ไม่กี่วันก่อน Elon Musk โพสต์บทความลงบนบล็อกของ Tesla เขาเรียกมันว่า “แผนการขั้นสุดยอด ตอนที่ 2” หรือ “Master Plan, Part Deux” (Deux แปลว่า 2 ในภาษาฝรั่งเศส) เป็นแนวทางที่ Tesla ต้องการมุ่งหน้าไป อีกทั้งยังมีการเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย ผมอ่านแล้วคิดว่าทำให้เห็นภาพรวมระยะยาวของ Tesla ได้ดีมาก เลยแปลมาลงอีกทีครับ
ก่อนจะมาถึงแผนการขั้นที่ 2 ก็ต้องมีขั้นที่ 1 ก่อน ซึ่ง Elon เคยเขียนไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว สรุปออกมาได้ 4 ข้อ ดังนี้ โดยในวงเล็บเป็นข้อความของผมเอง
- ผลิตรถยนต์จำนวนน้อยๆ และขายแพง (Tesla Roadster)
- ใช้เงินที่ได้จากข้อ 1 มาพัฒนารถยนต์ที่จะขายได้มากขึ้น และราคาถูกลง (Tesla Model S, Model X)
- ใช้เงินที่ได้จากข้อ 2 มาพัฒนารถยนต์ที่จะผลิตได้จำนวนมาก และคนส่วนใหญ่สามารถซื้อได้ (Tesla Model 3)
- ให้บริการด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (SolarCity)
เส้นทางความเป็นมาของข้อ 1 ถึง 3 ผมเคยเขียนไว้ครั้งนึงแล้วตอนที่ Tesla Model 3 เปิดตัว ลองกดเข้าไปอ่านกันได้

Elon Musk บอกว่าการที่เขาต้องเริ่มจากข้อ 1 (ผลิตจำนวนน้อย) เพราะมันเป็นทุกสิ่งที่เขาทำได้จากการขาย PayPal ให้ eBay ไปในราคา 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนนั้นเขาคิดว่าโอกาสที่ Tesla จะไปรอดนั้นต่ำมาก เลยไม่อยากไปขอเงินทุนจากคนอื่นมา ทำให้ต้องใช้เงินตัวเอง โดยบริษัทรถยนต์หน้าใหม่ก็แทบจะไม่มีใครไปรอด และในปี 2016 มีบริษัทรถยนต์ในสหรัฐฯ เพียง 2 เจ้าที่ไม่ล้มละลาย คือ Ford และ Tesla นั่นเอง Elon บอกว่าการตั้งบริษัทรถยนต์ก็โง่พออยู่แล้ว และการตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้ายิ่งโง่ยกกำลัง 2 เลย
การผลิตรถยนต์ในจำนวนน้อย แปลว่าโรงงานก็ไม่ต้องใหญ่มาก ซับซ้อนน้อยลง ถึงแม้ว่าการผลิตเกือบทั้งหมดต้องทำด้วยมือก็ตาม และแน่นอนว่าพอผลิตจำนวนน้อยก็ต้องขายแพง ไม่เกี่ยงว่าสิ่งที่ผลิตจะเป็นรถยนต์ซีดานหรือรถสปอร์ต (แล้วทำไมต้องผลิตรถยนต์ธรรมดาขายล่ะ?) เขาบอกว่ามีคนที่พร้อมจะจ่ายหนักสำหรับรถสปอร์ต แต่ไม่มีใครอยากจ่ายเงิน 1 แสนดอลลาร์เพื่อ Honda Civic พลังงานไฟฟ้าหรอก ต่อให้มันจะดูเท่แค่ไหนก็เถอะ
เหตุผลหนึ่งที่ Elon เขียนแผนการขั้นที่ 1 ไว้ก็เพื่อป้องกันข้อครหาว่า Tesla ผลิตรถยนต์สำหรับคนรวยเท่านั้น เช่นตั้งบริษัทอินดี้มาเพราะรู้สึกว่ายังมีแบรนด์รถสปอร์ตไม่เพียงพอ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่ายังมีบทความโจมตี Tesla ออกมามากมายนับไม่ถ้วนอยู่ดี

เหตุผลหลักของแผนการขั้นที่ 1 คืออธิบายการกระทำต่างๆ ของ Tesla ในภาพรวม หลักๆ แล้วก็คือการเร่งให้คนหันมาใช้พลังงานที่ยั่งยืน ทำให้มนุษย์สามารถจินตนาการถึงอนาคตได้ไกล และยังดำรงชีวิตได้อยู่ (ไม่ใช่คิดว่าอีก 10 ปี 100 ปี น้ำมันหมดโลก อยู่กันไม่ได้) เขาย้ำว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ของงี่เง่า หรืออินดี้แต่อย่างใด แต่มันสำคัญกับทุกคน
