GitHub เปิดซอร์สส่วนขยาย GitHub Copilot Chat ที่ใช้เชื่อม VS Code เข้ากับบริการ GitHub Copilot กลายเป็นโครงการโอเพนซอร์ส สัญญาอนุญาตแบบ MIT โดยให้เหตุผลสำคัญว่าปัญญาประดิษฐ์ในช่วงหลังดีขึ้นมาก และการสร้างพรอมพ์พิเศษที่เป็นความลับเพื่อให้เขียนโค้ดได้ดีขึ้นนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
ด้านดีของการโอเพนซอร์สนั้นมีหลายอย่าง เช่น เปิดให้ชุมชนเข้ามาช่วยแก้บั๊กและทดสอบฟีเจอร์ใหม่ๆ, ปรับปรุงการทำงานร่วมกับส่วนขยายอื่นๆ, และเปิดให้นักพัฒนาเข้ามาตรวจสอบว่า GitHub ส่งข้อมูลอะไรกลับเซิร์ฟเวอร์บ้าง
ก่อนหน้านี้มีความพยายามสร้างส่วนขยายสำหรับ VS Code ที่ทำหน้าที่คล้ายกับ GitHub Copilot หลายตัว เช่น Continue, Cline, หรือ Roo Code โดยความต่างสำคัญคือส่วนขยายเหล่านี้มักไม่ได้ผูกกับบริการแบบสมัครสมาชิกรายเดือนเท่านั้น แต่เปิดให้นักพัฒนาสามารถจัดหาปัญญาประดิษฐ์มาใช้เองได้ด้วย ตัวส่วนขยาย GitHub Copilot Chat เองก็มีฟีเจอร์ใช้ API key ส่วนตัวด้วย การโอเพนซอร์สโค้ดออกมาจึงน่าจะสร้างการแข่งขันเพิ่มเติม
ที่มา - VS Code Blog
on
"ใน VS Code…
EngineerRiddick Tue, 20/05/2025 - 09:22
"ใน VS Code ระบุพรอมพ์ไม่จำเป็นต้องเป็นความลับอีกแล้ว" ?
ผมอ่านเข้าใจถูกหรือป่าว ว่า พรอมพ์ codeที่แปะๆไปส่วนตัว มันจะไปโผล่ให้คนอื่นที่ไม่ใช่ทีมงานMS เห็นได้ ? หรือ พรอมพ์ที่ว่าเป็นคนละส่วนกัน
หมายถึง system prompt…
lew Tue, 20/05/2025 - 22:28
In reply to "ใน VS Code… by EngineerRiddick
หมายถึง system prompt ที่ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยเขียนโค้ดครับ
สมัยแรกๆ (โดยเฉพาะ GPT-3.5) พรอมพ์พวกนี้ยาวมาก และต้องกำหนดเงื่อนไขหลายส่วนชัดเจน เช่น จะแบ่งโค้ดที่ต้องการแก้ไขอย่างไร จะระบุชื่อไฟล์ที่ต้องการแก้ไขอย่างไร ฯลฯ พวกนี้กลายเป็นสูตรลับของผู้ให้บริการแต่ละราย เพราะแต่ละวิธีมีคุณภาพต่างกันมาก เว็บ AI จำนวนมาก แชร์พรอมพ์แล้วคนเข้าเยอะๆ ช่วงแรกก็แบบนี้ รวมถึงการจ้าง "prompt engineer"
แต่ LLM ช่วงหลังๆ บอกให้ชัดเจนพอ เช่น "แก้โค้ดแล้วส่งเป็น diff format", "ส่งเฉพาะโค้ดที่อยากแก้ใน <block>" พวกนี้ LLM รุ่นใหม่ๆ ตอบได้อย่างเสถียรมาก ผิดน้อย มี error น้อย ทำให้ system prompt ที่เคยเป็นความลับไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป (ทุกคนทำได้เหมือนกันหมด เขียนไม่ละเอียดเท่า ผลก็ใกล้ๆ กัน)