบน Database ล่ะครับ มันต้องมีการ Transform ให้กลายเป็น HTML5 ซึ่ง Message จะเป็น JSON หรือ XML ก็่ว่าไป (สมัยนี้คงไม่มีใครมานั่งเขียนไฟล์ .html เองอยู่แล้ว ใช่มั้ยล่ะครับ ?? ก็ต้องเขียนผ่านอะไรสักอย่างน่ะล่ะ) ผมคิดว่าสำหรับ Static Content ใช้ HTML5 ก็เหลือ ๆ แล้ว วิดีโออีกนิดหน่อย ส่วนสื่อการสอนแบบที่เป็น Interactive ก็อาจจะต้องลุ้นนิดหน่อย แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหา แต่ผมคิดว่าในขั้นแรกปริมาณคอนเทนท์สำคัญกว่า ส่วน Interactive Media เนี่ยจริงๆ เขียนผ่าน HTML5 (ใช้ javascript) อย่าดูถูกศักยภาพของ iPad นะครับ

เรื่อง Port App อาจจะทำได้ไม่ยากครับ ... ไม่รู้นะผมไม่มี Mac เลยไม่ได้ลองเขียน แต่ว่าถ้าเริ่มจาก HTML5 มันง่ายกว่าตรงไม่ต้องเีขียนใหม่เลยด้วยซ้ำ ออกแบบตัว transform สำหรับ mobile device แยกออกมาอีกตัวก็สามารถแสดงผลบนมือถือ/tablet "อะไรก็ได้" บน iOS เองก็รองรับการรัน HTML5 ในรูปแบบของ App อยู่แล้ว เอาเข้าจริง ๆ App ดัง ๆ หลาย ๆ ตัวบน iOS อาจจะเขียนด้วย HTML5 ก็ได้ ? หรือใช้ HTML5 ผ่านทาง Framework อะไรสักอย่าง (เช่น PhoneGap)

ผมรู้นะว่าผมคิดแบบละเมอไปหน่อย แต่ว่ามันก็ทำได้ถึงจะลำบากกว่า Apple-Only Solution ก็เถอะ

+1 ครับ ถ้าไม่มีเรื่องน้ำท่วม พวกเขาจะบอกว่า เอาเงินไปช่วยชาวนาดีกว่ามั้ยครับ ไม่เชื่อลองค้นความเห็นเก่าๆ ดู ;P

เห็นด้วยในหลายๆ ข้อเลยครับ

ผมเห็นบางโรงเรียนเริ่มเอา iPad ไปใช้สอนเด็กบ้างแล้ว เท่าที่เคยสัมผัสมาบ้างเขาไม่ได้แคร์เหมือนที่ Geek แคร์หรอกครับว่าดรอยด์พัฒนาต่อยอดอะไรได้มากมาย หรือมานั่งถกกันเรื่องระบบเปิดระบบปิดทั้งหลาย คนสอนเขามองแค่ว่า iPad ตอนนี้มันเอาไปใช้ช่วยสอนได้เลย เพราะ app ที่ใช้สอนเด็กได้มันมีเยอะจริงๆ โดยเฉพาะพวกภาษาและศิลปะ

ยอมรับว่าครูคนสอนเขาไม่ได้ทำงานในสาย IT หรือเป็น Programer เขาไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนหรือต่อยอดอะไรในจุดนี้มาก เพราะงานที่เขาต้องรับผิดชอบตรงหน้าก็คือการสอนหนังสือเด็ก และอุปกรณ์พวกนี้มันก็แค่ Tools ตัวนึงเท่านั้นเอง และคงไม่ต้องห่วงว่า Apple จะครองโลก ผมมองว่าวันหน้ามีอุปกรณ์ตัวอื่นที่ตอบโจทย์ในยุคสมัยได้มากกว่าเขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยน เหมือนที่ครั้งนึงทุกโรงเรียนพยายามเปิดห้องแล็บคอมพิวเตอร์ ใช้พีซีกันมาสิบกว่าปีตอนนี้จะเปลี่ยนไป Mac ผมก็เฉยๆ อีกห้าปีสิบปี Mac อาจจะโดนเปลี่ยนด้วยอุปกรณ์ชิ้นอื่นของค่ายอื่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ปล. หลายคนก็ลืมนึกไปว่า PC พัฒนา App ให้ Android ได้ แต่ Mac ทำได้ทั้ง Android และ iOS นะ หุหุ ขำๆ นะครับ อีกอย่างจะพัฒนา App ให้ iOS ไม่ต้องถึง Mac Pro เลยครับ Macbook เครื่องขาวสามหมื่นก็ทำได้สบายมาก พวก HTML5 หรือ JQtouch มันก็ดีในระดับนึง สุดท้ายไงก็สู้ native app ที่ทำบน X-Code ไม่ได้

