Special Report

ผมเขียนบทวิเคราะห์เรื่อง Google I/O และ Apple iOS 7 มาแล้ว คงต้องเขียนเรื่อง Windows 8.1 บ้างเดี๋ยวไมโครซอฟท์จะน้อยใจนะครับ :P

ข่าวใหญ่ที่สุดของไมโครซอฟท์ในรอบปีนี้คงหนีไม่พ้น Windows 8.1 ซึ่งถือเป็นภาคต่อของ Windows 8 ที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก (ทั้งแง่บวกและแง่ลบ) ในปีที่แล้ว

ผมมองว่า Windows 8.1 ไม่ได้เป็นเพียง "ผลิตภัณฑ์" เดี่ยวๆ เพียงหนึ่งตัว แต่มันสะท้อน (และตอกย้ำซ้ำอีกครั้ง) ให้เห็นถึงทิศทางใหม่ที่ไมโครซอฟท์กำลังมุ่งไปให้ชัดเจนมากขึ้น

ย้อนดู Windows 8

พูดถึง Windows 8 ย่อมมีทั้งคนรักและเกลียด (ฝ่ายหลังอาจมีมากกว่า แต่นั่นก็แล้วแต่จะนับ) ถ้าให้มองย้อนกลับไปจากตอนนี้ ผมถือว่า Windows 8 เป็น "ระบบปฏิบัติการตัวใหม่" อีกตัวหนึ่ง ไม่ใช่ "วินโดวส์เวอร์ชันใหม่" ที่นับเลขต่อจาก Windows 7

ที่ต้องบอกว่า Windows 8 เป็นระบบปฏิบัติการตัวใหม่ ก็เพราะแนวทาง (paradigm) ของมันเปลี่ยนจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง จากระบบปฏิบัติการสำหรับคีย์บอร์ดและเมาส์ ก็กลายมาเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับจอสัมผัสและแท็บเล็ตแทน แถมในแง่ของเทคโนโลยีข้างใต้ก็ยังเปลี่ยนจาก Win32 API มาเป็น WinRT API ด้วยเช่นกัน

ถ้าจะเทียบให้คล้ายที่สุด ผมว่ามันเหมือนกับตอนแอปเปิลเปลี่ยนจาก Mac OS 9 มาเป็น Mac OS X (หวังว่าสาวกรุ่นใหม่คงตามไปหาข้อมูลอ่านกัน) นั่นคือใช้ชื่อแบรนด์เดิม แต่เปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่หมด (Cocoa เทียบได้กับ WinRT) และมีโหมดการทำงานแบบเดิมรองรับในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้วย (Carbon/Classic เหมือนกับ Windows Desktop)

Windows 8 คือไมโครซอฟท์ยุคใหม่ที่ก้าวข้าม "โลกยุคพีซี" ที่ครอบงำด้วยซีพียู x86 (อาณาจักร Wintel) การสั่งงานด้วยเมาส์และคีย์บอร์ด และ form factor ค่อนข้างตายตัว (พีซีตั้งโต๊ะ/แท็บเล็ต) มายัง "โลกยุคหลังพีซี" ถ้ายึดตามคำเรียกของสตีฟ จ็อบส์ มีสถาปัตยกรรมซีพียูแบบใหม่ๆ (x86/ARM) ใช้นิ้วสัมผัสและการสั่งงานด้วยเสียง รวมถึง form factor แบบพิสดารที่เราเห็นในแท็บเล็ตลูกผสมสารพัดชนิดที่ออกสู่ตลาดในช่วงนี้

ในแง่ยุทธศาสตร์โดยรวมแล้ว ผมว่าไมโครซอฟท์ทำถูกต้องเลยนะครับ เพียงแต่ในแง่ปฏิบัติแล้วไมโครซอฟท์ทำพลาดหลายอย่าง เช่น

  • ทำ Windows 8 โหมด Metro ยังไม่สมบูรณ์ดี (ที่ชัดๆ เลยคือ PC Settings มีความสามารถไม่เท่า Control Panel) อันนี้ยกประโยชน์ให้ส่วนหนึ่งว่าทำไม่ทัน
  • มาเร็วไปหน่อย พีซีปี 2012 ยังไม่มีจอสัมผัสเยอะเท่ากับพีซีปี 2013 (แต่ก็มองในมุมกลับได้ว่า พีซีจอสัมผัสเริ่มเยอะขึ้นเพราะมี Windows 8 รองรับแล้ว)
  • "หักดิบ" การทำงานแบบเดิมๆ ของผู้ใช้มากเกินไป โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง Start Menu, Charm และ hot corner เลยเกิดการต่อต้านเยอะ พอคนไม่พอใจเสียแล้ว อธิบายเหตุผลอะไรเขาก็ไม่ฟังหรอก

ผลก็คือ Windows 8 กลายเป็นวินโดวส์รุ่นที่โดนเสียงบ่นเยอะ และ "ใครๆ" ก็บอกว่ามันห่วยนั่นเอง

Windows 8.1

พอมาถึง Windows 8.1 ไมโครซอฟท์ไม่ได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์เลยสักนิด ยังยึดตามยุทธศาสตร์เดิมของ Windows 8 ทุกประการ แต่ว่า

