เราจะได้เห็น Juniper ค่ายผู้ผลิตอุปกรณ์เน็ตเวิร์กรายใหญ่คู่แข่งของ Cisco เปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สนับสนุนโปรเจ็กต์ Stratus ของตัวเอง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์คอมพิวติงในปีหน้าแน่นอน อันประกอบด้วยสวิตช์และเราเตอร์ที่เชื่อมโยงเข้าหากันในรูปของ Virtual Chassis
Juniper ได้ร่วมมือกับ IBM พัฒนาโครงการ Stratus เพื่อยุบรวม switching fabric ระดับต่างๆ ไว้ในฮาร์ดแวร์ชุดเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความล่าช้าในการส่งข้อมูลบนระบบคลาวด์
- 7 comments
- 948 reads
- Read more
Juniper นั้นแม้จะมีชื่ออยู่พอตัวในกลุ่มสินค้าเราท์เตอร์แกน (Core Router) แต่ด้วยขนาดบริษัทแล้ว ความครบของสินค้าก็ยังขาดเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างซิสโก้อยู่พอตัว ล่าสุด Juniper ก็เข้าซื้อ Trapeze Networks ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายระดับองค์กรมาเสริมให้ครบช่วงแล้ว
ก่อนหน้านี้ Juniper มีเพียง AX411 ที่เป็น Access Point เป็นสินค้าในกลุ่มเครือข่ายแลนไร้สายเพียงตัวเดียว แต่สินค้าจาก Trapeze Networks นั้นมีความสามารถในการจัดการช่องสัญญาณได้ดีขึ้น ตลอดจนเทคโนโลยี mesh
การซื้อขายครั้งนี้มีมูลค่า 152 ล้านดอลลาร์ ไม่แพงนักหาก Juniper สามารถทำตลาดได้ดี เพราะบริษัทวิจัยอย่าง Dell'Oro Group คาดว่าตลาดนี้มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 3.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2014
ที่มา - eWeek
- 6 comments
- 730 reads
ซิสโก้ออกประกาศคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสที่สี่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้าว่า อัตราการเติบโตของบริษัทน่าจะอยู่ที่ 3-5% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้กว่าครึ่ง
การคาดการณ์นี้ทำให้นักลงทุนกลัวว่าซิสโก้กำลังเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม ส่งผลให้หุ้นซิสโก้ตกอย่างหนักรวม 16% ภายในวันเดียว นับเป็นการตกที่หนักที่สุดนับแต่ปี 1994 และยังส่งผลไปถึงหุ้นเทคโนโลยีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์, เอชพี, F5, หรือกระทั่ง Juniper คู่แข่งของซิสโก้เองที่ลงไปอยู่ในแดนลบกันโดยถ้วนหน้า
อย่างไรก็ตามซิสโก้ระบุว่าบริษัทน่าจะกลับมาเติบโตได้อย่างแข๋งแกร่งที่ 12-17% ต่อปีได้ในระยะยาว
ที่มา - Reuters
- 2 comments
- 799 reads
ช่วงหลังๆ บริษัทไอทีทั้งหลายเริ่มกลยุทธ์แนวดิ่ง (Vertical Integration) กันเป็นการใหญ่ ผลพวงจากกลยุทธ์เช่นนี้ทำให้บริษัทเน็ตเวิร์คเช่นซิสโก้หันมาทำเซิร์ฟเวอร์ และบริษัทเซิร์ฟเวอร์อย่างเอชพีหันมาจับตลาดอุปกรณ์เครือข่ายผ่านการควบรวมกับ 3Com/H3C ทำให้ความร้าวฉานฝังรากลึกลงเรื่อยๆ จนวันนี้เอชพีก็ออกมาประกาศเองว่าศูนย์ข้อมูลของบริษัททั้งหกแห่งนั้นปลอดจากซิสโก้โดยสมบูรณ์แล้ว
เราท์เตอร์ที่นำมาใช้งานแทนซิสโก้นั้นเป็นเราท์เตอร์ตระกูล A ของเอชพีเองทั้งหมด โดยเอชพีอ้างว่าการย้ายอุปกรณ์ทั้งหมดทำได้โดยไม่ต้องเสียเวลาดาวน์ระบบแม้แต่น้อย
เอชพีเตรียมให้รายละเอียดการย้ายศูนย์ข้อมูลนี้ในงาน HP IT Forum ในเดือนพฤศจิกายนนี้
ที่มา - HP
- 11 comments
- 1217 reads
Blognone เสนอข่าวของ IPv6 มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหา IPv4 ใกล้หมด (ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันสำคัญให้คนย้ายไปใช้ IPv6)
การประเมินก่อนหน้านี้คือ IPv4 จะหมดในปี 2013 (ประเมินปี 2008) และลดลงมาเหลือ 2012 (ประเมินเมื่อต้นปีนี้) ล่าสุดทางซีอีโอของ American Registry for Internet Numbers ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการหมายเลขไอพีของภูมิภาคอเมริกาเหนือ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าปริมาณ IPv4 เหลือใช้ได้อีกไม่ถึง 1 ปีดี (ถ้านับจากวันนี้ก็คือหมดประมาณกลางปี 2011) ถ้าคิดเป็นสัดส่วนคือเหลือแค่ 6% เท่านั้น
