Tags:
Node Thumbnail

จินตนาการถึงเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวก เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์เสมอมา ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดทางความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้มนุษย์ไม่สามารถทำให้จินตนาการเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงได้ เป็นได้เพียงความฝันที่รอวันที่จะกลายเป็นจริงขึ้นมาในอนาคต และหนึ่งนวัตกรรมที่เคยเป็นเพียงจินตนาการอย่างรถยนต์ไร้คนขับ ทุกวันนี้ก็ใกล้ที่จะเป็นแค่อดีตและถูกนำมาวิ่งจริงบนท้องถนนเข้าไปทุกเมื่อแล้ว

ที่มาที่ไปและจุดเริ่มต้น

ใช่ว่ารถยนต์ไร้คนขับเพิ่งเกิดมาไม่นาน จริงๆ แล้วความคิดริเริ่มในการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับเกิดขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1920s หรือไม่นานหลังจากรถยนต์เริ่มถูกผลิตเป็นสินค้าจำนวนมากด้วยซ้ำไป

แต่การประดิษฐ์รถยนต์ไร้คนขับเพิ่ง "เป็นรูปเป็นร่าง" ขึ้นมาเมื่อทศวรรษที่แล้วเท่านั้น เมื่อพูดถึงวงการรถยนต์ไร้คนขับในปัจจุบัน จะพบว่ามีผู้ผลิตนับ 10 เจ้า เช่น GM, Volvo, Mercedes-Benz, BMW ฯลฯ แต่ผู้ผลิตที่จุดประกายการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับในปัจจุบัน มีความก้าวหน้ามากที่สุด และชิงพื้นที่สื่อได้เยอะที่สุด คงหนีไม่พ้น "กูเกิล" ยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีและเทคโนโลยีนั่นเอง

กูเกิลเริ่มโครงการรถยนต์ไร้คนขับในปี 2009 (แต่ประกาศต่อสาธารณะในปี 2010) หัวหอกคนสำคัญในการริเริ่มพัฒนารถยนต์ไร้คนขับคือ Sebastian Thrun อดีตผู้อำนวยการห้องทดลองปัญญาประดิษฐ์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford Artificial Intelligence Laboratory) และผู้ร่วมคิดค้น Google Street View

Sebastian Thrun เป็นนักวิจัยและวิศวกรด้านหุ่นยนต์อยู่ที่ Stanford จุดเริ่มต้นของเขาในการสร้างรถยนต์ไร้คนขับเริ่มขึ้นเมื่อเขาเข้าร่วมการแข่งขัน DARPA Grand Challenge 2005 ซึ่งเป็นการแข่งรถวิบากโดยใช้รถยนต์ไร้คนขับภายในเวลาที่จำกัด ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกา (Defense Advanced Research Projects Agency)

จุดประสงค์แรกเริ่มของ DARPA Grand Challenge คือการสร้างรถยนต์ไร้คนขับสำหรับกิจการทหาร เริ่มจัดการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี 2004 แต่ไม่มีผู้ชนะ จึงจัดการแข่งขันอีกครั้งในปี 2005 และทีมที่สามารถคว้ารางวัลไปได้คือทีมจากมหาวิทยาลัย Stanford ของ Thrun

รถยนต์ที่ Thrun ใช้แข่งขันมีชื่อว่า Stanley เป็นรถ SUV รุ่น Touareg ของ Volkswagen

Stanley อาศัยข้อมูลของภูมิประเทศและถนนจากเลเซอร์บนหลังคา 5 ตัว และสร้างเป็นกลุ่มเมฆจุด (point cloud) แบบสามมิติออกมา และทำงานควบคู่ไปพร้อมกับกล้องวิดีโอเพื่อประเมินเส้นทางด้านหน้าที่อยู่เกินขอบเขตของการตรวจจับของเซ็นเซอร์ พร้อมกับระบบ GPS ที่ติดตั้งมาด้วย เพื่อให้โปรเซสเซอร์ที่ด้านหลังรถประมวลผลเป็นเส้นทางที่รถควรจะวิ่ง รวมไปถึงอุปสรรคต่างๆ รอบตัวรถที่ควรหลีกเลี่ยง

Stanley จึงเปรียบเสมือนรถยนต์ต้นแบบที่กูเกิลนำมาพัฒนาและต่อยอด เมื่อ Thrun เข้ามาร่วมรับผิดชอบและริเริ่มพัฒนารถยนต์ไร้คนขับของกูเกิลในปี 2009

alt="Stanford-Stanley-Portrait"

