ดูเหมือน AMD กำลังบุกกินส่วนแบ่งตลาดเกมคอนโซลของ NVIDIA อย่างหนัก จากก่อนหน้าที่บริษัทประกาศว่า Wii U จะใช้ชิปกราฟิก Radeon จนถึงข่าวลือล่าสุดที่ว่าเกมคอนโซลรุ่นถัดไปจาก Sony และ Microsoft ก็จะใช้ GPU จาก AMD เช่นกัน ซึ่งแต่เดิมนั้น PlayStation 3 นั้นใช้ชิปที่พัฒนาโดย NVIDIA (Xbox 360 และ Wii นั้นใช้ชิปของ AMD อยู่แล้ว)
ยังมีข่าวลือต่ออีกว่า เกมคอนโซลรุ่นถัดไปของ Microsoft จะใช้ CPU จาก IBM (แนวทางเดียวกับที่ Wii U ที่ใช้ซีพียูตระกูล Power รุ่นพิเศษ) และ Microsoft จะเลื่อนการปล่อยเกมคอนโซลรุ่นใหม่ออกไปเนื่องจากการประสบความสำเร็จอย่างสูงของ Kinect สำหรับ Xbox 360
ที่มา: HardOCP ผ่าน Neowin.net
ชะตากรรมของซีพียูสถาปัตยกรรม Cell เริ่มเดินรอยตาม Itanium ไปเรื่อยๆ เมื่อ IBM ประกาศหยุดขายเซิร์ฟเวอร์ตระกูล PowerXCell (ซึ่งเป็น blade server รุ่นหนึ่งของ IBM) ในอีก 6 เดือนข้างหน้า
ปัจจุบัน IBM มี blade server ใต้แบรนด์ BladeCenter อยู่ 3 สถาปัตยกรรม คือ Xeon, POWER และ PowerXCell (รายละเอียด)
IBM มี BladeCenter ที่ใช้ PowerXCell ทั้งหมดสามรุ่น โดยสองรุ่นแรกเกษียณอายุไปแล้ว รุ่นสุดท้ายคือ QS22 เปิดตัวปี 2008 และจะหยุดขายในวันที่ 6 มกราคม 2012 เหลือเวลาอีกครึ่งปีสำหรับลูกค้าเก่าที่จะอัพเกรดเครื่อง
สงครามระหว่างออราเคิลและเอชพีนั้นรุนแรงต่อเนื่องกันมานานจนกระทั่งหลายคนคิดไม่ออกว่าสองบริษัทจะกลับไปเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีต่อกันได้อย่างไร แต่ระหว่างนี้นักวิเคราะห์ก็เชื่อว่าลูกค้าจำนวนมากจะหันไปใช้ไอบีเอ็มแทน
Roger Kay นักวิเคราะห์จาก Endpoint Technologies Associates, Inc. ระบุว่าระหว่างที่เอชพีและออราเคิลกำลังฟ้องร้องกันนี้ ไอบีเอ็มเองก็กำลังกวาดลูกค้าเข้าหาตัวเองได้จำนวนมากโดยทำเป็นกระบวนการที่เรียกว่า Migration Factory
ไม่ว่าผลลัพธ์จากการฟ้องร้องนี้จะเป็นอย่างไร ลูกค้าองค์กรที่ชินกับการซัพพอร์ตหลังจากสินค้าหมดอายุไปนับสิบปีคงต้องวิตกกับการประกาศหยุดซัพพอร์ตของออราเคิลที่ประกาศออกมาทั้งที่เอชพีและอินเทลยังคงมีแผนการออกสินค้ารุ่นใหม่อยู่
ยักษ์สีฟ้า IBM ประกาศบุกตลาดการประมวลผลข้อมูลที่มีรูปแบบไม่คงตัว (unstructured data) และมีจำนวนมหาศาล ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า "Big Data" ตัวอย่างข้อมูลเหล่านี้ได้แก่ ข้อความทวีต, ข้อมูลการคลิก, รูปภาพ, วิดีโอ, พิกัด GPS, ข้อมูลจากเซ็นเซอร์, ข้อมูลการเคลื่อนไหวของหุ้น ฯลฯ
IBM ได้เปิดตัวซอฟต์แวร์ตระกูล InfoSphere สำหรับงานประมวลผลลักษณะนี้ 2 ตัว ได้แก่
- InfoSphere BigInsights สำหรับประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่มากๆ ตัวเทคโนโลยีพัฒนามาจาก Apache Hadoop โดยทีม IBM Research และนำเทคนิคบางส่วนจากคอมพิวเตอร์ Watson เช่น การประมวลผลข้อความ มาใช้ด้วย
- InfoSphere Streams สำหรับประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์ เช่น ทวิตเตอร์ หรือพิกัด GPS
