ทั้งหมดนี่เป็นการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ล้วนๆ
นักวิเคราะห์จาก Forrester Research มองว่าถ้า IBM ซื้อกิจการสำเร็จ อาจจะต้องปลดพนักงานของซันออกถึง 1 ใน 3 หรือมากกว่า 10,000 คน เนื่องจากสายผลิตภัณฑ์ที่ทับซ้อนกันมาก และการซื้อกิจการครั้งนี้ IBM อาจต้องการฐานลูกค้าของซันมากกว่าตัวเทคโนโลยี
นักวิเคราะห์อีกรายมองว่าสองแผนกแรกที่โดนแน่ๆ คือฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด ซึ่งคนของ IBM ทำได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งคนของซัน ส่วนฝั่งเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงคือฮาร์ดแวร์ (โดยเฉพาะ SPARC อาจจะสิ้นชื่อเพราะ Power), แผนก storage (Sun Thumper คงต้องหลีกทางให้ IBM Shark), Glassfish ยอมหลบให้ Geronimo เป็นต้น แผนกที่น่าจะอยู่รอดคือ MySQL และ Solaris
ก่อนหน้านี้ IBM ปลดไปแล้ว 10,000 และซันปลดไป 1,500
ที่มา - Forbes
New York Times รายงานข่าวจากวงในว่า IBM ตกลงซื้อกิจการกับ Sun เกือบสำเร็จแล้ว โดยราคาหุ้นที่ตกลงกันคือ 9.50 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งต่ำกว่าราคา 10 ดอลลาร์ต่อหุ้นตามที่ออกข่าวมาตอนแรกเล็กน้อย มูลค่ารวมทั้งบริษัทของ Sun จะตกประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์
ข่าวการควบกิจการสำเร็จอาจจะประกาศภายในวันศุกร์นี้ (วันนี้ตามเวลาสหรัฐ) ส่วนโฆษกของ IBM และ Sun ยังไม่ยืนยันข่าวนี้แต่อย่างใด แหล่งข่าวบอกด้วยว่า IBM สนใจเทคโนโลยี Java และ Solaris มากเป็นพิเศษ
การซื้อกิจการครั้งใหญ่ของ IBM คือปี 2008 ซื้อบริษัท Cognos (Business Intelligence) ในราคา 5 พันล้านดอลลาร์
ที่มา - New York Times
มีรายงานข่าวออกมาในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ว่าไอบีเอ็มมีแผนเตรียมเข้าซื้อกิจการซัน ไมโครซิสเต็มส์
รายงานข่าวบอกว่าข้อเสนอของไอบีเอ็มนั้น คือการเสนอซื้อหุ้นซันด้วยมูลค่าสูงกว่าปัจจุบันมากกว่าเท่าตัวด้วยเงินสดรวมเป็นมูลค่าเกือบ 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นข้อเสนอในการควบรวมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของไอบีเอ็ม
หากการควบรวมนี้สำเร็จจริง จะส่งผลให้สองบริษัทนี้มีส่วนแบ่งตลาดเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ UNIX เป็นระบบปฏิบัติการสูงถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และ 42 เปอร์เซ็นต์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ในภาพรวม
ก็ต้องปิดท้ายด้วยประโยคบังคับของบรรดาข่าวควบรวมทั้งหลายว่า ทั้งสองบริษัทก็ยังไม่ออกมาให้ความเห็นใดๆ ในขณะนี้
มีรายงานว่าทีมนักวิจัยของไอบีเอ็ม (ประเทศอินเดีย) กำลังพัฒนาโพรโทคอล HSTP (Hyperspeech Transfer Protocol) ที่ทำให้สามารถใช้งานเว็บด้วยเสียงพูดผ่าน voice application ต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือได้ จุดประสงค์หลักเพื่อใช้กับการเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยมีหลักการทำงานเหมือนโพรโทคอล HTTP นอกจากนี้ทางผู้พัฒนายังหวังว่า HSTP จะช่วยให้การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นอีกด้วย เช่น การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตเมื่อสั่งซื้อสินค้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับยอดผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเฉพาะที่ประเทศอินเดียปัจจุบันสูงถึง 360 ล้านคน และกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกก็ตาม