เห็นด้วยกับคุณ amdo ในทุกประเด็นครับ และชอบ "คนสอนเขามองแค่ว่า iPad ตอนนี้มันเอาไปใช้ช่วยสอนได้เลย... และอุปกรณ์ตัวนี้มันก็แค่ Tools ตัวนึงเท่านั้นเอง..."

เคยเอา iPad 2 เข้าไปใช้สอนเด็กต่อออกโปรเจกเตอร์
มันสอนได้ง่ายดีนะ อย่างกำลังสอนเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพ ก็ยก iPad เปิดกล้อง แล้วลองจัดภาพให้เด็กเห็นตอนนั้นเลย หรือสอนเรื่อง white balance ก็สลับจากหน้า keynote ที่สอนเป็นแอพแต่งภาพ แล้วถ่ายภาพตรงหน้ามาเลื่อนให้เห็นความต่างของ White balance ไปเลย

พ่อผมก็เอา iPad ไปสอนเด็กในวิชาวิทยศาสตร์เหมือนกัน ทั้งสอนเรื่องดาราศาสตร์เปิดแอพแบบจำลองของระบบสุริยจักรวาลให้ดู แล้วบรรยายไปทีละจุดว่าการเกิดสุรุปราคามันค่อยๆ เกิดจากโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์มาอยู่ระนาบแบบนี้ (แล้วก็ค่อยๆ หมุนแอพให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นบนจอ) หรือสอนเรื่องกลุ่มดาว ก็ยก iPad ส่องขึ้นฟ้า (ก็ยังเสียบออกจอนั้นแหละ) มันก็จะขึ้นหมู่ดาวต่างๆ ที่มีตอนนั้น (แม้จะมองไม่เห็นด้วยแสงอาทิตย์) ให้เด็กนึกภาพตามอย่างง่ายๆ

สรุปคือใช้ iPad มันมีแอพสนับสนุนการเรียนการสอนเยอะ ใช้ง่ายขนาดพ่อผมอายุจะ 60 แล้วยังเอาไปใช้ได้ทุกวัน ซึ่งถ้าเป็น android อาจจะพาครูอาจารย์เวียนหัวกันได้เหมือนกันนะ

nidku53 Tue, 29/11/2011 - 04:39

In reply to by Bongbank

+1 เรื่องให้ลงทุนเกี่ยวกับการศึกษาให้มากกว่านี้

เพราะการศึกษาทำให้คนทันคน เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมนักการเมือง โดยภาพรวมก็จะได้เป็นการยกระดับนักการเมืองให้ดีกว่าแค่ "โกงแล้วทำงาน ดีกว่าโกงแล้วนอนเฉยๆ" ส่วนจะเอาเงินไปซื้อ tablet หรือเอาไปพัฒนาระบบการเรียนการสอนในถิ่นธุรกันดาร สติปัญญาของหลายๆ คนคงตีโจทย์แตกได้ไม่ยาก

อยากให้ไปดู PC กับ edubuntu ก่อน
ลง edubuntu แล้วยังมีโปรแกรมเสริมอื่นๆ ก็เห็นมีหลายตัวอยู่ ทั้งเคมี คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์

จะใช้อะไรพัฒนา ไม่สำคัญ

แต่สุดท้ายต้องได้งานออกมาเป็น "มาตฐาน" เช่น javascript, html5, h.264, webm ... บลาๆๆๆ
และสามารถต่อยอดด้วยระบบเปิดอื่นๆ