  • ปรับปรุงโหมด Metro ให้สมบูรณ์ขึ้นมาก ทั้งเรื่อง Search, Settings, split screen, default apps
  • ตลาดพีซีปี 2013 เริ่มมีพีซีที่ดึงพลังของระบบปฏิบัติการจอสัมผัสออกมาได้เยอะขึ้นแล้ว เราเห็นอุปกรณ์มากมายทั้ง Surface ของไมโครซอฟท์เอง, โน้ตบุ๊กไฮบริด, แท็บเล็ตจอใหญ่-เล็ก ออกสู่ตลาดกันมากขึ้น ราคาก็เริ่มดิ่งลงมาจากปีที่แล้ว ในแง่การประหยัดไฟก็ได้บารมีของ Haswell ช่วยแก้ปัญหาไปบางส่วน
  • ไมโครซอฟท์ยอมถอยในเรื่อง UI บางจุด (เช่น เอาปุ่ม Start กลับมา) และผู้ใช้เองก็เริ่มคุ้นเคยหลังโดนหักดิบและก่นด่ามาเกือบปี (ฮา)

โดยรวมแล้ว Windows 8.1 ยังคงทิศทางเดิม แต่มีสมบูรณ์มากขึ้น ตลาดพีซีโดยรวมเริ่มเปลี่ยนแปลง เมื่อบวกกับว่ามันเป็นการอัพเกรดฟรีก็คงไม่มีใครที่ใช้ Windows 8 อยู่แล้วปฏิเสธ

คำถามหลักจึงต้องย้อนกลับไปว่ายุทธศาสตร์ใหญ่ของไมโครซอฟท์สำหรับ "โลกยุคหลังพีซี" นั้นถูกต้องแค่ไหน

time will tell เวลาจะเป็นคำตอบ

ในเบื้องต้นแล้วความสำเร็จของ Android/iOS คงเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าจอสัมผัสเป็นสิ่งจำเป็น แต่บริบทของไมโครซอฟท์ที่มาจากระบบปฏิบัติการแบบ point & click ก็ต้องนำเสนอคำตอบให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์แบบเก่าด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า Windows 8 ก็ทำออกมาได้ดีพอสมควรนะครับ การสร้างแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ไม่มีใครสมบูรณ์แต่แรก อย่างเก่งก็แค่ทำแพลตฟอร์มที่ดีในระดับหนึ่ง แล้วค่อยๆ พัฒนาต่อไป

ดังนั้นเราต้องมอง Windows 8.x เป็น "กระบวนการ" ระยะยาวที่กินเวลาหลายปี (อาจจะ 3-4 ปีกว่าจะเริ่มสมบูรณ์) ซึ่งกรณีของแอปเปิลเองกว่าจะทำ Mac OS X เข้าที่ก็ประมาณรุ่นที่ห้า (10.4 Tiger) ถ้านับระยะเวลาจาก 10.0 ก็ใช้เวลาถึง x ปี เทียบกันแล้วไมโครซอฟท์ใช้เวลาน้อยกว่ากันมาก (แต่สภาพการแข่งขันก็ต่างกันมากเช่นกัน)

จังหวะใหม่ของไมโครซอฟท์

ประเด็นหนึ่งของ Windows 8.1 ที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้ตัวผลิตภัณฑ์เองคือ "รอบการออกรุ่น" ของไมโครซอฟท์ครับ

ถ้าเราย้อนดูวินโดวส์เวอร์ชันเก่าๆ หน่อย จะเห็นว่า

  • Windows XP มาเป็น Windows Vista ใช้เวลา 5 ปี (อันนี้มีปัญหาภายในจนเลื่อนเอง)
  • Windows Vista มาเป็น Windows 7 ใช้เวลา 3 ปี
  • Windows 7 มาเป็น Windows 8 ใช้เวลา 3 ปี

ถ้าไม่นับกรณีของ XP มา Vista จะเห็นว่ารอบการออกรุ่นเฉลี่ยของไมโครซอฟท์อยู่ที่ 3 ปี แต่ว่าในรอบของ 8 มาเป็น 8.1 ใช้เวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น

ผมคาดว่าไมโครซอฟท์จะออก Windows 8.2 ในปีหน้า ซึ่งจะทำให้รอบการออกรุ่นของไมโครซอฟท์ลดลงมาเหลือ 1 ปี (ซึ่งทำมาก่อนแล้วกับ Windows Phone)

นี่คือการปรับตัวของไมโครซอฟท์ให้เข้ากับ "จังหวะใหม่" ในโลกยุคอินเทอร์เน็ต ยุคที่ซอฟต์แวร์อัพเดตได้ในทันที ต่างไปจากยุคของซอฟต์แวร์กล่องที่ไมโครซอฟท์สร้างขึ้นมาในอดีต

รอบการออกรุ่นผลิตภัณฑ์ใหญ่ระดับระบบปฏิบัติการที่เหมาะสมจึงน่าจะอยู่ที่ 1 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วไมโครซอฟท์ไม่ใช่รายแรกที่ทำแบบนี้ แอปเปิลเริ่มก่อนใน iOS แล้วปรับ OS X ให้ใช้ระบบเดียวกัน ส่วนกูเกิลนั้นเอาเข้าจริงแล้วอัพเดตระบบปฏิบัติการมากกว่าปีละครั้งด้วยซ้ำ (Android ในช่วงแรกๆ บางปีออกสามรุ่นรวด) หรือกรณีของ Chrome OS คืออัพเดตทุก 6 สัปดาห์