ภาพรถยนต์ Stanley จาก ExtremeTech

โครงสร้างการทำงานของรถยนต์ไร้คนขับ

ในเมื่อกูเกิลไม่ใช่บริษัทผลิตและพัฒนารถยนต์ สิ่งที่กูเกิลทำจึงเป็นสิ่งที่ตนเองถนัด คือการพัฒนาซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่ช่วยให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้โดยไม่ใช้มนุษย์ โดยเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนเองของรถนั้นประกอบไปด้วย

ระบบแผนที่

ระบบแผนที่ ถือได้ว่าเป็น "กุญแจสำคัญ" ของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเลยก็ว่าได้ เพราะตัวรถไม่ได้ประมวลผลสภาพแวดล้อมทั้งหมดด้วยตัวมันเองเสียทีเดียว แต่อาศัยข้อมูลการจราจรและองค์ประกอบอื่นๆ รอบข้างจากแผนที่นี้ในการช่วยประมวลผลและตัดสินใจ

แผนที่นี้ไม่เป็นแค่แผนที่ Google Map หรือ Street View แต่เป็นเส้นทางเสมือนจริง (virtual track) ที่ข้อมูลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นไฟจราจร ความสูงของไฟจราจร ตำแหน่งทางม้าลาย ป้ายสัญญาณหยุด ระยะระหว่างถนนและทางเดินเท้า ความกว้างของเลน เส้นที่ตีบนถนน (สีขาว, สีเหลือง) หรือแม้แต่ข้อมูลของความเร็วสูงสุดที่อนุญาตให้รถวิ่งในถนนเส้นนั้นๆ ถูกเก็บและรวบรวมไว้เป็นข้อมูลดิจิทัลเสมือนจริงของโลกที่แม่นยำมากๆ (ultra-precise digitization of physical world)

รถยนต์ไร้คนขับของกูเกิลต้องอาศัยแผนที่เสมือนจริงนี้อย่างมากในการเดินทาง ทำให้ตอนนี้รถไม่สามารถขับเคลื่อนออกไปนอกอาณาบริเวณเมือง Mountain View รัฐแคลิฟอร์เนียได้ด้วยตัวเอง (เพราะมีข้อมูลแผนที่อยู่แค่นี้) แต่ทางกูเกิลเองก็พยายามพัฒนาให้รถยนต์พึ่งพาแผนที่นี้ให้น้อยที่สุดในอนาคต เพื่อจะไม่ต้องเก็บข้อมูลแผนที่ละเอียดเช่นนี้ทั้งโลก แถมแผนที่จะกลายเป็นข้อจำกัดชิ้นใหญ่ของรถยนต์ไร้คนขับ เพราะต้องคอยถ่ายโอนข้อมูลมหาศาล และไม่สามารถวิ่งได้เองนอกเส้นทางในกรณีฉุกเฉินหรือหากมีการเปลี่ยนแผนการเดินทางกะทันหัน

alt="f351582af"

ภาพเส้นทางเสมือนจริง (virtual track) เปรียบเทียบกับเส้นทางจริง จาก The Atlantic

สีดำแสดงให้เห็นภาพมุมสูงของถนน ที่มีรายละเอียดเช่นตำแหน่งไฟจราจรและขอบทางเดินเท้า

เซ็นเซอร์

รถไร้คนขับต้องอาศัยเซ็นเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบตัวรถ เพื่อหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง, รถยนต์คันอื่นๆ หรือแม้แต่คนที่เดินข้ามถนน

เซ็นเซอร์ที่ใช้เรียกว่า LIDAR (Light Detection And Ranging) ตั้งอยู่ด้านบนตัวรถ หมุนที่ความเร็ว 10 ครั้งต่อวินาที คอยบันทึกภาพของวัตถุที่อยู่รอบตัวรถเป็น 3 มิติ และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ RADAR ด้านหน้ารถ ที่ตรวจจับและประเมินความเร็วของรถยนต์คันที่อยู่ข้างหน้า เพื่อนำมาประมวลผลและปรับความเร็วของรถไร้คนขับ

อุปกรณ์สำคัญอีกหนึ่งตัวคือกล้องที่ติดตั้งบริเวณด้านหลังกระจกมองหลัง สำหรับการดูไฟสัญญาณจราจร ป้ายสัญญาณต่างๆ สัญญาณทางรถไฟ โคนจราจร หรือแม้แต่สัญญาณมือของคนขับจักรยาน

alt="screen-shot-2014-05-14-at-1-02-48-pm"

เซ็นเซอร์อื่นๆ ในรถ จาก TechCrunch

alt="untitled-113_verge_super_wide"

