ในการแถลงข่าวของประธานาธิบดีบารัค โอบามา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ช่วงถาม-ตอบกับนักข่าว ได้มีคำถามเกี่ยวกับนโยบายลดภาษีของรัฐบาล ซึ่งอาจทำให้คนชั้นกลางไม่พอใจคนรวยที่เสียภาษีน้อยลง
โอบามาได้ตอบว่าคนชั้นกลางของสหรัฐสามารถฝันถึง American Dream ซึ่งทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการสร้างตัว และสังคมจะยกย่องคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ โอบามายกกรณีว่าสังคมอเมริกันยกย่องสตีฟ จ็อบส์ ผู้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ "ปฏิวัติ" วงการหลายชิ้น และเป็นต้นแบบที่คนอเมริกันที่เหลือใฝ่ฝันอยากจะเป็น
ที่มา - Whitehouse.gov (ต้นฉบับ), CNET
เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท M.I.C Gadget ได้ผลิตตุ๊กตาสตีฟ จ็อบส์ ใส่เสื้อคอเต่าสีดำ ยืนเปิดตัว iPhone ในราคาตัวละ 79.90 ดอลลาร์ (ดูภาพได้จาก Mashable หรือ Walyou) ซึ่งสร้างความฮือฮาได้พอสมควร
แต่ล่าสุดตุ๊กตาตัวนี้โดนสั่งเก็บแล้ว เพราะทาง M.I.C ได้รับการติดต่อจากฝ่ายกฎหมายของแอปเปิล บอกว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของชื่อบุคคล และอาจผิดกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียที่ห้ามนำชื่อ รูปภาพ หรือผลิตภัณฑ์ของคนอื่นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ไม่รู้ว่ามีใครสั่งทันหรือเปล่า ถ้ามีคงกลายเป็นของสะสมหายากไปเรียบร้อยแล้ว
ที่มา - M.I.C Gadget
ปกติภาพถ่ายของสตีฟ จ็อบส์ถือเป็นเรื่องหายากอยู่แล้ว ยิ่งเรื่องชีวิตส่วนตัวด้วยแล้วไม่ค่อยจะได้พบเห็นออกสื่อกันบ่อยนัก โดยภาพหายากชุดนี้ถ่ายโดย Diana Walker ช่างภาพฝีมือดีของ Time Magazine ซึ่งรู้จักกับจ็อบส์เป็นการส่วนตัว
จ็อบส์ได้ขอให้ Diana Walker ถ่ายภาพของเขาภายในบ้านพักที่ Palo Alto ในช่วงปี 2004 ก่อนที่จ๊อบส์จะเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ ในภาพชุดดังกล่าวเราจะได้เห็นสตีฟ จ็อบส์ในชุดเดิมๆ แม้เวลาอยู่ในบ้าน โต๊ะทำงานเป็นโต๊ะไม้ธรรมดา คอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็น PowerMac G5, 30″ Apple Cinema Display, กล้อง iSight camera, Apple Keyboard และ Apple Pro Mouse
เว็บ Bloomberg TV ได้ทำบทสัมภาษณ์เชิงสารคดี Game Changers: Sergey Brin & Larry Page สองผู้ก่อตั้ง Google โดยในเนื้อหาส่วนหนึ่งได้กล่าวถึงตอนที่มีคัดเลือกบุคคลที่จะมารับตำแหน่ง CEO ของ Google ซึ่ง Sergey Brin & Larry Page ได้สัมภาษณ์ผู้เข้าคัดเลือกถึง 12 (หรือ 13) คน ก่อนที่จะเข้าพบ Steve Jobs เพื่อที่จะทาบทามมาเป็น CEO และสุดท้ายมาจบลงที่ Eric Schmidt
แอปเปิลเป็นบริษัทหนึ่งที่เป็นทั้งผู้นำและผู้ตามในการนำมาตรฐานทางด้านอุตสาหกรรมมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของตน อาทิ แอปเปิลเป็นผู้ผลิตรายแรกที่ใส่ USB และ FireWire ลงในเครื่องเดสก์ท็อป แต่จนถึงทุกวันนี้กลับยังไม่ใส่ HDMI ลงในเครื่องโน้ตบุ๊ก ต้องใช้อแด็ปเตอร์ Mini DisplayPort to HDMI (ซึ่งต่างจากโน้ตบุ๊กของบริษัทอื่นที่ส่วนใหญ่มี HDMI ในตัว) ล่าสุดคุณสตีฟ จ็อบส์ได้ตอบคำถามทางอีเมลในเรื่องที่อยากให้ฮาร์ดแวร์ของแอปเปิลรองรับ USB 3.0 ว่า:
พวกเราไม่เห็นว่า USB 3.0 ได้รับความนิยมซักเท่าไรในตอนนี้ ตัวอย่างเช่น มันไม่ได้รับการสนับสนุนจากอินเทล
หลายคนอาจหวังไปว่าแอปเปิลจะรองรับ Light Peak หรือเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลด้วยใยแก้วนำแสงที่ทำความเร็วได้สูงสุด 10Gbps และอาจมาแทนที่ SCSI, SATA, USB, FireWire, PCI Express และ HDMI ในอนาคต แต่จากข่าวนี้เลยไม่รู้ว่าความหวังนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่
ที่มา: 9 to 5 Mac ผ่าน Boy Genius Report
ความคืบหน้าของประเด็นร้อน แอปเปิลจะทิ้ง Java ใน Mac OS X 10.7 Lion? ล่าสุดมีคนอีเมลไปถามสตีฟ จ็อบส์ ตามคาด และจ็อบส์ก็ตอบกลับมาแล้ว
คำตอบของจ็อบส์คือ "ซัน (ตอนนี้เป็นออราเคิล) เป็นคนพัฒนา Java บนแพลตฟอร์มอื่นๆ และมีกำหนดการออกรุ่นของตัวเอง ทำให้ Java ของแอปเปิลจะออกช้าไปหนึ่งรุ่นเสมอ นี่อาจไม่ใช่วิธีการพัฒนาที่ดีนัก"
จ็อบส์ไม่ได้บอกตรงๆ แต่ทุกคนน่าจะเข้าใจกันดีว่า ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของออราเคิลสำหรับ Java for Mac แล้ว ใครอยากได้คงต้องช่วยกันเรียกร้องไปยังออราเคิลครับ
ที่มา - MacRumors
ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐอเมริกามีกำหนดเยือนซานฟรานซิสโกในวันนี้
ตามคิวอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีจะไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้านของ Marissa Mayer ผู้บริหารหญิงของกูเกิล และกล่าวสุนทรพจน์เล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีกำหนดพบกับอัยการประจำเขตด้วย
แต่แหล่งข่าววงในระบุว่า โอบามามีนัดหมายนอกตารางกับสตีฟ จ็อบส์แห่งแอปเปิล โดยเป็นการพบปะกันแบบตัวต่อตัว
ที่มา - Business Insider
สวนกลับทันควันกันเลยเมื่อเจ้าของโปรแกรมทวิตเตอร์ชื่อดัง TweetDeck ได้ออกมาตอบโต้คำกล่าวอ้างของสตีฟ จ็อบส์ที่ว่าการพัฒนาแอพฯ บนแอนดรอยด์นั้นเป็นความลำบากอย่างหนักเพราะต้องรับมือกับปัญหาเรื่อง Fragmentation ของตัวอุปกรณ์ (ข่าวเก่า)
มาวันนี้ซีอีโอของ TweetDeck ก็เลยสวนกลับบน ทวิตเตอร์ของเขา ด้วยข้อความว่า
เราเคยบอกหรือว่าการพัฒนาบนแอนดรอยด์นั้นเหมือนฝันร้าย ไม่นะ เราไม่ได้พูดแบบนั้นนะ
ซ้ำยังกล่าวเพิ่มอีกด้วยว่า TweetDeck มีนักพัฒนาแอนดรอยด์อยู่เพียงสองคน นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าปัญหา Fragmentation ที่กล่าวอ้างนั้น มันก็ไม่ได้หนักหนาสักเท่าไรหรอก
ที่มา - Engadget
นอกจากที่คุณสตีฟ จ็อบส์จะพูดว่าแท็บเล็ต 7 นิ้วเล็กเกินไป ไม่มีทางสำเร็จในงานแถลงผลประกอบการไตรมาสของบริษัทแล้ว เขายังได้พูดถึงโนเกีย กูเกิล และไมโครซอฟท์ด้วย ดังนี้
ประเด็นแรก แอปเปิลตั้งเป้าที่จะแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนระดับบน (high-end market) โดยเฉพาะ โดยแอปเปิลไม่ต้องการเป็นเหมือนโนเกียที่เป็นผู้นำในตลาดโทรศัพท์มือถือทั่วโลกด้วยราคาเครื่องที่ถูกกว่า เขายังเน้นว่า "พวกเราไม่รู้วิธีการที่จะผลิตสมาร์ทโฟนที่เยี่ยมยอดในราคาเพียง 50 ดอลลาร์ว่าทำได้อย่างไร" นอกจากนั้นคุณจ็อบส์ยังกล่าวเสริมว่า ส่วนใหญ่ผู้ผลิตรายอื่นไม่รู้จักซอฟต์แวร์เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้พวกเขามีความแตกต่าง [จากแอปเปิล] อย่างชัดเจน - Electronista