"จังหวะใหม่" ของไมโครซอฟท์ที่ว่านี้ไม่ได้มีเฉพาะวินโดวส์เท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์ใหญ่ๆ ของไมโครซอฟท์แทบทุกตัวก็มีจังหวะการอัพเดตใหญ่ที่ลดลงจากเดิมมาก

  • Windows Phone ออกรุ่นใหม่ปีละครั้ง (ส่วนจะเป็น major/minor release อีกเรื่องหนึ่ง)
  • Office 2013 ออกต้นปีนี้ และจะมี Office "Gemini" ในปี 2014
  • Visual Studio 2012 ตามด้วย Visual Studio 2013
  • Windows Server 2012 ออกปีที่แล้ว ปีนี้มี Windows Server 2012 R2

เอาเข้าจริงแล้วไมโครซอฟท์ก็อยากปรับรอบการออกรุ่นให้เยอะกว่าปีละครั้งด้วยซ้ำ แต่ก็ยังติดขัดข้อจำกัดเรื่องธรรมเนียมหรือความคาดหวังของการใช้ซอฟต์แวร์แบบเดิมๆ ถ้ายังจำกันได้ บริษัทก็เคยประกาศไว้ว่าในฝั่งของซอฟต์แวร์องค์กร (ที่มีทั้งเวอร์ชันติดตั้งบนเครื่องจริง on premise และเวอร์ชันกลุ่มเมฆ on cloud) ไมโครซอฟท์จะทยอยออกฟีเจอร์ใหม่ให้กับเวอร์ชันบน Azure ก่อน แล้วค่อยรวบมาอัพเดตให้เวอร์ชัน on premise เป็นระยะๆ ทีหลัง

การทำแบบนี้กับผลิตภัณฑ์ทั้งบริษัทไม่ง่ายเลยนะครับ มันต้องผ่านกระบวนการ "คิดใหม่ทำใหม่" เป็นการภายในครั้งใหญ่ ไมโครซอฟท์เป็นบริษัทใหญ่มีพนักงานหลายหมื่น มีธรรมเนียมปฏิบัติ ค่านิยม และการยึดติดกับความสำเร็จเก่า การเปลี่ยนผ่านแบบนี้ไม่ง่ายเลย แต่ตอนนี้ผลลัพธ์ที่ออกมาเริ่มแสดงให้เห็นว่าไมโครซอฟท์เริ่มปรับตัวให้เข้ากับจังหวะใหม่ของอินเทอร์เน็ตได้แล้ว

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็น "ไมโครซอฟท์ 2.0" ที่เปลี่ยนไปจากเดิม

  • รอบการออกซอฟต์แวร์เร็วขึ้น เปลี่ยนวิธีคิดจากซอฟต์แวร์กล่อง (สินค้า) มาเป็นบริการผ่านอินเทอร์เน็ต
  • เปลี่ยนเทคโนโลยีฐานจาก Win32 มาเป็น WinRT (หรือของแนวๆ เดียวกัน) เน้นการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแทนการทำงานแบบ standalone ไม่ยุ่งกับใคร
  • เปลี่ยนหน้าตาภายนอกจาก "หน้าต่าง" มาเป็น "กระเบื้อง" (tile) ทิศทางการออกแบบแนว Metro กับทุกผลิตภัณฑ์ไม่เว้นแม้แต่ Xbox

คำถามที่น่าสนใจค้นหาคำตอบต่อไปก็คือ เมื่อไมโครซอฟท์ปรับตัวแล้ว ลูกค้าของไมโครซอฟท์ล่ะปรับตัวตามทันอย่างที่ไมโครซอฟท์คาดหวังหรือเปล่า?

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand

สรุปได้ค่อนข้างชัดเจน เห็นภาพรวมเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงที่ไมโครซอฟท์เลยครับ เห็นได้ค่อนข้างชัดเลยว่าไมโครซอฟท์ทำได้ค่อนข้างดีในส่วนภายในบริษัทเอง

ส่วนภายนอกบริษัท (ลูกค้า) คงต้องรอผล time will tell & time tell no lies จริง ๆ ครับงานนี้

ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยเกลียด Windows 8 เข้าใส้ แต่ตอนนี้รักมันสุดตัวเลย เดินไปใช้คอมไหนที่เป็น 7 นี่พยายามหาพวก Charm Bar กับ Hot Corner อยู่เป็นประจำ (ตอนใช้ Windows 8 กด Windows + C บ่อยมาก)

Metro ผมว่ารุ่ง แต่คนในระยะแรก ๆ จะไม่ค่อยยอมรับเท่าไรนัก ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวตนครับ

Eka-X Wed, 03/07/2013 - 14:45

  • Microsoft - หน้าตาเดียวกับทุกระบบ วิธีการทำงานแบบเดียวกัน
  • Apple - แยกระบบปฏิบัติการสำหรับ Desktop, Smartphone-Tablet ออกจากกัน วิธีการใช้งานต่างกัน แต่เชื่อมกัน
  • Google - สร้างทุกอย่างผูกกับอินเทอร์เน็ต

ตอนนี้แนวทาง Apple เวิร์ก ใช้ได้จริงที่สุด แต่อนาคตไม่แน่ Microsoft อาจจะมาถูกทางก็ได้

เวิร์กไม่เวิร์กนี้เค้าวัดกันยังไงอะครับ ยอดขาย? กำไร? ฯลฯ?