อัตราการใช้งานหมายเลขไอพีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะช่วงอินเทอร์เน็ตบูมเมื่อสัก 3-4 ปีที่ผ่านมา รวมถึงความนิยมในอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ ที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างสมาร์ทโฟน เป็นต้น และทางแก้ที่เตรียมการกันไว้คือการใช้ IPv6 ก็ยังไม่ถูกดำเนินการกันมากนัก
ที่มา - ReadWriteWeb
- 16 comments
- 2466 reads
ปลายปี 2012 โลกอาจจะยังไม่แตกอย่างที่หลายๆ คนคิด แต่อินเทอร์เน็ตนั้นกำลังจะไม่มีทางเติบโตอีกต่อไป เนื่องจาก IPv4 หมดลงภายในอีก 590 วัน และยังเหลือให้ลูกค้ารายย่อยไปขอใช้อีก 958 วัน (IPv4 Countdown)
The Number Resource Organization (NRO) ตัวแทนของหน่วยงานจดทะเบียนหมายเลขไอพี 5 หน่วยงานได้ออกรายงานฉบับล่าสุดระบุว่าหมายเลขไอพีได้ลดลงต่ำกว่าร้อยละ 10 เป็นครั้งแรก กระทั่งบล็อคที่ไม่เคยมีการใช้งานเช่น 1.0.0.0/8 นั้นก็ถูกแจกจ่ายออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ภาวะเช่นนี้ ประกอบกับความล่าช้าในการย้ายไปสู่ระบบ IPv6 ทำให้ค่อนข้างแน่ชัดว่าจะไม่มีการย้ายแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่โลกของเรากำลังจะใช้ IPv4 จนหมดและคนที่เหลือจะถูกบังคับให้ใช้ IPv6 ไปเอง ข้อเสียของแนวทางนี้คือการเปลี่ยนแปลงจะไม่มีการทดสอบอย่างค่อยเป็นค่อยไป เราอาจจะต้องแปลกใจที่ลูกค้าจำนวนมากไม่สามารถเข้าเว็บใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาได้ เนื่องจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์เป็น IPv6 หรือไม่เราก็อาจจะเจอมหกรรม NAT ครั้งมโหฬาร เราอาจจะได้ใช้ www.google.com:89 www.google.com:90 ... ก็เป็นได้
ส่วนตัวผม หายนะครั้งนี้คือโอกาสทองครั้งใหม่ของบริษัท IT Vendor ทั้งหลาย การอัพเกรดทั้งซอฟต์แวร์, ฮาร์ดแวร์, หรือกระทั่งทั้งระบบจะถูกบังคับอย่างไม่มีทางเลือก ดังนั้นเหลือเวลาอีกสองปีก็เก็บๆ ผู้เชี่ยวชาญไว้ในมือกันได้เลย
ที่มา - ArsTechnica, NRO
- 22 comments
- 4024 reads
ในอดีตการพัฒนาประเทศเริ่มจากการทำการเกษตรให้เข้มแข็ง ปัญหาพื้นฐานของศตวรรษที่ 19 และ 20 คือ การหาอาหารเลี้ยงประชาชนให้พอเพียง หลังจากศตวรรษที่ 19 โลกเริ่มก้าวสู้การปฏิวัติอุตสาหกรรม ผลคือ การผลิตสินค้าจากโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ การกระจายสินค้าออกสู่ตลาดอย่างทั่วถึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นการสื่อสารคมนาคมจึงได้ถูกปรับปรุงอย่างรวดเร็วทั่วโลก อันที่จริงแล้วความสำคัญของการสร้างถนนเพื่อการเดินทางอย่างรวดเร็วนั้นเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่สมัยโรมัน หรือสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่น รวมทั้งสมัยโตกุกาว่าในญี่ปุ่น แต่ยังมุ่งเน้นการใช้งานในแง่การสื่อสารเพื่อการปกครองมากกว่า แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้การสร้างระบบคมนาคมเป็นหัวใจสำคัญยิ่งที่จะเชื่อมโยง แหล่งผลิตวัตถุดิบ โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า ตลาด และ ลูกค้าเข้าด้วยกัน เริ่มจากระบบรถไฟในสมัยวิคตอเรียที่กระจายทั่วยุโรป ระบบถนนที่ถูกผลักดันโดยการสร้าง เอาโตบาห์นในเยอรมันและระบบ อินเตอร์เสตทไฮเวย์ในสหรัฐ ท่าเรือระดับโลกในหลายประเทศ ประเทศที่มีระบบคมนาคมที่ดีจะมีค่าขนส่งต่ำทำให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีกว่าประเทศอื่น ประเทศไทยเราเองก็ทุ่มเทงบประมาณอย่างมหาศาลในการสร้างระบบขนส่งคมนาคมมาจนทุกวันนี้ ทำให้ไทยมีระบบการขนส่งที่ดีขนาดหนึ่ง อย่างไรก็ดีโลกได้เริ่มเปลี่ยนไป แนวทางการพัฒนาเหล่านี้ที่เคยได้ผลจะกลายเป็นของล้าสมัย
- 3 comments
- 1900 reads
- Read more





