ราคาหุ้นของกูเกิลมีการซื้อขายกันเกิน 900 ดอลลาร์ต่อหุ้นเป็นครั้งแรกเมื่อคืนนี้ ระหว่างที่บริษัทแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในงาน Google I/O และปิดการซื้อขายที่ราคา 915.89 ดอลลาร์ต่อหุ้น เป็นสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง นับจากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ราคาทะลุ 800 ดอลลาร์ได้เป็นครั้งแรก
นักวิเคราะห์มองว่ากูเกิลได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนมากขึ้น ว่าจะมีสินค้านวัตกรรมใหม่ออกมาได้ต่อเนื่อง อย่าง Glass หรือ Fiber ขณะที่ตัวเลขผู้ใช้ Android หรือ Google+ ก็ยังคงเพิ่มขึ้นตลอด
ราคาต่อหุ้นไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดในการบอกความใหญ่ของกิจการ ที่ราคาหุ้นปัจจุบันแอปเปิลมีมูลค่ากิจการ 4 แสนล้านดอลลาร์ (428 ดอลลาร์ต่อหุ้น) ขณะที่กูเกิลอยู่ที่ 3 แสนล้านดอลลาร์ แต่ดัชนีคำนวณหลายตัวในอเมริกาใช้สูตรค่าเฉลี่ยจากราคาต่อหุ้น ไม่ได้ใช้มูลค่ากิจการแบบในตลาดหุ้นไทย ราคาต่อหุ้นจึงเป็นหัวข้อที่มีการให้ความสนใจครับ
ที่มา: Mashable
กลับมาอีกครั้งกับข่าวว่าแอปเปิลจะหาทาง "คืนเงิน" ให้กับผู้ถือหุ้นทางใดทางหนึ่ง รอบนี้สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รายงานผลสำรวจนักเคราะห์ตลาดจากสถาบันหลายแห่งว่าแอปเปิลจะจ่ายเงินคืนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างไร โดยจากการคาดการณ์ เชื่อว่าแอปเปิลจะจ่ายเงินปันผลที่ 4.14 ดอลลาร์ต่อหุ้นในรอบไตรมาสที่จะถึงนี้ โดยจำนวนนี้สูงกว่า 86% ของบริษัทที่อยู่ใน S&P 500
หากการคาดการณ์นี้แม่นยำจริง แอปเปิลจะต้องจ่ายเงินปันผลรวมในรอบปีทั้งสิ้น 16 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.7 แสนล้านบาท เกือบจะเรียกได้ว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ เลยทีเดียว
Brian White นักวิเคราะห์จาก Topeka Capital Markets บอกว่า "เงินสดที่แอปเปิลถือไว้มันมากมายมหาศาลมาก ไม่ว่าบริษัทจะลำบากแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะใช้เงินก้อนนี้หมด"
ที่มา - Bloomberg
สงสัยเป็นเพราะหุ้นกูเกิลราคาดี ทำให้ Eric Schmidt ประธานของกูเกิลเตรียมขายหุ้นออกมาล็อตใหญ่ถึง 42% ของหุ้นทั้งหมดที่เขาถือครองอยู่
Schmidt จะแบ่งขายหุ้นทั้งหมด 3.2 ล้านหุ้นออกเป็นช่วงๆ ตลอด 1 ปีข้างหน้า เพื่อลดผลกระทบจากการขายหุ้นก้อนใหญ่ออกมาก้อนเดียว
หุ้นทั้งหมดที่ Schmidt ถืออยู่จำนวน 7.2 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.3% ของหุ้นกูเกิลทั้งหมด ถ้าคิดเป็นเสียงโหวตคือ 8.2%
ที่มา - Reuters
เดลล์ประกาศอย่างเป็นทางการวันนี้ว่าจะมีการขอซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นเดิมเพื่อทำเรื่องออกจากตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตรงกับข่าวก่อนหน้านี้ โดยจะทำการซื้อหุ้นคืนในราคา 13.65 ดอลลาร์ต่อหุ้น สูงกว่าราคาเฉลี่ย 90 วันย้อนหลัง 37% ซึ่งทำให้ขนาดของดีลซื้อหุ้นคืนครั้งนี้สูงถึง 24.4 พันล้านดอลลาร์