ผมว่านะครับเอา MBA 13" ให้สำหรับเด็กประถม ผมว่ายกตัวอย่างมากไปนะ แค่ 11" ก็พอ แล้วก็ iMac มันก็พอเพียงแล้วครับ ไม่ต้องยกตัวอย่าง mac Pro หรอก อันนี้ก็มากไป การพัฒนาอะไรนี่ไม่ต้องเอาส่ิงที่แพงที่สุดดีที่สุดก็ได้ มันก็ต้องเริ่มต้นจากเล็ก ๆ ไปก่อน ส่วนเรื่องการผลิตนี่เมื่อเค้าลงมาทำเรื่องนี้แล้ว apple คงไม่ยอมให้ชื่อเสียงมาเสียเพราะว่าผลิตไม่ทันหรอก เงินสดบริษัท apple มีมากมหาศาลสามารถจัดการเรื่องการผลิตได้อยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ก็มีข่าวว่าเริ่มไปประกอบที่บราซิลบ้างแล้ว ไม่ใช่แค่ที่จีนอย่างเดี๋ยว ส่วนราคาหนาวมั้ย มันก็พอ ๆ กันนะครับถ้าใช้ลิขสิทธิ์ แต่ผมว่าประเทศเราชินกับการใช้ของเถื่อนจนถือว่ามันถูกแล้วมากกว่า ไม่มีการลงทุนรายใดหรอกครับที่ผู้ลงทุนไม่คิดหวังกำไร

ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าหลายคนคิดว่า การที่เด็กไทยได้มี tablet ใช้แล้วจะยกระดับสติปัญญาให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ (เพียงใช้เงินซื้ออุปกรณ์ให้ไปใช้แล้ว..เก่งขึ้น)? มากกว่าการสอนการพัฒนากระบวนการคิดเหรอ การส่งเสริมให้เข้าถึงองค์ความรู้? (อย่าบอกนะว่าก็ซื้อ tablet ให้เล่นนี้งัย) tablet มันน่าจะเป็นเพียงช่องทาง access เข้าถึงองค์ความรู้ ซึ่งหากพิจารณาตอนนี้อุปกรณ์ desktop น่าจะมีพร้อมกว่าแล้ว

ประเทศที่ไม่ใช่อเมริกาที่เค้าผลิต tablet ได้นี้ เค้าต้องรอเด็กให้มี tablet เล่นกันทุกคนก่อนเหรอ ถึงจะผลิตได้ ? (มันไม่ใช่แน่นอน)

ถ้าจะกระตุ้นจิตนาการจำเป็นต้องแจก tablet ทุกคนเหรอ.. เอาเงินไปทำพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์เจ๋งๆ อ่ะไม่ดีเหรอ มันจะช่วยกระตุ้นจินตนาการในมิติอื่นๆ มากกว่าหลายเท่า (ผมไม่ได้บอกว่ามันต้องเป็นวิทยาศาสตร์โบราณน่าเบื่อ ..เราก็เอาแบบในหนัง Avatar ไปเลยก็ได้) เอาเงินไปทุ่มสร้างสิ่งที่เจ๋งๆ ไปเลย แล้วให้เด็กมาแวะเวียนดูบ่อยๆ ไม่ต้องถึงกับทุกวันก็ได้เพราะความคิดก็ต้องการการตกผลึก หรือจริงๆเราให้เด็กเข้ามาดูงานตามศูนย์ราชการที่มีระบบเทคโนโลยี hi-tech ก็ได้ครับซึ่งมีการนำไปใช้ประโยชน์กับประชาชนจริงๆ ได้ด้วย

และก็ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนมันจะเอาดีทางเทคโนโลยีได้ .. ทำเป็น lab แต่ละโรงเรียนดีกว่ามั๊ย

ในเรื่องของการพัฒนานั้น ผมไม่อยากจำกัดวัยหรอกครับ แต่ผมเชื่อว่าระดับวิทยาลัยขึ้นไปน่าจะมีศักยภาพมากกว่า เพราะเรียนปูพื้นฐาน เลข วิทยาศาสตร์,อื่นๆ มาพอสมควรแล้วด้วย. เรากำลังคาดหวังอะไรกับเด็กมากเกินไปหรือป่าวครับ

เอาเงินไปทำพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์เจ๋งๆ อ่ะไม่ดีเหรอ

ทำไว้ในประเทศสองสามที่ แล้วก็ต้องรอให้ครูจัดทัศนศึกษา ลากเด็กถ่อมาวันเดียว ยังไม่ทันได้ดูอะไรก็ต้องกลับ

กลับกัน แท็บเล็ท ทำ App วิทยาศาสตร์ เปิดดูที่ไหนในประเทศก็ได้ อยากจะเช็คอยากจะดูเมื่อไหร่ก็ได้ อยู่ๆเด็กเกิดปิ๊งไอเดีย เลยไปหามาดู แล้วเข้าใจขึ้นมาได้ทันที เปิดดูกันเอง คุยกันได้ และดูได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ เด็กบ้านนาห่างไกลความเจริญแค่ไหนก็ส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตถึง

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะมีเด็กรวยๆ ไปได้บ่อยๆ ซักกี่คนกัน เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำรึเปล่า?

ประเด็นเดียวพอ เหนื่อย ผมขี้เกียจพูดมากละ ตั้งแต่เรื่องปิดเฟซบุค ก็ไม่เห็นคุณจะคิดอะไรลึกซึ้งเลย ไอ้ที่คุณว่ามาตรงนี้นี่มีประเด็นให้ตีจนแหลกได้ไม่รู้กี่จุด

ขออย่างเถอะนะครับ.... คิดบ้าง... คนอื่นที่เขาบอกว่าแท็บเล็ทมีประโยชน์ยังไง เขาคิดกันมาเยอะแล้ว เจอความคิดอย่างคุณมาเยอะแล้ว เอียนจนจะอ้วกแล้วที่ต้องมาตอบคำถามซ้ำๆจากคนที่ไม่รู้จักไปหาข้อมูลเก่าๆที่คนอื่นเขาเถียงกันไปถึงไหนถึงไหนแล้ว จนตกผลึกมาเสร็จแล้ว โผล่มากี่ทีก็คนหน้าใหม่แต่โชว์ภูมิปัญญาสามัญสำนึกเดิมๆ

ดูบน Tablet นี้ ดูบนอุปกรณ์อื่นไม่ได้เหรอครับ .. เราขาดการรวบรวม content หรือว่า ขาดการเข้าถึง หรือว่าขาด quality content ที่ต้องอาศัยการพัฒนาครับ

อุปกรณ์อื่นคืออะไรครับ?

เขาคิดกันมาจนหัวแทบแตกแล้วว่าทำไม ถึงควรให้มีเป็นอุปกรณ์ แท็บเล็ท หรือเน็ทบุค ทำไมต้องเป็นอุปกรณ์ต่อบุคคล ไม่ใช่กองกลาง ทำไมถึงต้องพกพา ไม่ใช่ฟิกซ์ไว้กับที่ มันมีประโยชน์สูงสุดตรงที่มันสามารถทำได้หลายอย่างในเครื่องเดียว ไม่ใช่ความคิดง่ายๆสักแต่คิด ความคิดมันต่อยอดมาเรื่อยๆ เคยหาดูมั่งรึเปล่า

โปรเจคเตอร์ใช้ทำการบ้านได้รึเปล่า ใช้หาหนังสืออ่านได้รึเปล่า คอมพิวเตอร์กองกลางต้องแย่งกันใช้ใช่รึเปล่า หนังสือมันหนักและกินที่ใช่รึเปล่า ทรัพยากรต่อเล่มมันไม่คุ้มค่าใช่รึเปล่า ไม่ Interactive ถูกมั้ย รวมไปถึงสมุดกระดาษดินสอปากกา อุปกรณ์การเรียนต่างๆ

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มันลอยไปหาเด็กบ้านนอกได้รึเปล่า เอางบที่จะทำพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ บวกค่าบำรุงรักษา มาทำนโยบายแทบเล็ท จะทั่วถึงกว่ามั้ย