คือไม่ได้กวนนะครับ แต่สงสัยว่าวัดกันยังไงแค่นั้นครับ

ความรู้สึกตอนนี้ครับ

Windows 8 มีอะไรที่สนับสนุนจอสัมผัสน้อยมาก ระบบนิเวศน์ก็ยังไม่พร้อม แอพ WinRT แทบใช้อะไรจริงจังไม่ได้

แต่ต่อไปอาจจะเวิร์กก็ได้

เห็นด้วยครับ แต่เป็นในตอนนี้ อีกหน่อยทั้งosxและiosก็จะรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันแน่ๆ เท่าที่ดูแนวทางมาในแต่ละปีมันค่อยๆมีหลายๆอย่างที่เหมือนกันขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกันว่าAppleกำลังค่อยๆดึงผู้ใช้ให้ก้าวตามทันอยู่ แต่กรณีไมโครซอฟ ให้พูดถีงก็มาถูกทางละ แต่เร็วเกินไปหน่อยโดยส่วนตัว

ps.อยากเห็นอนาคตจริงๆว่าวันนึงจะมีคอมประกอบแบบมีหน้าจอสัมผัสได้...

มีปรับตัวได้อยู่ 2 แบบ

- ปรับโดยการทนๆ ใช้ไปจนชิน

- หรือไหนๆ ก็ต้องเรียนรู้ใหม่แล้ว เรียนรู้วิธีใช้ OS อื่นเลยดีไหม เช่น OSX, Ubuntu

ผมย้ายมาใช้ Ubuntu กับ Hackintosh เป็นหลักหลังจากที่ได้ใช้ Windows 8 ครับ กำลังดูอยู่ว่า 8.1 ออกมาแล้วจะกลับไปใช้ Windows เหมือนเดิมมั้ย แต่คิดว่าคงไม่แล้วล่ะ

ยอมปรับตัวใช้ Win8 ด้วยเหตุผลเดียว Performance ดีว่า Win7 ทุกด้าน!

8.1 ก็อยากใช้นะ แต่ขี้เกียจลงโปรแกรมใหม่ รอให้ออกเป็น RTM ก่อนแล้วเจอกัน

ผมว่า Win7 ปิด Aero ก็พอๆ กันนะหล่ะ Win8 มันไม่มี Aero มันเลยออกแนว Basic Theme ขอบหนา

ซึ่ง Theme Aero เนี่ย มันมีผลกระทบต่อ Performance อยู่ในระดับที่รู้สึกได้เลยครับ ถ้าเทียบกับไม่ใช้

ผมก็ว่างั้นแหละ Windows 8.0 มันยังทำไม่เสร็จ พอจะทำอะไรบางอย่าง เหมือนมันไม่มีหรือขาดๆอะไรไป ถ้าไม่ออกมาให้ใช้งานก่อนเดี๋ยวลูกค้าวิ่งหนีหมด เข้าใจครับ

ออกถี่ ๆ Kernel ต้องเสถียร จริง ๆ ครับ

Android ใช้ Linux Kernel ซึ่งจะพัฒนาเฉพาะ ...สิ่งอำนวนความสะดวก ( API ) ให้กับ App เท่านั้น

ข้อดี ...ของ Apple ทั้ง iOS & OS X คือ อิงกับ Darwin / POSIX ทำให้สามารถแยกส่วนได้ชัดเจน ระหว่าง Kernal กับ API ( สิ่งอำนวนความสะดวก ให้กับ App เหมือนเช่นเดียวกับ Android ) โดยในส่วนของ Kernel มีรากฐานจาก Carnegie Mellon University ซึ่งพัฒนาต่อจาก Berkeley UNIX

จะมีปัญหาเฉพาะ Microsoft ซึ่งต้องพัฒนาทั้ง Kernel กับ API ไปพร้อม ๆ กัน แถมที่ผ่านมา ทั้ง 2 ยึดติดกันจนแยกแทบไม่ออก ทำให้การ Re-engineering สำหรับ Kernel อาจกระทบกับ API ( ที่ผ่านมา จะเกิดปัญหานี้ประจำ )

ดังนั้น การออก Product แบบ ถี่ ๆ ต้องมีการวางแผนร่วงหน้าเป็นปี ๆ ไว้อย่างดี ผมว่า Microsoft ไม่ค่อยถนัดในเรื่องนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ...การพัฒนาขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการตลาด มากกว่า แผนการพัฒนาตาม Engineering ( ยกเว้น ...ออก Service Pack )

leonoinoi Wed, 03/07/2013 - 19:13

ปัญหาอีกจุดของ win8 คือจอสำผัส เครื่องที่ไม่มีจอมีแนวโน้มจะอยู่ที่ win7 ถึงแม้จะมีหลายคนบอกใช้ได้ก็เถอะ เพราะฉนั้นยอดของ win8 น่าจะมาจากเครื่องซื้อใหม่

