ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แต่ละบริษัทก็เริ่มลดรายจ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นปรับลดพนักงานออก โดยเฉพาะพนักงานที่ไม่ได้มีผลกับรายได้ของบริษัทโดยตรงอย่างพนักงานไอที หลายเว็บก็ได้ทำหน้าพิเศษในการนับจำนวนพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง โดยตัวเลขจาก TechCrunch ตอนนี้ตัวเลขผ่าน 100,000 ตำแหน่งไปแล้ว จาก 300 บริษัทในธุรกิจเทคโนโลยีและสารสนเทศ โดยมีตัวเลขเศร้าๆ ที่น่าสนใจดังนี้
- Citigroup 50,000 ตำแหน่ง
- AT&T 12,000 ตำแหน่ง
- Dell 8,900 ตำแหน่ง
- Sony 8,000 ตำแหน่ง
- Sun Microsystems 5,000 ตำแหน่ง
- Motorola 3,000 ตำแหน่ง
- XeroxCorp 3,000 ตำแหน่ง
- Yahoo 1,500 ตำแหน่ง
คาดกันว่าการเลิกจ้างพนักงานในครั้งนี้จะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคสงครามโลกเป็นต้นมา เฉพาะในอเมริกาตอนนี้มีตัวเลขถูกเลิกจ้างรวมทุกสาขากว่า 500,000 ตำแหน่งแล้ว ใครที่กำลังจะเรียนจบคงต้องเร่งหาความรู้ให้มาก ส่วนคนที่ทำงานก็เริ่มต้องเกาะเก้าอี้ให้แน่นขึ้นล่ะครับ
ที่มา - TechCrunch, Forbes
จากข่าวเก่าเมื่อเดือนตุลาคม Yahoo! เตรียมปลดพนักงาน ประมาณ 1,000-3,000 คน วันนี้มันเริ่มต้นแล้วครับ ตัวเลขคือ 1,520 คนซึ่งส่วนมากเป็นพนักงานในสหรัฐอเมริกา โดย Wired รายงานว่าฝ่ายที่โดนปลดคือพนักงานทั่วไปที่ไม่ใช่สายไอที เช่น ธุรการ บุคคล ฯลฯ
การปลดคนครั้งนี้จะช่วยลดรายจ่ายให้ Yahoo! ลง 400 ล้านดอลลาร์ (รายจ่ายทั้งหมดของปีงบประมาณที่แล้วคือ 3,900 ล้านดอลลาร์) โฆษกของบริษัทแถลงว่า Yahoo! ยังเตรียมจะปิดธุรกิจฝ่ายที่ไม่สำคัญต่อทิศทางของบริษัท
จดหมายของเจอรี่ หยาง ผู้ก่อตั้งและรักษาการ CEO ต่อพนักงาน อ่านได้จาก Tough times ส่วนปฏิกริยาของพนักงานที่โดนปลด อยู่ใน Wired
การปลดพนักงานครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทองของบริษัทไอทีหน้าใหม่ ที่จะได้พนักงานมีฝีมือในราคาถูก บริษัทหน้าใหม่ชื่อ TokBox ได้จ้างรถขาย Taco ไปแจกอาหารฟรีพร้อมใบรับสมัครงานที่หน้าสำนักงานของ Yahoo! ดูรูปได้ใน TechCrunch
ที่มา - CNET
บริษัท Fujitsu ยอมรับว่ากำลังอยู่ในช่วงเจรจาเพื่อขายธุรกิจส่วนการผลิตฮาร์ดดิสก์ โดยอาจจะขายให้กับ Western Digital เนื่องจากบริษัทประสบปัญหาจากการไม่ทำกำไรในธุรกิจส่วนนี้ ซึ่งรวมแล้วคิดเป็นมูลค่ากว่าร้อยล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามทาง Western Digital ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆขณะนี้
นอกจากนี้ Fujitsu เองก็ยังเตรียมขายธุรกิจฮาร์ดแวร์อีกตัวคือ Fujitsu Siemens Computers ในส่วนที่ทำการจัดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ค้าปลีก โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ยุโรป โดยคาดหมายว่า Lenovo จะเป็นผู้เข้ามาซื้อกิจการนี้ไป แต่เช่นเดียวกัน Lenovo ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆขณะนี้
ก่อนหน้านี้ Fujitsu เองได้ทำการซื้อหุ้นจำนวน 50% จาก Siemens ในบริษัทนี้ หากแต่ทาง Fujitsu เองก็ต้องการปรับลดส่วนธุรกิจที่เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ลง และจะไปทุ่มเน้นที่ส่วนการให้บริการด้าน I.T. solution แทนซึ่งสามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่า
ที่มา: The Wall Street Journal
ตอนที่แล้วมาร์คถามไปแล้วนะครับเรื่องของความคาดหวังจากนายจ้างว่าอยากให้ลูกจ้างมีอะไรบ้าง
ในฐานะลูกจ้างคนหนึ่ง ผมเองมีความคาดหวังต่อนายจ้างอยู่มากเช่นกัน และเชื่อว่าสมาชิก Blognone ซึ่งส่วนมากก็เป็นลูกจ้างเหมือนๆ กันตอนเรียนจบมา หรือตอนย้ายงานคงคาดหวังกันว่านายจ้างของตนจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ และนี่คือที่มาของคำถามว่าชาว Blognone คาดหวังอะไรกับนายจ้างของเรากันบ้างครับ?
