ระบบจัดการสีเป็นเรื่องที่ลินุกซ์ทำได้แย่ตลอดมาในบรรดาระบบปฎิบัติการ (ตัวที่ทำได้ดีที่สุดคงเป็น OS X) แต่ตอนนี้นักพัฒนาของ Red Hat ที่พัฒนาระบบจัดการสีบน GNOME ก็ได้ผลิตเครื่องปรับสีหน้าจอออกวางขายแล้วแบบโอเพนซอร์ส
เครื่อง ColorHug เป็นเซ็นเซอร์ขนาด 64 พิกเซลวัดความเข้มสีแม่สีทั้งสาม (เขียว, แดง, น้ำเงิน) และความสว่าง จุดเด่นของมันคือการเปิดเผยการออกแบบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทำให้ลินุกซ์แทบทุกรุ่นน่าจะรองรับมันเป็นหลักภายในเร็วๆ นี้
ราคา 60 ปอนด์หรือประมาณ 3,000 บาท ถ้าใครสั่งในช่วงนี้ราคาจะลด 20% เหลือ 48 ปอนด์หรือ 2,400 บาท น่าซื้อมาลองเล่น
แอบคิดว่าอนาคตอาจจะมีคนเอาไดร์เวอร์ไปลงแอนดรอยด์ แล้วเราก็จะมีโทรศัพท์ที่หน้าจอสีตรงๆ ใช้งานกัน
ที่มา - ArsTechnica, hughski
- 36 comments
- 871 reads
ใครยังจำ Lytro กล้องที่ให้คุณถ่ายรูปไว้ก่อนแล้วค่อยโฟกัสทีหลังได้บ้าง? ล่าสุด 9to5Mac รายงานว่าสตีฟ จ็อบส์เมื่อได้เห็นเทคโนโลยีที่ Lytro ได้นำออกมาโชว์แล้วได้ทำพยายามติดต่อกับซีอีโอของบริษัท นาย Ren Ng ทันที
โดยเมื่อ Ng ทราบว่าสตีฟ จ็อบส์ต้องการติดต่อกับเขา เขาจึงรีบติดต่อกลับจ็อบส์ทันที โดยจ็อบส์ได้ชวนเขาโชว์กล้อง Lytro นี้ที่บ้านของจ็อบส์ โดยหลังจากที่เขานำกล้องดังกล่าวโชว์ให้กับจ็อบส์เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองได้พูดคุยกันเรื่องตัวกล้องและการดีไซน์สินค้า จากนั้น Ng ก็ได้ทำตามที่จ็อบส์ขอไว้ คือส่งอีเมลที่มีสิ่งสามสิ่งที่ Lytro อยากจะร่วมมือกับแอปเปิลมาด้วย
ก่อนหน้านี้ในหนังสือชีวประวัติของสตีฟ จ็อบส์ มีการพูดถึงสามอุตสาหกรรมที่จ็อบส์ต้องการที่จะ "เปลี่ยน" (reinvent) โดยอย่างแรกคืออุตสาหกรรมโทรทัศน์ ที่อาจจะต้องใช้เวลาอีกซักระยะ อย่างที่สองคืออุตสาหกรรมการศึกษา ซึ่งแอปเปิลเองก็เพิ่งได้เปิดตัวหนังสือเรียน e-book และ iTunes U ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และอย่างสุดท้ายก็คืออุตสาหกรรมการถ่ายภาพ ที่ยังไม่มีใครพูดถึงนักว่าจ็อบส์ต้องการที่จะทำอะไรกันแน่ ซึ่งทุกวันนี้แอปเปิลไม่ได้ผลิตกล้องดิจิตอลเองอีกต่อไปแล้ว แต่กล้องของแอปเปิลกลับอยู่บนสินค้า iOS ของตัวเองแทน
ที่มา - 9to5Mac
- 14 comments
- 1015 reads
Corel ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านกราฟิกชื่อดัง ออกซอฟต์แวร์จัดการภาพถ่ายสำหรับมืออาชีพตัวใหม่ชื่อ AfterShot Pro (ซึ่งมาจากบริษัท Bibble Labs ที่ Corel ซื้อมาอีกทีหนึ่ง)
อธิบายง่ายๆ มันคือคู่แข่งของ Adobe Lightroom หรือ Apple Aperture มันสามารถประมวลผลไฟล์แบบ RAW ได้, มีฟีเจอร์การจัดการคลังภาพ, ฟีเจอร์การแก้ไขภาพแบบหลายเวอร์ชันที่ไม่ทำลายต้นฉบับเดิม