แค่คิดคุณก็คิดผิดทางแล้วไม่รู้ตัวอีก

การมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวให้เด็กใช้ต่อคนเขาคำนวนกันเต็มที่แล้วว่าสามารถทำได้ในวงเงินที่มาทดแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่านั่น และมันใช้ทดแทนของหลายอย่างในเวลาเดียวกัน และมีสิ่งนึงที่นโยบายอื่นให้ไม่ได้ นั่นคือความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

เหนื่อย พูดกับคนสักแต่คิดเนี่ย ก็อย่างที่บอก ตั้งแต่เรื่องปิดเฟซบุค สักแต่จะเถียงให้ได้ก็เท่านั้น

ปกติแล้ว ก่อนจะทำอะไรเราก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนใช่ป่าว

ท่านลองซื้อมาเล่นสักอันจิครับ .. แล้วถ้าท่านคิดว่ามันเจ๋งจริง ก็บอกต่อๆ กันมาบ้าง

(ผมก็อาจจะลืมคิดไป ไม่แน่ท่านกำลังใช้ tablet พิมพ์โต้ตอบใน blognone อยู่ .. ช่วงนี้เห็นท่านเขียนได้เป็นหน้าๆ)

จะขอบคุณมากถ้าจะวิเคราะห์ว่าจริงๆ ควรซื้ออะไรให้เด็กจะได้ประโยชน์มากกว่า (เอาในสายตาท่านก็พอ)

จุดประสงค์หลักของการใช้ Tablet สอนวิทยาศาสตร์ คือการใช้ Interactive การโต้ตอบกับสื่อ ไม่ใช่มานั่งดูๆๆๆ กับหน้า Projector ถ้าจะเอาแบบ Projector ก้อไม่ต่างอะไรกับ กระดานดำ

ทำไว้ในประเทศสองสามที่ แล้วก็ต้องรอให้ครูจัดทัศนศึกษา ลากเด็กถ่อมาวันเดียว ยังไม่ทันได้ดูอะไรก็ต้องกลับ

ปัญหานั้นมันอยู่ที่ตัวองค์ความรู้เหรอครับ

เรื่องปิด FB

คุณเข้าใจอะไรผิดหรือป่าว .. ผมไม่ได้สนใจเรื่องจะปิดไม่ปิด FB เลยนะครับ .. แค่แจมเล็กๆน้อยๆ ตัวเรื่องผมไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ ทำไมผมต้องสนเกมส์การเมืองด้วย

ไปมิวเซียมต้องรวยด้วยเหรอครับ

แล้วแทบเลตนี่ได้มาฟรี? อยู่ดีๆก็ตกผลึกเป็นแทบเลตได้เอง?

"ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าหลายคนคิดว่า การที่เด็กไทยได้มี tablet ใช้แล้วจะยกระดับสติปัญญาให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ (เพียงใช้เงินซื้ออุปกรณ์ให้ไปใช้แล้ว..เก่งขึ้น)?" เห็นด้วยครับ

ที่ต้องแก้ตอนนี้คือระบบการศึกษาและระบบราชการและความยุติธรรม (อาจนอกเรื่องแต่มันคือปัญหาที่เป็นรากเง้าทำลายความเจริญของประเทศและทำลายผลผลิตทางการศึกษาครับ)

ถ้าเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่มีผู้ใหญ่บางคนออกมาคิดนโยบายว่า

  • เราควรเพิ่มวิชาคอมพิวเตอร์ให้กับเด็กนักเรียนได้เรียนกันทุกคน
  • เราควรมีห้องเรียนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน
  • เราควรสอนเด็กเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ (html, c , pascal)
  • เราควรมีอินเตอร์เน็ตในโรงเรียน

ณ วันนี้ จะมีเด็กที่ใช้คอมพ์เป็น เล่น Facebook ได้ เขียนโปรแกรม สร้างเว็บเทพๆได้ตั้งแต่มัธยม แบบวันนี้ไหมครับ?