Elon บอกว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็ต้องเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่ยั่งยืน หรือไม่อย่างนั้นแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลก็จะหมดลง และมนุษยชาติก็จะล่มสลาย ยังไงเราก็ต้องเลิกใช้น้ำมัน และนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมดก็เห็นด้วยว่าปริมาณคาร์บอนในชั้นบรรยากาศและในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ยิ่งเราหันมาใช้พลังงานที่ยั่งยืนได้เร็วแค่ไหน ก็ยิ่งดีเท่านั้น
เพื่อให้พวกเราเข้าถึงพลังงานที่ยั่งยืนได้เร็วขึ้น Elon เปิดเผยแผนการขั้นที่ 2 ดังนี้
รวมการกำเนิดพลังงานและการเก็บพลังงานเข้าด้วยกัน
สร้างโซลาร์เซลล์ที่รวมระบบเข้ากับแบตเตอรี่แบบไร้รอยต่อสำหรับบ้านแต่ละหลัง จากนั้นก็ขยายสเกลไปทั่วโลก สั่งครั้งเดียว, ติดตั้งครั้งเดียว, ติดต่อบริการที่เดียว, ใช้แอพแอพเดียว
โซลูชันแบบนี้ไม่สามารถทำได้ถ้า Tesla และ SolarCity เป็นคนละบริษัทกัน (Tesla เพิ่งเสนอเข้าซื้อ SolarCity ไปเดือนก่อน) ขณะนี้ Tesla พร้อมแล้วที่จะขยายการผลิต Powerwall และ SolarCity ก็พร้อมที่จะผลิตแผงโซลาร์เซลล์ที่แตกต่างจากคนอื่นเช่นกัน ตอนนี้ถึงเวลาที่จะนำทั้งสองมารวมกันแล้ว

Tesla Powerwall ชาร์จไฟเก็บไว้ตอนกลางวัน เอามาใช้ตอนกลางคืน
ขยายตัวเพื่อให้ครอบคลุมการขนส่งทางบกส่วนใหญ่
ขณะนี้ Tesla มีคำตอบสำหรับรถเก๋งแบบพรีเมี่ยมและรถ SUV แล้ว (Model S และ X) แต่สองอย่างนี้ยังเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งการมาของ Model 3 จะช่วยให้ทำตลาดได้กว้างขึ้น โดย Elon บอกว่ารถยนต์ที่ราคาถูกกว่า Model 3 จะไม่จำเป็นแล้ว เหตุผลอยู่ในย่อหน้าถัดๆ ไป (ใครหวังว่าจะมี Tesla ราคาถูกมากๆ ก็อดไปนะครับ)
สิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการเร่งการมาถึงของอนาคตที่ยั่งยืนคือต้องขยายความสามารถในการผลิตให้เร็วที่สุด เขาบอกว่า Tesla โฟกัสอย่างหนักไปที่การสร้างเครื่องจักรที่ผลิตเครื่องจักร พวกเขาต้องการเปลี่ยนตัวโรงงานเองให้เป็นสินค้า ทฤษฎีฟิสิกส์พื้นฐานด้านการผลิตยานพาหนะบอกไว้ว่าการพัฒนาไปอีก 5-10 เท่า (จากของเดิม) จะเกิดขึ้นที่เวอร์ชันที่ 3 หรือภายในรอบ 2 ปี ซึ่งขณะนี้โรงงานผลิต Model 3 อยู่ที่เวอร์ชัน 0.5 ซึ่งต้องรอถึงปี 2018 กว่าจะถึงเวอร์ชัน 1.0

นอกจากรถยนต์ที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว เรายังต้องการรถยนต์ไฟฟ้าอีก 2 ประเภท คือรถบรรทุกสำหรับงานหนัก (heavy-duty) และรถประเภทรถเมล์ที่จุคนได้มาก โดยทั้งสองอย่างยังอยู่ในขั้นแรกของการวิจัย และน่าจะพร้อมสำหรับการเปิดตัวภายในปีหน้า ซึ่ง Elon Musk เรียกรถบรรทุกไฟฟ้าว่า Tesla Semi เขาเชื่อว่ามันจะลดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งลงได้ ในขณะที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น รวมถึงการควบคุมก็สนุกอีกด้วย
ส่วนเรื่องรถเมล์แบบใหม่ เขาบอกว่ามันเข้าท่าที่จะลดขนาดรถบัสในปัจจุบันลง แล้วเอาคนขับออกไปทำงานเป็นผู้ควบคุมกลุ่มยานพาหานะแทน (fleet manager) ปัญหารถติดน่าจะลดลง เนื่องจากรถจะเร่งและเบรคตามจังหวะการไหลของรถคันอื่นๆ (รถคันข้างหน้าขยับแล้วก็เคลื่อนตามทันที ไม่เว้นห่างหรือออกตัวช้า) อีกทั้งรถเมล์แบบใหม่นี้จะส่งผู้โดยสารทุกคนถึงจุดหมาย ไม่มีเส้นทางเดินรถตายตัว ใช้การเรียกรถผ่านแอพแทน (ระบบน่าจะคำนวณให้ว่าคนที่จะไปบริเวณนี้ควรส่งรถคันไหนมารับ) ส่วนคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนก็สามารถกดปุ่มเรียกรถได้จากป้ายรถเมล์เช่นกัน อีกทั้งยังออกแบบให้รองรับวีลแชร์, รถเข็นเด็ก และจักรยานอีกด้วย