สำหรับแหล่งเงินทุนที่จะนำมาซื้อหุ้นคืนนี้ ประกอบด้วยเงินสดส่วนตัวของซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ไมเคิล เดลล์ (ตามข่าวลือ), เงินจากกองทุน Silver Lake, เงินจากกองทุน MSD Capital ซึ่งเป็นของไมเคิล เดลล์เอง, เงินให้กู้ยืม 2 พันล้านดอลลาร์จากไมโครซอฟท์ (ข่าวนี้ก็ตรง) และเงินกู้จากธนาคารอีก 4 แห่ง โดยเดลล์คาดว่าดีลนี้จะสิ้นสุดในไตรมาสที่สอง ตามปีปฏิทิน 2014 ของบริษัท หรือในอีก 6 เดือนข้างหน้า
ซีอีโอเดลล์กล่าวว่านี่เป็นการก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเดลล์ ซึ่งทำให้บริษัทสามารถดำเนินงานต่างๆ คล่องตัวมากขึ้น และวางแผนกลยุทธ์ในระยะยาวได้สะดวกมากขึ้น
สถานการณ์ของแอปเปิลหลังรายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวังยังคงสร้างแรงกดดันต่อไป โดยเมื่อคืนนี้ราคาหุ้นของแอปเปิลปรับตัวลดลงเป็นวันที่ 2 ปิดที่ 439.88 ดอลลาร์ต่อหุ้น และทำให้มูลค่ากิจการตามราคาหุ้นตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก กลับมาเป็นรองบริษัท Exxon Mobil อีกครั้ง
มูลค่ากิจการของแอปเปิลล่าสุดนั้นอยู่ที่ 413.06 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Exxon Mobil นั้นอยู่ที่ 418.23 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแอปเปิลมีมูลค่าแซงขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลกได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2011 และหากนับตั้งแต่จุดที่หุ้นแอปเปิลมีราคาสูงสุดถึงตอนนี้ ราคาหุ้นก็ปรับลดลงมากว่า 30% แล้ว
ที่มา: MarketWatch
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าเดลล์กำลังเจรจากับกองทุนขนาดใหญ่ 2 แห่ง เพื่อช่วยประเมินมูลค่ากิจการรวมถึงหาแหล่งทุนที่บริษัทจะใช้ซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นเดิมทั้งหมด และนำหุ้นของบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์
หุ้นของเดลล์มีมูลค่าลดลงถึง 1 ใน 3 ช่วงปีที่ผ่านมา และบริษัทก็มีแนวโน้มรายได้-กำไรที่ลดลงมาโดยตลอด ซึ่งหากบริษัทต้องการเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างรายได้ การซื้อหุ้นคืนออกมาเป็นบริษัทนอกตลาดหุ้น ก็จะทำให้การบริหารงานสะดวกมากขึ้น และไม่มีแรงกดดันคาดหวังในตัวเลขจากนักลงทุนแบบที่ผ่านมา
ทั้งนี้ซีอีโอ Michael Dell ถือหุ้นในเดลล์อยู่ 15.7%
ราคาหุ้นของเดลล์ล่าสุดนั้นซื้อขายกันที่อัตราส่วนมูลค่าบริษัทต่อรายได้ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีเงินได้ และค่าเสื่อมราคา (EV/EBITDA) 4.4 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำมากในบรรดาผู้ผลิตพีซีทั้งหมด มีเพียงเอชพีรายเดียวที่น้อยกว่าคือ 3.5 เท่า นอกจากนี้เดลล์ยังมีเงินสดในมือถึง 5.15 พันล้านดอลลาร์ จึงเป็นไปได้ว่าเดลล์อาจจะขอซื้อหุ้นคืนนั่นเอง
ที่มา: Bloomberg
หลังจากที่หุ้น Apple ขึ้นมายืนเหนือ 600 ดอลลาร์ได้สำเร็จ Apple ก็ยังคงเติบโตในตลาดหุ้นรวดเร็วมาก ซึ่งทำให้ขณะนี้ Apple แทนที่ Microsft ที่เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นตลอดกาลแล้ว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ Microsoft คว้ามาได้เมื่อเดือนตุลาคมปี 1999
หุ้น Apple มีราคา 660.73 เหรียญ มูลค่ารวม 6.19 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าหุ้นของ Microsoft ขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อ 30 ตุลาคม 1999 มีราคา 119.94 เหรียญ มูลค่ารวม 6.18 แสนล้านดอลลาร์