จอแบบ Touch Screen คงช่วยอะไร ...ไม่ได้ มากนัก ครับ

ปัญหา คือ App ส่วนใหญ่ มี icon ...เล็กมาก จิ้มถูกจิ้มผิด ( ต้องฝึก " เล็ง " กัน ...อย่างหนัก ) แม้แต่ Microsoft Office 2013 หรือ แม้แต่ App ซึ่งติดมาพร้อม Win 8 ( ต้องจับ Designer มาอบรม Concept การออกแบบ UI กันใหม่ ) รวมทั้ง งานแบบ Desktop มันก็ไม่สะดวกนัก ที่จะเอามือไป ลูบ ๆ คำ ๆ @ หน้าจอ ผมชอบ TrackPad ของ Mac มากกว่า สะดวกกว่า Mouse และ Touch Screen เยอะ สำหรับงานบน Desktop

แม้แต่งานด้าน Art ...ยังชอบ Style แบบ Bamboo Pen Tablets มากกว่า เพราะสามารถลงน้ำหนักมือ ต่างกันได้ ยกเว้น ประชุมงาน จึงจะใช้ Table Tablet เพื่อเลือกแบบ

ทำให้ Win 8 ยัง ...จำเป็น ต้องใช้ Mouse หรือ Pen ต่อไป ครับ ...ไม่ใช่ Touch Screen

เท่าที่เห็น Tablet Win8 มันก็มีที่มากับปากกาที่รองรับน้ำหนักนะครับ ที่ผมสนคืออยากได้ตัวแทน Cintiq ในราคาที่ไม่สูงเกินไป

คงจะยากหน่อย เพราะเท่าที่รู้ tablet ที่รองรับน้ำหนักการกดได้ส่วนใหญ่จะใช้ technology ของ wacom ผมคิดว่า wacom คงไม่ทำลายอู่ข้าวอู่น้ำของตัวเองหรอกครับ

Windows 8 ทำงานกับ Stylus แบบนั้นได้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับตัวหน้าจอภาพที่รับการสัมผัสและปากกาที่ใช้งานเป็นหลักครับ Wacom กับ Windows ทำงานกับเรื่องปากกามาได้นานตั้งแต่โลกยังไม่มี iPad ครับ และปากกาบน Windoed 8 Tablet จากที่ลองตัวที่ใช้งาน Stylus ได้ มันก็ทำงานได้ดีกว่า S Pen ครับ ;)

Wacom ขายเทคโนโลยีครับ
ยิ่งอุปกรณ์ที่ใช้ Stylus แบบมีน้ำหนักเยอะเท่าไร Wacom ก็ยิ่งมีรายได้เยอะขึ้นเท่านั้น

โดยตลาดอุปกรณ์พกพาเป็นคนละกลุ่มตลาดกับ PC ที่ Wacom ขาย drawing pad ด้วย
ฉะนั้นเรียกว่าทำลายอู่ข้าวอู่น้ำก็คงไม่ใช่หรอกครับ

PC ในคอมเมนท์บนของผมคือ Desktop น่ะครับ ที่ต้องต่อ Mouse แยก, จอ(ส่วนใหญ่)ไม่ใช่ Touch screen
ซึ่งตรงนี้ก็มี drawing pad ของ wacom ขายอยู่แล้ว ตอนแรกผมคงพิมพ์ความหมายไม่เคลียร์เองครับ

Surface Pro ผมยังมองว่าเป็นอุปกรณ์พกพาอยู่ครับ

ผมไม่กลัว Windows 8 อีกต่อไปแล้ว หลังจากซื้อ Start8 มาใช้ แล้วปิด hot corner ปิด start screen เข้าสู่ desktop โดยตรง เท่านี้ชีวิตผมก็มีความสุข

อีกหน่อยตลาด PC จะกลายเป็น Workstation ไปเลยรึเปล่านะ ?

ฝั่ง Apple ยังคงไม่ยอมใส่จอสัมผัสมาใน Macbook (คงกลัวชนกับ iPad)

แต่สำหรับ Windows 8.x ผมว่ามันยังไม่เสร็จใน 8.1 แน่ๆเหมือนพี่ mk ว่า

มันยังแยก UI ของ Win32 กับ WinRT ค่อนข้างชัดเจน เท่าที่ลองไปเล่นจอสัมผัสเวลาออกพ้น Metro ไปกดปิดหน้าต่างยังลำบากมากๆ

ปล.กำลังจะซื้อโน็ตบุ็คใหม่ลังเลมาก ว่าจะเอาสัมผัสหรือเอา i7 (มี 2 อย่างแพงหูฉีกอีก Haswell มาแล้วไม่เห็น Ultrabook จะราคาลงเหมือน intel ว่าเลย ; w ; )

เย่ ใช้เครื่องเดิม เย้ย ไม่ใช่แล้วครับ

เดี๋ยวผมคงรอ Gen 4 ออกมาให้มากกว่านี้ก่อนจะได้หาตัวเลือกที่เหมาะสม

นานๆ เปลี่ยนเครื่องทีเลยอยากได้เผื่อๆ คุ้มๆหน่อย

Haswell ช่วงนี้มันดีตรงที่ประหยัดไฟอย่างเดียวครับ นอกนั้นแทบจะไม่ต่างกันเลย ยกเว้น socket ใหม่นี่แหละ (เกรียน ซอยถี่ยิกเหมือน AMD ในสมัยก่อนเลย)