ทุกอย่างมันต้องมีการพัฒนาครับ ไม่แน่ว่าในอีก 10 ปี ข้างนอก เราอาจจะเห็นเด็ก ม.ต้น เขียน App บน Tablet กันอย่างแพร่หลาย เพราะอยากสร้าง App มาอวดเพื่อน ให้เพื่อนโหลดไปเล่นก็ได้ครับ ใครจะไปรู้

การมีอุปกรณ์ทำให้คุณเก่งขึ้นได้จริงๆนะครับ ถ้าคุณไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง คุณจะเก่งคอมพิวเตอร์ได้ไหมล่ะครับ? ไม่น่าจะต้องคิดมาก ประเด็นมันอยู่ที่วิธีการใช้งานมากกว่าครับ

คนในทุกสังคมมีความหลากหลายครับ ถ้ากลัวอย่างเดียวจนอยู่เฉยๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องทำอะไรใหม่ก็คงไม่ดีแน่ มันก็คงมีหลุดๆ ใช้ในทางไม่ถูกไปบ้าง แต่แลกกับบางคนที่เอาไปใช้ประโยชน์ได้ดีบางทีก็ต้องมี trade off กันบ้าง

ถ้าเอาไปใช้งานจริงแล้ว %มีสาระ มากกว่า %ไร้สาระ มันก็โอเคที่จะทำ

แต่กรณีนี้งบประมาณมันเยอะจริงๆ น่าจะมีพวกงานวิจัยอะไรเยอะๆหน่อย จะได้คำนวณความคุ้มค่าก่อนจะทำแมสจริงๆ เพราะถ้าทำไปแล้วไม่เกิดประโยชน์จริงๆ มันจะคล้ายๆ สโตนเฮ้นเมืองไทยเอาน่ะครับ

ผมเองก็ไม่ได้ คาดหวังว่า เด็ก ทั้งห้อง จะเอาแต่เขียน แอพ ครับ

1 ห้อง 1 คนผมว่า ก็ยิ่งกว่าประสบความสำเร็จแล้วครับ

รู้สึกว่าเรื่ิองนี้จะมีคนมองกันอยู่ 3 ด้าน

  1. Solution & Content (ทำไมต้องApple? ,HTML5 vs. Native app. ประมาณนี้)
    Geek เมืองไทยก็เผ็ดร้อนกันมาก ก็ว่ากันไปตาม เหตุ และ ผล
    กลุ่มนักการศึกษา,สังคม และมนุษย์ คงไม่สนกันเท่าไร เขาอยากรู้แค่ว่าจะจัดการ Content ยังไง กลุ่มที่อยากพัฒนาเองคงมีอยู่แต่ไม่มาก

  2. ระบบการศึกษาพื้นฐาน (หลักสูตร ,กระบวนการสอน ,สภาวแวดล้อมในการเรียนรู้ ประมาณนี้)
    เห็นนักการศึกษาหลายคนจัดกันหนักอยู่ว่า มันจะเอามาช่วยได้จริงๆหรือสำหรับประเทศเรา
    กลุ่ม Geek คงไม่ต้องพูดกัน หลายคนอึดอัดกับระบบที่เป็นอยู่เป็นแน่แท้
    ผมเราควรแยก ระบบการศึกษาพื้นฐาน ออกจากเรื่องอื่นๆ ไม่งั้นตีกันตายแน่ เพราะระบบของเราค่อนข้างมีเอกลักษณ์มากๆ
    ถ้าไม่เปลี่ยนระบบ ก็ต้องทำระบบอื่นๆ ให้เข้ากับระบบเราให้ได้ แต่ไปรอดหรือไม่ ได้เรื่องหรือเปล่า คงตอบไม่ได้