ที่มา - Economic Times, ReadWriteWeb
ก่อนหน้านี้ นายเปเปอร์มาสเตอร์ เจ้าปัญหาสำหรับ IBM นั้นได้ถูกคำสั่งศาลไม่ให้ทำงานกับแอปเปิล เนื่องจาก IBM ได้อ้างว่าเขาผิดสัญญาการจ้างงานที่เคยทำไว้กับ IBM โดยการลาจาก IBM ไปหาคู่แข่ง
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถทำงานกับแอปเปิลได้แล้ว โดยเขาจะทำงานในตำแหน่ง Senior Vice President (รองประธานอาวุโส) ของหน่วย Devices Hardware Engineering ตั้งแต่วันที่ 24 เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป โดยงานหลักของเขาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการพัฒนาฮาร์ดแวร์เกี่ยวกับไอพ็อดและไอโฟนเป็นหลัก
เปเปอร์มาสเตอร์เป็นผู้ที่เข้ามาทำงานแทนที่นาย Tony Fadell ในตำแหน่งเดียวกัน โดยก่อนหน้านี้นาย Fadell ได้ลาออกจากตำแหน่งนี้ในแอปเปิล เนื่องจากติดปัญหาส่วนตัวทางครอบครัว แต่เขาก็ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับแอปเปิลอยู่ในขณะนี้
ที่มา - MacRumors
ไมโครซอฟท์ ซัน อินเทล กูเกิล (2) ยาฮู ซีเกท TI Motorola MySpace โดนกันไปถ้วนหน้าแล้ว คราวนี้เป็นคิวของ IBM ครับ
ข่าวมาจากเว็บไซต์ Alliance@IBM ซึ่งเป็นเว็บสหภาพพนักงาน IBM บอกว่าจะมีการปลดพนักง่านฝ่ายวิศวกรรม 1,419 ตำแหน่งและฝ่ายขายอีก 1,499 ตำแหน่ง ในภายหลังข่าวนี้ได้รับการยืนยันจากโฆษกของ IBM ในแคนาดาว่ากำลังจะมีการปลดพนักงานทั่วโลก เพียงแต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดและจำนวน เขาบอกเพียงแค่ว่าการปลดครั้งนี้ไม่ได้เจาะจงฝ่าย (ทุกฝ่ายมีโอกาสโดนทั้งสิ้น)
ในเว็บ Alliance@IBM ยังมีกระแสข่าวอีกสายบอกว่าจำนวนที่แท้จริงคือ 16,000 ตำแหน่ง และกลุ่มที่โดนหนักคือโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ในเมือง Burlington ในสหรัฐ ปัจจุบัน IBM มีพนักงานทั่วโลก 386,000 คน
ที่มา - PC World
ข่าวแถมอีกข่าวคือไมโครซอฟท์อาจจะทิ้งโปรแกรม Popfly (ข่าวเก่า) เพราะว่าทีมพัฒนาอยู่ใน 1,400 คนที่เพิ่งปลดไป (ล็อตเดียวกับเกม Flight Simulator - ข่าวเก่า)
ที่มา - Computer World
บริษัท Alibaba ผู้นำธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของจีน ประกาศแผนก่อตั้งศูนย์ประมวลผลแบบกลุ่มเมฆเชิงพาณิชย์ โดยจะเริ่มสร้างศูนย์ดังกล่าวในต้นปีนี้ที่เมืองหนานจิง และคาดว่าจะใช้งบสำหรับช่วงเริ่มต้นประมาณ 100 ล้านหยวน ทั้งนี้ศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการลูกค้าในประเทศด้วยบริการอย่าง บริการการประมวลผลออนไลน์ (อาจจะเป็นแบบ Amazon EC2) และการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ นอกจากนี้ Alibaba ยังมีแผนก่อตั้งศูนย์การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆเพิ่มที่เมืองอื่นๆในภายภาคหน้า
จากแหล่งข่าว Alibaba อ้างว่า ศูนย์แห่งนี้จะเป็นศูนย์การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศจีน แต่หากจะกล่าวถึงศูนย์การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆแห่งแรกของจีนแล้ว ควรเป็นของไอบีเอ็ม อันเป็นศูนย์ที่เพิ่งก่อตั้งในเมืองอู๋ซีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา [ข่าวเก่า] และเป็นศูนย์ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับ IBM Blue Cloud โดยบริการหลักของศูนย์แห่งนี้ คือ บริการเซิร์ฟเวอร์เสมือนและซอฟต์แวร์ออนไลน์ และเจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่บริษัทซอฟต์แวร์ที่มีอยู่จำนวนมากในจีน
ที่มา - Alibaba.com