กล้องหลังกระจกมองหลัง จาก The Verge

ระบบประมวลผล

ฮาร์ดแวร์ประมวลผลถูกติดตั้งไว้ส่วนหลังของรถยนต์ โดยอาศัย input จากส่วนต่างๆ ของรถไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์ แผนที่ และ GPS ก่อนที่จะส่งคำสั่งไปยังซอฟต์แวร์ของรถยนต์ในการคำนวณและสั่งการเพื่อเปลี่ยนเลน, เร่งความเร็ว ลดความเร็ว ฯลฯ

กระบวนการประมวลผลจะแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก

  • ขั้นแรก ระบบจะระบุตำแหน่งแห่งหนของตัวรถก่อน จากทั้ง GPS และแผนที่เสมือนจริง (virtual track)
  • ขั้นที่สอง รวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ทั้ง LIDAR, RADAR (ด้านหน้าตัวรถ) และกล้องหลังกระจกมองหลัง ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะมาช่วยเติมเต็มระบบแผนที่เสมือนจริง ที่ไม่สามารถเก็บข้อมูลของวัตถุที่เคลื่อนที่ได้
  • ขั้นที่สาม ซอฟต์แวร์จะแยกแยะว่าวัตถุใดที่อาจขัดขวางหรือส่งผลกับเส้นทางที่รถจะวิ่ง เช่น รถคันอื่นๆ คนเดินเท้า นักปั่นจักรยาน เป็นต้น แล้วจึงอาศัยอัลกอริธึมในการคาดการณ์ความเป็นไปได้ เพื่อคาดเดาสิ่งที่วัตถุเหล่านั้นจะทำต่อไป โดยอิงข้อมูลจากสิ่งที่วัตถุเหล่านั้นได้กระทำมาและกำลังกระทำอยู่
  • ขั้นที่สี่ ซอฟต์แวร์จะชั่งน้ำหนักระหว่างการคาดการณ์ข้างต้น กับความเร็วและทิศทางของรถ เพื่อวางแผนในการขับเคลื่อน แล้วจึงสั่งให้รถขับเคลื่อนไปในจุดที่ปลอดภัยมากที่สุด

alt="screen-shot-2014-05-14-at-1-04-00-pm"

ภาพจาก TechCrunch

กระบวนการวิเคราะห์และคาดการณ์ความเป็นไปได้ของพฤติกรรมของวัตถุบนท้องถนน กูเกิลจะเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้อัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องจักร (machine learning algorithm) เพื่อสร้างและเรียนรู้รูปแบบของพฤติกรรมของวัตถุต่างๆ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น รถจะหยุดเมื่อไฟแดง และจะไปเมื่อไฟเขียว หรือรถที่ขับตามหลังรถบรรทุกเก็บขยะจะต้องเปลี่ยนเลน เป็นต้น

ข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บรวบรวมจากการขับขี่กว่า 1.1 ล้านกิโลเมตร (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2014) รวมไปถึงจากการที่มนุษย์เข้าควบคุมรถยนต์เอง ระบบจะบันทึกและเรียนรู้ว่าหากเกิดสถานการณ์คับขัน มนุษย์แก้ปัญหาอย่างไรด้วยเช่นกัน

วิดีโอแสดงภาพจำลอง 3 มิติของซอฟต์แวร์จาก The Atlantic

กล่องสีม่วงด้านซ้ายคือรถที่วิ่งอยู่บนถนน ขณะที่กล่องสีเหลืองที่เดินเข้าหาจุดศูนย์กลางวงกลม คือคนที่กำลังเดินมาขึ้นรถ

การทดลองวิ่งบนถนนจริง

กูเกิลเริ่มทดลองวิ่งบนทางหลวงก่อน เพราะประมวลผลข้อมูลค่อนข้างง่าย แถมวิ่งทางตรงเพียงอย่างเดียว กูเกิลใช้เวลาไปกว่าปีครึ่ง ระยะทางกว่า 160,000 กิโลเมตร เมื่อได้ผลตามเป้าและวิ่งได้อย่างไม่มีปัญหาแล้ว เมื่อต้นปี 2012 กูเกิลจึงหันไปทดสอบบนถนนในตัวเมืองที่มีความวุ่นวายและยากแก่การประมวลผลมากขึ้น

การวิ่งในตัวเมืองยังพบปัญหาที่ทางกูเกิลต้องหาวิธีแก้ไขกันต่อไป ปัญหานี้คือ "การตัดสินใจกรณีฉุกเฉินหรือเหตุการณ์เฉพาะ" เพราะถนนในตัวเมืองมีความซับซ้อน (complex) กว่าทางหลวงค่อนข้างมาก ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการประมวลผลของตัวรถนั้นมีนับไม่ถ้วน ทำให้ตัวรถต้องคอยระแวดระวังวัตถุรอบคันตลอดเวลา และที่สำคัญ การตอบสนองต่อเหตุการณ์แต่ละครั้งก็แตกต่างกันไป เช่น คนข้ามถนน บางคนอาจจะรอสัญญาณไฟแล้วค่อยข้าม ขณะที่บางคนจะข้ามเมื่อไหร่ก็ข้ามตามใจฉัน หรือบางคนแค่ยืนรอบริเวณริมฟุตบาท ไม่ได้คิดจะข้าม เป็นต้น ซอฟต์แวร์ของรถต้องสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ยืดหยุ่นเช่นนี้ได้ตลอดเวลา