คำพูดที่ผมมักได้ยินอยู่เสมอเวลาคุยกับผู้ประกอบกิจการด้านไอที คือ "เด็กจบใหม่ใช้งานไม่ค่อยได้ ต้องเทรนกันนาน" ผมคิดว่าต้นเหตุของปัญหานี้คือนักศึกษาที่อยู่ในสายไอทีเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ ไม่ทราบความต้องการของตลาดด้วยว่าอยากให้ตัวเองพัฒนาไปในทางไหน
อย่าให้ปัญหานี้มันติดลูปต่อไปเรื่อยๆ อีกเลยครับ ขอเชิญทั้งรุ่นพี่ที่ทำงานแล้ว เจ้าของบริษัทหรือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจจ้าง และตัวนิสิต นักศึกษา (รวมถึงนักเรียนเอง) เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นกันว่า อยากให้แรงงานด้านไอทีที่กำลังศึกษาอยู่ และกำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในเร็วๆ นี้ มีทักษะอะไรกันบ้าง
เป็นเรื่องน่าคิดเหมือนกันนะครับ เมื่อผู้บริโภคในประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกประเทศหนึ่ง ดังเช่น สหรัฐอเมริกา (ถึงแม้ในปัจจุบันต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ) เริ่มแสดงบทบาทที่จะไม่ตามติดเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำออกมาล่อใจ และต้องควักเงินซื้อทุกๆอย่างที่มีการพัฒนาและผลิตออกมาจำหน่ายจากกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม
รายงานจากกลุ่มบริษัท เอ็นดีพี (NDP Group) ระบุว่า บรรดาผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการบริโภคเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยการตัดค่าใช้จ่ายเริ่มตั้งแต่วันหยุดเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่นี้ โดยจะลดการซื้อของขวัญยอดนิยมต่างๆ ที่เคยมียอดการซื้อเป็นจำนวนมากในปีที่ผ่านมา เช่น เครื่องรับโทรทัศน์จอแบน คอมพิวเตอร์ (ทั้ง desktop และ notebook) เครื่องเล่น MP3 กล้องถ่ายภาพดิจิตอล อุปกรณ์นำทาง (GPS) และกรอบภาพดิจิทัล หรือแม้แต่เครื่องโทรศัพท์มือถือ
ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐลามไปถึงกูเกิลแล้ว กูเกิลเตรียมจะปรับลดพนักงานแบบสัญญาจ้างชั่วคราว (contractor) จำนวนประมาณ 10,000 ตำแหน่ง พนักงานส่วนนี้บางส่วนอาจถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นพนักงานประจำเต็มเวลา แต่ลดสวัสดิการหลายอย่างลงไป (รวมถึงหุ้น) ซึ่งในภาพรวมจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง
ปัจจุบันกูเกิลมีพนักงานประจำอยู่ประมาณ 20,000 คน แต่มีพนักงานรวมประมาณ 30,000 คน ผู้ก่อตั้ง Sergey Brin ให้ความเห็นว่าพนักงานชั่วคราวจำนวน 10,000 คนนี้มีจำนวนมากเกินไป มีรายงานว่ากูเกิลวางแผนปรับลดพนักงานกลุ่มนี้มาประมาณ 6 เดือนแล้ว
บริษัท Siemens AG ได้ประกาศวันนี้ว่าจะทำการขายหุ้น 50% ในบริษัท Fujitsu Siemens Computers ซึ่งเป็นกิจการร่วมให้กับทางคู่ค้าอย่าง Fujitsu ไปทั้งหมด มูลค่ารวม 450 ล้านยูโร