การขับอัตโนมัติ
เมื่อเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้า รถยนต์ Tesla ทุกคันจะติดตั้งฮาร์ดแวร์สำหรับการขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (fully self-driving) พร้อมความสามารถรองรับความล้มเหลวในระบบได้ (fail-operational capability) กล่าวคือถึงแม้จะมีระบบใดๆ ก็ตามในรถเกิดเสีย แต่รถจะยังสามารถขับต่อไปได้เองอย่างปลอดภัย Elon Musk ย้ำว่าการปรับแต่งซอฟต์แวร์จะใช้เวลานานกว่าการแค่เอากล้อง, เรดาร์, โซนาร์ และอุปกรณ์คิดคำนวณมาติดตั้งเข้ากับรถ
ถึงแม้ซอฟต์แวร์จะถูกปรับแต่งมาให้ทำงานได้ดีกว่ามนุษย์มากแล้ว เราก็ยังต้องรอให้รัฐรับรองการขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบอีกนานอยู่ดี ทาง Tesla คาดว่าหน่วยงานรัฐทั่วโลกต้องการเห็นผลงานการขับอัตโนมัติเป็นระยะทางถึง 6 พันล้านไมล์ หรือ 1 หมื่นล้านกิโลเมตรเลยทีเดียว โดยขณะนี้มีการเรียนรู้ของรถอยู่ที่ 5 ล้านกิโลเมตรต่อวัน

Elon ระบุว่าที่ Tesla เปิดระบบ Autopilot ให้ใช้กันตอนนี้เพราะเมื่อใช้งานอย่างถูกต้อง ก็ปลอดภัยมากกว่าการขับด้วยมือแล้ว รวมถึง Tesla จะไม่หยุดการใช้งาน Autopilot เพราะกลัวสื่อมวลชนแย่ๆ อีกด้วย
ตามรายงานของ National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA) เมื่อปี 2015 ระบุว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ร้ายแรงถึงชีวิตเพิ่มขึ้น 8% คือเสียชีวิต 1 คนทุกๆ ระยะทาง 89 ล้านไมล์ ซึ่งสถิติของ Autopilot กำลังจะดีขึ้นเป็น 2 เท่าของตัวเลขนั้นและจะดีขึ้นทุกๆ วัน โดยเขาบอกว่ามันไม่มีเหตุผลที่จะปิดระบบ Autopilot ดังที่มีคนพยายามเรียกร้อง เหมือนกับการที่เราไม่ควรเลิกใช้ระบบ Autopilot ในเครื่องบินนั่นเอง
นอกจากนี้ Elon ยังบอกว่าที่ Tesla ใส่คำว่า beta ให้กับระบบ Autopilot เพราะต้องการลด “ความคาดหวัง” ของลูกค้า และทำให้พวกเขาคิดว่าระบบยังพัฒนาต่อได้อีก ซึ่งจริงๆ แล้วระบบนี้ไม่ได้เป็นซอฟต์แวร์ขั้น beta อยู่แล้ว ก่อนการปล่อยอัพเดตจะมีการทดสอบภายในอย่างเข้มข้น และ Tesla จะปลดคำว่า beta ออกก็ต่อเมื่อสถิติทั้งหมดชี้ว่ามันปลอดภัยกว่ายานพาหนะในสหรัฐอเมริกา 10 เท่า
การแบ่งปัน
เมื่อการขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบถูกรับรองโดยหน่วยงานรัฐ แปลว่าเจ้าของรถจะสามารถเรียกรถให้ขับมาหาจากที่ไหนก็ได้ พอเราก้าวขึ้นรถ เราสามารถนอนหลับ, อ่านหนังสือ หรือทำอะไรก็ได้จนถึงจุดหมายปลายทาง
ในอนาคต Tesla จะจัดให้มีกลุ่มรถยนต์เพื่อการแบ่งปัน เจ้าของรถ Tesla ทุกคนสามารถเอารถตัวเองเข้าร่วมโครงการได้ผ่านแอพ และปล่อยให้รถสร้างรายได้โดยการวิ่งรับส่งคนขณะที่เราทำงาน, ไปเที่ยวต่างประเทศ หรือเวลาใดๆ ที่ไม่ได้ใช้รถ เขาระบุว่าน่าจะสร้างรายได้ได้มากกว่าค่าผ่อนรถรายเดือนเสียอีก การทำแบบนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของรถลงได้มาก จนถึงจุดที่เกือบทุกคนสามารถซื้อ Tesla มาใช้ได้ (ช่วงที่ไม่ใช้รถก็เอาไปวิ่งหาเงิน แล้วใช้เงินที่ได้มาไปช่วยผ่อนรถ) ซึ่ง Elon บอกว่าโดยปกติคนทั่วไปใช้รถเพียง 5-10% ของเวลาใน 1 วันเท่านั้น เอาเวลาที่ไม่ใช้ไปวิ่งหาเงินดีกว่า