ที่มา: MacRumors
Twitter ประกาศวันนี้ว่าได้เพิ่มคุณสมบัติการค้นหาผ่านตัวย่อหุ้นบนเว็บ ซึ่งเหมือนกับการค้นหาผ่านแท็ก โดยใช้สัญลักษณ์ $ ตามด้วยชื่อย่อหุ้นแทนที่จะเป็น # เหมือนการใช้แท็ก ตัวอย่างเช่น $AAPL หรือ $GOOG
การเพิ่มคุณสมบัติค้นหาด้วยหุ้นนี้ช่วยเพิ่มความสามารถและขยายแนวทางสร้างรายได้ของ Twitter ไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนไม่ปลื้มอยู่นั่นคือ Howard Lindzon ผู้ก่อตั้งเว็บ StockTwits ซึ่งรวบรวมทวีตข้อความที่เกี่ยวกับหุ้นแยกเป็นรายตัวด้วยแท็ก $ เช่นกัน
Lindzon บอกว่าที่ผ่านมา Twitter ไม่คิดทำคุณสมบัตินี้ เขาจึงใช้เวลากว่า 4 ปีสร้าง StockTwits เพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว และในฐานะอดีตผู้เคยถือหุ้น Twitter ซึ่งเพิ่งขายหุ้นทั้งหมดออกมา เขารู้สึกผิดหวังกับการกระทำอันสกปรกนี้ของ Twitter มาก และยืนยันว่าแม้ Twitter จะปล้นเครื่องบินไปได้ แต่ไม่ได้แปลว่า Twitter จะขับมันได้อยู่ดี
เมื่อคืนนี้ราคาหุ้นของแอปเปิลทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง โดยสามารถผ่านด่านราคา 500 ดอลลาร์ต่อหุ้นได้สำเร็จ ปิดการซื้อขายที่ราคา 502.60 ดอลลาร์และมีราคาสูงสุดระหว่างวัน 503.83 ดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่ากิจการตามราคาตลาดของแอปเปิลตอนนี้อยู่ที่ 4.68 แสนล้านดอลลาร์ แซงหน้าแชมป์เก่า Exxon Mobil ที่ตอนนี้มีมูลค่าราว 4 แสนล้านดอลลาร์อยู่พอสมควร
ราคาหุ้นของแอปเปิลมีการเติบโตในช่วงไม่กี่ปีมานี้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่แซงหน้าไมโครซอฟท์ในปี 2010, มีมูลค่าทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ในต้นปี 2011, ขึ้นเป็นบริษัทมูลค่าสูงที่สุดโลกเมื่อกลางปี, มูลค่าเกิน 4 แสนล้านดอลลาร์ในต้นปี 2012 และล่าสุดมีมูลค่าสูงกว่ากูเกิลกับไมโครซอฟท์รวมกันแล้ว
ถ้าหากเริ่มนับตั้งแต่การลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของสตีฟ จ็อบส์เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ราคาหุ้นแอปเปิลก็ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากตอนนั้นแล้วมากกว่า 30%
ที่มา: The Huffington Post และ GigaOM
เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาในสหรัฐอเมริกา มูลค่าหุ้นรวมในตลาดทั้งหมดของแอปเปิลได้พุ่งจนมีมูลค่าสูงกว่าของกูเกิลและไมโครซอฟท์รวมกันเป็นที่เรียบร้อย
สาเหตุอย่างหนึ่งเกิดจากผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของแอปเปิลที่ทุบสถิติเดิมของบริษัทในอดีตทั้งหมดที่ผ่านมา ในขณะที่มูลค่าหุ้นของกูเกิลตกลงประมาณ 9% จากช่วงเดือนที่ผ่านมาจากผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
โดยขณะนี้หุ้นของแอปเปิลมีมูลค่ารวมในตลาดทั้งหมด 465 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมากกว่าแชมป์เก่า Exxon Mobil อยู่ประมาณ 50 พันล้านเหรียญ
ที่มา - AppleInsider
ในการประชุมผู้ถือหุ้นไมโครซอฟท์ล่าสุด ช่วงการลงมติรับรองคณะกรรมการบอร์ดบริหาร ซีอีโอสตีฟ บัลเมอร์ได้รับคะแนนสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น 92% ซึ่งลดลงมากจากปีก่อนที่เขาได้คะแนนถึง 95% ขณะที่ผู้ก่อตั้งอย่างบิล เกตส์ซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งประธานบอร์ดได้รับคะแนนสนับสนุนเกิน 99%