หนังสือพิมพ์ Los Angeles Times ได้รับข้อมูลว่าซีอีโอของเฟสบุ๊คนาย Mark Zuckerberg นั้นได้ไปทานอาหารที่บ้านของสตีฟ จ็อบส์ในเมือง Palo Alto เพื่อเจรจาเรื่องการเชื่อมโยง Ping บริการ Social Network ดนตรีจากแอปเปิลที่มาพร้อมกับ iTunes 10 เข้ากับเฟสบุ๊ค
จากรายงานก่อนหน้านี้ ทางแอปเปิลกับเฟสบุ๊คได้ทำการเจรจากันเกี่ยวกับบริการ Ping มานานกว่า 18 เดือนแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาข้อตกลงได้เสียที ทำให้แอปเปิลต้องทำการเปิดบริการ Ping แบบห้วน ๆ โดยใช้ Facebook Connect ในการหาเพื่อนแทน
แม้ว่ายังไม่มีใครทราบข่าวคราวล่าสุดเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างแอปเปิลกับเฟสบุ๊คในตอนนี้ แต่ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของเฟสบุ๊ค Bret Taylor ได้ออกมากล่าวว่าเขามั่นใจ ว่าทั้งสองบริษัทจะได้ข้อตกลงร่วมกันเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน
ที่มา - MacRumors
เป็นข่าวสั้นๆ แต่เมื่อผู้เกี่ยวข้องเป็นแอปเปิล มันก็ย่อมกระเพื่อมได้ทุกองศา เมื่อมีรายงานข่าวว่าหลังคนงานในเหมืองที่ชิลีทั้ง 33 คนได้รับการช่วยเหลือออกมาอย่างปลอดภัย บรรดาผู้สนับสนุนจำนวนมากต่างก็กรูกันไปหาคนงานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นรายการทีวี หนังสือ รวมถึงเงินบริจาคมากมายที่ตามมา
Reuters รายงานว่าสตีฟ จ็อบส์แห่งแอปเปิลเองก็ขอมีส่วนร่วมกับเรื่องน่ายินดีนี้ โดยได้จัดส่ง iPod รุ่นล่าสุดไปให้คนงานในเหมืองทั้ง 33 คนในโอกาสนี้ รายงานข่าวไม่ได้ระบุเพิ่มเติมว่าเป็น iPod รุ่นใด
คนดังซะอย่าง ทำอะไรก็เป็นข่าว
นิตยสาร Forbes ได้จัดอันดับ 400 เศรษฐีชาวอเมริกันที่รวยที่สุด และ CEO ของแอปเปิลผู้นี้ก็คว้าอันดับ 42 ด้วยทรัพย์สินส่วนตัวถึง 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท) โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และขยับตัวมาหนึ่งอันดับจากปีที่แล้วด้วยยอดขายของ iPad ที่มากกว่าสามล้านเครื่องตั้งแต่การวางจำหน่ายเมื่อเดือนเมษายน iPhone 4 ด้วย 1.7 ล้านเครื่องหลังจากเริ่มขายเพียงสามวัน จ็อบส์ยังได้ส่วนแบ่งจาก Disney อีกด้วย Forbes สรุปการรายงานว่ารายได้ในตอนนี้ของจ็อบส์เป็นรายได้ที่สูงสุดของเขาตั้งแต่มีการจัดอันดับมา
บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ยังคงรักษาอันดับหนึ่งเป็นปีที่ 17 ติดต่อกัน ด้วยรายได้มหาศาลถึง 54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากปีที่แล้ว แต่ต่างกันที่บิล เกตส์ได้บริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งทั้งหมดของเขาให้กับการกุศล
ที่มา: MacRumors
สตีฟ จ็อบส์ตอบอีเมลอีกแล้ว คราวนี้คู่สนทนาเป็นนักศึกษาสาววัย 22 ปีชื่อ Chelsea Kate Isaacs
เรื่องมีอยู่ว่า Chelsea เป็นนักศึกษาวิชานิเทศศาสตร์ และต้องทำการบ้านให้เขียนข่าวมหาวิทยาลัย Long Island University ที่ศึกษาอยู่ กำลังจะสั่งซื้อ iPad ให้กับนักศึกษาใหม่ทุกคน เธอคิดว่าในข่าวควรมีความเห็นจากแอปเปิลด้วย จึงติดต่อไปยังฝ่ายประชาสัมพันธ์ของแอปเปิล แต่โทรไปฝากข้อความ 6 ครั้งกลับไม่สามารถติดต่อใครสักคนในแอปเปิลได้เลย
เพื่อนของเธอแนะนำไอเดียแบบขำๆ ว่าให้เมลไปหาสตีฟ จ็อบส์สิ เธอเห็นด้วยจึงเขียนอีเมลไปแบบละเอียด ตัวเธอเองไม่ได้หวังอะไรแต่จ็อบส์กลับตอบมาเสียอย่างนั้น!