สำหรับเมืองที่มีความต้องการสูงกว่าปริมาณรถที่มีคนเอารถเข้ามาร่วม ทาง Tesla จะจัดรถมาเสริมให้ด้วย
สรุป แผนการขั้นสุดยอด ตอนที่ 2 แยกได้เป็น 4 หัวข้อหลัก คือ
- สร้างโซลาร์เซลล์สำหรับบ้าน และรวมระบบเข้ากับแบตเตอรี่สำหรับเก็บไฟ
- ขยายไลน์การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมการขนส่งทางบกส่วนใหญ่
- พัฒนาระบบขับอัตโนมัติที่ปลอดภัยกว่าการขับเอง 10 เท่า ผ่านระบบเรียนรู้ด้วยตัวเอง (รถสอนรถ)
- ทำให้รถวิ่งหารายได้ให้เจ้าของตอนที่ไม่มีการใช้งาน
ผมอ่านแล้วคิดว่าหลังจากนี้เราคงไม่อาจเรียก Tesla ว่าเป็นบริษัทรถยนต์ได้อีกแล้วนะครับ

ที่มา - Tesla
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม: แชร์ประสบการณ์ทดลองนั่ง Tesla Model S P90D ณ เมือง Stuttgart ประเทศเยอรมนี
on
Autopilot + Uber
sonkub Sat, 23/07/2016 - 20:00
Autopilot + Uber
ซื้อรถมาให้มันขับเองหาเงิน !!
อาจจะเป็นได้มากกว่า UBer
toooooooon Sat, 23/07/2016 - 22:42
In reply to Autopilot + Uber by sonkub
อาจจะเป็นได้มากกว่า UBer ก็ได้นะ เช่น ส่งของ(ผูกกับ Amazon DHL ) ให้เช่ารายวัน
55 Amazon
ketting Sun, 24/07/2016 - 15:56
In reply to อาจจะเป็นได้มากกว่า UBer by toooooooon
55 Amazon มีระบบแพ็คของจัดเรียง+ส่งอัตโนมัติ เอามาผูกเข้ากับ Tesla ต่อไปสิ่งที่มัสค์กับเบซอสต้องทำก็คือนั่งคิดนอนคิดอย่างเดียว เงินก็ไม่ต้องนับ ระบบออโต้นับให้
ปล่อยบ๊อทนั้งเอง !!!
Witna Sun, 24/07/2016 - 15:46
In reply to Autopilot + Uber by sonkub
ปล่อยบ๊อทนั้งเอง !!!
อ่านแล้วฟินมากฮะ
Bluetus Sat, 23/07/2016 - 20:01
อ่านแล้วฟินมากฮะ เป็นภาพอนาคตในฝันที่ผมเคยคิดตอนเด็กเลย
รอ Apple ลงมาเล่นด้วย ฮาๆ
ขอบคุณสำหรับบทความครับ :D
negithousand Sat, 23/07/2016 - 20:17
ขอบคุณสำหรับบทความครับ :D
เอารถดีๆมาวิ่งหาเงิน
Hiroki-san Sat, 23/07/2016 - 20:29
เอารถดีๆมาวิ่งหาเงิน จะคุ้มค่าเสื่อมมั้ยครับ
นั่งดูกระทู้นี้มีแต่คนบอกว่าเ
Architec Sat, 23/07/2016 - 20:36
In reply to เอารถดีๆมาวิ่งหาเงิน by Hiroki-san
นั่งดูกระทู้นี้มีแต่คนบอกว่าเอารถส่วนตัวไปให้เค้าใช่มีแต่ไม่คุ้ม
http://pantip.com/topic/35412266
แต่สำหรับรถอัตโนมัตินี่ผมไม่รู้นา
ต้องลองมองในอีกมุม
toooooooon Sat, 23/07/2016 - 22:44
In reply to เอารถดีๆมาวิ่งหาเงิน by Hiroki-san
ต้องลองมองในอีกมุม คนที่ไม่มีรถ ในอนาคต อาจจะไม่ต้องกระเสือกกระสนหารถ
เพราะเรามีแอบที่หารถว่างๆ ไว้ ขับไปเที่ยวเสาร์อาทิตย์
รถบนถนน อาจจะลดลง แต่ทุกคันพร้อมวิ่งเต็มเวลา
แบบนี้ก็น่าจะเวิร์คนะ
Uber ไง ใช้ได้เลยตอนนี้
john dick Sun, 24/07/2016 - 10:38
In reply to ต้องลองมองในอีกมุม by toooooooon
Uber ไง ใช้ได้เลยตอนนี้เลย แก้ขัดไปก่อน
elon
aeksael Sat, 23/07/2016 - 21:11
elon เป็นมนุษย์ที่คิดจะครองโลก.....