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ IBM Blue Gene/P ที่ศูนย์วิจัยอาร์กอนน์ติดอันดับ 5 ใน TOP500 ครั้งล่าสุด นอกเหนือพลังประมวลผลที่มากถึง 450.30 เทราฟลอปแล้ว ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้ยังช่วยประหยัดค่าไฟต่อปีได้มากกว่าหนึ่งล้านเหรียญ (เมื่อเทียบกับระบบที่มีสมรรถนะการประมวลผลเท่าๆกัน) สำหรับเคล็ดลับของความสำเร็จนี้ เกิดจากการออกแบบสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์และสร้างระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพ
เราได้รู้จัก Roadrunner กับ Jaguar ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สองระบบที่มีพลังประมวลผลระดับเพตาฟลอป (PetaFLOPS) ไปแล้ว [ข่าวเก่า] สำหรับข่าวนี้ ผมขอนำเสนอโครงการใหญ่ของไอบีเอ็ม ที่กำลังพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์อีกระบบในนามว่า Blue Waters โดยในขณะที่ Roadrunner แชมป์ปัจจุบันมีพลังประมวลผลอยู่ที่ 1.1 เพตาฟลอป ทางไอบีเอ็มตั้งเป้าไว้ว่าจะทำให้ Blue Waters ประมวลผลได้เร็วกว่า Roadrunner อีกหลายเท่า
ขอเล่าข่าวเก่าของปี พ.ศ. 2549 ไอบีเอ็มเคยเซ็นสัญญากับ DARPA หน่วยงานวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์พลังเพตาฟลอป * โดยไอบีเอ็มประกาศว่าจะใช้โปรเซสเซอร์ POWER7 สำหรับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้ ซึ่ง POWER7 เป็นโปรเซสเซอร์แบบ 8 คอร์ พร้อมด้วยความเร็วสัญญาณนาฬิกา 4 กิกะเฮิร์ต หลังจากนั้น ไอบีเอ็มเปิดเผยชื่อซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้ โดยให้ชื่อว่า Blue Waters และทางทีมงาน The Register เคยคำนวณแล้วว่า Blue Waters จะประมวลผลได้เร็วถึง 10 เพตาฟลอป **
ผลการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงที่สุดในโลกครั้งที่ 32 จาก TOP500 ได้ประกาศไปแล้วว่า Roadrunner จากไอบีเอ็มยังคงครองแชมป์โลกไปอีกสมัย แต่ผลประกาศครั้งนี้ เราได้เห็นคู่ปรับคนสำคัญของ Roadrunner ที่น่าจับตามองนั่นคือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากบริษัท Cray Inc. รุ่น Cray XT หรือเป็นที่รู้จักกันในนามว่า Jaguar
Jaguar ได้อันดับ 2 ไล่หลัง Roadrunner มาติดๆ โดย Jaguar รุ่นนี้มีชื่อเรียกทางการว่า Cray XT5 มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ตระกูล AMD Opteron จำนวน 150,152 คอร์ ด้วยพลังการประมวลผลถึง 1.059 PetaFLOPS อันทำให้ Jaguar ถูกจัดให้เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ทะลุขีดจำกัด 1 PetaFLOPS ระบบที่ 2 ของโลก รองจาก Roadrunner ที่มีพลังการประมวลผล 1.105 PetaFLOPS ทั้งนี้ Jaguar ถูกติดตั้งไว้ที่ Oak Ridge National Laboratory ซึ่งจริงๆแล้ว ทั้ง Jaguar และ Roadrunner ต่างถูกใช้ในหน่วยงานวิจัยที่กำกับโดยกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา
ในการจัดอันดับครั้งนี้ 9 อันดับแรกล้วนแล้วเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากฝั่งสหรัฐอเมริกา ส่วนอันดับที่ 10 เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากจีน ในนามว่า Dawning 5000A มาพร้อมกับ AMD Opteron 30,720 คอร์ ด้วยพลังประมวลผล 180.6 TeraFLOPS และถูกจัดให้เป็นระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดที่รัน Windows HPC 2008
ที่มา - TOP500
