Tags:
Node Thumbnail

รัฐบาลอังกฤษกำลังร่างแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 หนึ่งในนั้นคือการกระตุ้นดีมานด์ของรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการจ่ายเงินอุดหนุนให้คนที่เปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 6,000 ปอนด์

บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษมีกำหนดจะชี้แจงเกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจนี้ในวันที่ 6 กรกฎาคม ขณะที่แผนนี้ก็น่าช่วยบริษัทรถยนต์ที่มีฐานการผลิตหรือประกอบรถยนต์ไฟฟ้าในสหราชอาณาจักรโดยตรง

ทั้งนี้อังกฤษเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนรถยนต์พลังงานสะอาดในระดับนโยบายอยู่แล้ว โดยเฉพาะนโยบายที่กำหนดให้ห้ามขายรถยนต์สันดาปหลังปี 2040 เป็นต้นไป

ที่มา - Reuters

No Descriptionภาพจาก Shutterstock

Get latest news from Blognone

Comments

By: McKay
ContributorAndroidWindowsIn Love
on 8 June 2020 - 13:15 #1161694
McKay's picture

ทั้งนี้อังกฤษเป็นหนึ่งในประเทศที่รถยนต์พลังงานสะอาดในระดับนโยบายอยู่แล้ว

ขาดคำว่าสนับสนุนครับ

มี -> ปี ครับ


In Soviet Warcraft, Argus comes to you.

By: whitebigbird
Contributor
on 8 June 2020 - 13:48 #1161701
whitebigbird's picture

ตกลงว่าเทคโนโลยีของรถไฟฟ้ามันยังไม่เหมาะกับอากาศแบบไทยเหรอครับ?

By: z2
Windows PhoneAndroidUbuntuWindows
on 8 June 2020 - 13:48 #1161702 Reply to:1161701

ผู้ผลิตในประเทศครับ

By: terdsak.s on 8 June 2020 - 14:44 #1161723 Reply to:1161701

ไม่เกี่ยวเลยครับ เพราะเรื่องระบายความร้อนใช้ Liquid+Vent. ได้สบายครับ แต่ติดตรงการกระตุ้นให้ไปใช้พลังงานไฟฟ้านี่แหละครับ มิหนำซ้ำกำลังไฟฟ้าประเทศเราตอนนี้ก็วิกฤติอยู่ครับ เตรียมความพร้อมด้านการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอก่อนดีกว่าครับ

By: jokerxsi on 8 June 2020 - 15:12 #1161728 Reply to:1161701

น่าจะไม่จริง ต่อให้มีปัญหาเราก็น่าจะแก้ไขได้

มันจะตลกมาก ถ้าเรายังเชื่อเรื่องรถไฟฟ้าไม่เหมาะกับเมืองร้อนในขณะที่ประเทศทะเลทรายใช้รถไฟฟ้าวิ่งทั่วเมือง

By: waroonh
Windows
on 8 June 2020 - 16:44 #1161743 Reply to:1161701

อาจเป็นเพราะ ทำกรรม ร่วมกันไว้ในชาติที่แล้ว
ถ้าโตโยต้า ฮอนด้า ยังไม่ทำรถ EV ล้วนๆ มาขายจริงจัง
ผมว่าไม่เกิดในประเทศนี้หลอกครับ อย่างน้อยๆ ก็ผมคนนึง
ที่ทำใจซื้อ Nissan, MG ไม่ลง จะซื้อรถยุโรปก็ไม่มีเงิน

By: kookai
AndroidWindows
on 8 June 2020 - 19:04 #1161762 Reply to:1161701

ปัจจัยหลายอย่างในประเทศนี่แหละครับที่ทำให้ประเทศไทยในไม่สามารถผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่