สาเหตุหลักมาจากนโยบายของทาง Siemens ที่ต้องการเน้นยุทธศาสตร์ในด้านธุรกิจอุตสาหกรรม พลังงาน และสุขภาพเป็นหลัก
บริษัท Fujitsu Siemens Computers ก่อตั้งเมื่อปี 1999 โดยสองบริษัทยักษ์นี้ถือหุ้นกันคนละ 50-50
ที่มา: AP - Fujitsu to buy stake of Fujitsu Siemens Computers
รายงานจาก Layoff Tracker ซึ่งจัดทำโดย TechCrunch พบว่าตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมามีบริษัท 49 แห่งที่ปลดพนักงานออก นับรวมกันได้ถึง 20,494 คน
โดยมากที่สุดก็คือ Dell ปลดออก 8,900 คนหรือคิดเป็น 10% รองลงมาคือ Xerox ปลดออก 3,000 คน หรือคิดเป็น 5% หากนับเฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีคนถูกออกจากงานจากบริษัทเทคโนโลยีถึง 13,809 คน โดยจากทั้งหมด 49 แห่งที่รายงาน 33 แห่งเป็นบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ แต่จำนวนคนที่ถูกออกจากงานรวมกันก็แค่เพียง 573 คน
ที่มา - TechCrunch
ถึงแม้จะมีข่าวเชิงลบในธุรกิจด้านเทคโนโลยีเรื่อยๆ แต่เสิร์ชเอ็นจินชื่อดังของจีนอย่าง Baidu.com ก็สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมาถึง 91% โดยได้อานิสงส์หลักจากการแข่งขันโอลิมปิกในเดือนสิงหาคม
ปัจจุบัน Baidu เป็นเสิร์ชเอ็นจินอันดับหนึ่งในประเทศจีน โดยมีกูเกิลอยู่ในอันดับสอง หากแต่ในภาพรวมระดับโลก Baidu ก็เป็นถึงอันดับที่สามรองจากกูเกิล และยาฮูตามลำดับ (ประชากรจำนวนมหาศาลในจีนนั้นมีผลจริงๆ)
อย่างไรก็ตามหุ้นของบริษัทก็ร่วงลงมาถึงหนึ่งในสามในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมา จนมีข่าวออกมาว่าทางบริษัทอาจทำการซื้อหุ้นคืนจำนวนหนึ่ง แต่บริษัทได้แถลงว่ายังไม่มีแผนการณ์ดังกล่าว
ขณะที่เขียนข่าวอยู่นี้ หุ้นของ Baidu ก็ร่วงลงมาอีกกว่า 15% หลังการแถลงผลประกอบการ
Yoichi Wada ประธานค่ายเกม Square-Enix ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวในงาน Tokyo Game Show 2008 ถึงประเด็นว่าอุตสาหกรรมเกมจากโลกตะวันตกเริ่มแซงเกมญี่ปุ่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งในแง่อัตราการเจริญเติบโต และเงินทุนที่สูงกว่าญี่ปุ่นมาก
ข้อเสนอของ Wada คือผู้พัฒนาเกมขนาดเล็กและกลางในญี่ปุ่นจะต้องจับมือกัน ก่อตั้งเป็น "พันธมิตร" (Wada ใช้คำว่า "Japanese Alliance") อย่างที่ค่าย Tecmo กับ Koei ทำ ไอเดียของ Wada คือต้องมีบริษัทแม่ (holding company) ที่เป็นตัวกลางบริหาร และมีค่ายลูกและแบรนด์ย่อยอื่นๆ จำนวนมากในสังกัด
นี่แปลว่า Square-Enix จะเริ่มการซื้อครั้งใหญ่? มีหลายคนแซวว่านี่มันโมเดลของ EA นี่นา
ที่มา - Kotaku
ดูท่าว่าพิษเศรษฐกิจตอนนี้จะฉุดไม่อยู่เสียแล้ว บริษัทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่อย่าง Ebay, Yahoo, ตลอดจนบริษัทเล็กๆ อย่าง Hi5 และบริษัทอื่นๆ ก็มีแผนปลดพนักงานตลอด ตอนนี้บริษัท Texas Instrument (TI) ก็เตรียมลดพนักงานอีก 650 คนใน 6 ประเทศ จากพนักงานทั้งหมด 30,000 คนในปัจจุบัน
สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องมาจากผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นลูกค้ารายหลักอย่าง Motorola นั้นขายโทรศัพท์มือถือได้ไม่ค่อยดี ชิพที่ TI ผลิตป้อนให้ก็พลอยโดนผลกระทบไปด้วย ทำให้รายได้ใน Q4 น่าจะได้เพียง 2.83-3.07 พันล้านดอลลาร์ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้วที่ได้ 3.56 พันล้านดอลลาร์ และหลังจากข่าวนี้ออกหุ้นของ TI ก็มีราคาลดลง 5% เหลือ 17.05 ดอลลาร์
พิษเศรษฐกิจครั้งนี้หวังว่าคงไม่กระทบถึงงานของเราๆ ท่านๆ นะครับ ก็ขอให้ตั้งใจทำงานกันต่อไป
ที่มา: The New York Times
เนคเทคได้สำรวจข้อมูลผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี รายงานของปี 2551 ซึ่งเก็บข้อมูลระหว่างเดือน ส.ค. และ ก.ย. เพิ่งออกมาเมื่อต้นเดือนนี้ มีผู้ตอบแบบสอบถาม 14,809 คน ผมคัดมาเฉพาะสถิติอันที่น่าสนใจ แบบเต็มๆ ดูกันเองตามลิงก์นะครับ
- สัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากที่ทำงานเพิ่มมากขึ้น ใช้งานจากร้านเน็ตลดลงฮวบ และใช้งานจากที่บ้านลดลงเล็กน้อย (สรุปว่าแอบเล่นในเวลางานกันนั่นเอง)
- ADSL และใช้เน็ตผ่านมือถือเพิ่มขึ้น ส่วน dial-up ลดลงตามคาด
- กิจกรรมยอดนิยมออนไลน์ เรียงตามลำดับ: ค้นหาข้อมูล อีเมล อ่านข่าว
- ปัญหาที่คิดว่าสำคัญ เรียงตามลำดับ: ไวรัส แหล่งยั่วยุทางเพศ เน็ตช้า
- จำนวนคนตอบว่าไวรัสใกล้เคียงกับของปีก่อน แต่แหล่งยั่วยุทางเพศ ได้คะแนนเพิ่มขึ้นเกือบ 20% (42.6 มาเป็น 60.6)
- จำนวนคนเคยซื้อของออนไลน์ เพิ่มขึ้นจาก 28.9% มาเป็น 45.9% ในปีนี้
- ทำไมไม่ซื้อของออนไลน์ เรียงตามลำดับ: ไม่ไว้ใจผู้ขาย ไม่ได้ลองสินค้า ไม่มั่นใจระบบชำระเงิน ขั้นตอนยุ่งยาก ไม่อยากให้เลขบัตรเครดิต
- สินค้าที่นิยมซื้อออนไลน์ เรียงตามลำดับ: หนังสือ การสั่งจองต่างๆ ภาพยนตร์ (ส่งพัสดุ)
- อันดับสามของข้อที่แล้ว เปลี่ยนจากเพลงออนไลน์มาเป็นภาพยนตร์
- สาเหตุที่ไม่ใช้บรอดแบนด์ เรียงตามลำดับ: ราคาแพง ไม่จำเป็น ไม่รู้ข้อมูล
- 69.7% มีบล็อกหรือไดอารี
- วัตถุประสงค์การใช้บล็อก เรียงตามลำดับ: ค้นหาข้อมูล เขียนบันทึก แสดงตัวตน
- เว็บไซต์สังคมออนไลน์ยอดนิยม: Hi5 (47.5%) Wikipedia (14.4%) YouTube (12.6%) MySpace (3.8%)
- 66.8% มองว่าควรกำกับดูแลสังคมออนไลน์ เพื่อความปลอดภัยของเยาวชน (72.7%) และความสงบสุขของสังคม (17.7%)
ที่มา - NECTEC (PDF)
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะปัญหาเศรษฐกิจ (อย่าง บริษัทดอทคอมเริ่มปลดพนักงาน) หรือเป็นเพราะปัญหาภายในกันแน่ (หรือทั้งสองอย่าง?) แต่ Yahoo! เตรียมปลดพนักงานอีกระลอกใหญ่ ซึ่งว่ากันว่าจะอยู่ที่ 1,000-3,000 คนเลยทีเดียว