เทคโนโลยี GPS แม้จะมีมานาน และไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับทุกวันนี้ แต่การนำเทคโนโลยีนี้มาต่อยอดดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด และล่าสุดบริษัทยักษ์ใหญ่ IBM นำเทคโนโลยีทำนายการจราจรออกแสดงสู่สาธารณะ โดยเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า "Smarter Traveler"
ทั้งหมดเป็นจริงได้จากความร่วมมือของ IBM, UC Berkeley และหน่วยงานควบคุมการคมนาคมแห่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอาศัยการทำงานร่วมกันของซอฟต์แวร์วิเคราะห์, เทคโนโลยี GPS และสุดท้ายคือเซนเซอร์ที่ถูกติดตั้งไว้บนท้องถนนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้ เซนเซอร์เหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่แจ้งเตือนเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ในการจดจำและสร้างรูปแบบการเดินทางของแต่ละบุคคลอีกด้วย! นั่นหมายความว่าระบบสามารถ "เรียนรู้" ได้นั่นเอง
หลังจากสาธิตพลังประมวลผลของ POWER7™ ไปในการแข่งเกมโชว์ Jeopardy! ตอนนี้ก็ถึงเวลาขายของ เมื่อไอบีเอ็มประกาศอัพเกรดเซิร์ฟเวอร์ ตั้งแต่ตระกูล BladeCenter, Power Express, และ Power
ชิป POWER ที่เปิดตัวมาพร้อมกับเซิร์ฟเวอร์มีตั้งแต่ 2.4GHz ไปจนถึง 4.0GHz สูงสุด 8 คอร์ต่อซ๊อกเก็ต โดยแต่ละซ๊อกเก็ตจะรองรับหน่วยความจำได้ 64GB
ในสภาพที่ตลาดระดับบนกำลังเปลี่ยนไปใช้ซีพียูตระกูล x86 มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ POWER7 จะถูกนำไปเทียบกับ Xeon E7 ที่เพิ่งเปิดตัวไป ในแง่ของราคาแล้ว E7 นั้นมีราคาเพียง 1 ใน 5 และรองรับแรมได้ถึง 512GB ต่อซ๊อกเก็ต แต่ POWER7 ก็ยังมีความได้เปรียบในแง่ของการประมวลผลตัวเลขทศนิยมและการส่งข้อมูลเข้าออกหน่วยความจำได้เร็วกว่า
เรื่องน่าสนใจคือไอบีเอ็มนั้นขายเซิร์ฟเวอร์ x86 ในตระกูล System x ไปพร้อมๆ กันดังนั้นไม่ว่าเราจะต้องการการประมวลผลเลขทศนิยมจำนวนมากๆ หรือใช้แรมจำนวนมากๆ ไอบีเอ็มก็ของขายได้อยู่ดี โดยเฉพาะรุ่นพิเศษเช่น eX5 นั้นไอบีเอ็มมีส่วนขยายแรมเพิ่มเติมผ่าน QPI ทำให้เซิร์ฟเวอร์สามารถรับแรมได้สูงสุด 3TB ต่อเครื่องเพิ่มจากสเปคมาตรฐานของอินเทลเอง
ว่าแต่ถ้าใครลง POWER ตู้ใหญ่ๆ หรือ iDataPlex ตัวเต็มๆ ว่างๆ ถ่ายรูปมาแชร์หรือรีวิวให้ดูกันบ้างก็ดีนะครับ
ที่มา - HPC Wire
ไอบีเอ็มประกาศบริจาคซอฟต์แวร์พัฒนาเว็บแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Maqetta เป็นโอเพนซอร์สให้กับ Dojo Foundation ที่ดูแลโครงการเกี่ยวกับเว็บอยู่จำนวนมาก โดนตัว Maqetta จะเป็นแอพลิเคชั่น Java ให้วางบนเซิร์ฟเวอร์ J2EE แล้วเรียกใช้งานผ่านเบราเซอร์
Maqetta เคยเป็นเครื่องมือภายในสำหรับการออกแบบหน้าจอของแอพลิเคชั่นทั้งเดสก์ทอปและสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยตัว IDE จะมีอุปกรณ์ให้ชุดหนึ่งมาจาก Dojo Tookkit, jQuery UI, และ YUI
ตัว IDE ยังอยู่ในขั้นพรีวิว การใช้งานยังไม่สมบูรณ์นักแต่ก็น่าดูมีศักยภาพที่จะใช้พัฒนาแอพลิเคชั่นในอนาคตได้มาก (ดูรูปท้ายข่าว) โดยตอนนี้ทางทีมพัฒนามีแผนจะทำงานร่วมกับโครงการ Eclipse ต่อไปอีกด้วย
ที่มา - Dojo Foundation
บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไอบีเอ็มถูกดำเนินคดีเนื่องจากถูกกล่าวหาจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และการซื้อขายหลักทรัพย์ (Securities and Exchange Commission - SEC หรือเทียบได้กับหน่วยงานในบ้านเราคือ กลต.) ว่าพนักงานในเกาหลีใต้ได้ยื่นถุงเงินสดให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อจะชนะโครงการ ขณะที่เจ้าหน้าที่ในจีนได้รับผลตอบแทนเป็นการพาเที่ยว
คดีนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเกี่ยวข้องกับพนักงานของไอบีเอ็ม หรือพนักงานของบริษัทลูกตลอดจนบริษัทร่วมทุนต่างๆ กว่า 100 คน ในการสืบสวนในการเกี่ยวโยงการกระทำเหล่านี้ย้อนหลังไปถึงปี 1998 หรือกว่า 12 ปี
ไอบีเอ็มไม่ได้ยอมรับหรือปฎิเสธข้อกล่าวหาของ SEC แต่อย่างใด แต่ก็ยินยอมที่จะจ่ายค่าปรับ 10 ล้านดอลลาร์เพื่อยุติคดีก่อนที่คดีในชั้นศาลจะถึงจุดสิ้นสุด โดยเงินสิบล้านดอลลาร์นี้นับว่าเป็นเงินจำนวนน้อยในคดีแบบเดียวกัน ซึ่งอาจจะแปลว่าหลักฐานในคดีไม่หนาแน่น หรือการทุจริตเหล่านี้มีมูลค่าไม่มากนัก อย่างไรก็ดี SEC ระบุว่ากระบวนการตรวจสอบภายในของไอบีเอ็มเองไม่ดีพอที่จะป้องกันการทุจริตเช่นนี้ โดยไอบีเอ็มไม่ได้เก็บข้อมูลอย่างดีพอ และในบางรายการก็อยู่ในค่าใช้จ่ายทางธุรกิจเอง
ที่มา - Wall Street Journal
หลังจากสร้างความฮือฮาด้วยการชนะมนุษย์ในรายการเกมโชว์ Jeopardy! ไปแล้ว ทีมงานของ IBM ก็เริ่มออกมาให้สัมภาษณ์ถึงรายละเอียดในโครงการ Watson มากขึ้น โดยจากบทสัมภาษณ์ของทีมงานเว็บ Reddit นั้น ทีมงานได้ระบุว่าโค้ดส่วนใหญ่ของ IBM Watson เขียนขึ้นด้วยภาษาจาวา
- Watson ใช้คอมพิวเตอร์ขนาด 10 racks ซีพียู POWER7 จำนวน 2,880 คอร์ เนื้อที่เก็บข้อมูล 15TB
- โค้ดส่วนใหญ่เขียนด้วยภาษาจาวา (ไม่ได้ระบุเวอร์ชันของ JVM) แต่ก็มีหลายส่วนสำคัญที่เขียนด้วย C++ และ Prolog
- ทุกคอมโพเน้นท์ถูก Deploy และ Integrated ด้วย UIMA (เฟรมเวิร์คสำหรับการประมวลผลข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างแน่นอน)
- Tools ที่ใช้ไม่มีการเปิดเผย แต่คาดว่าน่าจะเป็น Eclipse
- เพื่อความเสมอภาคในการกดปุ่มตอบคำถาม IBM ต้องสร้างอุปกรณ์มือกดที่เหมือนมือของคนจริง ทำให้บางครั้ง Watson ก็กดตอบคำถามไม่ทันเหมือนกัน
เป้าหมายต่อไปของ Watson คือการปรับปรุงให้สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ได้ ทีมงานยกตัวอย่างว่าปัจจุบันแพทย์ต้องใช้เวลาค้นหาข้อมูลการรักษาโรคนานมาก และกว่า 15% ของข้อมูลที่ได้ก็ไม่ถูกต้องเพียงพอ ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มไปบ้างแล้ว
ที่มา - Reddit Blog
หลังจากการแข่งขันรอบทดสอบ (ข่าวเก่า) ระหว่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Watson ของ IBM กับแชมป์รายการเกมโชว์ Jeopardy! จบลงที่ Watson ชนะไป ล่าสุดศึกการแข่งขันจริงตลอด 3 วันซึ่งเพิ่งออกอากาศทางโทรทัศน์จบลงไป Watson เป็นฝ่ายชนะมนุษย์ในที่สุด
โดยหลังสิ้นสุดเกมการแข่งขันวันที่สาม Watson ได้เงินรางวัลไป 77,147 ดอลลาร์ ส่วนผู้เข้าแข่งขันมนุษย์ซึ่งเป็นแชมป์หลายสมัยของรายการคือ Ken Jennings กับ Brad Rutter คว้าเงินรางวัลไป 24,000 และ 21,600 ดอลลาร์ตามลำดับ