อีกหนึ่งปัญหาที่วิศวกรยังให้ความสนใจคือปัญหาด้านสภาพอากาศ ถึงแม้ตอนนี้ตัวรถจะสามารถรับมือกับสภาพอากาศอย่างฝนตกหรือหมอกได้ไม่แตกต่างกับการควบคุมของมนุษย์ แต่ทีมวิศวกรยังคงเป็นห่วงการควบคุมรถเมื่อขับด้วยความเร็วขณะที่ฝนตกหนัก และนี่ยังไม่รวมการขับบนหิมะหรือขณะที่หิมะตกที่ยังไม่ได้ทำการทดสอบอีกด้วย

ในการทดสอบทุกครั้ง วิศวกรที่นั่งไปด้วยจะมีหน้าที่ 2 อย่างคือ ติดตามกระบวนการทำงานของรถ และคอยส่งข้อมูลทุกอย่างกลับไปที่ศูนย์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงและพัฒนาต่อไป รวมไปถึงคอยควบคุมรถหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น (บริเวณคอนโซลเกียร์ จะมีปุ่มแดงใหญ่ สำหรับเปลี่ยนโหมดจากอัตโนมัติเป็นควบคุมด้วยมือ)

ปัจจุบัน ทีมพัฒนายังคงทดลองวิ่งบนถนนในเมือง Mountain View อยู่ทุกวัน วันละกว่า 8 ชั่วโมง และตั้งเป้าว่ารถจะต้องสามารถวิ่งไปได้ทั่วทั้งเมือง ภายในเดือนตุลาคมนี้

อนาคตที่กำลังจะมาถึง

คงไม่นานเกินรอนักที่เราจะได้เห็นรถไร้คนขับมาวิ่งบนถนนจริงๆ (แต่ในบ้านเราเป็นคงอีกเรื่องหนึ่ง ฮ่า) นอกจากการพัฒนารถไร้คนขับของบริษัทใหญ่ๆ แล้ว ในยุโรปยังมีการพัฒนาระบบที่เรียกว่า “Road Train" หรือ ขบวนรถขับเคลื่อนกึ่งอัตโนมัติที่จะขับตามรถที่มีคนขับคันหน้าสุด รวมไปถึงยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบคมนาคมที่คอยเอื้อให้รถไร้คนขับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหรืออุปสรรคข้างหน้าจะไม่ได้มีแค่เทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของสังคมและกฎหมาย เพราะเทคโนโลยีมักล้ำหน้าและก้าวไปเร็วกว่า เราจึงต้องรอให้สองสิ่งนี้ปรับตัวตามมาเสมอๆ

การจะได้เห็นรถไร้คนขับมาวิ่งบนถนนอาจใช้เวลาไม่นาน แต่การเปลี่ยนผ่านจากยุคที่คนต้องคอยควบคุมรถ ไปสู่ยุคไร้คนขับอย่างจริงจังนั้นอาจต้องใช้เวลาอีกมาก เพราะในฐานะของใหม่ที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของคน สิ่งแรกที่จะถูกตั้งคำถามคือความน่าเชื่อถือของมัน

จุดประสงค์แรกเริ่มของการคิดค้นและพัฒนารถไร้คนขับมีหลักการว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาด (error) ของมนุษย์ จึงจำเป็นต้องอาศัยเครื่องจักร (machine) ที่ผ่านการพัฒนาและคำนวณจนแม่นยำและมีประสิทธิภาพเข้ามาทดแทนความผิดพลาดของมนุษย์ แต่สุดท้ายก็ยังมีข้อถกเถียงโลกแตกว่า ระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรนั้นสิ่งไหนน่าเชื่อถือมากกว่าและมีข้อผิดพลาดน้อยกว่ากัน

อาจเป็นเพราะประสบการณ์ต่อเทคโนโลยีที่ผ่านมา เราเห็นทั้งข้อผิดพลาด และช่องโหว่ต่างๆ ของตัวเทคโนโลยีเอง จึงอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะเพื่อสร้างความเชื่อใจต่อรถไร้คนขับว่ามีความปลอดภัยและมีข้อผิดพลาดน้อยกว่ามนุษย์ นี่ยังไม่นับรวมประเด็นที่ว่าด้วยข้อมูลส่วนบุคคลของคนขับ และความสามารถในการป้องกันการแฮ็กอีก (ประเด็นนี้ทางกูเกิลยืนยันว่าใช้ระบบป้องกันหลายชั้น และหากถูกเจาะได้ แฮ็กเกอร์ก็ไม่สามารถเข้าควบคุมรถได้)