จุดเด่นของ AfterShot Pro คงเป็นจำนวนแพลตฟอร์มที่สนับสนุน เพราะมีทั้งวินโดวส์ แมค และลินุกซ์ นอกจากนี้ Corel ยังโฆษณาเรื่องประสิทธิภาพของการประมวลผลที่ดึงพลังของมัลติคอร์ออกมาอย่างเต็มที่
ราคาขายชุดละ 99 ดอลลาร์ ถ้าอัพเกรดมาจาก Bibble Pro/Lite, Lightroom, Aperture จะเหลือ 79 ดอลลาร์ ใครลองใช้แล้วก็ฝากบอกด้วยครับว่าดีแย่แค่ไหน
- 7 comments
- 2624 reads
- Read more
คำถามที่ค่ายกล้องระดับมืออาชีพต้องถูกถามตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาคือจะตอบสนองต่อตลาดกล้อง mirrorless หรือกล้องไร้กระจกสะท้อนภาพที่มีเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ใกล้เคียง DSLR ได้อย่างไร ทางฝั่งนิคอนนั้นมี V1 และ J1 ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว และวันนี้ก็ถึงทีของแคนนอนที่ออก Canon G1X ออกมา
แคนนอนเลือกเส้นทางที่ต่างจากผู้ผลิตรายอื่นที่มักจะรักษาฟีเจอร์ "เปลี่ยนเลนส์" เอาไว้ในกล้องสายนี้เพื่อให้กล้องดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น แต่แคนนอนเลือกที่จะอัพเกรดกล้องตระกูล G (ตัวล่าสุดคือ G12) ที่มีเซ็นเซอร์ขนาดเล็กให้มีตัวถังที่ใหญ่ขึ้นเป็นขาด 1.5" ซึ่งใหญ่กว่ากล้องตระกูล Micro 43 ของ Olympus และ Panasonic แต่เล็กกว่า APS-C ในกล้อง DSLR และ NEX ของโซนี่
- 25 comments
- 3822 reads
- Read more
นักข่าว Nick Bilton แห่ง The New York Times ได้สัมภาษณ์พิเศษ Walter Isaacson ผู้เขียนหนังสือ Steve Jobs เนื้อหาส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องราวในช่วงการสัมภาษณ์เพื่อนำมาเขียนหนังสือ แต่ในบทสัมภาษณ์นี้มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ
Bilton ถามว่าจ็อบส์มีแผนผลิตสินค้าตัวใหม่อะไรบ้าง ซึ่ง Isaacson เผยว่านอกจากอุตสาหกรรมโทรทัศน์ที่มีการระบุในหนังสืออยู่แล้ว จ็อบส์เองยังสนใจที่จะเปลี่ยนอุตสาหกรรมตำราเรียน และอุตสาหกรรมการถ่ายภาพด้วย แต่ในช่วงการสัมภาษณ์เก็บข้อมูลนั้นเขาไม่ได้ถามเจาะรายละเอียดเพิ่มเติมต่อ มีเพียงโทรทัศน์ที่จ็อบส์ยินดีจะเล่าความคิดออกมาให้ฟัง โดยจ็อบส์บอกว่ามันไม่สมควรเลยที่เราจะใช้รีโมทที่มีปุ่มมากมายและซับซ้อนแบบนั้น
iTextbook กับ iCamera เหรอ? แต่ผมว่างานนี้ Isaacson มีข้อมูลกั๊กไว้อีกเยอะแน่
ที่มา: Business Insider
- 55 comments
- 4788 reads
หลังเหตุการณ์น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมในอยุธยา หนึ่งในโรงงานที่ได้รับผลกระทบคือโรงงานผลิตกล้องของโซนี่ซึ่งส่งผลให้กล้องสาย NEX ทั้งหมดได้รับผลกระทบ วันนี้ทางโซนี่ก็ยืนยันกับทาง DPReview แล้วว่าการย้ายสายการผลิตไปยังโรงงานที่ชลบุรีนั้นเสร็จแล้ว และกำลังเดินสายการผลิตอีกครั้ง
การประเมิณผลกระทบต่อยอดขายของเหตุการณ์น้ำท่วมยังไม่เสร็จ แต่การประเมิณความเสียหายเพื่อเรียกค่าสินไหมจากประกันภัยคาดว่าจะประมาณ 25,000 ล้านเยน หรือประมาณหมื่นล้านบาท
ที่มา - DPReview
- 13 comments
- 2563 reads
เมื่อวานนี้ (10 พ.ย.) Google ได้ประกาศความร่วมมือกับ Saatchi Gallery ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร จัดการประกวดถ่ายภาพภายใต้ชื่อโครงการ "Google Photography Prize" โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกผลงาน 100 คนจะได้รับรางวัลเป็นโทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy Nexus หนึ่งเครื่อง
ผู้ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันนี้จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และเป็นนิสิตศึกษาระดับอุดมศึกษาเท่านั้น วิธีการส่งภาพเข้าประกวดคือให้สร้างอัลบั้มภาพขึ้นมาในบัญชี Google+ ของตนเอง ตั้งชื่อว่า "Google Photography Prize" แล้วใส่ hashtag เป็น 1 ใน 10 หมวดที่ต้องการ
- 8 comments
- 2818 reads
- Read more
อดีตยักษ์ใหญ่ในวงการภาพถ่ายอย่างโกดักกำลังขาดเงินสดจนต้องขายกิจการในส่วนของเซ็นเซอร์ออกไปโดยไม่เปิดเผยราคา พร้อมๆ กับศูนย์วิจัยและโรงงานในเมือง Rochester
โกดักยังคงใช้งานศูนย์ที่ขายออกไปนี้อยู่ในระหว่างนี้ แต่ในระยะยาวก็ไม่มีความแน่นอนใดๆ
โกดักเคยเป็นหนึ่งในเจ้าตลาดภาพถ่ายในสมัยการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม แต่ในยุคดิจิดอล โกดักกลับไม่สามารถปรับตัวได้ทันตลาดทำให้กิจการอยู่ในสภาพไม่ดีนักเรื่อยมา อย่างไรก็ดีโกดักยังมีสิทธิบัตรจำนวนมหาศาลที่วิจัยไว้ยาวนาน อาจจะทำเงินให้กับโกดักได้อีกมากในยุคที่กล้องมีติดอยู่ในอุปกรณ์เคลื่อนที่แทบทุกตัวในโลก
ที่มา - TechCrunch
- 12 comments
- 2636 reads
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาช้านานสำหรับกล้อง DSLR รุ่นท็อปของ Canon (และ Nikon) ที่ถูกแยกสายการผลิตออกเป็น 2 สายคือ เน้นภาพขนาดใหญ่ (มีตัวปัจจุบันคือ EOS-1Ds Mark III) และ เน้นความเร็วสูง (มีตัวปัจจุบันคือ EOS-1D Mark IV) แต่มาวันนี้ Canon เปิดตัว DSLR ตัวใหม่ EOS-1D X ซึ่งเป็นการยุบรวมพี่ใหญ่ทั้งสองตัวเข้าเป็นตัวเดียวกัน โดยมีรายละเอียดเด่นดังนี้
- เซ็นเซอร์ full-frame CMOS ความละเอียด 18 ล้านพิกเซล
- ระบบประมวลผลภาพคู่ DIGIC 5+ ซึ่งเร็วกว่าตัวเดิมราว 17 เท่า
- ตัวประมวลผลภาพ DIGIC 4 อีกหนึ่งตัวสำหรับการวัดแสงและออโต้โฟกัสโดยเฉพาะ
- ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด 12 ภาพต่อวินาที (14 ภาพต่อวินาทีถ้าล็อกกระจกและถ่ายเป็น JPEG เท่านั้น)
- มีจุดโฟกัสทั้งหมด 61 จุด แบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ กลาง ซ้าย และขวา มีจุดโฟกัสแต่ละโซนเท่ากับ 21, 20 และ 20 ตามลำดับ (กรุณาดูภาพประกอบจากที่มาครับ) จุดโฟกัสในโซนตรงกลางทั้ง 21 จุดเป็นชนิดกากบาททั้งหมด โดยที่ 5 จุดตรงกลางของโซนนี้มีความไวพิเศษที่ทำงานได้ที่รูรับแสงกว้างสุดถึง f/2.8 ส่วนอีก 16 จุดทำงานที่รูรับแสงกว้างสุด f/5.6 ส่วนโซนซ้ายและขวานั้น มีจุดโฟกัสโซนละ 20 ตัว ซึ่งเป็นชนิดกากบาท 10 ตัวที่ทำงานที่รูรับแสงกว้างสุด f/4.0
- ความไวแสง (ISO) 100 - 51,200 สามารถปรับให้ต่ำพิเศษเป็น 50 ได้ และปรับให้สูงพิเศษได้อีก 2 ระดับเป็น 102,400 (H1) และ 204,800 (H2)
- ถ่ายวีดีโอ Full HD 1920 x 1080p ที่ 24, 25, หรือ 30 FPS และ 720p HD ที่ 24 หรือ 25 FPS
- เพิ่มความทนทานของการใช้งานชัตเตอร์เป็น 400,000 cycle
คาดว่าจะวางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2555 ในราคา $6,800 (ประมาณ 210,000 บาท) ครับ
ที่มา - dpreview
- 19 comments
- 2016 reads
ที่งาน Adobe MAX ทาง Adobe ได้เปิดตัวชุดแอพพลิเคชั่นสำหรับแท็บเล็ต ที่เลียนแบบมาจาก Creative Suite ของ Adobe เอง โดยชุดซอฟต์แวร์นี้จะทำงานร่วมกับ Adobe Creative Cloud อย่างแนบแน่น ชุดซอฟต์แวร์มีดังนี้
- Photoshop Touch แอพพลิเคชั่นหลักของ Adobe ที่ขาดไม่ได้ งานนี้จุดขายสำคัญคือเทคโนโลยี Refine Edge ที่ช่วยให้ผู้ใช้ดึงวัตถุออกจากภาพได้ง่ายๆ
- Collage แอพพลิเคชั่นวาดภาพที่มีขายกันมากมาย แต่งานนี้เป็นยี่ห้อข้อ Adobe และทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ ได้ดีกว่า
- Debut แอพพลิเคชั่นสำหรับดูไฟล์จาก Photoshop และ Illustrator บน iPad
- Kuler ใช้ออกแบบชุดสีสำหรับงานออกแบบ สามารถส่งเป็น swatch เข้า Photoshop ได้เลย
- Proto แอพพลิเคชั่นออกแบบเว็บ สามารถออกแบบเว็บอย่างง่ายๆ แล้วเซฟเป็น HTML, CSS, JavaScript ได้ทันที
- Carosel เป็นทั้งแอพพลิเคชั่นและบริการพร้อมๆ กัน คือตัวแอพพลิเคชั่นจะสามารถปรับแต่งรูปถ่ายได้แบบเดียวกับ Lightroom พร้อมกับสามารถซิงก์รูปขึ้นไปยังเซิร์ฟเวอร์ได้ในราคา 59.99 ดอลลาร์ต่อปี หรือ 5.99 ดอลลาร์ต่อเดือน
แอพพลิเคชั่นอื่นๆ นอกจาก Carosel นั้นราคาอยู่ที่ 9.99 ดอลลาร์ต่อแอพพลิเคชั่น งานนี้คงมีคนเสียเงินกันอีกเยอะ รุ่นสำหรับ Android จะวางตลาดในเดือนพฤศจิกายน ส่วนรุ่น iOS นั้นจะวางตลาดต้นปีหน้า
วิดีโอสาธิตยังมีเฉพาะ Photoshop Touch เท่านั้น
ที่มา - Business Wire
- 9 comments
- 2522 reads
- Read more