เว็บไซต์ TOP500 ได้ทำการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงที่สุด 500 อันดับแรกของโลกครั้งใหม่หรือเรียกกันว่า TOP500 ครั้งนี้เป็นการจัดอันดับประจำเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2008 หรือครั้งที่ 32 โดยแชมป์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงที่สุดในโลกยังคงเป็น Roadrunner จากไอบีเอ็มเช่นเคย [ข่าวเก่า] สำหรับแชมป์ผู้ผลิตซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ติดอันดับใน TOP500 มากที่สุดในครั้งนี้ตกเป็นของเอชพี ทำให้ไอบีเอ็มแชมป์เก่าตกมาเป็นอันดับสอง
เอชพีครองอันดับใน TOP500 ไปถึง 209 รายการ ส่วนไอบีเอ็มครองอันดับใน TOP500 ไป 186 รายการ อย่างไรก็ดี การจัดอันดับของ TOP500 ที่ผ่านๆมา เอชพีกับไอบีเอ็มก็ผลัดกันเป็นแชมป์ผู้ครองอันดับ TOP500 มากที่สุดมาตั้งแต่ปี 2001 อยู่แล้ว ดังนั้น การจัดอันดับครั้งต่อไป แชมป์ก็คงเป็นเอชพีหรือไม่ก็ไอบีเอ็มอีกครั้ง แต่ว่าจะมีม้ามืดตัวใหม่หรือเปล่า ก็คงต้องจับตาดูการจัดอันดับครั้งต่อไปในเดือนมิถุนายนปีหน้าที่เยอรมนี
ที่มา - TOP500
ปัญหายังไม่จบสำหรับแอปเปิล หลังจากที่นาย Tony Fadell ได้ลาออกจากแอปเปิลเพื่อจะได้มีเวลาดูแลครอบครัวได้มากขึ้น โดยตำแหน่งนี้ถูกนาย Mark Papermaster อดีตบุคคลสำคัญจาก IBM มาทำงานแทน
Papermaster นั้นได้มีทำการเซ็นสัญญากับ IBM ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ทำงานกับบริษัทคู่แข่งหลังจากการออกจาก IBM เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม โดยศาลเขตชั้นต้นนั้นได้มีคำสั่งคุ้มครอง IBM ไม่ให้นาย Papermaster ทำงานกับแอปเปิล (และบริษัทคู่แข่งอื่น ๆ) เนื่องจากการกระทำดังกล่าว เป็นการละเมิดข้อตกลงในสัญญา
นาย Papermaster ได้ใช้ข้ออ้างว่าแอปเปิลไม่ได้เป็นคู่แข่งกับ IBM แต่อย่างใด แต่ทางแอปเปิลได้ให้คำตอบกับศาลว่าจะร่วมมือกับศาล แต่บริษัทรับรองว่าหลังจากนี้หนึ่งปี นาย Papermaster จะสามารถร่วมทำงานกับแอปเปิลได้อย่างแน่นอน
ที่มา - MacRumors
ข่าวร้อนในวงการไอทีตอนนี้ ต้องยกให้เป็นข่าวของ นายมาร์ค เปเปอร์มาสเตอร์ อดีตรองประธานฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีไมโครโปรเซสเซอร์ของยักษ์ใหญ่สีฟ้าไอบีเอ็ม จากการที่เขายื่นใบลาออกจากไอบีเอ็มในวันที่ 21 ตุลาคม ปีนี้ เพื่อไปร่วมงานกับ สตีฟ จ็อบส์ ที่แอปเปิลในเดือนพฤศจิกายนนี้ สาเหตุที่เป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาได้ เพราะไอบีเอ็มได้ฟ้องศาล ในกรณีที่เปเปอร์มาสเตอร์ขัดแย้งต่อสัญญา Non-compete Agreement ว่าด้วยเรื่องการห้ามมิให้เปเปอร์มาสเตอร์ไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งหรือทำธุรกิจแข่งกับบริษัทไอบีเอ็ม แม้ว่าลาออกไปแล้ว ผู้ให้สัญญาจะต้องรักษาสัญญานี้อย่างน้อย 1 ปีนับจากวันที่ลาออก
เปเปอร์มาสเตอร์นับว่าเป็นผู้กุมความลับมากมาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โปรเซสเซอร์และเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทไอบีเอ็ม และเขาเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดยอดด้านสถาปัตยกรรมโปรเซสเซอร์ PowerPC ของไอบีเอ็ม การที่เขาย้ายไปทำงานกับแอปเปิลอาจทำให้ความลับของไอบีเอ็มรั่วไหล นอกจากนี้ ไอบีเอ็มกล่าวว่า เปเปอร์มาสเตอร์สามารถช่วยให้แอปเปิลพัฒนาผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์และโปรเซสเซอร์เพื่อมาแข่งกับไอบีเอ็มได้