ในแง่ของกฎหมาย ขณะนี้บางมลรัฐในสหรัฐอเมริกาเช่น วอชิงตัน, เนวาดา, ฟลอริดา และแคลิฟอร์เนีย เริ่มอนุญาตให้รถไร้คนขับสามารถวิ่งบนถนนได้แล้ว แต่ยังเป็นแค่การวิ่งเพื่อทดสอบเท่านั้น และกว่าที่รถยนต์ไร้คนขับจะวิ่งได้อย่างถูกกฎหมายโดยสมบูรณ์คงใช้เวลาอีกมาก (ทั้งนี้มีนักวิชาการด้านกฎหมายในสหรัฐบางคนชี้ว่า รถยนต์ไร้คนขับไม่ได้ละเมิดกฎหมายรัฐใดอย่างชัดแจ้ง ฉะนั้นแล้วมันจึงมีสถานะที่ถูกกฎหมายไปโดยปริยาย)

สถานการณ์ของฝั่งยุโรปอาจดูเปิดกว้างมากกว่าสหรัฐ (อาจเป็นเพราะมีบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายเจ้าช่วยกันล็อบบี้?) เพราะเพิ่งมีการแก้ไขอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการจราจรบนถนนให้รถยนต์สามารถวิ่งได้ด้วยตัวเองแล้ว โดยอนุสัญญาที่ถูกแก้นี้ระบุไว้ว่าคนขับจะต้องสามารถเข้าควบคุมรถไร้คนขับได้ตลอดเวลา จึงอาจพอเป็นคำตอบต่อข้อถกเถียงโลกแตกข้างต้นได้ว่า ท้ายที่สุดมนุษย์ก็ยังไม่ไว้ใจเครื่องจักรอย่างสมบูรณ์อยู่ดี

อ้างอิง

  • บทความจาก The Atlantic
  • บทความจาก CNET
  • บทความจาก CityLab (1, 2)
  • บทความจาก TechCrunch
  • บทความจาก The Cooper Firm
  • บทความจาก The Economist
  • เอกสาร Self-Driving Cars: The Next Revolution โดย KPMG (PDF)
  • เอกสาร Self-Driving Cars: Are We Ready? โดย KPMG (PDF)
  • เอกสารบันทึกการประชุมแก้ไขอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการจราจรบนถนน ของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจยุโรป แห่งคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC), (PDF)
  • ภาพ thumbnail จาก Humster3D
Get latest news from Blognone

Comments

By: panurat2000
ContributorSymbianUbuntuIn Love
on 13 July 2014 - 00:01 #721197
panurat2000's picture

ทุกวันนี้ก็ใกล้ที่จะเป็นแค่อดีตและถูกนำมาวิ่งจริงบนนท้องถนนเข้าไปทุกเมื่อแล้ว

บนนท้องถนน => บนท้องถนน

สำหรับประเมิณเส้นทางด้านหน้าที่อยู่เกินขอบเขตของการตรวจจับของเซ็นเซอร์

ในการตรวจจับและประเมิณความเร็วของรถยนต์คันที่อยู่ข้างหน้า

ประเมิณ => ประเมิน

อาณาบริเวณเมือง Mountain View รัฐแคลิฟอเนียร์

และแคลิฟอเนียร์ จะเริ่มมีการอนุญาตให้รถไร้คนขับสามารถวิ่งบนถนนได้แล้ว

แคลิฟอเนียร์ => แคลิฟอร์เนีย

ในกรณีฉุกเฉินหรือหากมีการเปลี่ยนแผนการเดินทางกระทันหัน

กระทันหัน => กะทันหัน

ในการคำนวนและสั่งการเพื่อเปลี่ยนเลน

ที่ผ่านการพัฒนาและคำนวนจนแม่นยำ

คำนวน => คำนวณ

ระบบจะบันทึกและเรียนรู้ว่าหากเกิดสถานการณ์คับขึ้น

สถานการณ์คับขึ้น => สถานการณ์คับขัน

มีความซับซ้อน (complex) กว่าทางหลวงมากค่อนข้างมาก

มากค่อนข้างมาก => ค่อนข้างมาก

ดังนั้นจึงอาจพอเป็นคำตอบต่อข้อถกเถียงโลกแตกข้างตนได้ว่า

ข้างตน => ข้างต้น

By: itpcc
ContributoriPhoneRed HatUbuntu
on 13 July 2014 - 00:36 #721199 Reply to:721197
By: panurat2000
ContributorSymbianUbuntuIn Love
on 13 July 2014 - 00:54 #721204 Reply to:721199
panurat2000's picture