  1. ภาษี ปัจจุบันภาษีนำเข้าและภาษีที่ต้องจ่ายประะจำปีของรถยนต์ไฟฟ้าสูงครับคิดเป็นรถยนต์ปกติเลย ทั้งๆที่ในหลายๆประเทศแล้วภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจะถูกกว่า เนื่องจากต้นทุนเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ลดลง พวกมลพิษ (SOx, NOx, CO) ที่ลดลงไป โดยปกติแล้วภาษีที่เก็บส่วนหนึ่งจะต้องเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม เมื่อการปล่อยมลพิษลดลงภาษีก็ควรที่จะลดลงตามไปด้วยแต่ในความเป็นจริงประเทศไทยไม่มีมาตรการนี้ ซึ่งรัฐควรที่จะอุดหนุนมากกว่านี้ครับ

  2. ที่ชาร์จยังไม่เพียงพอ นึกสภาพว่าถ้าจะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพียงคันเดียวเลยมันจะเป็นไปได้ไม๊? จำนวนสถานีชาร์จในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นรถหลักครับ เป็นได้แต่รถคันที่สอง เพราะถ้าจะไปต่างจังหวัดก็ไม่สะดวกเพราะสถานีชาร์จหายาก ในคอนโดก็ไม่มีเพราะคอนโดเองก็ไม่อยากลงทุน ซึ่งรวมไปถึงการจัดการต่างๆที่จะต้องตามมา เช่นคิวการใช้งานซึ่งคนไทยไม่มีระเบียบพอที่จะมาเอาออกตอนชาร์จเต็มครับ (จะนอนซะอย่าง ไม่สนใครอยู่แล้ว) รวมถึงว่าค่าใช้จ่ายใครจะเป็นคนออก เพราะคนใช้มีแค่กระจุกมือเดียว ทำไมคนทั้งหมดจะต้องจ่ายเงินให้ด้วย จะมีได้ก็แต่ตามบ้านส่วนตัวเลย

  3. พฤติกรรมการใช้งานของคนไทย อันนี้มีความเกี่ยวข้องบ้างกับข้อ 2 ถ้าที่ชาร์จมีจำกัด ด้วยพฤติกรรมของคนไทยแล้วก็คงชาร์จทิ้งไว้แล้วไปไหนต่อไหน ไม่สนใจจะมาเอาออกตอนชาร์จเสร็จพอดี ไม่สนใจว่าจะมีใครรอต่อหรือเปล่า ทำให้ลำบากสำหรับคนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีที่ชาร์จส่วนตัวครับ

  4. เรื่องกำลังการผลิตไฟฟ้าที่จะต้องเพิ่มขึ้น เพราะถ้ามองว่าจะต้องเปลี่ยนการใช้พลังงานจากน้ำมันเป็นไฟฟ้า อัตราการใช้ไฟฟ้าก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้การไฟฟ้าก็ต้องเพิ่มกำลังการผลิตตามไปด้วย แต่ตอนนี้จะเอาโรงไฟฟ้าไปตั้งที่ไหนก็ไม่มีใครเอา อัพเกรดจึงเป็นเพียงทางเลือกเดียว แต่มันก็ต้องวางแผนระยะยาวครับ

ผมมองว่ารถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะเป็นได้แค่รถคันที่สองล่ะครับ เป็นรถหลักคงลำบาก

By: delete on 9 June 2020 - 14:25 #1161935 Reply to:1161762

1.ภาษี ปัจจุบันภาษีนำเข้าและภาษีที่ต้องจ่ายประะจำปีของรถยนต์ไฟฟ้าสูงครับคิดเป็นรถยนต์ปกติเลย ทั้งๆที่ในหลายๆประเทศแล้วภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจะถูกกว่า เนื่องจากต้นทุนเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ลดลง พวกมลพิษ (SOx, NOx, CO) ที่ลดลงไป โดยปกติแล้วภาษีที่เก็บส่วนหนึ่งจะต้องเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม เมื่อการปล่อยมลพิษลดลงภาษีก็ควรที่จะลดลงตามไปด้วยแต่ในความเป็นจริงประเทศไทยไม่มีมาตรการนี้ ซึ่งรัฐควรที่จะอุดหนุนมากกว่านี้ครับ