ถ้าไม่รีบใช้แนะนำให้รอช่วง Tock ครับ

ตอนนี้ Win32 ก็อยู่ในฐานะ Application ตัวหนึ่งที่รันอยู่บน WinRT ไปแล้วนะครับ (ส่วน โปรแกรมที่ใช้่มันก็ไปรันอยู่บนอีกระดับเหนือขึ้นไป) ผมว่าคงไม่มีทางที่มันจะกลืนกันเป็นตัวเดียว และสิ่งที่ MS น่าจะมุ่งไปก็คือการพยายามลดการใช้งาน Win32 ลงให้เหลือ 0 ให้ได้มากกว่า

8.1 เปิดให้ update ตัว preview ได้ครับ แต่ตัว 8.1 preview นี้จะอัพไปเป็น 8.1 ตัวเต็มไม่ได้ downgrade ไปเป็น 8 ก็ไม่ได้ ต้องลงวินโดว์ใหม่เลยครับ

แอบสงสัย, ถ้าจาก win 7 => win 8.x อัพเกรดได้ฟรี และมี start menu ให้ พร้อมกับ boot เข้า desktop ได้เลย.. จะอัพกันมั้ย หรือยังติดตรงไหนอีก ?

รู้สึกว่าเป็นจุดแข็งของไมโครซอฟต์อยู่แล้วหรือเปล่า นึกถึงตอน DOS > Windows 1.0, Windows 3.11 > Windows 95 ไมโครซอฟต์ก็เปลี่ยนแบบไม่แคร์ผู้ใช้

(ปล. ผมเกิดไม่ทันนะ นี่อ่านจากหนังสือ+บทความเก่าๆ)

ความรู้เพิ่มเติมนะครับ

Windows 1.0-Windows 3.11 รันอยู่บน DOS เป็น Shell ครอบเฉย ๆ ไม่ได้มาแทนที่ครับ

MS มาเริ่มพัฒนา Windows ให้เป็น OS เต็มตัวที่ Windows 95 (ซึ่งหลายคนก็มองว่ามันเป็น Shell เฉย ๆ อยู่ดี เพราะมันรันบน DOS 7 ที่ติดมาด้วย) ครับ

ที่จริง Windows 3.11 -> 95 ก็ไม่ได้เปลี่ยนแบบ Paradigm Shift นะ แค่ว่าปุ่ม Start มันเป็นตัวที่จัดการให้ระบบมันดูเป็นระเบียบขึ้น ถ้านึกภาพไม่ออกว่าบน 3.11 เคยเป็นยังไง ก็ลองเล่น OSX ดูได้ครับ ลักษณะหน้าตาคล้าย ๆ กัน (แต่ 3.11 ไม่มี Konfabulator)

มันต่างกันนะ Win95
Start Menu ให้ประสบการณ์การใช้ดีกว่า Program Manager อย่างมาก
ไม่ว่าใครก็อยากเปลี่ยนมาใช้
แต่เครื่องหลายเครื่องในยุคนั้นกลับ Performance ไม่พอ
และ โปรแกรมหลายตัวก็ยังรัน 16 บิทการเปลี่ยนแปลงถึงไม่เร็วนัก

แต่กับ Metro เป็นครั้งแรกที่ไมโครซอฟต์
ทำ UI ที่ให้ประสบการณ์การใช้แย่กว่าเดิม
เท่าที่ลอง ทุกคนประทับใจกับ Performance ที่มากกว่าเดิม
แต่ด้วย UI ที่ตายตัวเกินไป แถมยังขาด ๆ เกิน ๆ

ว่าแต่ ผมคิดว่าไม่มีใคร "กลัว" Win8 หรอกนะ
แต่ "รำคาญ" มันมากว่า

เม้นได้ตรงใจผมมากเลยครับ อยากจะเม้นแบบนี้เลย อย่างเวลากดแล้วกระเบื้องปลิว ๆ เออมันก็สวยดีนะ แต่มันจะปลิวเยอะไปไหนอะ และอย่างพวก ie เปลี่ยนเยอะไปมั้ยอะ เอาบาร์มาอยู่ด้านล่าง ตัดรายละเอียดออกหมดเหลือโล้น ๆ รวม ๆ แล้วบอกไม่ถูกว่าทำไมชีวิตมันไม่เหมือนเดิม มากไป

สังเกตุงานพรีเซนส์ของ win8 จะไม่เสนอในส่วนของเดสท็อป ui จะพรีเซนส์แค่ส่วนเมโทร เสมือนว่า win8 เป้นหน้าตาดีไซน์แบบนันทั้งหมด แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังไม่ไปในแนวทางเดียวกัน

เยอะครับ

.NET เดิม ...เหมาะสำหรับโปรแกรมสั่งทำ และ ใช้ในการ Customize ซึ่งเกี่ยวกับ Microsoft Product เช่น SQL Server, SharePoint สามารถย้ายมายัง Win 8 New Style ไม่ยาก โดยเฉพาะ WPF หรือ Silverlight

แต่ Application ที่เป็น Commercial จริง ๆ ส่วนใหญ่จะพัฒนาด้วย MFC / C++ หากย้ายมา Win 8 New Style ต้องถือว่า เป็นการเขียนโปรแกรมใหม่ทั้งหมด เลยครับ