= ="

By: pasuth73
iPhoneWindows PhoneAndroidUbuntu
on 13 July 2014 - 02:11 #721218 Reply to:721204

อุ้ยเรียกป้าแล้วบอทมีอารมณ์ เอาบอทตัวนี้ในใช้ไฟท์กับระบบไร้คนขับของกูเกิล รับรองกูเกิลอ้าปากค้าง

By: gab
Windows PhoneAndroidWindows
on 13 July 2014 - 01:31 #721210 Reply to:721199
gab's picture

ผมว่า มีคนตรวจข่าว/บทความ มันก็ดูสมบูรณ์ขึ้นนะครับ(ในหลายๆ ข่าวผมชอบเรื่องการท้วง/ติงสำนวน ภาษามันสวยขึ้นเย่อะเลย)

By: laner
Windows
on 13 July 2014 - 11:07 #721232 Reply to:721199
laner's picture

ป้าบอท ดูจะแก่ไปน่ะครับ (ต้องคุณระบบวิเคราะห์ข้อมูลการโพต:ผิดคำ,ผิดพยางค์,ผิดสำนวน,ผิดตัวสะกด,ผิดไวยากรณ์,ผิดบัณฑิตราช;)โดยย่อก็คือบอทตรวจบทความ นั่นเอง (โดยความเป็นจริงคือ คุณพานุรัส2000 โดยหลักจิตวิทยา คือผู้หญิง โดยความคิดของผม อาจจะเป็นผู้ชาย หรือหญิง หรือไม่ทั้งสองอย่าง(."".) โดยหลักจริยธรรม ก็คือคนดีศรี Blognon.com นั่นเองครับ

พูดถึงเรื่อง ระบบไร้คนขับ ถ้าจะพูดถึงเครื่องบินบังคับ หรือรถบังคับ ก็ยังทำได้ง่ายกว่า เพราะอยู่ในลู่ในเส้นทางที่กำหนดไว้

แต่เมื่อพูดถึงระบบไร้คนขับ สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลแล้ว ย่อมทำได้ยากกว่า ในแง่ของเทคนิคนั้น สามารถทำได้ง่ายกว่า แต่ในแง่ของเทคโนโลยี ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยอยู่ และพัฒนาความปลอดภัยเก็บสะสมประสบการณ์ การเรียนรู้ปรับปรุง AI(ปัญญาประดิษฐ์(สมองกลคอมพิวเตอร์)) ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้รถสามารถวิ่งบนถนนหลวง(สาธารณ)ได้อย่างปลอดภัย นั่นเอง

เพราะคงไม่มีใครขับรถไปพร้อมกล้องติดบนหลังคา เพียงเพราะต้องการให้มันสามารถวิ่งไปได้โดยไม่ต้องพึงพาอาศัยคนขับ

แต่ในบทดสอบบนท้องถนนจริง มีเพียงระบบช่วยเหลือคนขับเท่านั้นที่พอจะเป็นไปได้ในยุคปัจจุบันนี้เช่นรถยนต์ของค่าย AMG S500 เป็นต้น

ประมาณปี 2020 (ค.ศ.) เป็นต้นไปเทคโนโลยีนี้ น่าจะเริ่มมีใช้

By: landoflaf
Windows
on 13 July 2014 - 11:10 #721236 Reply to:721232
landoflaf's picture

อาจจะเป็น Humanoid Interface กลุ่มของข้อมูลที่มีความคิดที่เป็นตัวกลางสื่อสารรูปร่างมนุษย์ #ผิดเรื่อง

By: nismod
TraineeWriteriPhoneAndroid
on 13 July 2014 - 00:46 #721202 Reply to:721197
nismod's picture

เรียบร้อยครับ ขอบคุณครับ

By: panurat2000
ContributorSymbianUbuntuIn Love
on 13 July 2014 - 00:51 #721203 Reply to:721202
panurat2000's picture

สำหรับประเมิณเส้นทางด้านหน้าที่อยู่เกินขอบเขตของการตรวจจับของเซ็นเซอร์

ในการตรวจจับและประเมิณความเร็วของรถยนต์คันที่อยู่ข้างหน้า

ประเมิณ => ประเมิน

By: HudchewMan
ContributorAndroidWindowsIn Love
on 13 July 2014 - 03:13 #721223 Reply to:721202
HudchewMan's picture

เพื่อประเมิณเส้นทางด้านหน้าที่อยู่เกินขอบเขต

เพื่อประเมินเส้นทางด้านหน้าที่อยู่เกินขอบเขต

.