SPA! นิตยสารของประเทศญี่ปุ่นรายงานว่า สตีฟ จ็อบส์ CEO ของแอปเปิลจะไม่กลับมาเหยียบประเทศญี่ปุ่นอีกหลังจากเจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานนานาชาติคันไซใกล้โอซาก้าตรวจเจอชูริเคน โดยเจ้าหน้าที่ได้เจอชูริเคนที่ว่านี้ในกระเป๋าเดินทางแบบ carry-on ระหว่างที่เขากำลังจะกลับมาจากการพักร้อนที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
จ็อบส์แย้งว่ามันฟังดูไม่มีเหตุผลที่เขาจะขนชูริเคนพวกนี้มาเพื่อให้คนมาจี้ปล้นกลางอากาศบนเครื่องบินส่วนตัวของเขาเอง จ็อบส์อารมณ์เสียมากและกล่าวอย่างถ้อยคำรุนแรงว่าจะไม่กลับมาที่ประเทศญี่ปุ่นอีกเลย
ทางโฆษกของสนามบินออกมาชี้แจงเรื่องนี้ว่าเคยมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้ว แต่รายนั้นเชื่อฟังและยอมให้อายัดของแต่โดยดี สนามบินมีกฏเข้มงวดในการตรวจสอบสัมภาระทั้งผู้โดยสารที่ใช้เครื่องบินรวมและเครื่องบินส่วนตัว
จะเกิดอะไรกับ Apple Store ที่ญี่ปุ่นนั้น...ต้องติดตามชมตอนต่อไป
ที่มา: Bloomberg
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ iTunes 10 คงไม่มีอะไรเด่นกว่าเปลี่ยนไอคอนที่ใช้มานาน โดยตัดเอารูปซีดีเพลงออกไปเพราะว่า iTunes เป็นมากกว่าโปรแกรมฟังเพลงมาก ปรากฎว่ามีคนจำนวนมากไม่ชอบไอคอนใหม่นี้
ในงานแถลงข่าวของแอปเปิลวันก่อน สตีฟ จ็อบส์ เปิดศึกสงครามน้ำลาย โดยเกทับตัวเลขผู้ใช้ใหม่ (activating) ของ Android ที่เคยระบุว่า 200,000 รายต่อวัน ด้วยยอดของ iOS ที่ 230,000 รายต่อวัน พร้อมแซวกูเกิลว่า
"We think some of our friends are counting upgrades in their numbers"
ล่าสุดโฆษกของกูเกิลออกมาค้านแล้วว่า ยอดนี้ไม่รวมอัพเกรด และนับเฉพาะอุปกรณ์ Android ที่ต่อเชื่อมกับบริการของกูเกิลเท่านั้น ยังไม่ได้นับอุปกรณ์บางชนิด (เช่น แท็บเล็ต) ที่กูเกิลยังไม่ให้ต่อกับบริการของตัวเอง
สงครามบลัฟกันแบบนี้คงมีไปอีกนานครับ
ที่มา - Fortune
แม้ว่าจะมีการค้นพบหลักฐานต่างๆ มากมายบน iTunes ว่าอาจมีการทำงานบางอย่างร่วมกับ Facebook แต่หลังจากที่ iTunes Ping ได้เปิดตัวเมื่อคืนวาน สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกใจคือมันไม่สามารถทำงานร่วมกับ Facebook ได้อย่างที่หลายๆ คนคาดไว้