เมื่อเดือนมกราคม Yahoo! ปลดพนักงานไปแล้วประมาณ 1,000 ราย และตลอดปีที่ผ่านมา พนักงานระดับสูงของ Yahoo! ได้ทยอยลาออกไปเป็นจำนวนมาก ตามข่าวที่ออกมาอยู่เรื่อยๆ
Yahoo! ได้จ้าง Bain & Co. ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชื่อดัง ให้มาลดขนาดองค์กรลง และสร้างวัฒนธรรมในการทำงานที่สดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งในขั้นแรกก็คงไม่มีมาตรการอื่นนอกจากการปลดพนักงานที่ไม่จำเป็นออกไป
ที่มา - TechCrunch
วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐรอบนี้ ลามไปถึงกิจการดอทคอมรุ่นใหม่ๆ กันแล้ว เดือนตุลาคมนี้ผ่านมาครึ่งเดือน มีบริษัทเกี่ยวกับเว็บปลดพนักงานไปแล้วถึง 15 บริษัท ในนี้นับรวม eBay ซึ่งปลดไป 1,500 คนเมื่อต้นเดือน และบริษัทอื่นๆ ซึ่งมี Hi5 รวมอยู่ด้วยนั้นปลดในหลักสิบ เว็บไซต์ TechCrunch ได้รวบรวมรายการปลดพนักงานอย่างละเอียดไว้
อย่างไรก็ตาม เหตุผลในการปลดพนักงานไม่ได้มีแต่เรื่องลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น ผู้บริหารของบริษัทเว็บหน้าใหม่หลายแห่งถือโอกาสให้สถานการณ์เศรษฐกิจเป็นข้ออ้าง เพื่อปลดพนักงานที่ไม่ได้เรื่องหรือไม่จำเป็นต้องจ้างแล้วออกไป เนื่องจากว่าความสามารถของพนักงานมีผลมากต่อบริษัทหน้าใหม่ขนาดเล็กๆ
นักลงทุนชื่อดังในบริษัทดอทคอมอย่าง Paul Graham กลับมองว่าการตั้งบริษัทในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ เป็นโอกาสที่ดี อ่านใน Why to Start a Startup in a Bad Economy
ที่มา - TechCrunch 1, TechCrucnh 2
แม้มีความกังวลว่าปัญหาเศรษฐกิจในอเมริกาจะส่งผลต่อยอดขายสินค้าทางเทคโนโลยี แต่ข้อมูลไตรมาสล่าสุดจากบริษัท Gartner ยังชี้ให้เห็นว่าช่วงที่ผ่านมายอดขายยังดีอยู่ โดยภาพรวมแล้วยอดส่งมอบสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนถึง 15 เปอร์เซ็นต์
จำนวนส่งมอบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ที่ 80.6 ล้านเครื่องโดยมี HP ครองส่วนแบ่งสูงที่สุดที่ 18.4 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วย Dell ในอันดับสองและ Acer อันดับสาม
ที่น่าสนใจคือส่วนแบ่งตลาดของ Netbook ตอนนี้ยังไม่สูงนักคือยังไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ โดยมี Acer ครองส่วนแบ่งสูงที่สุดในขณะนี้
Nat Torkington คอลัมนิสต์ของค่าย O'Reilly เขียนบทวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่เริ่มตกต่ำในช่วงนี้และจะดำเนินต่อไปอีก 3-5 ปี จะเป็นผลดีต่อวงการโอเพนซอร์ส
เนื่องจากบริษัทโดยทั่วไปมีงบประมาณด้านไอทีลดลง จึงต้องหันมาใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สกันมากขึ้น รวมถึง cloud computing ที่ช่วยให้บริษัทไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสร้างสาธารณูปโภคด้านไอทีครั้งละมากๆ