บัลเมอร์รับตำแหน่งขึ้นเป็นซีอีโอของไมโครซอฟท์ตั้งแต่ปี 2000 แต่เนื่องจากราคาหุ้นของไมโครซอฟท์หากดูย้อนหลังไป 10 ปีนั้นแทบไม่เพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นเลย ทำให้ผู้ถือหุ้นไมโครซอฟท์จำนวนไม่น้อยเริ่มแสดงความไม่พอใจและอยากให้บัลเมอร์ลาออกจากซีอีโอมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามตัวแทนของไมโครซอฟท์ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นในผลการลงมติดังกล่าว
ที่มา: รอยเตอร์
ยักษ์สีฟ้าไอบีเอ็มได้กลายเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีมูลค่ากิจการตามราคาในตลาด (Market Capitalization) สูงที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 เมื่อคืนนี้หลังปิดการซื้อขายในตลาดหุ้นอเมริกา ด้วยมูลค่าบริษัท 2.14 แสนล้านดอลลาร์ แซงหน้าอันดับ 2 เดิมอย่างไมโครซอฟท์ซึ่งมีมูลค่าบริษัทเมื่อคืนนี้ 2.132 แสนล้านดอลลาร์ โดยอันดับ 1 ในกลุ่มก็คือแอปเปิลที่มีมูลค่าบริษัทเมื่อคืนนี้ 3.6 แสนล้านดอลลาร์ นี่เป็นการตกอันดับอีกครั้งของไมโครซอฟท์ซึ่งปีที่แล้วก็ถูกแอปเปิลแซงหน้าไป
ครั้งสุดท้ายที่ไอบีเอ็มมีมูลค่าบริษัทสูงกว่าไมโครซอฟท์คือปี 1996 หรือเมื่อ 15 ปีที่แล้ว โดยช่วงที่ผ่านมาไอบีเอ็มมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือการตัดสินใจขายธุรกิจพีซีให้ Lenovo ในปี 2005 ภายใต้การนำของซีอีโอ Sam Palmisano ซึ่งปัจจุบันก็ยังดำรงตำแหน่งอยู่ และนับจากนั้นมาไอบีเอ็มก็มุ่งความสนใจไปที่ธุรกิจซอฟต์แวร์และการบริการเป็นหลักส่งผลให้ไอบีเอ็มมีกำไรดีขึ้นต่อเนื่องมาโดยตลอด
นักวิเคราะห์จาก Forrester Research มองว่าไอบีเอ็มเป็นบริษัทที่สามารถมองทิศทางในอนาคตได้ดีว่าบริษัทควรหลุดจากกรอบของพีซีไปสู่ซอฟต์แวร์และการให้บริการ ขณะที่ไมโครซอฟท์นั้นผูกตัวเองกับความสำเร็จของซอฟต์แวร์มากเกินไป แม้พยายามฉีกไปสู่ธุรกิจออนไลน์หรือเกม แต่รายได้หลักบริษัทก็ยังหนีไม่พ้นซอฟต์แวร์อยู่ดีทำให้บริษัทก้าวข้ามไปอีกขั้นได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
ที่มา: Bloomberg
เมื่อคืนนี้ราคาหุ้นแอปเปิล (NASDAQ:AAPL) ทำสถิติใหม่สูงสุดตลอดกาลอีกครั้งโดยปิดการซื้อขายที่ราคา 411.63 ดอลลาร์ โดยเป็นวันที่สามที่หุ้นแอปเปิลมีราคาสูงกว่า 400 ดอลลาร์ ส่งผลให้แอปเปิลกลับมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่ากิจการตามราคาในตลาด (Market Capitalization) สูงที่สุดในโลกอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้เป็นบริษัทมูลค่าสูงที่สุดได้วันเดียว โดยมูลค่ากิจการปัจจุบันอยู่ที่ 3.81 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่อันดับสอง Exxon Mobil (NYSE:XOM) มีมูลค่ากิจการ 3.58 แสนล้านดอลลาร์
อาจกล่าวได้ว่าราคาหุ้นแอปเปิลนั้นไม่ได้มีมูลค่าลดลงเลยตั้งแต่สตีฟ จ็อบส์ประกาศลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ เพราะด้วยการวางจังหวะเวลาเป็นอย่างดีทำให้ราคาหุ้นมีผลกระทบแค่เพียงระยะสั้น แต่ ณ วันนี้เทียบกับวันที่จ็อบส์ประกาศลาออก ราคาหุ้นก็เพิ่มมากว่า 7% แล้ว
ที่มา: The Wall Street Journal และ CBS News
เมื่อไม่นานมานี้ แอปเปิลเพิ่งทำลายสถิติแซงหน้า Exxon Mobil กลายเป็นบริษัทมูลค่าสูงสุดในโลกไปแล้ว ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รอยเตอร์รายงานว่า ขณะนี้มูลค่าของแอปเปิลเพียงแค่บริษัทเดียวมีมูลค่าเทียบเท่าธนาคารในกลุ่มยูโรทั้งหมดรวมกันแล้ว
จากภาวะวิกฤตการเงินในกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป รวมถึงความล้มเหลวในการยับยั้งการลุกลามปัญหาหนี้ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนเกรงว่าพันธบัตรรัฐบาลต่างๆ จำนวนหลายพันล้านยูโรที่ธนาคารในกลุ่มนี้ถืออยู่นั้นจะมีค่าเป็นศูนย์ ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของธนาคารเหล่านี้ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง
แอปเปิลก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่ากิจการตามราคาในตลาด (Market Capitalization) สูงที่สุดในโลกไปเรียบร้อยแล้วแซง Exxon Mobil หลังปิดการซื้อขายในตลาดหุ้นอเมริกาเมื่อคืนนี้ โดยคืนก่อนหน้านี้แอปเปิลยังเป็นอันดับ 1 ในบางช่วงเวลาของตลาดหุ้น
ราคาหุ้นแอปเปิล (NASDAQ:AAPL) ปิดเมื่อคืนนี้ที่ $363.69 ลดลง 2.8% ตามตลาดหุ้นรวมที่ปรับลดลงเมื่อคืน ทำให้แอปเปิลมีมูลค่ากิจการตามราคาตลาด 3.37 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ Exxon Mobil (NYSE:XOM) มีมูลค่า 3.31 แสนล้านดอลลาร์ หลังหุ้นปรับลดลงแรงถึง 4.4% ซึ่งถ้าดูมูลค่าของทั้งสองบริษัทที่รายงานไว้ก่อนหน้านี้ จะเห็นว่าต่างลดลงมามากทั้งคู่ในเวลาเพียงสองสัปดาห์ แต่ Exxon Mobil ลงมามากกว่า จึงทำให้แอปเปิลแซงหน้าไปได้ในที่สุด
Exxon Mobil เป็นบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2006 โดยเสียตำแหน่งบางไตรมาสให้กับ Petrochina ของจีนที่ทำธุรกิจน้ำมันเหมือนกันและเพิ่งเข้าตลาดหุ้นในปี 2007 การขึ้นเป็นบริษัทอันดับ 1 ของแอปเปิลนี้ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมไอทีกลับมาผงาดอีกครั้ง หลังจากไมโครซอฟท์ก็เคยเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกเมื่อปี 1999-2000 และปี 2003
หลังแอปเปิลประกาศผลประกอบไตรมาสล่าสุดซึ่งเติบโตดีต่อเนื่อง และนักวิเคราะห์ต่างมองว่าแอปเปิลยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก ตัวชี้วัดหนึ่งก็คือราคาหุ้นของแอปเปิลเอง ซึ่งล่าสุดได้ทำสถิติราคาสูงสุดใหม่อีกครั้งที่ $403.41 ไปเรียบร้อยแล้ว
ที่ราคาดังกล่าวทำให้มูลค่ากิจการตามราคาหุ้นในตลาดของแอปเปิลขณะนี้อยู่ที่ 3.74 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่ากิจการของ Exxon Mobil บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกปัจจุบันนั้นอยู่ที่ 4.16 แสนล้านดอลลาร์ ห่างกันอยู่ 4.16 หมื่นล้านดอลลาร์ ถ้าหากดูอัตราการเติบโตย้อนหลัง 5 ปี ก็จะเห็นว่าโอกาสที่แอปเปิลจะขึ้นเป็นบริษัทมูลค่าสูงที่สุดในโลกนั้นใกล้เข้ามาแล้ว
หลังการประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของแอปเปิล ก็เกิดคำถามว่าแอปเปิลควรทำอย่างไรกับเงินสดและรายการเทียบเท่า ซึ่งประกอบด้วยตราสารทางการเงินต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวมูลค่ารวมทั้งหมด 7.62 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.3 ล้านล้านบาทดี เพื่อให้เห็นภาพว่าเงินก้อนนี้เยอะแค่ไหน ก็เปรียบเทียบได้ว่าเงินสดที่แอปเปิลมีในมือตอนนี้ สูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ถึง 126 ประเทศในโลก (ประเทศไทยไม่อยู่ในนี้นะ)