ชอบหมอนี่จัง ถ้ามีเงิน15bm น้อยคนนักจะคิดถึงคนอื่น เพราะชีวิตนี้สบายไปทั้งชีวิตแล้วแท้ๆ
สานต่อวิญญาณ สตีป จ็อปส์
namon2345 Sat, 23/07/2016 - 22:44
In reply to elon by aeksael
สานต่อวิญญาณ สตีป จ็อปส์ พลิกโลกแบบยุคเริ่มต้นสมาร์ทโฟน
เป้าหมายต่อไอ ถล่ม Exxon
errin Sat, 23/07/2016 - 21:20
เป้าหมายต่อไอ ถล่ม Exxon
มองว่าระบบการแชร์รถเวลาว่างนี
lew Sat, 23/07/2016 - 21:23
มองว่าระบบการแชร์รถเวลาว่างนี่เป็นระบบคั่นเวลา ในแง่หนึ่งถ้าในอนาคตรถไร้คนขับ (ไม่ใช่ autopilot ที่ยังต้องการคนขับ) จริงๆ ถึงจุดนั้นไม่มีประโยชน์ที่คนทั่วไปจะเป็นเจ้าของรถอีกต่อไป รถทั้งหมดจะอยู่ในระบบ time-sharing หมด
บ้านไม่ต้องมีที่จอด เช้ามากดแอพเรียกมารับหน้าบ้าน เย็นกดไปส่ง ใครเข้าออกจากบ้านช่วง rush-hour โดนตัวคูณไป เช้าต้องรีบออกหน่อยเดี๋ยวค่าแท็กซี่แพง เย็นไม่ต้องรีบกลับมาก นั่งเล่นไปก่อน
ผมมองว่าขึ้นกับไลฟ์สไตล์ของเจ
Holy Sat, 23/07/2016 - 21:39
In reply to มองว่าระบบการแชร์รถเวลาว่างนี by lew
ผมมองว่าขึ้นกับไลฟ์สไตล์ของเจ้าของรถด้วยครับ อย่างผมไม่มีรถ สัมภาระทุกอย่างที่จำเป็นจะอยู่ในเป้ ก่อนเดินทางแค่คว้าเป้ก็พร้อมไป จะเดินทางด้วยอะไรก็ได้
แต่กับอีกกลุ่มจะมีรถเป็น "บ้านเคลื่อนที่" มีของใช้สารพัดอย่างพร้อมใช้ตลอด รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องสำอางเพียบ อาจจะใช้โมเดลนี้ไม่ได้ครับ
กระบวนการเปลี่ยนแปลงคงไม่ใช่ท
lew Sun, 24/07/2016 - 03:40
In reply to ผมมองว่าขึ้นกับไลฟ์สไตล์ของเจ by Holy
กระบวนการเปลี่ยนแปลงคงไม่ใช่ทันทีครับ แต่การมีรถเป็นของตัวเองจะแพงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับการเรียกรถมาที่บ้าน อารมณ์เดียวกับคนมีรถแต่ถ้าบ้านใกล้รถไฟฟ้าพอก็ยอมไปรถไฟฟ้าทั้งๆ ที่ขนของไปด้วยไม่ได้
การเดินทางของคนทั่วไปโดยส่วนใหญ่ ไม่น่าจะอยากได้สัมภาระจำนวนมากๆ ติดตัวไปด้วยนัก แต่ทุกวันนี้คนจำนวนมากโยนๆ ของไว้ในรถ เพราะอย่างไรเสียเราก็ต้องเอารถไปอยู่แล้ว การไม่โยนของไว้ในรถ ไม่ได้ลดภาระอะไรเรานัก ขณะที่อนาคตถ้าเราสามารถเรียกรถได้ตลอดเวลาเสมือนรถส่วนตัว (ซึ่งกว่าจะถึงจุดนั้นผมว่าอีกหลายสิบปี) จะมีสักกี่คนที่ยอมจ่ายเงินเพิ่มซื้อคอนโดนแล้วซื้อที่จอดรถส่วนตัวเพื่อเอามาจอดรถเพิ่ม เพื่อให้ได้ขนของไปมากับตัว
ก็คงมีบ้าง แต่ก็น่าจะน้อยจนเราไม่ได้เห็นทั่วๆ ไป
ดูจากสภาพการจากตอนนี้ ในอนาคต
gab Sun, 24/07/2016 - 00:04
In reply to มองว่าระบบการแชร์รถเวลาว่างนี by lew