ไม่รู้เรื่องเชิง เทคนิค

แต่ ยอมรับว่า Microsoft กล้ามาก และ คงวางเดิมพันไว้เยอะทีเดียวกับ การเปลี่ยนแปลง ในครั้งนี้

บริษัทที่ Microsoft ควรเฝ้าระวัง ผมคิดว่า ไม่ใช่ Apple (ที่ไม่ค่อยสน mass market เท่าไหร) แต่ เป็น Google มากกว่า ที่พร้อมจะออก OS ของตัวเองมาแย่งส่วนแบ่งตลาดได้เสมอ (เหมืออย่างที่เคยทำกับ Chrome)

ผมเชื่อว่า Google กำลังซุ่มพัฒนา OS ของตัวเองอย่างจริงจังทีเดียว ตราบใดที่ OS ของ Microsoft ยังไม่ตอบโจทย์ของผู้ใช้งานส่วนใหญ่ได้ ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะโดมหมัดน๊อค ได้ครับ

แต่เชื่อเถอะว่า Google ออก OS มาก็ตอบสนองผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้เช่นกันครับ หากมาใหม่ต้อง ต้องให้ประสบการณ์ใช้งานที่ใหม่จริงๆ ไม่งั้นออกมาแล้ว ไมโครซอฟตามอัพเดทเก็บได้หมดอ่ะ -*-

การมาของ Win 8 ทำให้ย้อนยุค ไป 30 ปี

ยุคแห่งความสับสน ยุคแห่งการไม่แน่นอน และ ยุคแห่งการเริ่มต้น Microsoft เป็นคนล้มกระดานทั้งหมดเอง เพราะ Win32 หรือ แม้แต่ .NET ก็ไม่สามารถทำงานบน Win 8 New Style ได้ รวมถีง Microsoft Office 2013 ด้วย ทำให้ WinRT ต้องมี Desktop Mode สำหรับ Microsoft Office 2013 และ App ซึ่งติดมาพร้อมกับ Win 8 โดยไม่ยอมให้ติดตั้งโปรแกรมของค่ายอื่น ๆ เพิ่มเติมเลย ( ถือว่า เป็นการเห็นแก่ตัวของ Microsoft อย่างแรง และ นี่คือ ความไม่เป็นธรรม ...ไม่ควรเป็น สาวก )

คน ดูที่ ...การกระทำ

ผู้นำ ดูที่ ...การเสียสละ

สภาพที่ Programmer ไม่รู้จะพัฒนาด้วยอะไรดี MFC & .NET ทำงานบน Windows เก่าได้ แต่ทำ Win 8 New Style ไม่ได้ ยกเว้นจะใช้ WPF สำหรับ Display ส่วน I/O แยก Source Code ระหว่าง .NET กับ Win RT รวมทั้งหากย้ายไปค่าย อื่น ๆ ไม่ว่าจะ iOS หรือ Android จะรุ่งหรือไม่ รวมทั้งตอนนี้มี App เยอะมากแล้ว รวมถึง Windows App Store ด้วย

คำตอบที่ดีที่สุดขณะนี้ คือ Web App เพื่อทำงานแบบ Cross-Platform อย่างแท้จริง

โดยแยก MVC ออกเป็น 3 ส่วน คือ

  • Module = Application Server

  • View หรือ Display = HTML5

  • Control = CGI

แล้วแต่ความถนัดของแต่ละบุุคคล ครับ

อ้างถึง @ http://www.jinisoft.com/index_th.html

ส่วนตัว ขณะนี้ผมกำลังพัฒนา Application Server ให้ Compatible ระดับ Binary Protocol & File ทั้ง Java, C# และ C++ 11 สำหรับ Java & C# รวมถึง C# บน Mono Project ด้วย โดยผมจะเน้นงานด้าน Customize เพื่อย้าย Desktop มาสู่โลกของ Web App และ Port ข้อมูลจาก Desktop มาลง Cloud Computing

รวมทั้งรองรับ HR, ERP\CRM และ ทำงาน ( Add-in ) ร่วมกับ Microsoft Office, Apache Office และ Application Server ต่าง ๆ ซึ่งน่าจะเสร็จทันทั้งหมด สิ้นปีนี้ เพื่อเริ่มสร้าง Cloud Computing บน Linux Server กระจายไปประเทศต่าง ๆ ที่เปิดจำหน่าย ทั้ง Freeware สำหรับ Public และ Comercial สำหรับ Private ในลำดับต่อไป

หลังจากนั้นจะเริ่มงาน AI เก่าซึ่งค้างไว้ มาเสริมต่อ โดยเฉพาะ Machine Learning, Digital Signal Processing, Digital Image Processing, Natural Language Processing & Translation เพื่อสร้าง Expert System ทำงานแทน Programmer เต็มรูปแบบ และ Search Engine ในลำดับต่อไป

ขณะนี้ผมต้องมั่นใจเรื่อง Security ก่อน ( ค่อย ๆ เดินทีละก้าว ...อย่างมั่นใจ )

เพราะงานด้าน e-Commerce หากมีปัญหา ...เพียงครั้งเดียว สิ่งที่ทุ่มเทมาทั้งหมด ก็จะสูญเปล่า