และทีมที่สามาถคว้ารางวัล

และทีมที่สามารถคว้ารางวัล


~ HudchewMan's Station & @HudchewMan~

By: Hexsense
ContributorAndroidRed HatSUSE
on 13 July 2014 - 05:23 #721224 Reply to:721202
Hexsense's picture

หมุนที่ความเร็ว 10 ครั้งต่อวินาที

ควรจะใช้คำว่า ความถี่ แทน ความเร็ว หรือเปล่าครับ?
หรือความเร็วนี่หมายถึงความเร็วเชิงมุม?

By: neizod
ContributorTraineeIn Love
on 13 July 2014 - 05:29 #721225 Reply to:721197
neizod's picture

caption ภาพคิดว่าควรอธิบายอะไรเกี่ยวกับตัวภาพบ้างครับ (ถึงแม้ว่าบางภาพจะเป็น infographic ที่แปะหัวข้อไว้อยู่แล้ว) บางภาพผมก็ไม่แน่ใจว่าต้องการให้ดูอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?

By: JomMarn
iPhoneAndroid
on 14 July 2014 - 03:01 #721367 Reply to:721197
JomMarn's picture

Google Map -> Google Maps ด้วยครับ

By: itpcc
ContributoriPhoneRed HatUbuntu
on 13 July 2014 - 00:38 #721200
itpcc's picture

ถ้าเอาไว้ขับตอนกลางคืนบนถนนหลวงได้ก็ดี (จริงๆ เอาไว้ขับบนทางด่วนก่อนก็ได้ :) )


บล็อกส่วนตัวที่อัพเดตตามอารมณ์และความขยัน :P

By: Mr.X
iPhoneAndroid
on 13 July 2014 - 05:33 #721226

รถยนต์ไร้คนขับ ถ้าทุกคนหันมาใช้กันหมด จนครบ 100 เปอร์เซ้น
ถนนก็ไม่ต่างอะไรกับสายพาน
รถก็จะไม่ติด ทุกอย่างจะเคลื่อนไปเรื่อยๆ

ไม่รู้ว่าอีก ห้าสิบปีจะได้เห็นหรือเปล่า

By: max212
AndroidRed HatSUSEUbuntu
on 13 July 2014 - 09:28 #721228 Reply to:721226
max212's picture

กว่าจะถึงเวลานั้นอาจจะมีพาหนะอย่างอื่น ขึ้นมาทดแทนก็ได้

By: landoflaf
Windows
on 13 July 2014 - 11:01 #721233 Reply to:721228
landoflaf's picture

Warp gate?

By: chaiwathuy on 13 July 2014 - 10:54 #721231 Reply to:721226

+1 ลองไปหา minority report มาดูจะเห็นภาพพจน์ของ road train ยิ่งขึ้น

By: laner
Windows
on 13 July 2014 - 11:41 #721238
laner's picture

ถ้าตราบใดที่ ยังมีบริษัทผลิตยางรถยนต์
ถ้าตราบใดที่ ยังมีน้ำมันดิบให้สูบออกมาขาย
ถ้าตราบใดที่ เครื่องบินพานิชย์ยังขนส่งผู้โดยสาร
ถ้าตราบใดที่ รถไฟความเร็วสูงยังมีเฉพาะเมืองใหญ่ ๆ
ถ้าตราบใดที่ งบปรับปรุงทางหลวง(ถนนหลวง)ยังมีอยู่
ถ้าตราบใดที่ ระบบขับไอพ้นแรงดันสูงขนาดเล็ก (ยังราคาแพงอยู่)
ถ้าตราบใดที่ โลกยังไม่มีเทคโนโยที่ก้าวหน้ามากกว่านี้
ถ้าตราบใดที่ คนยังซื้อรถแม้ว่ามันจะเหาะไม่ได้ก็ตาม
ถ้าตราบใดที่ คนยังพึ่งพาถนนในการไปสู่สถานที่ใดที่หนึ่งให้ถึงเร็วขึ้น(กว่าเดินไป)
ถ้าตราบใดที่ ยังไม่ถึงยุคเทคโนโลยีพิวัฒน์ (หมายถึงสามารถทำได้จริงเหมือนภาพยนต์ หรือกาตูน)
ถ้าตราบใดที่ ทหารยังไม่เคยได้ผลิต หรือทำเพื่อใช้งานก่อน ตราบนั้น ก็ไม่ต้องหวังว่า สาธารณชนทั่วไปจะพึงใช้ได้ (นั่นไม่มีแน่นอน)

เพราะ
คอมพิวเตอร์เกิดจากหน่วยงานทางด้านการทหาร
รถยนต์เกิดจากหน่วยงานทางด้านการทหาร
เกียร์ออโต้เกิดจากหน่วยงานทางด้านการทหาร
โทรศัพท์เกิดจากหน่วยงานทางด้านการทหาร
อาวุธเกิดจากหน่วยงานทางด้านการทหาร
แฮกเกอร์เกิดจากหน่วยงานทางด้านการทหาร
บังเกอร์เกิดจากหน่วยงานทางด้านการทหาร
เรือเกิดจากหน่วยงานทางด้านการทหาร

ฯลฯเกิดจากหน่วยงานทางด้านการทหาร (."-".)

