LINE

ประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้ LINE คาใจกันมานานคือ "ทำไมไม่สามารถล็อกอินพร้อมกันในสมาร์ทโฟน 2 เครื่องได้" และ "ทำไมไม่เซฟรูปหรือแชททั้งหมดไว้ให้" ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีคำตอบจริงๆ จังๆ จาก LINE ในเรื่องนี้เช่นกัน

ผมมีโอกาสเข้าร่วมงาน LINE Developer Day 2019 และได้สัมภาษณ์วิศวกรของ LINE ประเทศญี่ปุ่นคือคุณ Shunsuke Nakamura และคุณ Masakuni Oishi ในเรื่องนี้พอดี และได้คำตอบมาฝากผู้ใช้ LINE ในไทยกันครับ (คำตอบสั้นๆ เป็นภาษาเทคนิคคือ technical debt)

คุณ Shunsuke Nakamura มีหัวข้อที่พูดในงานสัมมนาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของ LINE พอดี โดยใช้หัวข้อว่า LINT (LINE Improvement for Next Ten years)

ประเด็นสำคัญคือ LINE เริ่มพัฒนาขึ้นในปี 2011 ในยุคที่ผู้ใช้ยังน้อย (เพียง 1 ล้านคน) ทุกอย่างยังเพิ่งเริ่มต้น สถาปัตยกรรมของ LINE จึงออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ 1 คน 1 อุปกรณ์ (1 user 1 device 1 session) และงานฝั่งเซิร์ฟเวอร์รันอยู่บนคลัสเตอร์ของ LINE เองที่มีประมาณ 10 ตัวเท่านั้น

ตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมา LINE มีผู้ใช้เติบโตขึ้นสูงมาก (ประมาณ 200 ล้านคน) มีบริการจำนวนมากที่พัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรมเดิมของ LINE เช่น เกม เพลง วิดีโอ ฯลฯ ในขณะเดียวกัน ก็มีอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น แท็บเล็ตหรือนาฬิกาอัจฉริยะ

การที่จำนวนผู้ใช้เติบโตอย่างรวดเร็ว โฟกัสของทีมงาน LINE จึงต้องสนใจเรื่องเสถียรภาพ (reliability) เป็นหลัก เพราะเคยเจอปัญหาเรื่องเสถียรภาพช่วงราวปี 2013 ทำให้เกิดภาวะส่งข้อความไม่ไป/ไปไม่ถึงผู้รับ เมื่อโฟกัสหลักของทีมวิศวกรอยู่ที่เสถียรภาพ จึงไม่เคยมีโอกาสได้มาปรับปรุงตัวสถาปัตยกรรมที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ราวปี 2011 เลย

LINE จึงเกิดภาวะ technical debt หรือการเป็น "หนี้" เชิงเทคนิค ที่สถาปัตยกรรมในอดีตมีปัญหาบางจุด แต่ตอนนั้นไม่ได้แก้ และตามหลอกหลอนมายังปัจจุบัน

ทีมวิศวกรของ LINE บอกว่ารับทราบปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างดี แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีความพยายามตั้งใจแก้ปัญหานี้กันอย่างจริงจัง ทำให้ปี 2019 นี้ LINE จึงตั้งทีม LINT (Line Improvement for Next Ten years) มาทำหน้าที่นี้

เนื่องจากปัญหาทางสถาปัตยกรรมมีจำนวนมาก ทีม LINT จึงโฟกัสแก้ไขเฉพาะบางปัญหาก่อน ที่แก้ไปแล้วในปี 2019 มีด้วยกัน 4 อย่างคือ

  1. เปลี่ยนระบบการส่งข้อความมายังไคลเอนต์ จากเดิมที่พัฒนาบนสเปก SPDY ที่ไม่เป็นมาตรฐาน หาไลบรารียาก เปลี่ยนมาเป็น HTTP/2 แทน และเปลี่ยนจากการเปิดคอนเนคชั่นแบบ long polling มาเป็น push
  2. เปลี่ยนระบบดึง (fetch) ข้อความสำหรับเครื่องที่ไม่ได้ล็อกอินนานๆ ที่เปิดมาแล้วต้องซิงก์ข้อความนานมาก มาใช้ระบบใหม่ที่ทำงานรวดเร็วและประหยัดการประมวลผล-สตอเรจฝั่งเซิร์ฟเวอร์มากขึ้น
  3. ปรับเรื่องการออก token ยืนยันตัวตนใหม่ (ไม่ได้พูดในงาน)
  4. ปรับการตั้งค่าสตอเรจทั้งไคลเอนต์/เซิร์ฟเวอร์ (ไม่ได้พูดในงาน)

หมายเหตุ: รายละเอียดในสไลด์ของคุณ Nakamura มีเรื่องสถาปัตยกรรมทางเทคนิคแบบลงลึก (มากๆ) จึงไม่ขอเขียนถึงในที่นี้ แต่ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดสไลด์ กันได้

ถึงแม้โครงการ LINT ของปี 2019 ไม่ได้แก้เรื่องการล็อกอินหลายเครื่องพร้อมกัน แต่ผมเห็นในแผนการของ LINT ในอนาคตมีระบุเรื่องนี้ไว้ชัดเจน (3 อันบนในภาพ) ผมจึงได้สอบถามทั้งคุณ Nakamura และ Oishi เพื่อขอขยายความในประเด็นนี้

คำตอบที่ได้เป็นเหมือนในสไลด์แรกคือ สถาปัตยกรรมของ LINE วางไว้ตอนแรก มองแค่ 1 user 1 device 1 session จึงไม่รองรับการล็อกอินหลายเครื่องพร้อมกัน ถ้าจะทำให้รองรับได้ (เช่น กรณีของ iPhone + iPad หรือกรณีของมือถือ+พีซี) ต้องใช้ท่าแฮ็กเป็นกรณีพิเศษ ต้องทำการ migrate ข้อมูลระหว่างฐานข้อมูลไปมา ซึ่งเปลืองทรัพยากรมาก ตรงนี้ LINE จึงเปิดให้ใช้หลายเครื่องเป็นกรณีๆ ไป และจำกัดเฉพาะอุปกรณ์เป็นชนิดเท่านั้น นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมเราไม่สามารถล็อกอินใน LINE บนสมาร์ทโฟนหลายเครื่องได้พร้อมกัน

คุณ Oishi บอกว่าทีมงานตั้งใจรองรับการใช้งานหลายอุปกรณ์ให้ดีกว่านี้ เพราะคิดว่าโลกในปัจจุบัน พฤติกรรมของผู้ใช้เปลี่ยนไป ผู้ใช้มีหลายเครื่องหลายบัญชีกว่าเดิม และส่งข้อมูลเป็นปริมาณต่อคนเยอะขึ้น ทำให้ระบบเซิร์ฟเวอร์หลังบ้านของ LINE เองก็ต้องก้าวตามให้ทันด้วย

ส่วนประเด็นเรื่องสตอเรจว่าทำไมไม่เก็บข้อมูลแชทหรือรูปภาพให้ตลอดไป คำตอบก็ตรงไปตรงมาว่าเป็นเรื่องของต้นทุนฝั่งเซิร์ฟเวอร์นั่นเอง (LINE ใช้ระบบคลาวด์ภายในของตัวเองชื่อ Verda ที่พัฒนาบน OpenStack แต่ก็มีส่วนที่เขียนเองอยู่เยอะ) ด้วยต้นทุนการเก็บข้อมูลที่สูงมาก ทำให้ LINE ไม่สามารถรองรับข้อมูลทั้งหมดได้ และต้องปล่อยให้ข้อมูลแชทที่เก่าเกินไปนั้นหมดอายุและถูกลบทิ้งไป

กล่าวโดยสรุปคือ ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่ LINE รับทราบดี แต่ต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการแก้ไขผ่านโครงการ LINT และยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเห็นผลกันเมื่อไร ตอนจบการสัมภาษณ์ ผมจึงถือโอกาสเป็นตัวแทนผู้ใช้ LINE ในไทย จับมือให้กำลังใจกับวิศวกรทั้งสองท่านเพื่อให้แก้ปัญหาโดยเร็วครับ

คุณ Shunsuke Nakamura (ซ้าย) และคุณ Masakuni Oishi (ขวา)

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand

เคยตอบแล้วก็จะตอบอีก

  • รบกวนช่วยยกเลิกทุกอย่าง เกมส์ ข่าว wallet ฯลฯ ให้เหลือแค่ฟังก์ชั่นการแชท กับสติ๊กเกอร์ แค่นี้พอ