  • ภาษีนำเข้า ไม่เกี่ยวกับว่ารถจะใช้ไฟฟ้า หรือน้ำมัน แต่มันเกี่ยวกับการอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ในประเทศกับต่างประเทศ

-ภาษีประจำปี จ่ายตามซีซี ก็จริง รถที่ซีซีสูง จ่ายมากกว่า
แต่รถยนต์ไฟฟ้า กม.ไม่ได้กำหนดไว้ ตอนนี้เลยใช้อัตราที่คิดตามน้ำหนัก https://www.dlt.go.th/th/yearly-tax/view.php?_did=75

ภาษีสรรพสามิต ปัจจุบัน คิดตามปริมาณการปล่อยไอเสียอยู่แล้ว
ev เสีย 4% (ถ้าประกอบในประเทศ จะลดให้ครึ่งนึง แล้วถ้าเข้าร่วมboi ลดเหลือ0% 3ปี)
ไฮบริด เสีย 8% เข้าboi เหลือ 4
น้ำมัน ปัจจุบันอยู่ที่ 30% ถ้าปล่อยco02 ลดลง ก็ลดให้ตามเรท

4.เรื่องกำลังการผลิตไฟฟ้าที่จะต้องเพิ่มขึ้น เพราะถ้ามองว่าจะต้องเปลี่ยนการใช้พลังงานจากน้ำมันเป็นไฟฟ้า อัตราการใช้ไฟฟ้าก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้การไฟฟ้าก็ต้องเพิ่มกำลังการผลิตตามไปด้วย แต่ตอนนี้จะเอาโรงไฟฟ้าไปตั้งที่ไหนก็ไม่มีใครเอา อัพเกรดจึงเป็นเพียงทางเลือกเดียว แต่มันก็ต้องวางแผนระยะยาวครับ

-ตอนนี้กำลังการผลิตอยู่ที่ 4หมื่นเมกกะวัตต์ ใช้จริงอยู่ที่ 28000-30000 เมกกะวัตต์
ยังเหลือแกปอีกเป็นหมื่นเมกกะวัตต์

ถ้ารถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1ล้านคัน จะใช้ไฟเพิ่มแค่ไหน อ้างอิงจากพันทิป https://pantip.com/topic/39095050

จะเพิ่มขึ้นแค่3000เมกกะวัตต์ ยังห่างไกลจากกำลังการผลิตปัจจุบันเยอะ(4หมื่น เดิมใช้3หมื่น+รถevอีก 3พัน เหลือ 7พันเมกะวัตต์)

กฟน. ก็ยังเคยโม้ว่าต่อให้รถเพิ่มมาล้านคันก็ยังรองรับ

https://mgronline.com/motoring/detail/9610000086343

By: je901
iPhoneAndroidWindows
on 10 June 2020 - 13:59 #1162125 Reply to:1161935

สงสัยในข้อ 4 น่ะครับ กำลังผลิตนี้เราผลิตได้เสถียรแค่ไหนครับ เพราะเคยได้ยินว่ามีปัญหาเวลาต้องต่อสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากเพื่อนบ้าน ทุกวันนี้เรายังต้องพึ่งพลังงานตรงนี้เยอะอยู่มั้ยครับ แล้วก็กำลังผลิตที่เกินมานี่ กระจายได้ดีขนาดไหนครับ เพราะเข้าใจว่าถึงผลิตได้มาก แต่ถ้ากระจุกอยู่ที่เดียว ไฟฟ้าในบางพื้นที่ก็ขาดแคลนอยู่ดีครับ

By: delete on 16 June 2020 - 20:55 #1163112 Reply to:1162125

ไฟฟ้า 100% กฟผ ผลิตได้เอง 35% ครับ หึหึ นอกนั้นเอกชนล้วนๆ
สัญญาจ้างก็มั่นคง แน่นอน มีประกันรายได้ขั้นต่ำอะไรปามานนี้ด้วยเลย หรือมีสัญญาแบบว่าไม่ต้องเดินเครื่องนะ แต่ถ้าไฟดับไฟขาดปุ๊บ ต้องเดินเครื่องได้เลยทันที (คือทั้งปี แทบไม่ต้องเดินเครื่องผลิตไฟเลยอะ แต่สแตนบายรอเฉยๆ)

ส่วนปัญหาเรื่องพื้นที่การผลิตไฟฟ้า ก้อีกปัญหานึงครับ เพราะบางแห่งเช่นภาคใต้และอีสาน ไม่สามารถตั้งโรงไฟฟ้าในพื้นที่ได้ ใต้ก็ต่อต้านคัดค้านหนัก อีสานก็มีปัญหาพื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะตั้งโรงไฟฟ้า(ขาดน้ำ ถึงขั้นว่าตอนนี้มีโปรเจคผันน้ำโขงมาใช้แล้ว แต่ก็อย่างที่เห้นอยู่ว่าขึ้นอยู่กับจีน 55)

By: akira on 8 June 2020 - 22:12 #1161803 Reply to:1161701

ไม่หรอกครับ ภาครัฐ และเอกชนก็เริ่มขยับกันแล้ว แต่อุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีฐานการผลิตในเมืองไทยยังไม่พร้อม ภาษีที่รัฐจัดเก็บมาจากกลุ่มนี้เยอะ ก็ต้องค่อยปรับเปลี่ยนกันไป รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่เกี่ยวกับพลังงาน ก็เริ่มทำวิจัยเพื่อเข้ามาตรงนี้กันแล้ว พอดีคนรู้จักเขากำลังขอ License ที่หน่วยงานรัฐทำวิจัย เพื่อผลิตแท่น Charge นำมาทดลองผลิตภายในประเทศพอดี

By: IDCET
Contributor
on 8 June 2020 - 22:32 #1161807 Reply to:1161701

ไม่ครับ แต่มีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดช้าครับ

ทั้งมาจากภาษีรถไฟฟ้าที่สูง วัตถุดิบในการทำรถไฟฟ้าไม่ค่อยมี การตลาดเน้นคนมีฐานะหรือทำราคาได้ยาก คุณภาพบุคลากรที่ยังน้อย ความรู้และ Know-howในเรื่องรถไฟฟ้าไม่ค่อยมี จุดชาร์จน้อย การรีไซเคิลแบตที่ไม่รู้ว่าจะจีดการยังไง การผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอที่ต้องนำเข้า และการขัดแย้งกับผู้ผลิตรถสันดาบที่ทำในประเทศ (แม้จะเริ่มมีมาผลิตรถไฟฟ้าหรือ Hybrid ตามสิทธิ์ BOI บางเจ้าก็ตาม)

By: komy
iPhone
on 8 June 2020 - 18:23 #1161754
komy's picture

บ้านเรา ภาษีรถยังจัดเต็มอยู่เลยครับ คงต้องรอๆๆๆไปก่อน.

By: godzillalovely on 8 June 2020 - 19:38 #1161773

ให้ระบบขนส่งของทั้งหลายใช้รถไฟฟ้าให้ได้ก่อน
จะดีกว่าไหม
ยังใช้เครื่องดีเซลพ่นควันดำอยู่เลย
เครื่องเบนซินมันก่อมลพิษน้อยกว่าอยู่แล้ว

By: 7elven
ContributoriPhoneWindows PhoneAndroid
on 8 June 2020 - 20:24 #1161780

เรื่องรถไฟฟ้าในประเทศไทย มันเกี่ยวพันธ์กับหลายอย่าง เพราะประเทศเราเป็นฐานผลิตรถยนต์ลำดับต้นๆ ของโลก มีคนงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้เยอะ พวกชิ้นส่วนอะไหล่ ที่รถยนต์สันดาปต้องใช้ แต่รถไฟฟ้าไม่ใช้ ถ้าเปลี่ยนผ่านเร็วไป จะมีคนงานเยอะมากที่ต้องตกงาน เศรษฐกิจก็จะแย่ลงอีก

ผมมองว่าการผลักดันรถไฟฟ้าในไทย รัฐบาลคงจะให้เป็นไปแบบช้าๆ คือผลักดันนะ แต่ไม่มาก

By: gift099
Windows PhoneAndroidWindowsIn Love
on 9 June 2020 - 10:35 #1161872

เคยขับรถแล้วน้ำมันหมด ก็โทรจ้างให้เค้าเอาน้ำมันใส่ถังแกลลอน มาเติม
ถ้ารถไฟฟ้าแบตหมด คงต้องโทรจ้างให้เค้าเอาแบตสำรองมาเสียบชาร์จแน่ๆ (ไม่รู้ต้องชาร์จนานขนาดไหน ถึงจะขับต่อได้)

By: delete on 9 June 2020 - 14:35 #1161937 Reply to:1161872

เอารถมาลากชาร์จได้ 555

https://www.facebook.com/MGFCThailandFP/posts/2568286980058796/

By: IDCET
Contributor
on 9 June 2020 - 15:16 #1161943 Reply to:1161937

รู้สึกที่ล้อมันปั่นไฟเข้าแบตได้นี่นะ รถไฟฟ้า มาพร้อมกับพวก regenerative system

By: runnary
iPhoneWindows PhoneAndroidBlackberry
on 9 June 2020 - 18:10 #1161980
runnary's picture

ไม่ใช่ว่าคนที่มีอำนาจถือหุ้นบริษัทน้ำมันอยู่หรอครับ (ขอโทษผมมันสายมโน)

By: whitebigbird
Contributor
on 10 June 2020 - 09:34 #1162041 Reply to:1161980
whitebigbird's picture

ไม่น่าใช่เหตุผลหลัก แต่มีส่วนแน่นอนครับ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่โดยตรงนะ แต่เป็นทางอ้อม เพราะโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนให้โรงงานที่ทำรถใช้น้ำมันปกติ มันจะรายได้หายวับ ซึ่งหมายถึงประชาชนส่วนนึงก็จะรายได้หายวับเช่นกัน

ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด รถไฟฟ้าชิ้นส่วนน้อยกว่ามาก ถึงเวลาเปลี่ยนไปไฟฟ้า ยังไงมันต้องเปลี่ยน แต่ผมเชื่อเอง (มโนด้วยคน) ว่ารบ.ไหนๆ ก็ไม่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากกว่าการสร้างฐานเสียง และรักษาฐานเสียงให้กับตัวเองหรอกครับ

มันต้องใช้พลังงานในการวางแผนเปลี่ยนผ่านนานพอควรนะ

By: delete on 10 June 2020 - 12:55 #1162091 Reply to:1161980

ไม่ได้ถือหุ้นหรอก แต่มองง่ายๆเลยนะ
ทุกวันนี้มีรัฐเก็บภาษีจากน้ำมันเชื้อเพลิงตก 8-10บาท ต่อลิตร
ราคาน้ำมันที่ขายอยู่หน้าปั๊มคือราคาน้ำมันจริง+ภาษี

รายได้ไม่มากมายแค่ปีละ 2แสนล้าน (ทั้งปีรัฐจัดเก็บภาษีได้ราว 1ล้านๆบาท เฉลี่ยคิดเป็น 20%ของภาษีเงินได้ทั้งประเทศ)
ตรงนี้แหละที่ดูเหมือนจะเป็นวาระซ่อนเร้นว่าทำไมปกป้องบริษัทน้ำมันหรือรถยนต์น้ำมันมาก

ยังไม่รวมถึงอุตสาหกรรมหลักๆในประเทศ คือโรงงานประกอบรถยนต์และบริษัทผลอตชิ้นส่วนซัพพลายเออร์ป้อนโรงงาน