ดูจากสภาพการจากตอนนี้ ในอนาคต Tesla ก็น่าจะเป็นผู้นำในวงการรถโดยสารกลุ่ม time-sharing ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ..วิสัยทัศน์ยิ่งใหญ่มากๆ
แจ่มแมว เป็นบุคลไอดอลผมเลย
Jirawat Sat, 23/07/2016 - 21:28
แจ่มแมว เป็นบุคลไอดอลผมเลย
อีกหน่อย ธุรกิจนำมันรถเจ๊ง
adente Sat, 23/07/2016 - 22:00
อีกหน่อย ธุรกิจนำมันรถเจ๊ง โรงเรียนสอนขับรถก็เจ๊ง สีแยกก็ไม่ต้องมีไฟแดง คนก็จะขับรถกันไม่เป็นอีกต่อไป
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนไม
namon2345 Sat, 23/07/2016 - 22:46
In reply to อีกหน่อย ธุรกิจนำมันรถเจ๊ง by adente
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนไม่ยั้งยืน มีเกิดก็มีดับ
โลกก็มีเครื่องคิดเลขมานานแล้ว
hisoft Sun, 24/07/2016 - 00:50
In reply to อีกหน่อย ธุรกิจนำมันรถเจ๊ง by adente
โลกก็มีเครื่องคิดเลขมานานแล้วนะครับ ผมก็เห็นคนยังคิดเลขเป็นอยู่เลย
ถ้ามันไม่มีประโยชน์ที่จะมีต่อไปมันก็จำเป็นต้องจากไปครับ อาชีพคนเผาถ่านก็เหลือน้อยลงไปตามสภาพ อาชีพนายพรานก็น้อยลงมาก คนก็ล่าสัตว์กันแทบไม่เป็นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
ที่คุณว่ามาเป็นโลกในฝันของผมเ
Holy Sun, 24/07/2016 - 13:34
In reply to อีกหน่อย ธุรกิจนำมันรถเจ๊ง by adente
ที่คุณว่ามาเป็นโลกในฝันของผมเลยครับ
ผมเองก็หุงข้าวเอง(ด้วยเตาไฟ)ไม่เป็นเหมือนกัน ได้แค่เทข้าวลงหม้อ เทน้ำตาม กดปุ่ม.... ก็ออกมาอร่อยดี ไม่เห็นมีปัญหาตรงไหน
เรียกว่า Disruptive
Kittichok Mon, 25/07/2016 - 00:44
In reply to อีกหน่อย ธุรกิจนำมันรถเจ๊ง by adente
เรียกว่า Disruptive Technology น่ะครับ
ฟังแล้วรู้สึกมีความหวังว่ามัน
btoy Sat, 23/07/2016 - 22:02
ฟังแล้วรู้สึกมีความหวังว่ามันจะเป็นจริงได้ในอนาคตอันไม่ไกลมากนัก
สู้ๆครับ เป็นกำลังใจให้
เลิกคิดสอยเบนซ์ หาเทสลาดีกว่า
namon2345 Sat, 23/07/2016 - 22:44
เลิกคิดสอยเบนซ์ หาเทสลาดีกว่า เบนซ์มีแต่ซ่อมเอา ซ่อมเอา เทสลามีได้กับได้ ขอให้ลงไทยเยอะๆเถอะ อยากเห็นปตทล่มสักที ภาษีโปรดไปเก็บรถน้ำมันเยอะๆเลย เอาไฟฟ้าน้อยๆ ให้พัฒนาด้านการผลิตไฟฟ้าด้วยแสงและลม จะได้ลดปัญหาทำโรงไฟฟ้า ประชาชนจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนประท้วง
ลองอ่านความเห็นนี้ของผมดูนะคร
hisoft Sun, 24/07/2016 - 00:52
In reply to เลิกคิดสอยเบนซ์ หาเทสลาดีกว่า by namon2345
ลองอ่านความเห็นนี้ของผมดูนะครับ รีรันให้
ใช้รุ่นไหนอยู่ครับ Bluetec
OXYGEN2 Sun, 24/07/2016 - 14:32
In reply to เลิกคิดสอยเบนซ์ หาเทสลาดีกว่า by namon2345
ใช้รุ่นไหนอยู่ครับ Bluetec Hybrid?