ทุกวันนี้ หน่วยงานราชการ หรือเอกชน รัฐวิสาหกิจหลายๆที่ ใช้ความ casual ส่วนตัวของ line
มาใช้งานจริงจัง จนไม่รู้ว่ามีบรรทัดนี้

/*
ส่วนประเด็นเรื่องสตอเรจว่าทำไมไม่เก็บข้อมูลแชทหรือรูปภาพให้ตลอดไป คำตอบก็ตรงไปตรงมาว่าเป็นเรื่องของต้นทุนฝั่งเซิร์ฟเวอร์นั่นเอง (LINE ใช้ระบบคลาวด์ภายในของตัวเองชื่อ Verda ที่พัฒนาบน OpenStack แต่ก็มีส่วนที่เขียนเองอยู่เยอะ) ด้วยต้นทุนการเก็บข้อมูลที่สูงมาก ทำให้ LINE ไม่สามารถรองรับข้อมูลทั้งหมดได้ และต้องปล่อยให้ข้อมูลแชทที่เก่าเกินไปนั้นหมดอายุและถูกลบทิ้งไป
*/

ก็อยากให้ทุกคนที่ใช้ไลน์ รู้สึกทีว่ามีเรื่องแบบนี้ แล้วจะได้เลิกใช้กัน และไปใช้อย่างอื่นกันบ้าง
อย่างน้อยก็การใช้ในเรื่องงานจริงจัง ไม่ควรเอา Line มาสั่งงานกันเลย มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ ทำไมถึงไม่มี messenger app อื่นๆเอาชนะ Line ในการใช้งานในประเทศไทยได้เลย

ผมโชคดีอย่างที่ ที่ทำงานเก่าแบนไม่ให้แชท (อีเมล์อย่างเดียว) และที่ทำงานใหม่ใช้ Slack

Line ผมก็เลยปล่อยมันรันไปตามปรกติเหมือน messenger ตัวอื่น ๆ จะอ่านก็ต่อเมื่อว่างเท่านั้น

Slack ข้อความเก่าหายเพราะเกิน limit ถ้าอยากได้เพิ่มก็จ่ายเงิน ก็ตรงไปตรงมา แต่จะใช้งานกี่เครื่องทุกเครื่องก็ sync ข้อความกันหมด ไม่ใช่ sync แบบมาๆ หายๆ แบบ LINE

ขอถามหน่อยว่า limit ที่ว่าคือจำนวนข้อความหรือความจุครับ เพราะตอนนี้กำลังศึกษาว่าจะใช้โปรแกรมแชทสำหรับองค์กรตัวไหนดีครับ

ตามความเห็นข้างบนครับ คือ 10,000 ข้อความล่าสุด และ sync ได้ทุกเครื่องเหมือนกันหมด ถ้าจ่ายเงินก็คือ Unlimited แต่ถ้าเลิกจ่ายเงินก็เหมือน 10,000 ข้อความล่าสุด

ไอ้เรื่องบริการไร้สาระเนี่ย ผมเองก็บ่นครับ ว่าไลน์พักหลัง ๆ มาเริ่มหลงทาง

แต่พอจะมีบางส่วนที่จะแก้ขัดไปได้บ้าง คือการสลับแท็บ LINE TODAY เป็นแท็บ Calls ให้ไปที่ Settings ของ LINE แล้วเลือกที่ Calls แล้วไปที่ตัวเลือกด้านล่างสุด เพื่อเปลี่ยนจาก LINE TODAY เป็น Calls

อีกอันที่พอลดไปได้บ้างคือ Chat List Banner (aka Glorified Ads) ไปปิดที่ Settings => Account แล้วเลือก Chat list banners แล้วเอาออกทุกอย่างเลย

โดยรวมแล้ว LINE ของผมสงบขึ้นเยอะ แต่ก็ยังหงุดหงิดไม่หาย แถมที่เหลือ ผมคงทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะพวกที่เป็นกลุ่ม user retention ต่าง ๆ (แม้พักหลัง ๆ มันเริ่มน้อยลงจากการเปลี่ยนตัวแจ้งเตือนส่วนนี้เป็นสีเขียวแทน ซึ่งลดความน่ารำคาญไปได้บ้าง)

ผมกว่าการ Sync Drive OK นะ เห็น whatsapp ก็เหมือนจะทำเหมือนกัน

แต่เรื่อง iOS <> Android นี่ก็จริงแหะ เรื่องนี้ลืมคิดไปจริงๆ

เป็นกำลังใจให้ครับ
แต่ที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าซอฟแวร์ฝั่งญี่ปุ่น โค้ดไม่ค่อยสวยงาม(มีประสิทธิภาพ)และ Friendly ยืดหยุ่นเท่าไหร่นักในการพัฒนา(รวมถึงใช้งาน) เน้นพลังถึกมากกว่าเห็นแล้วว้าว

ผมว่าคนเขียนแบบเยอะ เน้นถึกมันเยอะกว่า เพราะเขียนง่ายตามความรู้และ Library ที่พวกเขามี มีน้อยนะที่จะเขียนโค๊ดได้สั้นและใช้งานได้ดีเท่าแบบเขียนยาว

ผมก็เน้นเขียนแบบยาว เข้าใจง่าย ไม่ถนัดเขียนอย่างสั้นเพราะความรู้ที่มีจำกัด กับโค๊ดสั้นบางตัวก็ทำความเข้าใจและเอามาใช้งานตามความต้องการยาก

มีในญี่ปุ่นมาสักพันใหญ่ๆละนะครับ https://line.worksmobile.com/jp/en/
แต่ยังไม่เปิดบริการในไทย
แต่ว่าองค์กรใหญ่ๆต้องเสียเงิน ซึ่งถ้ามาไทยก็คงยากมั้ง ที่จะยอมเสียกัน

แหม่ เรียกว่าขี้เกียจก็ตรงเกิ๊น เรียกว่า technical debt ค่อยฟังดูดีหน่อย
เค้าเชิญไปทำข่าว ก็ต้องให้เกียรติกันบ้าง

ไม่น่าให้ฮิตในไทยเลย โคตรไม่เหมาะ ข้อมูลหายนี่แย่มาก ตอนนี้สำรองข้อมูลรูปได้แต่ก็ไม่หมด เป็นปัญหาจัดๆ ไม่อยากใช้มากจนอยากให้เจ๊งในไทยเลยด้วยซ้ำ
ทำให้ไม่อยากเปลี่ยนมือถือบ่อยเลย ย้ายไปมา iOS Android ก็แชทหาย แอปก็หนักเครื่อง มีอะไรที่นอกเหนือจากการแชทเป็นไปหมด

อ่านแล้วก็แค่ขี้เกียจแหละ เลยตามไม่ทันเจ้าอื่น

น่าจะเป็น Style ของ Asia เปล่า ไม่ค่อยไร แบบมีเอกลักษณ์แปลกๆ 55 ไม่เหมือนฝั่งตะวันตก เคยใช้พวกโปรแกรมของญี่ปุ่นงี้ก็รู้สึกแปลกๆ UI/UX

พอเบบี้บูมเริ่มใช้ line ถึงตอนนั้นเราก็ถอนมันออกจากชีวิตไม่ได้เลยครับ
ทั้งๆที่อยากให้แอพอื่นฮิตแทนใจจะขาด

ถ้าบ่นคงมีเรื่องที่ระยะเวลาเก็บข้อมูลย้อนหลังน้อยมาก รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้น้อยลงกว่าเมื่อก่อนอีก ลูกค้าส่งรูปส่งไฟล์มาเมื่อไม่กี่วันจะกลับไปเปิดกลายเป็นดูไม่ได้แล้ว

ก็เข้าใจว่าทุกอย่างมันมีต้นทุน แต่ช่วยทำให้ผู้ใช้มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้หน่อยเถอะครับ

การทำเงินมหาศาล ขนาดเปิดบริการมากมาย แล้วบอกไม่มีงบ สำหรับ Storage นี่มัน... ข้ออ้างชัด ๆ ความจริงคือประหยัดต้นทุนมากกว่า

Line เวอร์ชั่น Windows
สามารถ Login โดยการกรอกรหัส ได้ทั้งภาษาไทย และ อังกฤษ
เช่น ถ้าผมตั้ง Password เป็น helloworld ผมลืมสลับภาษาพิมพ์แล้วดันไปพิมพ์ ้ำสสนไนพสก ผมก็สามารถ Login ได้เหมือนกัน

และสิ่งที่น่าทึ่งอีกมากๆคือ ตอนเลือกแนบไฟล์/รูปภาพ โฟลเดอร์ที่ซ่อนไว้ถ้าเปิดจากไลน์จะไม่ซ่อนอีกต่อไป เคยรายงานให้ LINE แล้วรอบนึงเงียบ ได้คำตอบแบบลิสค์ว่าต้องทำยังไงบ้าง(ซึ่งไม่เกี่ยวกับที่รายงานเลยแม้แต่น้อย)

Login2เครื่องไม่ได้เข้าใจ
ไม่เก็บข้อมูลให้ก็เข้าใจ ต้นทุนสูง
แต่ของแอนดรอยด์ แต่ก่อนต่อคอมพิวเตอร์ backup ได้ทั้งหมดทั้งลูกสติ๊กเกอร์ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ จะยกเลิกเพื่ออะไร

แต่ถ้าใช้ ios นี่มัน login แยกได้ระหว่าง iphone กับ ipad ไม่ใช่เหรอครับ (อันนี้ผมไม่เคยใช้นะ เพื่อนเคยบอก ถ้าไม่จริงขออภัย)

เรื่อง Backup สามารถทำแบบ offline ได้ ทำไมถึงไม่ทำให้ backup all ทีเดียวไปเลย ซึ่ง PC ควรจะทำมากมาก มันไม่เปลืองต้นทุนไลน์อะไรเลย
ขนาดใช้ไลน์ Business เสียตังก็ยัง Backup ได้แต่ตัวอักษร
ห่วยมากๆ

ว่าแล้ว วิศวกรไลน ทักษะไม่เท่าพวก เฟสบุคเมสเสนเจอร์

มีแต่ คอมเมนต์ด้านบน บ่นๆๆ 55555

แนะนำให้ไปดูงานของ Wechat ดีกว่าครับ
ส่วนตัวได้ใช้บ้าง ติดต่อกับคนที่จีน ชอบมากมาย
ข้อมูล 5-6 ปี เปลี่ยนกี่เครื่องก็โอนย้ายได้หมด ทั้งรูป ทั้งข้อความ
(หนักเครื่อง แต่รู้สึกดี เวลาค้นหาข้อมูลเก่า ๆ ไม่ต้องห่วงว่าจะหาย)

เรื่องงบอย่าอ้างเลย มีเหลือเยอะจนบอกไม่ได้
ทำไมไม่เก็บไว้ที่อุปกรณ์ที่ใช้งานก็จบแล้ว ไปเก็บไว้เองทำไม

ตอนนี้ขอให้ย้ายข้อมูล เอาแค่ข้อความอย่างเดียวก็ได้ ไฟล์/รูปภาพ ไม่ต้องตามมาก็ได้ ในการย้ายข้าม platform เป็นภาระในการตัดสินใจมาก เวลาจะย้ายค่ายระหว่าง ios - android

แล้วก็มี line for work หรือคล้ายๆ line square ก็ได้ เป็นห้องแชตพิเศษที่ใช้ทำงานได้ แยกกับไลน์ส่วนตัว

อยากให้เลือกเก็บข้อมูลแชทกับรูปไว้บนมือถือได้เลย นี่ต้องโหลดมาใหม่ทุกรอบ เปลืองต้นทุนฝั่ง server แล้วก็เลยปล่อยให้มันลบๆ ไปงั้น

big50000 Wed, 27/11/2019 - 08:47

ทุกวันนี้ ใครส่งเอกสารอะไรมาให้ทางไลน์ ผมด่ายับ พร้อมไล่ให้ไปส่งทาง mail หรือปล่อยแชร์ลิงก์ด้วย Drive

อีกประเภทที่จะด่าให้จมดิน คือ "ทำไมไม่ตอบไลน์ รู้ไหมว่าเรื่องด่วน" พร้อมแถมท้ายให้ว่า เป็น<คำไม่สุภาพ>ไรถึงต้องติดต่อเรื่องด่วนด้วยไลน์

kakashi Wed, 27/11/2019 - 09:30

อยากให้ whatsapp กลับมาฮิตอีกครั้ง

อยากให้ Line ตายๆไปซ่ะ

ทุกวันนี้คุยกันแทบไม่รู้เรื่อง พิมพ์ไปตั้งเยอะ ส่ง sticker กลับมาอันเดียว หมายความว่าไงหว่า????

ถ้ามีกระแสคนแห่ไปใช้ app อื่นกันหมด ปัญหา technical debt และต้นทุนการเก็บข้อมูลก็จะกลายเป็นเรื่องเล็ก จะทำทุกอย่างที่คนเคยขอได้ทันที แต่พอกระแสไหลไปแล้ว มันก็จะยากที่จะกลับมา

billion Wed, 27/11/2019 - 13:13

แล้ว fb messenger เค้าใช้สถาปัตยกรรมอะไรถึงเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ได้ครับ

focus on เสถียรภาพมันก็ดี แต่ว่าตั้งแต่เริ่มจนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีการ rebuild อะไรกันใหม่เลยหรือ? แล้วเพิ่งมาตั้งทีมเพื่อสร้างใหม่เนี่ยนะ?

รอดมาได้ยังไงจนป่านนี้เนี่ย -_-

tg-thaigamer Wed, 27/11/2019 - 14:27

มันตลกมาก เป็นฟีเจอร์ที่ควรมีตั้งแต่แรก ไม่ใช่ทำ noti ข่าว บราๆๆ

รู้สึกดี เหมือนคนสาย IT ไม่มีใครชอบ Line ผมล่ะโคตรเบื่อเลย ยิ่งผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้แยกไม่ออกระหว่างแอพ messenger กะ social media ยิ่งเอามาสั่งงานอีก โอ้ยยย มันมา popular ในไทยแค่เพราะเรื่องสติกเกอร์แน่นอนผมว่า ชอบ WhatsApp มากกว่าร้อยล้านเท่า ทั้งในเรื่องของ UI และ reliability หรือจะใช้ Messenger กันก็ได้ เพราะส่วนใหญ่ก็มี Facebook กันอยู่แล้ว ทำไมต้องแอด Line ID กันอีก แถมยังใช้ multi-device ได้ด้วย เป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับคนพกหลายเครื่องอย่างผม

เราในฐานะผู้ใช้งาน (ลูกค้า) ไม่สามารถวิจารณ์ ติชม หรือเสนอแนะตัวสินค้าหรือบริการใดๆ ได้ ก็น่าเศร้านะครับ ถ้าจะใช้แค่เหตุผลว่า ไม่พอใจก็เลิกใช้ไปเพียงอย่างเดียว

ที่ผมบอกว่า ว่าแรงๆ มันสื่อถึงความไม่อยากใช้ แต่จำใจต้องใช้ไงครับ ในฐานะผู้บริโภคก็มีสิทธิ์เลือกที่จะไม่ใช้ครับ แต่กลายเป็นว่ามาลงที่ Line แทน เพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้เองได้ ทั้งๆที่บทความเค้าก็อธิบายมาแล้วว่าทำไมถึงไม่ทำ ตอนนี้ Loser คือคนที่บ่นครับ ไม่ใช่ Line

กำลังงงว่าทำไมถึงต้องไปว่าคนที่เค้าบ่นว่า loser ผมยังงงอยู่ (ซึ่งจากเคสที่ว่านี้ก็น่าจะรวมถึงผมด้วย)

การอธิบายว่ามันมีข้อจำกัดอะไร มันเป็นปัญหาของตัวบริษัท ส่วนว่าลูกค้าจะยอมรับได้หรือไม่ก็อีกเรื่อง ถ้าลูกค้ายอมรับไม่ได้ก็บ่นไปตามปรกติ บริษัทก็รับไปเข้าแผนพัฒนาต่อ (ตามบทความก็มีแผนว่าจะพัฒนา)