จ็อบส์ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของ BoomTown ว่าอันที่จริงแล้วแอปเปิลได้ทำงานร่วมกับ Facebook มาโดยตลอดถึงความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 เครือข่ายสังคมนี้ และก็ได้ดำเนินการต่างๆ ในการพัฒนาไปแล้ว แต่เนื่องจากแอปเปิลไม่สามารถยอมรับข้อเสนอบางอย่างของ Facebook ได้ ฟีเจอร์ดังกล่าวจึงต้องถูกนำออกไปในวินาทีสุดท้าย ชนิดที่ว่าแม้กระทั้ง Phil Schiller ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นเบอร์ 2 ของแอปเปิลยังสับสนกับข้อมูลดังกล่าว และให้สัมภาษณ์กับนักข่าวในวันเดียวกันว่าผู้ใช้สามารถนำเข้ารายชื่อเพื่อนจาก Facebook ได้
ทางฝั่งผู้บริหารของ Facebook ที่ไม่ประสงค์จะออกนามได้ให้สัมภาษณ์กับ BoomTown ว่าพวกเขาไม่ค่อยพอใจกับรูปแบบอินเตอร์เฟซและการใช้โทนสีฟ้าของ iTunes Ping ที่คล้ายกับ Facebook เกินไป อย่างไรก็ตามทั้ง Facebook และแอปเปิลเองคงจะต้องหาทางร่วมมือกันต่อไปในอนาคต
ที่มา - AppleInsider
Christian Owens เด็กชายชาวอังกฤษใน Northamptonshire วัย 16 ปี ทำรายได้ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐแรกในชีวิตของเขาด้วยระยะเวลาเพียง 2 ปี ด้วยแรงบันดาลใจจาก Steve Jobs
เมื่อตอนเขาอายุ
- 7 ขวบ เขาได้คอมพิวเตอร์เครื่องแรก
- 10 ปี เขาได้เครื่อง Mac และเรียนรู้เรื่อง Web Design ด้วยตัวเอง
- 14 ปี เขาสร้างบริิษัทของตัวเองขึ้นมาและมีผลิตภัณฑ์ชื่อว่า Mac Bundle Box เว็บไซต์ของเขาสวยตามแบบฉบับ Apple และเห็นได้ชัดว่าได้รับแรงบันดาลใจมาเต็มๆ
สตีฟ จ็อบส์ ให้สัมภาษณ์ในงาน D8 เมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ร้าวฉานระหว่างแอปเปิล-กูเกิล ว่าเป็นเพราะ "กูเกิลตามเข้ามาแข่งกับแอปเปิลในตลาดสมาร์ทโฟน"
แต่ Larry Page ผู้ก่อตั้งกูเกิลปฏิเสธว่าจ็อบส์นั้น "แต่งประวัติศาสตร์ขึ้นเอง"
ในงานสัมมนา Allen & Co ซึ่งรวมสื่อและบริษัทไอทีรายใหญ่ ผู้ก่อตั้งทั้งสองของกูเกิลและ Eric Schimidt เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ (แน่นอนว่าไม่ตอบเรื่อง Google Me) ประเด็นที่น่าสนใจคือคำสัมภาษณ์ของ Larry Page ผมยกต้นฉบับมาเลยละกัน
เรื่องมีอยู่ว่า เว็บไซต์ Boy Genius Report ได้เผยแพร่อีเมลของสตีฟ จ็อบส์ ที่โต้ตอบกับผู้ชายชื่อ Tom คนหนึ่ง ซึ่งเขียนไปโวยสตีฟ จ็อบส์ เรื่องปัญหาการรับสัญญาณของ iPhone 4
ในจดหมายตอบกลับที่อ้างว่าเป็นของสตีฟ จ็อบส์ นั้นพูดในเชิงว่า "เชื่อข่าวลือมากเกินไป" "อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณ" "ขอให้รอการแก้ปัญหา" ทั้งสองคนคุยกันหลายครั้ง ก่อนที่ Tom จะบอกว่า "ช่างมันเถอะ ก็แค่โทรศัพท์" แน่นอนว่าคนตอบคอมเมนต์ล้นหลาม