สงสัย “คุณ MK” แกคงจะคิดว่า คนใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะหัวช้าหรือปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ไม่ได้ในแบบที่แกเป็นอยู่มั๊ง แต่อันที่จริงในกรณีของ Windows 8,8.1 นี่ผมก็ไม่เห็นว่าจะต้องใช้ความพยายามในการปรับตัวอะไรมากนะ ถึงแม้มันจะมีเปลี่ยนแปลงไปมาก(ถ้าเทียบกับ 7) แต่ถ้าคนใช้ทั่วไปสักคน(ที่ไม่จำเป็นต้องอ้างศัพท์แสงทางเทคนิคอะไรลึกๆ เพียงเพื่อให้ตนเองดูเหมือนเป็นคนฉลาด)จะแปลภาษาอังกฤษของเมนูคำสั่งแต่ละจุดรู้เรื่องบ้างผมคิดว่า ใครๆก็ใช้ Windows 8 เป็นเหมือนกันหมด เท่าที่ใช้มาผมยังมองไม่เห็นว่าOptions หรือเมนูคำสั่งตรงไหนในวินโดว์ 8 มันจะหมกเม็ด หรือไม่เป็นไปตามนั้นเลยแม้แต่คำสั่งเดียว...การทำงานบน Desktop ก็ ใช้งานได้ไปตามปกติ จะว่าไปง่ายกว่าเดิมซะด้วยซ้ำ มีเครื่องไม้เครื่องมืออำนวยความสะดวก เพิ่มเข้ามา ชัดเจนกว่า Windows รุ่นก่อนๆซะอีก
สำหรับกลุ่มคนที่ออกอาการรับการเปลี่ยนแปลงของ Windows 8 ไม่ได้จริงๆ ผมขอสรุปเอาเองว่า

  1. คุณเป็นคนใช้ Computer ที่ติดหนึบกับวิธีกการแบบเก่าๆเดิมๆมากจนเกินไป หรือพูดง่ายๆว่าใช้จากความเคยชินมากกว่า พอย้ายตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่า หรืออาจจะเป็น Icon อะไรบางอย่างออกไปจากจุดเดิมที่เคยคลิก มันเลยทำให้คุณเอ๋อเหลอ,ใบ้แดก,ทำอะไรไม่ถูก ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเหมือนอย่างเคยก็เลยไปเหมารวมว่ามันไม่ดี

  2. จากข้อ1. ถ้าคุณเป็นคนพอมีโอกาศได้แสดงความคิดไม่ว่าจะผ่านทางสื่อไหนก็ช่าง ก็จะถือโอกาศนั้นแสดงความคิดเห็นของตนออกมาในแบบบทความขั้นต้นนี้ เพื่อเป็นการโชว์พาวให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า ตูข้านี่แหละ เจ๋งเป้งยิ่งกว่าทีมงานพัฒนาของ Microsoft ซะอีก ขนาดเก่งๆอย่างฉันยังคิดว่ามันเป็นไปได้ยากเลย แล้วทีมงาน Microsoft จะทำได้ไง?

  3. จากความเท่(ตายหละ)ที่ได้แสดงแนวคิดอันอันแสนจะงี่เง่าตามข้อสอง(หรืออย่างในบทความนี้ และบทความที่ชื่อ Windows 8 ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน หรือ Windows 8.1 มาแล้ว จากไทยรัฐ) บางคนอาจจะไม่มีโอกาศแสดงความคิดเห็นเต็มรูปแบบอย่างที่ คุณ MK ทำ แต่บังเอิญว่าเป็นพวกที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะมันจะทำให้คนพวกนี้ดูเหมือนเป็นคนที่ฉลาดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ก็เลยเออ!..”ใช่เลย เห็นด้วย” ไปกับบทความขั้นต้น(จะได้มีพวก)

  4. จากข้อ 4. ผู้เขียนก็พอจะสรุปด้วยภาษาที่แสนจะรียบง่าย แต่ทว่ามีความชัดเจนอยู่ในตัวยิ่งนักว่า....บทความนี้มาจาก ”คนงี่เง่าถ่วงความเจริญ เขียนบทความงี่เง่า เพื่อตอกย้ำความงี่ และก็จะมีแต่คนงี่เง่า หูเบาเท่านั้นแหละที่จะหลงเชื่อโดยง่าย โดยที่ไม่ได้พิสูตรข้อเท็จจริงอย่างลึกซึ้ง”
    ผมไม่มั่นใจว่าคุณ MK กับคุณ Mark Blognone อะไรนี่จะเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า แต่จะชื่ออะไรก็ช่างเหอะไม่ใช่ประเดน เพราะผมมีคำแนะนำอยู่ว่า

  • น่าจะไปตัดแว่นใหม่นะเผื่อว่าจะได้มองอะไรต่อมิอะไรได้กว้างไกลกว่านี้
  • ออกกำลังกายบ้างก็ดีมันทำให้สมองแจ่มใสปลอดโปล่ง ดีกว่าหมกมุ่นดักดานอยู่ในกะลา

อาจจะเป็นการออกความคิดเห็นที่อ่านแล้วรู้สึกขุ่นเคืองสำหรับใครบางคน แต่ผู้ร้ายปากหนักอย่างผมก็อยากจะเห็นสังคม IT ของเมืองไทยพัฒนาได้ทัดเทียมกับหลายๆประเทศบ้าง...ก็เท่านั้น