หลังการเปิดตัว FlashAir ในงาน IFA ไป วันนี้ก็มีรายงานการสาธิตการใช้งานจากทางโตชิบามาแล้ว โดยฟีเจอร์ต่างๆ นั้นคล้ายกับ Eye-Fi มากเช่นโหมดปรกติที่เมื่อเจอ Wi-Fi ที่รู้จัก มันจะส่งภาพเข้าไปยังเครื่องปลายทางเอง
แต่ที่น่าสนใจคือโหมดส่งภาพโดยตรงที่ Eye-Fi ต้องการแอพพลิเคชั่นที่อุปกรณ์ปลายทางนั้น FlashAir กลับสามารถใช้อุปกรณ์ใดๆ ที่เข้าเว็บได้เข้าไปดาวน์โหลดภาพออกมาได้เลย
โตชิบาระบุว่าเตรียมจะพัฒนาการ์ดรุ่นใหม่ๆ ที่รองรับ Wi-Fi Direct และ DLNA ต่อไปในอนาคต
ว่าแต่ป่านนั้นกล้องรุ่นใหม่ๆ จะไม่รองรับ Wi-Fi กันในตัวเลยหรือ?
ที่มา - Tech-On
- 6 comments
- 2278 reads
การ์ด SD แบบที่ซิงก์ข้อมูลกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ผ่าน Wi-Fi ได้นั้นมีเพียง Eye-Fi ทำตลาดอยู่รายเดียวมาเป็นเวลานานแม้จะได้รับความนิยมพอสมควรจนกระทั่งกล้องรุ่นใหญ่ๆ หลายต่อหลายรุ่นมีเมนูสำหรับ Eye-Fi กันเฉพาะ ตอนนี้ผู้ผลิตรายใหญ่อย่างโตชิบาก็ประกาศเข้าตลาดนี้ตามมาแล้วในชื่อ FlashAir
โตชิบาระบุว่าได้คุยกับผู้ผลิตกล้องไว้ล่วงหน้าแล้วและผู้ผลิตกำลังพิจารณาจะผลิตกล้องที่รองรับ FlashAir ในตัว แต่กล้องที่ไม่รองรับก็สามารถใช้งานได้เหมือนกัน
FlashAir จะเริ่มผลิตเดือนพฤศจิกายนนี้ และเริ่มผลิตเป็นจำนวนมากในปีหน้า รุ่นแรกคือรุ่น 8GB ราคาอยู่ที่ 6,500 เยน หรือประมาณ 2,500 บาท ใกล้เคียงกับ Eye-Fi Mobile X2 ที่ราคา 79 ดอลลาร์หรือประมาณ 2,400 บาท
ที่มา - Tech-On
- 8 comments
- 2137 reads
ในกลุ่มกล้อง mirrorless นั้นซัมซุงบุกตลาดนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วด้วย NX100 แต่ดูไม่ได้รับความนิยมนัก แต่ซัมซุงก็ยังบุกตลาดนี้ต่อด้วย NX200 ที่เป็นการอัพเกรดตามรอบปี
NX200 ถูกออกแบบใหม่ให้มีรูปร่างดูเป็นมืออาชีพขึ้น สีดำทั้งตัวและที่จับที่กระชับขึ้น เซ็นเซอร์รุ่นใหม่ที่ให้ความละเอียดภาพถึง 20.3 ล้านพิกเซล โดยตัวเซ็นเซอร์เป็นขนาด APS-C เช่นเดียวกับ Sony NEX สามารถปรับความไวแสงได้ตั้งแต่ ISO 100 ถึง 12,800 จุดขายสำคัญคือมันรองรับการถ่ายวิดีโอที่ 1080P แล้วและมีไมโครโฟนแบบสเตอริโอมาในตัว น่าเสียดายที่ไม่มีช่องต่อไมค์ภายนอกมาให้ ที่สำคัญคือจอภาพขนาด 3 นิ้วเป็นจอ AMOLED แต่ความละเอียดกลับเหลือเพียง 640x480
ข้อจำกัดสำคัญของกล้องตระกูล NX คือมันใช้เลนส์ i-Function ของซัมซุงเองซึ่งหาซื้อเพิ่มเติมได้ค่อนข้างยากสักหน่อย
ที่มา - Samsung
- 7 comments
- 3485 reads
- Read more
ซอฟต์แวร์ถ่ายภาพบนมือถือแล้วแชร์ยอดนิยมอย่าง Instagram อาจไม่หวั่นเมื่อต้องเจอกับคู่แข่งหน้าใหม่ๆ หลายราย แต่ลองคิดดูว่าถ้าหากคู่แข่งเป็น Facebook App ที่ถ่ายภาพ ใส่ฟิลเตอร์ แล้วแชร์ได้ในตัวล่ะ?
หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานข้อมูลวงในว่า Facebook เตรียมจะเพิ่ม "ฟิลเตอร์" สำหรับภาพถ่ายส่งในแอพมือถือของตัวเอง ข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่าฟีเจอร์ถ่ายภาพใส่ฟิลเตอร์เสร็จตั้งนานแล้ว แต่ Mark Zuckerberg ยังไม่ยอมปล่อยออกมาเพราะอยากให้มีจำนวนฟิลเตอร์เยอะกว่าที่มีอยู่เสียก่อน
ตามข่าวบอกว่า Facebook จะเพิ่มฟิลเตอร์ประมาณสิบชนิด ("a dozen") ฟิลเตอร์บางตัวจะคล้ายกับของ Instagram แต่ก็จะมีฟิลเตอร์รูปแบบเฉพาะของตัวเอง
ก่อนหน้านี้ Facebook เคยพยายามซื้อ Instagram แล้วแต่ไม่สำเร็จ
ที่มา - Bits
- 21 comments
- 4328 reads
พื้นฐานการถ่ายภาพที่ใครๆ ก็ทราบดีคือการหาโฟกัสหาตำแหน่งที่ต้องการจากนั้นจึงกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ แต่นั่นไม่ใช่วิธีของ Lytro บริษัทที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ซึ่งขอนำเสนอการถ่ายภาพแบบใหม่ด้วยการกดชัตเตอร์ไปก่อน ส่วนเรื่องตำแหน่งโฟกัสน่ะค่อยไปเลือกเอาทีหลัง
ซีอีโอของ Lytro ด็อกเตอร์ Ren Ng กล่าวว่าเทคโนโลยีที่ใช้นี้เรียกว่า "Light field" ซึ่งเป็นงานวิจัยในช่วงที่เขาศึกษาอยู่ที่ Stanford โดยใช้การเก็บข้อมูลภาพถ่ายจากการตกกระทบของแสงที่วัตถุมาหากล้องในทุกทิศทาง แยกระดับสี ระดับความเข้มออกจากกัน ซึ่งต่างจากการเก็บข้อมูลภาพถ่ายแบบเดิมที่ประมวลผลรวมในแต่ละจุดเลย Ng เปรียบเทียบการบันทึกข้อมูลภาพแบบนี้ว่าเหมือนการบันทึกเพลงในสตูดิโอ ที่ปัจจุบันใช้การบันทึกเสียงแยกเครื่องดนตรีแล้วนำมาผสมเสียงรวมกันอีกที Light field ก็ทำแบบนี้เช่นกัน เมื่อข้อมูลภาพที่บันทึกมีการแยกระดับกันอยู่ ก็ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกโฟกัสจุดใดก็ได้ในภาพตามต้องการ และสามารถประยุกต์การนำเสนอภาพเป็นแบบสามมิติได้อย่างง่ายดาย
- 65 comments
- 2606 reads
- Read more