ด้วยความร่วมมือระหว่างจีนและ IBM ได้เริ่มโครงการ The Forbidden City: Beyond Space and Time เพื่อเปิดให้คนทั่วไปได้ร่วมสำรวจวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของจีนด้วยโลกออนไลน์เสมือนแบบสามมิติของพระราชวังต้องห้าม นอกจากสำรวจพระราชวังต้องห้ามแล้ว ยังมีข้อมูลให้ความรู้ต่างๆ และสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร หรือผู้เข้าชมคนอื่นๆ ได้อีกด้วย
การใช้งานต้องดาวน์โหลดโปรแกรมขนาดประมาณ 200MB ซึ่งมีให้ทั้งบน Windows XP/Vista, Mac OS X และ Linux หรือจะลองชมวีดีโอตัวอย่างก่อนก็ได้
แปลกใจ ทำไมไม่ไปสร้างบน Second Life เลยนะ
ที่มา - iTWire
ยักษ์ใหญ่สีฟ้าไอบีเอ็ม (IBM) เปิดตัวศูนย์การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (Cloud Computing Center) พร้อมกันถึง 4 แห่ง คือ เซาเปาโล ประเทศบราซิล, บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย, โซล ประเทศเกาหลี, และฮานอย ประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ ศูนย์ดังกล่าวสามารถให้บริการการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆให้กับระบบสารสนเทศของหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน และไอบีเอ็มยังได้จ้างนักวิจัยกว่า 200 ตำแหน่ง พร้อมทั้งประกาศลงทุนด้วยงบถึง 100 ล้านเหรียญสำหรับการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง ไอบีเอ็มทุ่ม 300 ล้านตั้งศูนย์ข้อมูล 13 แห่ง
ที่มา - ON-DEMAND ENTERPRISE
ในยุคนี้ ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันรณรงค์ สำหรับวงการไอทีเองก็มีหลายบริษัทต่างพากันชูผลิตภัณฑ์รักษ์โลกสีเขียวและเรียกติดปากกันว่า Green IT * ไม่เว้นแม้แต่วงการซูเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งแต่เดิมต่างเน้นพลังในการประมวลผลที่กินไฟอย่างไม่เกรงใจธรรมชาติ มีอยู่รุ่นหนึ่งกินไฟมากจนทำให้ไฟตกกันทั้งประเทศได้เลย และการใช้ไฟฟ้าอย่างมหาศาลนี้ย่อมหมายถึงการปล่อย CO2 ต้นตอแห่งปัญหาโลกร้อนตามมาด้วย แต่ข้อมูลล่าสุดจาก Green500 ได้ชี้ให้เห็นว่านักออกแบบและพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์บางรายให้ความสำคัญกับพลังประมวลผลที่คำนึงควบคู่ไปพร้อมกับการประหยัดพลังงานไฟฟ้า
Gartner รายงานว่ายอดส่งมอบเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 12.2% ในไตรมาสที่สองของปี 2008 โดย IBM, HP, Dell และ Sun ทำยอดขายรวมถึง 13.8 พันล้านดอลล่าห์สหรัฐ และมีจำนวนถึง 2.3 ล้านเครื่อง
ตามข้อมูลของ Gartner
IBM ทำยอดขายมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 31.2
HP อันดับสองด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 27.6
Dell อันดับสามด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 13
ถึงแม้ว่า Dell มาเป็นอันดับสามแต่เป็นผู้ขายที่มียอดจำหน่ายที่เติบโตเร็วที่สุดโดยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 15% ขณะเดียวกัน Sun ขายเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ได้มากเป็นลำดับที่สี่ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดเพียง 11.8% ซึ่งลดลงถึง 7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
เกิดอะไรขึ้นกับขาใหญ่อย่างซัน
ที่มา Tech News World
ยักษ์ใหญ่สีฟ้าไอบีเอ็ม (IBM) ทุ่มทุน 300 ล้านเหรียญตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) รองรับบริการ Cloud Computing ถึง 13 แห่งภายในปีนี้ ด้วยวัตถุประสงค์หลักเพื่อรับมือกับภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงที่อาจทำให้ศูนย์ข้อมูลแห่งใดแห่งหนึ่ง (หรือหลายแห่ง) เสียหายได้