IBM ประกาศจับมือกับบริษัท Range Technology Development จากประเทศจีน สร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่รวม 13 แห่งในเมือง Langfang เมื่อเสร็จแล้วมันจะกลายเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย รองรับการเติบโตของตลาด cloud computing ของจีนได้เต็มที่
เมือง Langfang อยู่ทางตอนเหนือของจีน อยู่ระหว่างกรุงปักกิ่งกับเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองเทียนจิน ศูนย์ข้อมูลนี้จะกลายเป็นแกนกลางของเขตพัฒนาเศรษฐกิจ Hebei Langfang Economic Development Zone
ทิศทางของซอฟต์แวร์องค์กรที่อยู่บนเว็บนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเว็บรายใหญ่อย่าง Google Apps, ราชาอย่างไมโครซอฟท์ที่ดัน Office 365 และรายล่าสุดก่อนหน้านี้คือ Cloud Office จากออราเคิล
IBM ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดซอฟต์แวร์องค์กรไม่น้อย โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ตระกูล Lotus ก็เริ่มขยับขยายมาบุกตลาดนี้เช่นกัน ก่อนหน้านี้ IBM มีแบรนด์ LotusLive สำหรับซอฟต์แวร์บนกลุ่มเมฆอยู่แล้ว คราวนี้จึงนำ Lotus Symphony ชุดโปรแกรมสำนักงานของตัวเอง (พัฒนาจาก OpenOffice.org อีกที) ขึ้นมาอยู่บนกลุ่มเมฆเช่นกัน
บริษัทที่เราคุ้นเคยกันมานานอย่างไมโครซอฟท์ แอปเปิล ออราเคิล มีอายุประมาณ 30 กว่าปีเท่านั้น ส่วนบริษัทที่เก่ากว่านั้นก็ล้มหายตายจากกันไปมาก
แต่บริษัทที่อยู่ยั้งยืนยงในโลกคอมพิวเตอร์มานาน ไม่มีใครโดดเด่นไปกว่า "ตำนาน" อย่าง IBM ซึ่งจะฉลองครบรอบ 100 ปีของบริษัทในปีนี้
IBM เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 1911 ในชื่อ Computing Tabulating Recording Corporation (CTR) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น International Business Machine ในปี 1924 ภายใต้ยุคทองของ Thomas J. Watson
คนแถวนี้คงคุ้นกับข่าวการแข่งขันหมากรุกระหว่างคอมพิวเตอร์ Deep Blue ของ IBM กับแชมป์โลก Garry Kasparov ในปี 1997 ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของ Deep Blue
ข้ามเวลามาอีกสิบกว่าปี IBM กำลังจะแข่งในลักษณะเดียวกัน โดยส่งซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Watson (ตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งบริษัท Thomas J. Watson) แข่งเกมโชว์ตอบคำถามความรู้รอบตัว Jeopardy! กับแชมป์ตลอดกาลของรายการนี้ 2 คน
นักวิจัยของ IBM ระบุไว้ในรายงานพยากรณ์ประจำปี "IBM Next Five in Five" ฉบับที่ 5 ว่าอีกห้าปีข้างหน้า บริษัทผู้ผลิตมือถือจะมีเทคโนโลยีต้นแบบในการสร้างภาพฮอโลแกรมสามมิติ (3D Hologram) ขนาดเท่าของจริงฉายตกกระทบวัตถุชนิดใดก็ได้
ยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ได้สอบถามความเห็นจากนักวิจัยของตัวเอง 3,000 คนว่าเทคโนโลยีอะไรบ้างที่มีโอกาสเป็นจริงได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า คำตอบ 5 อันดับแรกได้แก่ (ไม่เรียงลำดับ)
- มือถือที่แสดงภาพโฮโลแกรมของคู่สนทนาได้
- แบตเตอรี่พลังงานอากาศ
- ระบบทำความร้อนในอาคารที่ใช้ความร้อนจากเซิร์ฟเวอร์
- ระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถพยากรณ์สภาพจราจรได้แม่นยำ
- การส่งข้อมูลสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวด้วยมือถือ-อุปกรณ์พกพา ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจระบบได้มากขึ้น
IBM ใกล้ถึงฝั่งฝันในการนำเทคโนโลยีเพิ่มความจุเก็บข้อมูลที่มีชื่อว่า "Racetrack Memory" จากห้องทดลองออกสู่ตลาดแล้ว เทคโนโลยีนี้น่าจะช่วยให้สมาร์ทโฟนของพวกเราเก็บภาพยนตร์ของฮอลีวู้ดที่ออกฉายตลอดทั้งปีได้ครบทุกเรื่องทีเดียว
Racetrack เป็นเทคโนโลยีที่ Stuart Parkin หัวหน้านักวิจัยของ IBM นำทีมพัฒนาตั้งแต่ปี 2004 และมีหลักการทำงานต่างจากฮาร์ดดิสก์ที่ใช้มอเตอร์เคลื่อนจานแม่เหล็ก (ที่เต็มไปด้วยอะตอมประจุบวกลบหมุนไปรอบแกน) ตรงที่ Racetrack จะใช้กระแสไฟฟ้าขับเคลื่อนกลุ่มหมอกอิเล็กตรอนที่เรียกว่า "magnetic domain wall" ขึ้นลงๆ บนเส้นลวดที่เล็กมากแทน หรืออีกนัยคือเป็นคลื่นแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่อาศัยการย้ายอะตอมเลย
ไอบีเอ็มเข้าซื้อบริษัท Netezza ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ด้านคลังข้อมูล (data warehouse) และการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (business analytics) หลังจากประกาศการเข้าซื้อครั้งนี้ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา วันนี้ก็การซื้อขายก็สิ้นสุดลง
Netezza เป็นบริษัทที่มีสินค้าทับซ้อนกับไอบีเอ็มค่อนข้างมาก โดยสินค้าหลักของบริษัทคือแอพพลิแลนซ์ (appliance) สำหรับการทำคลังข้อมูลที่มีราคาถูกกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ ขณะที่มันรองรับการขยายตัวของระบบได้ดี
ไอบีเอ็มระบุว่าบริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเทคโนโลยีที่ได้รับมานี้ โดยอาจจะเป็นไปได้ทั้งการออกแอพพลิแลนซ์รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ไอบีเอ็มเอง หรือนำซอฟต์แวร์ออกมารวมกับชุดซอฟต์แวร์อื่นๆ ของไอบีเอ็มเอง
ที่มา - eWeek
ข่าวเครื่อง x86 บุกยูนิกซ์และเครื่องเมนเฟรมนั้นมีอยู่เรื่อยๆ ไม่ขาดสาย แต่ทาง eWEEK ก็ไปสัมภาษณ์ Tom Rosamilia ผู้จัดการฝ่าย Power (ซีพียู) และ System z (เซิร์ฟเวอร์) ถึงสถานะการณ์ปัจจุบันจากมุมมองของไอบีเอ็ม
Rosamilia ระบุว่า System z นั้นยังคงแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยปีที่ผ่านมารายได้จาก System z ของไอบีเอ็มเติบโตขึ้นร้อยละ 15 ขณะที่พลังประมวลผลที่ส่งมอบให้ลูกค้าทั้งปีเติบโตขึ้นร้อยละ 54 โดยการเติบโตนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะประเทศที่เจริญแล้ว แต่ตลาดใหม่ๆ อย่างเกาหลี, นามิเบีย, และรัสเซีย ก็มีการติดตั้ง System z กันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คนอย่างเราๆ อาจจะใช้งาน Google Analytics กันเป็นเรื่องปรกติจนชิน แต่กับองค์กรธุรกิจที่ต้องการวัดผลในรูปแบบเฉพาะและวิเคราะห์ทำรายงานในเชิงลึกแล้วก็เป็นจำต้องซื้อเครื่องมือมาใช้ในการวัดผล หนึ่งในนั้นคือ Cognos 10 ที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ










