Tags:
Node Thumbnail

ผู้อ่าน Blognone ก็คงทราบดีอยู่แล้วว่า Instagram และ WhatsApp นั้น มี Facebook เป็นเจ้าของ แต่การสื่อสารด้านแบรนด์นั้นทั้ง Instagram และ WhatsApp ก็ดูเป็นอิสระ แยกขาดจาก Facebook พอสมควร

ล่าสุดมีรายงานจาก The Infomation บอกว่า Facebook ได้แจ้งฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงชื่อเรียกของ Instagram และ WhatsApp โดยเฉพาะชื่อที่แสดงใน App Store กับ Play Store โดยเติมคำว่า from Facebook เข้าไป เป็น Instagram from Facebook และ WhatsApp from Facebook

มีการสอบถามไปยัง Facebook ซึ่งตัวแทนก็ยืนยันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อให้มีความชัดเจนขึ้นว่าบริการเหล่านี้ก็เป็นของ Facebook ด้วย ซึ่งน่าสนใจว่าเมื่อเพิ่มคำว่า from Facebook เข้ามาแล้วนั้น จะมีผลดีหรือไม่ดี หรือไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยกันแน่

ที่มา: The Verge

alt="IG WhatsApp"

Get latest news from Blognone

Comments

By: checkmate95
Android
on 3 August 2019 - 09:45 #1122528
checkmate95's picture

แสดงว่าอยากให้คนเลิกใช้สินะ

By: zyzzyva
Blackberry
on 3 August 2019 - 10:37 #1122534

นึกว่าถูกบังคับให้ใส่จากพวกองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อแสดงตัวตนว่าเป็นของบริษัทเดียวกัน

By: JamesBond007
iPhoneWindows PhoneAndroidBlackberry
on 3 August 2019 - 22:07 #1122577

ดีมั้ย ไม่รู้ แต่ บ.ฝรั่งมักใช้อะไรทำนองนี้แหละเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ
- Columbia pictures a Sony company
- Warner bro’s pictures เมื่อก่อน a times company บ้าง An aol company บ้าง เดี๋ยวคงเป็น an AT&T company ต่อ

By: sdc on 3 August 2019 - 23:05 #1122589

ที่เมกามีข้อกฎหมายการผูกขาดนิ ทำไมโซเชียลมีเดียถึงตกไปอยู่กับเฟซบุ๊คได้

By: BlueDelphi on 5 August 2019 - 09:34 #1122652 Reply to:1122589

การซื้อ ควบรวม ลงทุนกับคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เพื่อกินมาร์เกตแชร์ ตราบใดที่ยังปล่อยให้เจ้าอื่นสามารถเข้าสู่ธุรกิจได้อย่างอิสระ ไม่ใช่การผูกขาดครับ
ถึงแม้หลายๆกรณีจะไกล้เคียงกันมากก็ตาม

คนมาทีหลัง(อาจเข้าสู่ตลาดโดยลอกโมเดลธุรกิจของคนอื่น ที่เห็นชัดๆคือซื้อตัวผู้บริหาร) ไม่สามารถอ้างได้ว่า เพราะคุณมาก่อน เพราะคุณมีทุนมากกว่า เราเลยเสียเปรียบ

การผูกขาดเริ่มเมื่อออกนโยบาย ที่ส่งผลทางตรงเป็นการกีดกันรายอื่นๆเข้าสู่ธุรกิจตะหาก

เพื่อเลี่ยงข้อครหา กลุ่มทุนขนาดใหญ่ เจ้าตลาดในหลายๆประเทศจึงผลักดันมาตรฐานผลิตภัณฑ์สูงเกินจำเป็น ให้เป็นข้อกฏหมาย มีข้อกำหนดเยอะไปหมด ต้องใช้คนตรวจสอบเฉพาะทางหลายๆด้าน จนข้อกำหนดเหล่านั้นกินค่าโสหุ้ยของรายย่อยไปมากมาย.. แถมรื้อปรับปรุงเรื่อยๆ...รื้อจากรากฐานเลยก็ทำ อ้างว่าทำเพื่อผู้บริโภค....

ซึ่งในทางอ้อม ส่งผลให้รายใหม่ๆเข้าสู่ธุรกิจได้ยากมากๆ

วิธีจัดการกับเรื่องแบบนี้ หลายๆประเทศใช้มาตรฐานแบบขั้นบันได แบ่งเป็นคลาส...จะประดิษฐ์อะไรมาขาย ก็ขายกันไป....ถ้าผู้บริโภคยอมรับความเสี่ยงได้มากก็อาจเลือกคลาสต่ำๆ ... ทำให้เป็นสังคมที่เปิดโอกาสสร้างสรรค์ธุรกิจได้ดีมาก

By: BlueDelphi on 5 August 2019 - 09:46 #1122653

การผูกชื่อติดกันเป็นพวง
ในระยะยาวเป็นผลเสียครับ
เพราะแต่ละธุรกิจ มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นต่างกัน
และผู้ใช้ในระดับ mass ก็ไม่จำเป็นต้องรับรู้
เวลาเสียชื่อ จะได้ไม่เหม็นไปทั้งพวง

ให้ผู้ใช้โฟกัสที่ประโยชน์ใช้สอย ดีกว่าเยอะ
เพราะเมื่อใดที่ฟังค์ชั่นไม่ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไรคนส่วนใหญ่ (ใช้อย่างอิสระ ใช้งานส่วนตัว แชร์เรื่องส่วนตัว) ก็ไม่เอาหรอกครับ...

บางคนอาจรู้สึกเหมือนถูกคุกคาม.. (หากข้อมูลส่วนตัวไหลเข้า facebook แทบทุกช่องทาง..พอหนีไปใช้ตัวอื่น เอ้า.. โดนเฟสบุคซื้ออีกหละ)

แต่บางคนก็อาจมั่นใจเพิ่มขึ้น (เชื่อมั่นในเฟสบุ๊ค)