แค่เคยเป็นอดีตสาวกเฉยๆ Blutec
namon2345 Sun, 24/07/2016 - 23:30
In reply to ใช้รุ่นไหนอยู่ครับ Bluetec by OXYGEN2
แค่เคยเป็นอดีตสาวกเฉยๆ Blutec Hybrid เกิดมาเพื่อลดภาษีในไทย เครื่องก็ซีซีน้อย ไฟฟ้าทั้งชุด 9G Tronic ก็มา เสียก็จับสตาร์อย่างเดียว ดีน่ะยังไม่เอา Active Body Control มาในไทยใช้นี้คนใช้น้ำตาเล็ดล่ะครับ
อยากรู้ว่าตอนนี้ Toyota,
illusion Sat, 23/07/2016 - 23:18
อยากรู้ว่าตอนนี้ Toyota, Honda, Nissan กำลังคิดอะไรอยู่ครับ หลังจากเห็นแผนการนี้ของ Tesla เข้าไป
แผนการของ Tesla มันยิ่งใหญ่กว่าที่ผมคิดมาก และถ้าทำสำเร็จจริง ทีนี้พฤติกรรมการซื้อรถของคนมันเปลี่ยนไปแน่ๆ และมันจะทำให้อนาคตของบริษัทรถยักษ์ใหญ่สั่นคลอนได้ง่ายๆ เลย ถ้าทำสำเร็จก็ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อรถบ้านธรรมดาแบบทุกวันนี้อีก (ถ้าไม่ซื้อ Tesla เป็นของตัวเองและหารายได้ ก็ไม่ต้องซื้อรถแล้วไปใช้แบบ time sharing ซะเลย) ซึ่งทุกวันนี้รถบ้านครองตลาดโดย Toyota Honda แม้แต่ในอเมริกาก็ตาม ลองดูว่าถ้า Model 3 มาจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น
บริษัท Toyota ยิ่งใหญ่กว่า Tesla เยอะ แต่ตอนนี้เหมือนจะก้าวช้าไปก้าวใหญ่ๆ แล้ว รถที่มีขายทุกวันนี้ยังเป็นรถแนวคิดเดิมๆ อยู่เลย และถึงแม้ Toyota, Honda จะมีรถแบบ EV ออกขายมาพักนึงแล้ว แต่มันไม่ได้ดูล้ำดูเด่นเท่ากับ Tesla (แค่การรับรู้ของคนก็กินขาดแล้ว Tesla=รถพลังงานไฟฟ้า อันนี้ชัดเจนมาก) แถมเทคโนโลยีอย่าง Autopilot ของบริษัทพวกนี้ก็ยังตั้งไข่ ยังอยู่ในช่วงทดลองอยู่ ...แต่ Tesla กลับมีขายให้ใช้งานได้จริงไปพักใหญ่ๆ แล้ว แถมพยายามจะก้าวไปให้ถึงรถไร้คนขับ 100% ด้วยการพัฒนาไปเรื่อยๆ ให้มันเชื่อถือได้ นี่เรียกว่าล้ำหน้าไปก้าวใหญ่ๆ แล้วล่ะครับ
บริษัทญี่ปุ่นยังคงอนุรักษ์นิยมได้เสมอต้นเสมอปลาย เคลื่อนไหวตัวช้ามาก แบบนี้แหละผมว่าจะแพัทางบริษัท startup ของอเมริกาที่กล้าได้กล้าเสียมากกว่า อย่างเรื่อง Autopilot ถ้าเป็น Toyota ต่อให้ทดลองแทบตายยังไงผู้บริหารก็คงไม่กล้าเอามาใช้ในผลิตภัณฑ์จริงเด็ดขาด คงต้องรอไปอีกซัก 10-20 ปีหากไม่มีการแข่งขัน แต่อย่าง Tesla กล้าเอามาเปิดให้ใช้เลย และมันก็สำเร็จดีด้วย ก็ถ้าบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นยังก้าวด้วยความเร็วเท่านี้ อีก 20 ปีโฉมหน้าผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อาจจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และรถยนต์ยี่ห้อใหญ่ตอนนี้อาจจะกลายเป็นแค่ตำนาน
Toyota Mirai ว่าไงครับ
Hiroki-san Sat, 23/07/2016 - 23:18
In reply to อยากรู้ว่าตอนนี้ Toyota, by illusion
Toyota Mirai ว่าไงครับ
ถ้าติดตามข่าวสารฝั่งวงการรถจร
Lennon Sun, 24/07/2016 - 09:19
In reply to อยากรู้ว่าตอนนี้ Toyota, by illusion
ถ้าติดตามข่าวสารฝั่งวงการรถจริงๆ ผมว่าฝั่งยักษ์ใหญ่ที่คุณว่าก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรเลยนะ
Tesla
Automatic Sun, 24/07/2016 - 09:44
In reply to อยากรู้ว่าตอนนี้ Toyota, by illusion
Tesla ได้เปรียบตรงไม่มีอะไรจะเสียนี่สิ รอให้อายุบริษัทขึ้นหลัก 40 - 50 ปีก่อน ถึงตอนนั้นอาจจะกลายเป็นเต่าเหมือนเต่ารุ่นพี่ก็ได้
ส่วนบริษัทรถเก่าๆทั้งหลายเขาลงทุนค่าวิจัยเครื่องยนต์เดิมๆไปเยอะเขาก็คงอยากได้ทุนคืนนะ อย่างเครื่องดีเซล่าสุดของเบนซ์ก็ใช้งบเกือบแสนล้าน แล้วจะให้รีบทำเครื่องไฟฟ้ามาฆ่าตัวเองก็ออกจะใจกล้าไปหน่อยมั๊ย
ส่วน Autopilot นี่ Benz มีมาก่อน Tesla อีกอะ คือ steer ได้เบรคได้เร่งได้
แต่ Tesla ทำตัวเองให้เป็นข่าวได้เก่งกว่าละมั้ง เดี๋ยวรอดูของ Audi ครับ เห็นคุยนักหนาว่าดี
+1 นี่ล่ะครับที่อยากจะสื่อ
Lennon Sun, 24/07/2016 - 11:39
In reply to Tesla by Automatic
+1 นี่ล่ะครับที่อยากจะสื่อ คือบริษัทที่ลงแรงไปเยอะจะเปลี่ยนอะไรคงจะไม่ทุบหม้อข้าวตัวเองเปลี่ยนกระทันหัน แต่ก็ไม่ใช่เขาไม่คิดทำ เพียงแต่เขาซุ่มทำ GM Volt มีมอเตอร์ปั่นไฟในตัว กรอกน้ำมันลงไปก็กลายเป็นไฟฟ้าเลยไม่ต้องมาเก็บพลังงานชาร์จอะไรวุ่นวายคิดเสร็จปี 2004 กว่าจะได้ฤกษ์ขายปี 2010กว่าๆ เหตุผลง่ายๆเขาบอกรถน้ำมันยังมีอยู่เต็มสต๊อก (อีกอย่างฝั่งผู้บริโภคก็ไม่ได้เรียกร้องอีกตะหาก เขาอยากได้รถอะไรก็ได้ที่มันประหยัดไม่จำเป็นต้องไฟฟ้า) ขณะที่เทสล่ามาใหม่ ลองไม่ทำก็คงเหมือน Fisker Spyker และอีกหลายๆค่ายที่คนไม่ทันจะจำได้
รวมๆผมว่าตา Elon Musk นี่คือแกหาเสียงเก่งน่ะครับ
ผมว่าน่าจะคล้ายๆวงการมือถือนะ
zyzzyva Sun, 24/07/2016 - 03:22
ผมว่าน่าจะคล้ายๆวงการมือถือนะ คือ Tesla จะผลิตรถยนต์ที่คุม ecosystem ทั้งหมดคล้ายๆกับที่ Apple ทำ iPhone ส่วน Google จะเน้นขายระบบปฏิบัติการและบริการ (Android + Driverless AI) ให้กับบริษัทรถยี่ห้อต่างๆ
+1
narasak Sun, 24/07/2016 - 17:11
In reply to ผมว่าน่าจะคล้ายๆวงการมือถือนะ by zyzzyva
+1
จริงๆ time
aeksael Sun, 24/07/2016 - 05:35
จริงๆ time sharingที่ทำได้ตอนนี้เลยคือพัฒนาระบบขนส่งมวลชนครับเช่นรถไฟฟ้า เหมือนญี่ปุ่น
ดัดแปลงtaxi ให้ใช้พลังงานไฟฟ้า+แหล่งจ่ายพลังงาน
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ
sunVSmoon Sun, 24/07/2016 - 10:45
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ
น่าสนใจมาก
loptar Mon, 25/07/2016 - 11:16
น่าสนใจมาก คนที่คิดแผนการใหญ่ได้เป็นขั้นตอนขนาดนี้ เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าหากันได้ในระดับนี้ สุดยอดจริง
ผมกลับมองว่าเค้ามองภาพรวมเอาไ
nrml Mon, 25/07/2016 - 11:30
In reply to น่าสนใจมาก by loptar
ผมกลับมองว่าเค้ามองภาพรวมเอาไว้แล้วล่ะ จากนั้นก็กลับมาตีโจทย์ว่าจะเริ่มต้นสานฝันจากจุดไหนให้มันดูสามารถเข้าใกล้ความเป็นจริงได้มากที่สุดก่อน
ตบทความดีมากครับ ขอบคุณครับ
atmas Sat, 16/09/2017 - 01:06
ตบทความดีมากครับ ขอบคุณครับ