แน่นอนในฐานะผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกครับ แต่มันมีเคสที่สินค้าและบริการมีอำนาจเหนือตลาด และวิถีชีวิต มันไม่ใช่แค่ร้านอาหารข้างทางร้านหนึ่ง ที่ไม่กินก็ได้ แต่อันนี้มันเกี่ยวกับวิถีชีวิตคน ถ้านึกไม่ออกก็เคส 7-11, Microsoft Windows, Google Search หรือ Android เป็นต้น ซึ่งเสียงบ่น ต่างๆ นาๆ ก็เห็นเยอะแยะไป ไม่เห็น loser เลย เค้าก็ลูกค้า ถ้าไม่อยากได้ยินเสียงบ่นก็พัฒนาปิดช่องว่างที่คนบ่นเยอะๆ คือคนบ่นความสามารถใดเยอะๆ ว่ามันยังดีไม่พอ หรือคนต้องการความต้องการไหนมากๆ แสดงว่าเราขาดจริงๆ และควรรีบพัฒนาให้มี นั้นแสดงว่าลูกค้ายังต้องการใช้งานสินค้าและบริการของเรา ถ้าไม่มีเสียงบ่น แล้วยอดคนไม่เติบโต และค่อยๆ ลดลง อันนี้ซิน่าเศร้ากว่าในมุมบริษัท

กำลังงงว่าทำไมถึงต้องไปว่าคนที่เค้าบ่นว่า loser ผมยังงงอยู่

ไม่ได้ชอบเขาแต่เอาชนะเขาไม่ได้ เหมือนแบนอเมริกาแต่ต้องใช้ของอเมริกา แบน CP แต่ก็ต้องซื้อของเค้า ไม่อยากใช้ LINE แค่ไหนก็สู้ไม่ได้ต้องจำใจใช้

ก็ไม่ผิดหรอกครับ

จะกล่าวหาว่าคนอื่นร้อนตัว ก็ต้องถามกลับว่าคุณหมายถึงใคร? แบบเจาะจง

ถ้าคุณตอบไม่ได้แบบเจาะจงได้ แสดงว่าคุณพูดถึงคนหมู่มากซึ่งไม่เจาะจงตัวบุคคล เค้ามีสิทธิ์จะร้อนตัว หากความหมายของข้อความนั้นๆ คนรับสารรู้สึกว่าคือตัวของเค้าครับ

ผมงงว่าจุดประสงค์​ของ​คอมเมนท์​คุณต้องการอะไร? ต้องการมาสมน้ำหน้าคนที่ต้องจำใจใช้เพราะไม่มีทางเลือก?

ถ้าแบบนี้คือสิ่งที่ควรจะเป็นจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าฟีเจอร์รีวิวบน store ต่างๆ จะทำขึ้นมาให้รกให้เปลืองทรัพยากรทำไม

ผมเข้าใจว่าคุณตอบผมเรื่องที่ผมบอกว่า เราใช้ service ตามๆกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยการที่คุณบอกว่าแล้วจะมีฟีเจอร์ต่างๆมาให้รกทำไม ผมกำลังจะตอบคุณว่า การที่บริษัทต่างๆสร้างอะไรขึ้นมาซักอย่างก็เพื่อพัฒนาสินค้าตัวเองให้ดี ให้รองรับรายได้และหวังผลกำไรทั้งนั้นแหละครับ ไม่ได้ตั้งใจสร้างมาเพื่อให้มันรกคุณหรอก มันเป็นความรู้สึกของคุณเอง

ก็นั่นแหละครับ คือเป้าหมายของการรีวิวคือการรับทั้งข้อติชมและข้อเสนอแนะ(ด่า) เพื่อเอาไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างที่มันควรจะเป็น และสร้างผลกำไรให้บริษัท ซึ่งเป็น common sense ที่ทุกคนก็รู้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำ แต่ถ้าจะบอกว่าก็แล้วไงก็ยังใช้อยู่ดี มันเหมือนกับว่า feedback พวกนั้นมันไม่ได้สำคัญอะไร ก็เลยเป็นที่มาว่า ถ้าเห็นว่ามันไม่จำเป็นหรือสำคัญก็ไม่เห็นต้องเก็บไว้ให้เปลืองทรัพยากร

คุณยังไม่เคยพลาดงานสำคัญ เพราะหน่วยงานคุณส่งให้เฉพาะทางไลน์สินะ หรือว่าคุณคือบุคลากรสำคัญในระดับที่คุณสามารถบังคับผู้ร่วมงานของคุณให้ใช้อย่างอื่นแทนไลน์ได้ หรือว่า... คุณยังไม่เคยทำงานเป็นทีม