Mike Riegel รองประธานไอบีเอ็มให้สัมภาษณ์ว่า "เมื่อไหร่ก็ตามที่คอมพิวเตอร์ของลูกค้าล่ม หรือศูนย์ข้อมูลถูกทำลาย ข้อมูลที่เสียหายไปนั้นจะถูกกู้คืนกลับมาภายใน 2 - 6 ชั่วโมง" โดยศูนย์ข้อมูลทั้ง 13 แห่งจะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ถึง 10 ประเทศ ได้แก่ จีน, ญี่ปุ่น, ตุรกี, โปแลนด์, ฝรั่งเศส, และสหรัฐอเมริกา
จากแหล่งข่าว eWeek ผมนับได้แค่ 6 ประเทศ ส่วนใน Infoworld บอกเพิ่มมาอีก 5 ประเทศ คือ อินเดีย, อังกฤษ, อิตาลี, บราซิล, และเยอรมนี รวมกับของ eWeek แล้วได้ 11 ประเทศครับ :)
ช่วงเปลี่ยนไตรมาสเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปรกติที่บริษัทต่างๆ ต้องออกมาแถลงตัวเลขขาดทุน/กำไรให้กับผู้ถือหุ้นกัน
เริ่มจากกูเกิลกันก่อน ที่ไตรมาสนี้เติบโตขึ้นมาร้อยละ 39 รายได้รวม 5.37 พันล้านดอลลาร์ แต่กำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 คิดเป็น 4.63 ดอลลาร์ต่อหุ้น ผิดจากประมาณการที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 4.74 ดอลลาร์ต่อหุ้น ทำให้หลังการแถลงราคาหุ้นก็ตกลงไปร้อยละ 8
ไมโครซอฟท์ยังคงทำได้ดีต่อไป โดยไตรมาสที่ผ่านมาเป็นไตรมาสที่สี่ของปีงบประมาณของไมโครซอฟท์ ผลกำไรที่เติบโตขึ้นร้อยละ 42 ไปอยู่ที่ 4.3 พันล้านดอลลาร์เทียบกับ 3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ส่วนรายได้นั้นอยู่ที่ 15.8 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับ 13.4 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว
ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือเอเอ็มดีที่ขาดทุนไปแล้ว 1.1 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว ที่มากขนาดนี้เนื่องจากเอาเงินไปใช้ในการปิดกิจการส่วนของ Handheld และโทรทัศน์ดิจิตอล ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายไปแล้วประมาณ 880 ล้านดอลลาร์ แต่ลบส่วนนี้ออกไปแล้ว กิจการที่เหลือของเอเอ็มดีก็ยังไม่ดีเท่าใหร่นัก ด้วยตัวเลขขาดทุน 226 ล้านดอลลาร์ แต่ล่าสุดก็มีการเปลี่ยนตัว CEO จาก Hector Ruiz ไปเป็น COO ของเอเอ็มดีเองชื่อว่า Dirk Meyer
ไอบีเอ็มแม้จะเงียบๆ ไปหลังจากขายกิจการพีซีไปแล้วก็ยังทำได้ดีด้วยผลกำไรที่เติบโตขึ้นร้อยละ 22 มีรายได้รวม 26.8 พันล้านดอลลาร์ และกำไรเป็นเงิน 2.8 พันล้านดอลลาร์ โดยตัวเลขนี้รวมเอาเงินที่ได้จากการขายกิจการเครื่องพิมพ์ให้กับ Ricoh เป็นเงิน 725 ล้านดอลลาร์เข้าไปด้วย
ที่มา - Yahoo! News, The Miami Herald, InternetNews, ArsTechnica
[RoadRunner](http://www.lanl.gov/roadrunner/ roadrunner) เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกในปัจจุบันได้ทะลุขีดจำกัดความเร็วไปที่ 1.026 petaflop/s โค่นแชมป์เก่า Blue Gene/L ซึ่งมีประสิทธิภาพที่ 478.2 teraflop/s ตกไปอยู่อันดับสอง
Top500 ซึ่งเป็นเว็บที่รวบรวมรายชื่อคอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก 500 อันดับแรก ได้ประกาศผลการจัดอันดับช่วงกลางปีในวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยอันดับหนึ่งคราวนี้ได้แก่คอมพิวเตอร์ IBM [RoadRunner](http://www.lanl.gov/roadrunner/ roadrunner) ของ Los Alamos National Laboratory (LANL) สหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากจะเร็วที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นคอมพิวเตอร์ระบบแรกที่สามารถทะลุขีดจำกัด 1 petaflop/s (1 พันล้านล้านคำสั่งประมวลผลแบบทศนิยมต่อวินาที) ได้สำเร็จที่ 1.026 petaflop/s ชนะแชมป์เก่าอย่าง Blue Gene/L ไปร่วมสองเท่า