โฆษกของแอปเปิลให้ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว โดยอ้างแนวทางที่ซีอีโอสตีฟ จ็อบส์กำหนดไว้ว่าแอปเปิลต้องรักษาโอกาสเอาไว้ด้วยการสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้สูงเข้าไว้ นั่นคือเหตุผลที่แอปเปิลเลือกเก็บเงินสดไว้เยอะๆ และไม่มีการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเลย สวนทางกับบริษัทด้านเทคโนโลยีอื่นอย่างไมโครซอฟท์หรือ Cisco ซึ่งในอดีตก็ไม่จ่ายปันผลเช่นกัน แต่เพิ่งเปลี่ยนนโยบายให้มีการจ่ายเงินปันผลแล้ว
ดูเหมือนหุ้นของแอปเปิลยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง โดยเมื่อปีก่อนแซงไมโครซอฟท์จนเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอันดับ 1 ส่วนเมื่อต้นปีมูลค่าก็ทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ไปแล้ว ล่าสุด James Altucher นักลงทุนแห่ง Formula Capital ออกมาให้ความเห็นว่าบริษัทแอปเปิลสามารถมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้แน่
เหตุผลที่ Altucher บอกคืออัตราการเติบโตของแอปเปิลนั้นสูงต่อเนื่องดีมากๆ เมื่อเทียบกับขนาดบริษัท อีกทั้งสินค้าของแอปเปิลเองก็ยังมีส่วนแบ่งจำนวนยอดขายในระดับโลกในระดับที่ต่ำ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแม้กระทั่ง Macs แถมบริษัทก็มีเงินสดมากมายถึง 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งด้วยศักยภาพขนาดนี้ มูลค่ากิจการจึงสามารถไปได้อีกไกลมาก
นอกจากนี้ Altucher ยังพูดถึงปัญหาที่หลายคนคงกังวลคือสุขภาพของสตีฟ จ็อบส์ว่าจะมีผลต่อแอปเปิลแค่ไหนว่า ตอนนี้แอปเปิลมีขนาดใหญ่โตมาก และมีการกระจายอำนาจตัดสินใจออกไปพอสมควร ฉะนั้นจ็อบส์จึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเพียงหนึ่งเดียวของแอปเปิลอีกต่อไปแล้ว
ผลวิจัยจากนักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมิวนิค (Technische Universität München) แสดงให้เห็นว่าทวิตเตอร์สามารถใช้ทำนายตลาดหุ้นได้ดีทีเดียว
นาย Timm Sprenger วิเคราะห์ทวีตจำนวน 250,000 ทวีตในระยะเวลาหกเดือน ก่อนที่จะพบว่า การตามข้อความในทวิตเตอร์ สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 15% และเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่พูดกันในทวิตเตอร์นั้นไปในแนวทางเดียวกับนักลงทุนและนักวิเคราะห์อย่างชัดเจน
ผลจากการศึกษาอันนี้ เป็นที่มาของเว็บไซต์ TweetTrader.net ซึ่งวิเคราะห์ทัศนคติที่มีต่อหุ้นแต่ละตัวจากในทวิตเตอร์
ก่อนหน้านี้ นาย Sprenger ก็เคยวิจัยทำนายผลการเลือกตั้งในเยอรมนีเมื่อปีที่แล้วจากทวิตเตอร์ด้วย
ที่มา - BBC News
มุมสะท้อนผ่านสายตานักลงทุนของดีลประวัติศาสตร์ระหว่างโนเกียกับไมโครซอฟท์ ก็คือราคาหุ้นของโนเกียที่ร่วงลงมาอย่างมากถึง -14% ในวันเดียว โดยมีราคาปิดอยู่ที่ 7.000 ยูโร ขณะที่หุ้นของไมโครซอฟท์นั้นปรับตัวลดลงน้อยกว่าที่ -0.91%
จึงเห็นได้ว่าความกังวลต่ออนาคตธุรกิจนั้นมีสูงมากสำหรับโนเกีย แต่ไม่ใช่กับไมโครซอฟท์ บรรดานักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างมองอนาคตโนเกียไปในแง่ลบกันทั้งสิ้น จึงขอรวบรวมบางส่วนมาให้อ่านกันครับ