  3. สภาพสังคม (การใช้งานนอกเวลาเรียน ,ความฟุ่มเฟือยของนักเรียน ,ปัญหาอาชญากรรมทุกด้าน)
    อันนี้เคยคุยกับเพื่อนสังคมสงเคราะห์ เขาบอกว่าประเทศเราพื้นฐานของสังคมยังไม่พร้อมเท่าไร
    ยังไม่ต้องมองไปไกลถึง Content ที่เด็กจะได้รับ ดูง่ายๆจากรายจ่ายของผู้ปกครองเองที่ต้องแบกส่วนต่อเนื่องอื่นๆ
    เช่น อินเตอร์เน็ต ไฟฟ้า และ อุปกรณ์เสริม (บอกไม่มีก็ไม่ต้องใช้คงจะไม่ได้)
    ปัญหาต่างๆอีก ทุกคนมีเหมือนกันคงไม่เท่าไร แต่เมื่อไรที่เธอมีฉันไม่มี ปัญหาจะมาทันที
    เช่น แจกให้ทุกคน รุ่นน้องเข้ามาได้ใหม่ ของพี่ตกรุ่น น้องเอามาซะดีๆ
    อาชญากรรมก็อาจเกิดกับเด็กกันเอง ผู้ใหญ่กับเด็ก เด็กกับ พรบ.คอม และลิขสิทธิ์ต่างๆอีก
    เรียกว่า ถ้ามีเข้ามาจริงเมื่อไร ต้องว่างโครงสร้างสังคมกันเหนื่อย ครูอาจารย์ต้องพร้อมที่จะจัดการในเรื่องนี้อย่างถูกต้อง

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ มีคนเก่งๆในประเทศเรารวมถึงคนที่ทำอยู่ รู้ทันถึงเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว เรารอดูว่าสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร

ปล.ส่วนตัวอยากได้กูเกิลลงมาเล่นเองเลยมากกว่าเอามาแค่แอนดรอยด์

ถ้าจะมัวรอให้สภาพสังคมพร้อม ยังไงก้อไม่ได้เกิด เพราะ Technology มันไม่รอ ...

ถ้าไม่เริ่มปัญหาก้อไม่เกิด ถ้ามัวแต่กลัวนั่นกลัวนี่การพัฒนาก้อไม่มี

เสียใจที่ได้ทำ ยังดีกว่ามานั่งเสียดายที่ไม่ได้ทำ

ดูง่ายๆ
จากรายจ่ายของผู้ปกครองเองที่
ต้องแบกส่วนต่อเนื่องอื่นๆ เช่น อินเตอร์เน็ต ไฟฟ้า และ
อุปกรณ์เสริม (บอกไม่มีก็ไม่ต้อง
ใช้คงจะไม่ได้) ปัญหาต่างๆอีก
ทุกคนมีเหมือนกันคงไม่เท่าไร
แต่เมื่อไรที่เธอมีฉันไม่มี ปัญหา
จะมาทันที เช่น แจกให้ทุกคน รุ่นน้องเข้ามาได้ใหม่
ของพี่ตกรุ่น น้องเอามาซะดีๆ
อาชญากรรมก็อาจเกิดกับเด็ก
กันเอง

ถ้ามีระบบดีๆ เช่นผูกซื้อนักเรียนไว้กับเครื่องแล้วใช้เช็คชื่อ หรือสามารถตามหาได้ด้วย gps โอกาสหายก็น่าจะลดลง

ส่วนความเหลื่อมล้ำทางสังคมยังไงก็มี เด็กบางคนนั่งรถสปอตของพ่อแม่มา ต้องซื้อแจกทุกครอบครัวเลยหรือ ?

ผมก็รอดูอยู่นี้ละครับ ว่าสุดท้ายระบบทั้งหมดจะเป็นยังไง

เขารู้หมดละครับ อยู่ที่ว่าจะทำยังไงกับปัญหา

ปล.พูดแล้วคิดถึงเรื่องสามจี เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีซักที

ผมขอบอกว่าลงทุนกับการศึกษาเป็นการลงทุนระดับประเทศที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง
ผมอยากให้เด็กไทยได้ใช้ของที่ดีที่สุดสำหรับการศึกษา(ถ้ามีงบพอ)
โดยไม่สนใจว่าจะเป็นระบบของแอปเปิ้ลหรือกูเกิลขอให้ดีที่สุดเท่าที่งบเอื้ออำนวย

jirayu Tue, 29/11/2011 - 18:10

ส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับวิธีแบบของลุงบิลเกตส์มากกว่า

เอาเงินไปพัฒนาบุคลากร น่าจะดีกว่าเอาเงินมาซื้อของให้เด็กเอาไปเล่น