พูดง่าย ๆ ก็คือเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดจะถูกใช้โดยทหารก่อน จากนั้นเมื่อเริ่มตกยุค สาธารณชนทั่วๆ ก็สามารถใช้ได้ นั่นเองครับ
แต่สิ่งหนึ่งที่ทหารไม่ใช้คือ โทรศัพท์มือถือ(ใช้เฉพาะกิจส่วนตัว) ส่วนความมั่นคงใช้ระบบสือสารของทหารทั้งหมด (สมมติถ้าเกิดพายุสุริยะระดับ K9 ทำให้ระบบสือสารทั้งหมดล่ม หม้อแปลงระเบิด ดาวเทียมพาณิชย์ หรือแม้แต่กระทั้งดาวเทียมทางการทหารของบางประเทศ (ดาวเทียมพาณิชย์สูงจากแผ่นดินโลกขึ้นไปประมาณ 27000-35000 กิโลเมตร) ส่วนของทหารประมาณ 150K ถึง 200K กิโลเมตรจากแผ่นดินโลก) เสียหาย ระบบการสือสารยุคสงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้นที่จะสามารถ นำเอาไปใช้งานได้ อื่น ๆ ก็เหมือนกัน รถยนต์บนทองถนนทั้งหมดที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ก็จะจอดตายกลางถนนทั้งหมดวิ่งไม่ได้สตาสร์ไม่ติด มือถือ สมาสโพน เหล่านี้ 1G 2G 3G 4G 5G ล่มหมด จากสูงสุดสู่สามัญแหล่ะครับคราวนี้ (อันนี้แค่วิเคราะห์นะครับ ถ้ามันเกิดขึ้นจริง)ก็จะเป็นแบบที่ผมเขียนไว้ข้างต้นนั้นแน่นอน (แต่เนตเวอร์กจะยังไม่ล่ม เพราะสายเคเบิลใต้ทองทะเล(มหาสมุทร)ยังใช้งานได้ (เจนาเรเตอร์:เครื่องปั่นไฟอัตโนมัติ) ยังทำงานต่อได้)แต่ถ้าเจอในกรณีของตึก กสท.บางรัก คงช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ น่ะครับๆๆ

เพราะฉะนั้นรถเหาะได้ ทหารต้องได้ใช้ก่อน จึงจะมีขาย (ไม่ได้หมายถึงรถเหาะได้เหมือนเครื่องบินที่ติดใบพัด อันนี้ทหารไม่จำเป็นต้องใช้เพราะเครื่องบินดีกว่าเยอะ)
อื่น ๆ (เอาแค่นี้ครับขี้เกียจพิมพ์แล้ว)

By: lew
FounderJusci's WriterMEconomicsAndroid
on 13 July 2014 - 23:04 #721338 Reply to:721238
lew's picture

รถยนต์เกิดจากการทหาร? นับจากตรงไหนครับ รถยนต์ รถไฟ เครื่องจักรไอน้ำ ผมเห็นจุดเพิ่มต้นจากฝั่งพลเรือนแทบทั้งหมด

แฮกเกอร์แรกๆ อย่างพวก morris' worm หรือ Kevin Mitnick ก็พลเรือน


lewcpe.com, @public_lewcpe

By: nowingnoid
iPhoneAndroidUbuntu
on 14 July 2014 - 01:32 #721361 Reply to:721238
nowingnoid's picture

ไปเอามาจากไหนเหรอ?

By: PaPaSEK
ContributorAndroidWindowsIn Love
on 14 July 2014 - 07:14 #721374 Reply to:721238
PaPaSEK's picture

ตื่นเถิดทหารกล้า ชาวประชาจะปลุกให้

By: cartier
iPhoneAndroid
on 14 July 2014 - 14:50 #721470 Reply to:721238
cartier's picture

ตรรกะนี้ไม่ผ่านนะครับ​ ทุกวันนี้เทคโนโลยี​ขับเคลื่อนด้วยภาคพลเรือน​มากกว่าทางทหาร​ ไม่ได้เหมือน​เมื่อ​ก่อน​แล้ว​ครับ​