Torkington ให้ตัวอย่างว่าฟองสบู่ด็อตคอมในช่วงปี 2000-2001 เป็นตัวบีบให้บริษัทหลายแห่งต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อความอยู่รอด ซึ่งผลของมันก็คือบริการอย่าง Flickr หรือ Delicious ซึ่งหลังจากระยะนั้น วงการเว็บก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ออกตามมามากนัก เขาจึงมองว่าวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้จะบีบให้เกิดนวัตกรรมขึ้นมาอีกครั้ง
Matt Asay นักเขียนของ CNET เสริมประเด็นนี้โดยยกตัวอย่างว่าสมาคม SME ของสหรัฐ เลือกใช้ Alfresco/MySQL สำหรับเว็บไซต์ Business.gov แทนระบบเดิมที่ใช้ซอฟต์แวร์ของ BEA และลดค่าใช้จ่ายได้ถึงครึ่งหนึ่ง
ที่มา - O'Reilly Radar
นิตยสาร Business Week จัดรายชื่อบุคคลผู้ทรงอิทธิพลบนเว็บจำนวน 25 คน ดังรายการด้านในครับ (เรียงตามตัวอักษรของนามสกุล ไม่เรียงความสำคัญตามลำดับ)
คณะกรรมการด้านไอซีทีของสหประชาชาติคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2008 นี้จะมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจำนวน 4 พันล้านราย ซึ่งเกินครึ่งของประชากรโลกที่มีอยู่ 6.7 พันล้านคน
Hamadoun Touré เลขาธิการทั่วไปของ ITU ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าพื้นที่ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดคือประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน อินเดีย และละตินอเมริกา ประเทศในกลุ่ม BRIC นั้นมียอดผู้ใช้โทรศัพท์มือถือรวมกันถึง 1.3 พันล้านคน อย่างไรก็ตามยอด 4 พันล้านนี้นับรวมคนที่มีมือถือมากกว่า 1 เครื่องด้วย ซึ่งในตลาดประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรปตะวันตก ถือเป็นเรื่องปกติ
ภูมิภาคที่กำลังมาแรงคือแอฟริกาและตะวันออกกลาง ซึ่งมีอัตราการเติบโตถึง 27% และ 25% ตามลำดับ ส่วนเอเชียแปซิฟิกโต 23.6%
สำหรับมาตรฐานการสื่อสาร ระบบ GSM ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 80% ตามมาด้วย CDMA ซึ่งมีฐานอยู่ในจีนและสหรัฐรวมกันประมาณ 10% ที่เหลือเป็นเครือข่าย 3G แบบต่างๆ
ที่มา - Guardian
นิตยสาร Forbes เปิดเผยรายชื่อเศรษฐีชาวอเมริกันที่รวยที่สุดประจำปีนี้ โดยเนื่องจากวัดกันเฉพาะบุคคลชาวอเมริกัน อันดับหนึ่งจึงตกเป็นของป๋าบิล เกตส์แห่งไมโครซอฟท์แบบไม่ต้องสงสัย พร้อมมูลค่าสินทรัพย์ 57,000 ล้านเหรียญฯ
จุดเด่นของปีนี้คือหากวัดกันเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ก็จะมีอันดับไล่ตามมาด้วยแลร์รี่ เอลลิสันแห่งออราเคิล และไมเคิล เดลล์ตามลำดับ นอกจากนี้ก็มีมาร์ค ซักเกอร์เบิร์กแห่ง Facebook ซึ่งเป็นหน้าใหม่ที่เข้ามาติดอันดับปีนี้ แถมยังครองตำแหน่งเศรษฐีอายุน้อยที่สุด ด้วยอายุเพียง 24 ปีและสินทรัพย์ 1,500 ล้านเหรียญฯ
รายชื่อทั้งหมดดูในได้ลิงก์ข้างล่างครับ
Forbes: The Forbes 400
TechCrunch: Who Are the Richest People In Tech?









